สายตรวจ 3 ประสาน “เขตพระนคร” ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย บริเวณสะพานอุบลรัตน์ ตั้งแต่ หน้าสำนักงานกรมที่ดินกรุงเทพมหานคร ถึง ท่าน้ำราชินี เขตพระนคร.

      วันศุกร์ 31 พฤษภาคม 2562 เวลา 10:00 น. นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิพันธ์ นันทศุภกร “ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร” และ นางสาวรุจิรา อารินทร์ “ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร” สั่งการให้ นายเจษฎา ประภาสะวัต “หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ” และ นายคณิต ชุมช่วย “หัวหน้างานตรวจและบังคับการฝ่ายเทศกิจ” นำกำลัง จนท.ฝ่ายเทศกิจฯ “สนง.เขตพระนคร” โดยมี จนท.เทศกิจ ชุด 511,512,514,515,516 , จนท.ฝ่ายรักษาฯ ร่วมกับ จนท.ทหาร สื่อสารที่ 1 , จนท.ตำรวจ สน.พระราชวัง ลงพื้นที่ ตรวจความเป็นระเบียบเรียบร้อย บริเวณสะพานอุบลรัตน์ ตั้งแต่ หน้าสำนักงานกรมที่ดินกรุงเทพมหานคร ถึง ท่าน้ำราชินี เขตพระนคร กทม.

      ทั้งนี้ในการลงพื้นที่วันนี้ สายตรวจ 3 ประสาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนวันงานสำคัญ ที่หน่วยงาน “คณะนายกรัฐมนตรีฯ” จะลงพื้นที่ ( ในวันที่ 3 มิถุนายน 2562 ) ที่จะถึง โดยในวันนี้ จนท.สายตรวจ 3 ประสาน ทหาร ตำรวจ เทศกิจ “เขตพระนคร” ได้ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อย อีกทั้ง ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงภูมิทัศน์ ตลอดเส้นทาง พื้นที่โดยรอบ โดยในส่วนด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร ในวันนี้ ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวัง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ คอยให้ความสะดวกด้านการจราจรแก่รถยนต์ประชาชนที่ขับสัญจรโดยรอบ

      เบื้องต้นงานในวันนี้เพื่อได้เน้นย้ำผลการปฎิบัติตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรีฯ” ในเรื่อง การตรวจร่วม ทั้ง 3 หน่วยงาน ในโครงการ สายตรวจ 3 ประสาน (ทหาร ตำรวจ กทม.) อีกทั้ง เพื่อเน้นย้ำในการปฎิบัติงานตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน. ขวัญเมือง (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ในเรื่อง พรบ. การรักษาความสะอาด เเละ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ( NOW ทำจริง เห็นผลจริง )
สำนักงานเขตพระนคร สายตรวจ3ประสานทหาร #ตำรวจ #เทศกิจ
ปรับปรุงภูมิทัศน์ #บริเวณสะพานอุบลรัตน์
ตามนโยบาย #ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
#NOW_ทำจริง_เห็นผลจริง

เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้น จับกุม บุคคลที่มีพฤติกรรม เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

      เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. ร้อย.ทพ.2102 / ชป.พิเศษที่ 3 ศอ.ปส.ชอน. จัดกำลังพลจำนวน 10 นาย ร่วมกับ ทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี,ร้อย ตชด.235,ร้อย ตชด.236,กองกำกับสืบสวนจว.น.พ.,ตม.จว.น.พ.,สภ.เมืองนครพนม เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เนื่องจากการขยายผล ว่า นายโกมินทร์ น้อยเหล็กดี ( หรือนายอ้วน ทราบชื่อภายหลัง) ได้หลบหนีจากการจับกุม ในเคสของ นายวุฒิไกร ฝ้ายอิ่ม ได้

      ครั้นเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการปิดล้อมบ้านเลขที่ 213 ม.7 บ.พรเจริญ ต.วังตามัว อ.เมืองนครพนม จว.น.พ. บริเวณพิกัด VE 480115 เพื่อที่จะติดตามตัว นายอ้วน แต่เมื่อ จนท.มาถึงบ้านหลังดังกล่าวไม่พบนายอ้วน พบแต่ น.ส.สุภาพร จันทร์ภิรม ซึ่งเป็นภรรยา ของ นายอ้วน ต่อมา จนท.จึงได้ชี้แจงการปฏิบัติให้กับ น.ส.สุภาพร ฯ และได้เชิญ นายรื่นรมย์ บุญจอง อายุ 45 ปี ผู้ใหญ่บ้านพรเจริญ มาเป็นพยานในการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวผลการตรวจค้น ตามร่างกายไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้ทำการตรวจค้นภายในบ้าน พบกระเป๋าสะพายสีดำ – แดง เปิดดูข้างในพบวัตถุสีดำพันด้วยเทปกาวสีดำ จำนวน 3 ก้อน เปิดออกดูพบเป็นยาบ้า บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินแบบกดปิด-ดึงเปิด วางอยู่ข้างที่นอน และค้นเจออาวุธปืนไทยประดิษฐ์สั้น (ขนาด .38) พร้อมลูกกระสุน ขนาด.38 ซุกซ่อนในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลห่อด้วยซองบุหรี่ จึงได้ทำการตรวจยึดและแจ้งข้อกล่าวหาในการจับกุมให้ทราบ และนำผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลาง มาทำบันทึกการจับกุม สอบสวน ขยายผล ที่ร้อย ตชด.236

      ผลการปฎิบัติ ผู้ต้องหาคือนางสาวสุภาพร จันทร์ภิรม ( โจ้ ) อายุ 35 ปี บ้านเลขที่ 213 ม.7 บ.พรเจริญ ต.วังตามัว อ.เมืองนครพนม จว.นครพนม ของกลาง ยาบ้าจำนวน 599 เม็ด (สีส้ม 593,สีเขียว 6) อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ สั้น ( ขนาด .38 ) จำนวน 1 กระบอก กระสุนขนาด .38 จำนวน 6 นัด สร้อยคอทองคำ จำนวน 2 เส้น,แหวนทอง จำนวน 2 วง ( ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการ ) โทรศัพท์ จำนวน 1 เครื่อง (ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการ)โดยข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย และมีอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

ทพ.2102 สนธิกำลัง 4 ฝ่าย ขยายผลล่อซื้อยาบ้า “ไอ้ไกร” 1587 เม็ด

      เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. ร้อย.ทพ.2102 / ชป.พิเศษที่ 3 ศอ.ปส.ชอน. จัดกำลังพลจำนวน 10 นาย จึงได้ประสาน ทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี,ร้อย ตชด.235,ร้อย ตชด.236,กองกำกับสืบสว จว.น.พ.,ตม.จว.น.พ.,สภ.เมืองนครพนม จากการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บริเวณ เส้นทาง บ.รามราช – ท่าอุเทน ได้ตรวจพบรถ จยย.ที่มีชายวัยรุ่นขับขี่มาท่าทางมีพิรุธหน่วยจึงได้เรียกตรวจ ผลปรากฎว่าไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หน่วยจึงได้ทำการตรวจปัสสาวะเบื้องต้น พบว่ามีผลเป็นบวก จึงได้สอบถามว่าไปเสพยาเสพติดมาจากที่ใด จึงได้ให้การว่าได้ซื้อมาจาก นายไกร ( ไม่ทราบชื่อ – สกุล ) ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ ต.วังตามัว อ.เมืองนครพนม จว.นครพนม

      หน่วยจึงได้ประสาน ร้อย ตชด.235, 236 ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบพื้นที่ เพื่อเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นตามที่ได้รับแจ้ง ครั้นเมื่อเวลา 14.12 น หน่วยจึงได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นกระท่อมนาไม่มีเลขที่ ท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันออก ของบ้านนาแซง ต.วังตามัว ฯ บริเวณพิกัด VE 462146 ผลปรากฎว่า พบรถยนต์กะบะยี่ห้อ ฟอร์ดเรนเจอร์ สีดำ และรถ จยย.ตามที่ได้รับแจ้ง จากการขยายผล เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง กระท่อมนาดังกล่าว พบรถยนต์และรถ จยย.จอดไว้ข้างกระท่อม เมื่อชายดังกล่าวเห็น จนท.พยายามวิ่งหลบหนีและขับ รถ จยย.หนี เจ้าหน้าที่จึงทำการไล่ติดตามสามารถควบคุมตัวไว้ 1 คน อีกคนขับรถ จยย.สามารถขับรถหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น ตามร่างกายไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากการสอบถาม นายวุฒิไกร หรือไกร ฯ ยอมรับว่าเสพยาบ้า และได้ยอมรับว่าได้ซุกซ่อนยาบ้าไว้ในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลเปิดดูพบวัตถุสีดำพันด้วยเทปกาวสีดำ จำนวน 1 ก้อน เปิดดูพบยาบ้าบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินชนิดแบบกดปิดดึงเปิด จำนวน 2 ถุง และสีชมพู จำนวน 1 ถุง รวมเป็น 3 ถุง และใต้พวงมาลัยของรถยนต์คันดังกล่าว จำนวน 1 ก้อน เปิดดูพบยาบ้าบรรจุอยูในถุงพลาสติกสีน้ำเงินชนิดแบบกดปิดดึงเปิด จำนวน 4 ถุง สีชมพู จำนวน 1 ถุง รวมเป็น 5 ถุง จึงได้ทำการตรวจค้นภายในรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม จึงได้ทำการตรวจยึดและแจ้งข้อกล่าวหาในการจับกุมให้ทราบ ต่อมาได้นำตัว นายวุฒิไกร ฯ มาค้นภายในบ้านของนายวุฒิไกร บริเวณพิกัด VE 433129 โดยมี น.ส.กัญญารัตน์ กัณหาคม ซึ่งเป็นภรรยา ของนายวุฒิไกร ฯ เป็นพยานในการตรวจค้นบ้าน

      ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหา พร้อมของกลางมาตรวจนับ ทำบันทึกการจับกุม /สอบสวน/ขยายผล ที่ร้อย ตชด.236 ผลการปฎิบัติ ทราบชื่อผู้ต้องหาคือนายวุฒิไกร ฝ้ายอิ่ม ( ไกร ) อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 93 ม.4 บ.โนนชมพู ต.วังตามัว อ.เมืองนครพนม จว.นครพนม พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 1,587 เม็ด (สีส้ม 1,571,สีเขียว 16 ) รถยนต์กะบะ ยี่ห้อฟอร์ดเรนเจอร์ สีดำ ทะเบียน บท 6841 นครพนม จำนวน 1 คัน( ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการ ) โทรศัพท์ จำนวน 1 เครื่อง (ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการ) โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ดำเนินคดีตาม กฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานตา /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

เปลี่ยนนาย กงสีพลิก2

      คราวที่แล้วเพิ่งชมเชย การปิดกงสีเงินนอกระบบจากบ่อนการพนันในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 โดยคำสั่งที่เด็ดขาด “ผู้ช่วยปลั๊ก” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมารับผิดชอบปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 คนเดิม พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ที่ลาออก ไปรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเปลี่ยนนาย กงสีพลิก เน้นหนักพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่ก่อนหน้านี้เฟื่องฟูไปด้วยบ่อนการพนันหลายสิบแห่ง เป็นอาณาจักร “มังกรบูรพา”เหมากงสี เดินหน้าเสื่อผ่านไปแค่ 1 สัปดาห์ บ่อนการพนันเริ่มกลับมาปูพรมอีกแล้ว เริ่มชิมลาง ในพื้นที่ อ.หนองปรือ และค่อยๆขยับ เข้าสู่เมืองพัทยา เมืองชลบุรี ลุกลามไปถึงสถานบริการที่เปิดโจ๋งครึ่มแบบใกล้โต้รุ่ง ในหลายพื้นที่หนักข้อที่สุดหนีไม่พ้นเขตความรับผิดชอบ สภ.เมืองพัทยา กล้าท้าทายอำนาจส่วนกลาง กล้าลองของ เลยต้องลองให้ที่สุด คืนวันศุกร์ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลาใกล้รุ่ง ตี 4 เศษ เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง จากส่วนกลางกระทรวงมหาดไทย ก็สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน บุกเข้าจับกุมและตรวจค้นผับพร้อมกัน 2 แห่งในเขตพัทยาใต้ ชื่อร้าน” บราซิลผับ” และ ” 90 บาร์” พบนักเที่ยวเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีจำนวนหนึ่ง ตรวจพบอาวุธปืนจากนักเที่ยว และยาเสพติดจำนวนมาก ที่ถูกทิ้งไว้ตามพื้นร้านและบริเวณห้องน้ำ ทั้งยังตรวจพบสารเสพติดจากปัสสาวะนักเที่ยวหลายสิบคน ประจานความบกพร่อง ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จำนนด้วยหลักฐาน !!เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ทำรายงานเสนอถึงผู้ว่าราชการ จ.ชลบุรี พร้อมสั่งดำเนินคดีเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต พบยาเสพติดจำนวนมากและสารเสพติดจากปัสสาวะนักเที่ยว สั่งปิดกิจการ งดใช้อาคาร 5 ปีตามระเบียบ !! ผ่านไปเพียงข้ามวัน ก่อนที่“ผู้ช่วยปลั๊ก” จะลงนามประหารโทษ 5 เสือเมืองพัทยา ที่ต้องรับผิดชอบ “บิ๊กกบ” พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้การตำรวจ จ.ชลบุรี “เสือปืนไว” ชิงลงมือก่อน สบัดปากกา เด้งด่วน 5 เสือ เมืองพัทยา ประกอบไปด้วย พ.ต.อ.ประวิตร ช่อเส้ง ผู้กำกับการ พ.ต.ท.กรณ์ สมคะเนย์ รองผกก.ป. พ.ต.ท.มาโนต หวังศึก รองผกก.สส. พ.ต.ท.ศรันยพงศ์ ไหมทองกุญชร สวป.และ พ.ต.ต.พลากร ตราชูนิตย์ สว.สส.ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม เข้ากรุประจำ ศปก.ตร.จ.ชลบุรี เป็นเวลา 30 วัน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนความผิดนี่เป็นสถานบริการเพียงเศษเสี้ยวของพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ที่ถูกประจานความผิดจากการละเว้น ละเลย ไม่บังคับใช้กฏหมาย ยังคงมีอีกมาก ที่ยังลอยนวลเฉกเช่นบ่อนการพนัน เครือข่าย “มังกรบูรพา” ที่เริ่มขยับใหม่ หลังกงสีลงตัว สมแล้วกับคำว่า “เปลี่ยนนาย กงสีพลิก” ที่สุดก็ลงตัว เมื่อทุกอย่างสมประโยชน์ Win WIn .

คราวที่แล้วเพิ่งชมเชย การปิดกงสีเงินนอกระบบจากบ่อนการพนันในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 
โดยคำสั่งที่เด็ดขาด “ผู้ช่วยปลั๊ก” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมารับผิดชอบปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 คนเดิม พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ที่ลาออก ไปรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา
เปลี่ยนนาย กงสีพลิก
เน้นหนักพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่ก่อนหน้านี้เฟื่องฟูไปด้วยบ่อนการพนันหลายสิบแห่ง เป็นอาณาจักร “มังกรบูรพา”
เหมากงสี เดินหน้าเสื่อ
ผ่านไปแค่ 1 สัปดาห์ บ่อนการพนันเริ่มกลับมาปูพรมอีกแล้ว 
เริ่มชิมลาง ในพื้นที่ อ.หนองปรือ และค่อยๆขยับ เข้าสู่เมืองพัทยา เมืองชลบุรี 
ลุกลามไปถึงสถานบริการที่เปิดโจ๋งครึ่มแบบใกล้โต้รุ่ง ในหลายพื้นที่หนักข้อที่สุดหนีไม่พ้นเขตความรับผิดชอบ สภ.เมืองพัทยา
กล้าท้าทายอำนาจส่วนกลาง
กล้าลองของ เลยต้องลองให้
ที่สุด คืนวันศุกร์ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลาใกล้รุ่ง ตี 4 เศษ เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง จากส่วนกลางกระทรวงมหาดไทย ก็สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน
บุกเข้าจับกุมและตรวจค้นผับพร้อมกัน 2 แห่งในเขตพัทยาใต้ ชื่อร้าน” บราซิลผับ” และ ” 90 บาร์” พบนักเที่ยวเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีจำนวนหนึ่ง ตรวจพบอาวุธปืนจากนักเที่ยว และยาเสพติดจำนวนมาก ที่ถูกทิ้งไว้ตามพื้นร้านและบริเวณห้องน้ำ ทั้งยังตรวจพบสารเสพติดจากปัสสาวะนักเที่ยวหลายสิบคน
ประจานความบกพร่อง ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา
จำนนด้วยหลักฐาน !!
เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ทำรายงานเสนอถึงผู้ว่าราชการ จ.ชลบุรี พร้อมสั่งดำเนินคดีเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต พบยาเสพติดจำนวนมากและสารเสพติดจากปัสสาวะนักเที่ยว
สั่งปิดกิจการ งดใช้อาคาร
5 ปีตามระเบียบ !!
ผ่านไปเพียงข้ามวัน ก่อนที่”ผู้ช่วยปลั๊ก” จะลงนามประหารโทษ 5 เสือเมืองพัทยา ที่ต้องรับผิดชอบ
“บิ๊กกบ” พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้การตำรวจ จ.ชลบุรี “เสือปืนไว” ชิงลงมือก่อน
สบัดปากกา เด้งด่วน 5 เสือ เมืองพัทยา ประกอบไปด้วย 
พ.ต.อ.ประวิตร ช่อเส้ง ผู้กำกับการ พ.ต.ท.กรณ์ สมคะเนย์ รองผกก.ป. พ.ต.ท.มาโนต หวังสู้ศึก รองผกก.สส. พ.ต.ท.ศรันยพงศ์ ไหมทองกุญชร สวป.และ พ.ต.ต.พลากร ตราชูนิตย์ สว.สส.
ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม เข้ากรุประจำ ศปก.ตร.จ.ชลบุรี เป็นเวลา 30 วัน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนความผิด
นี่เป็นสถานบริการเพียงเศษเสี้ยวของพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ที่ถูกประจานความผิดจากการละเว้น ละเลย ไม่บังคับใช้กฏหมาย
ยังคงมีอีกมาก ที่ยังลอยนวล
เฉกเช่นบ่อนการพนัน เครือข่าย “มังกรบูรพา” ที่เริ่มขยับใหม่ หลังกงสีลงตัว
สมแล้วกับคำว่า “เปลี่ยนนาย กงสีพลิก” 
ที่สุดก็ลงตัว เมื่อทุกอย่างสมประโยชน์
Win Win .

อิทธิเดช ลุย.

ดำเนินกิจกรรม “สานสัมพันธ์พหุวัฒนธรรม ต้อนรับฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ ฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๐”

      ชุดควบคุมทักษิณสัมพันธ์ หน่วยเฉพาะกิจสันติสุข (ชุดทักษิณสัมพันธ์ที่ ๑๑๒/ชุด สถานีวิทยุทักษิณสัมพันธ์ที่ ๑๐๒) โดย พ.ท. ประเสริฐ ตาละลักษมณ์ผบ.ชค.ทสพ. ร่วมกับ หมวดปืนเล็กที่ ๑ กองร้อยทหารรบที่ ๑๕๓๑๑, หน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ ๒๕, องค์การบริหารสวนตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี, กลุ่มมวลชนจิตอาสา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี, กลุ่มคลื่นลูกใหม่ชายแดนใต้ โรงเรียนเบญจมราชูทิศฯ และ โฆษกชาวบ้าน จังหวัดปัตตานี เข้าดำเนินกิจกรรมทำความสะอาด และปรับปรุงภูมิทัศน์ศาสนสถานมัสยิดกรือเซะ เพื่อเตรียมการปฏิบัติศาสนกิจ ในวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ ฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๐ ณ มัสยิดกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ จำนวน ๑๐๐ คน

บุกทลายผับ บราซิลพัทยา และผับ 90 บาร์ ยาเค ยาอี ยาไอซ์ ตกเกลื่อนพื้น ตรวจพบฉี่ม่วง กว่า 140 คน ฝ่ายปกครองจ่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สั่งปิด 5 ปี พื้นที่อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 มิถุนายน  2562   เวลา 03.40 น.  ศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558(ศอ.กต.) โดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นำโดย นายอภิชาต จารุศิริ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง  นายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง  ทหารกองทัพภาคที่ 1 และสำนักงาน ปปส. นำกำลังเข้าตรวจสอบจับกุมสถานบันเทิง 2 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณถนนพัทยาใต้ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ด้วยมีผู้ร้องเรียน สถานบริการ ชื่อร้าน บราซิล พัทยา ตั้งอยู่ ซอยพัทยาใต้ 7 ถนนพัทยาใต้ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และร้าน 90 บาร์พัทยา ตั้งอยู่บริเวณซอยบงกช พัทยาใต้ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ฝ่าฝืนคำสั่ง หน.คสช. ที่ 22/2558 ด้วยการเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าไปใช้บริการ และมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดภายในร้าน กรมการปกครอง จึงได้ส่งพนักงานฝ่ายปกครอง(สายลับ) เข้าไปทำการสืบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานด้วยการแฝงตัวไปใช้บริการร้านดังกล่าว ในเวลาหลังเที่ยงคืนแล้ว พบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้ ไม่ได้เข้มงวดในการตรวจบัตรประจำตัวประชาชน ขณะที่ภายในร้าน พบลูกค้าบางส่วนมีพฤติกรรมและการแต่งตัว น่าเชื่อได้ว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้ามาใช้บริการ และพบมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดกันภายในร้าน จริงตามข้อร้องเรียน  นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากในช่วงเวลา  03.00 – 04.30 น. ซึ่งผับแห่งนี้ ได้ปิดไฟหน้าร้านแกล้งทำเป็นว่าปิดร้านแล้ว แต่ด้านในร้านนักเที่ยวกำลังดื่มกินกันอย่างเมามันพร้อมโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะดนตรีที่ดีเจของร้านเปิดกระหึ่ม โดยสถานบันเทิงแห่งนี้เปิดให้บริการถึงรุ่งเช้าของทุกวัน

ทั้งนี้ ก่อนเข้าจับกุม พนักงานฝ่ายปกครอง (สายลับ) ได้แฝงตัวเป็นนักเที่ยวเข้าทำการสืบสวน เมื่อเวลาตี 3 ซึ่งเลยเวลาเปิดทำการตามกฎหมายของสถานบริการทุกประเภทไปแล้ว ก็พบว่าสถานบริการยังคงไม่มีทีท่าที่จะเช็คบิลปิดทำการแต่อย่างใด ดีเจยังเปิดเพลงและนักเที่ยวกำลังเต้นกันอยู่อย่างสนุกสนานตามจังหวะของเสียงดนตรีที่เร้าใจ นอกจากนี้ยังพบว่าร้านยังคงจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปกติ แม้ว่าจะเลยเวลาเปิดทำการตามกฎหมายไปแล้วก็ตาม สายลับจึงให้สัญญาณแก่ชุดจับกุมเข้าดำเนินการตรวจสอบจับกุม

เมื่อกำลังของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเดินทางมาถึง พบว่าสถานบริการ บราซิล พัทยา ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยมีนักเที่ยว จำนวนกว่า 400 คน กำลังดื่มกินอยู่ภายในร้าน เจ้าหน้าที่สั่งให้ปิดเพลง และเปิดไฟแสงสว่าง โดยทันทีที่นักเที่ยวรู้ว่าเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อม ภายในผับเกิดการโกลาหลเล็กน้อย หลายคนพยายามจะหลบหนี มีบางส่วนวิ่งออกไปนอกผับ เจ้าหน้าที่ประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ตรวจค้นตัว นักเที่ยว พบ 

อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก  

กระสุนปืนจำนวน 16 นัด 

มีดพกสั้น จำนวน 1 เล่ม 

ยาเสพติด ยาอี ยาเค ยาไอซ์ จำนวน 62 ซอง พร้อมอุปกรณ์การเสพเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนักเที่ยวแยกชายหญิง เพื่อตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ผลการตรวจสอบพบว่า นักเที่ยวที่มีปัสสาวะเป็นสีม่วง จำนวน 142 คน เป็นชาย 94 คน เป็นหญิง 48 คน นักเที่ยวไม่พกบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 58 ราย พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการจำนวน  4 คน อายุต่ำสุด  18 ปี ตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการแต่อย่างใด

โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อหาแก่ นายทักษิณ ภูษี อายุ 41 ปี แสดงตัวเป็นผู้จัดการร้าน บราซิล พัทยา ดังนี้ คือ

1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

3.จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี

ส่วนร้าน 90 บาร์พัทยา 

พบนักเที่ยว มีปัสสาวะสีม่วง จำนวน 13 ราย เป็นชาย 9 คน หญิง 4 คน และมีเยาวชนเข้าไปใช้บริการ 1 คน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้จัดการร้าน 90 บาร์ พัทยา ดังนี้ 

1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต

3.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

4.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีส่งเสริมการขาย (จัดโปรโมชั่น)

5.ขายหรือให้บริการบารากู่ หรือตัวยาบารากู่ 

นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กล่าวว่า เนื่องจากสถานบริการ เป็นสถานที่ที่รัฐต้องควบคุม เพราะอาจดำเนินการไปในทางกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นสถานที่ที่ไม่ควรให้เยาวชนเข้าไปใช้บริการหรือใช้เป็นที่มั่วสุม ก่อให้เกิดปัญหากับสังคม  

“เพื่อมิให้สถานบริการเป็นแหล่งกระทำผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง เพราะหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม” กรมการปกครองจะกวดขัน จับกุม ปราบปราม สถานบริการที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง   จากนี้นายอำเภอบางละมุง จะได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  มีคำสั่งปิดสถานบริการแห่งนี้ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 เป็นเวลา 5 ปี ต่อไป

ขอบคุณเรื่องแนะนำ

เอ จักรินทร์ ผู้สื่อข่าวสำนักสมาคมตำรวจ

กรมประมง อบรมเพิ่มศักยภาพการทำงานของท่าเทียบเรือประมง ตาม พรก.ใหม่

      ตร. ผนึก กรมประมง จัดอบรมเชิงปฎิบัติการให้ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือประมง สมาคมประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล ให้เข้าใจข้อกฎหมายตามพระราชกำหนดการประมงใหม่ มีเจ้าหน้าที่กรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 864 คนเข้าร่วม

      พัทยา-(วันที่ 1 มิ.ย. 62 ) ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์จะใช้ท่าเทียบเรือประมงต้องจดทะเบียนเป็นท่าเทียบเรือประมงต่อกรมประมง และต้องจัดทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเรือทุกลำที่เข้าใช้บริการจอดเรือ ขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือนำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง และมีหน้าที่ต้องจัดทำเอกสารหนังสือกำกับการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำ จากการกำหนดดังกล่าว กรมประมงได้ดำเนินการออกกฎหมายลูกหลายฉบับเพื่อให้การปฏิบัติของท่าเทียบเรือประมงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย กล่าวคือให้ท่าเทียบเรือประมงเป็นผู้จัดทำรายงานข้อมูลการนำสัตว์น้ำที่ได้จากการจับรายงานต่อกรมประมง เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการบริหารจัดการด้านการประมง และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ซึ่งการรวบรวมข้อมูลและการจัดเก็บดังกล่าวนั้นต้องมีความครบถ้วนถูกต้องและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good governance) โดยการมีส่วนร่วมจากท่าเทียบเรือประมง การได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการป้องกันการทำประมงที่เกินศักย์การผลิต หรือควบคุมมิให้มีการจับสัตว์น้ำที่มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสามารถผลิตขึ้นทดแทนได้ทัน อีกทั้งการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายของท่าเทียบเรือประมงจะเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดในระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้การซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส และเชื่อมั่นได้ว่าสัตว์น้ำที่ปรากฏอยู่ในหนังสือกำกับการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำนั้น ไม่ได้มาจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated : IUU fishing)
       กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ เรื่อง “การเพิ่มศักยภาพการทำงานของท่าเทียบเรือประมงในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ” ให้ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือประมง สมาคมประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล ทั่วประเทศ ตามพระราชกำหนดการประมง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) และมีความรู้ ความเข้าใจ ในแนวทางการปฏิบัติตามระบบตรวจสอบย้อนกลับของท่าเทียบเรือประมงภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 เพื่อแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นของผู้ประกอบการและเจ้าห้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว
       โดย นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง และ พลตำรวจโท จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี/ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย(ศปมผ.) มาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมทีซิกซ์ไฟว์ โฮเทล จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือประมง สมาคมประมง ในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ ได้เข้าใจในการปฎิบัติอย่างถูกต้อง

      ทั้งนี้ กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจภายใต้นโยบายในการมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated : IUU fishing) และได้มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ โดยปฏิรูปการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการข้อมูลประมงอย่างมีส่วนร่วม โดยปรับปรุงระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมประมง (Thai Flagged Catch Certification system) การใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยการจัดทำแบบบันทึกข้อมูลเรือประมงที่เข้าใช้บริการจอดเรือ ขนถ่ายสัตว์น้ำ นำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง การจัดทำแบบสรุปรายวันบันทึกข้อมูลเรือประมงที่เข้ามาใช้บริการจอดเรือ ขนถ่ายหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (ขนส่งสัตว์น้ำทางรถยนต์) และการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำ (MCPD) อีกทั้งมีการปรับกฎหมายประมงให้เป็นปัจจุบัน จึงกำหนดจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเพิ่มศักยภาพการทำงานของท่าเทียบเรือประมงในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ” เพื่อให้ความรู้ในการจัดทำเอกสารรายงานต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ตามที่กรมประมงประกาศกำหนดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อขับเคลื่อนแผนการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ตามวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยมี ผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ ได้แก่ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือประมง สมาคมประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล เจ้าหน้าที่กรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 864 คน

       โดยมีระยะเวลาและสถานที่จัดอบรม รวมจำนวน 4 รุ่นประกอบด้วย
      รุ่นที่ 1 ในระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 2มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมทีซิกซ์ไฟว์ โฮเทล จังหวัดชลบุรี (ครอบคลุมท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ จำนวน ๒๐๙ คน)
       รุ่นที่ 2 ในระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมโนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา จังหวัดภูเก็ต (ครอบคลุมท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรังและสตูล จำนวน 209คน)
      รุ่นที่ 3 ในระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท จังหวัดเพชรบุรี (ครอบคลุมท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร จำนวน ๒๔๓ คน)
       รุ่นที่ 4 ในระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (ครอบคลุมท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานีและนราธิวาส จำนวน 203 คน)

      โดยมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) โดยใช้แนวทางการปฏิบัติตามระบบตรวจสอบย้อนกลับของท่าเทียบเรือประมง ภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 การใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับในประเทศ Thai Flagged Catch Certification ผ่านระบบ Web application การจัดทำแบบบันทึกข้อมูลเรือประมงที่เข้าใช้บริการจอดเรือ ขนถ่ายสัตว์น้ำ นำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง การจัดทำแบบสรุปรายวันบันทึกข้อมูลเรือประมงที่เข้ามาใช้บริการจอดเรือ ขนถ่ายสัตว์น้ำ นำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (ขนส่งสัตว์น้ำทางรถยนต์) การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำ (MCPD) รวมถึง มาตรการและแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายท่าเทียบเรือประมง วิธีดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อตรวจพบการกระทำความผิด พร้อมบทกำหนดโทษตามกฎหมายท่าเทียบเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือประมง สมาคมประมงในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล เจ้าหน้าที่กรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในระบบตรวจสอบย้อนกลับของท่าเทียบเรือประมงเพื่อปฎิบัติอย่างถูกต้องต่อไป..

โครงการ ตรวจเช็คสภาพรถเบื้องต้นและถ่ายน้ำมันเครื่องฟรีแก่ข้าราชการตำรวจ สน.บึงกุ่ม เพื่อช่วยค่าครองชีพโดย คุณภัคธร ปริสุทธิ์สุนทร กต.ตร.บก.น.๔ (สน.บึงกุ่ม)

      ปริสุทธิ์ เสรีไทย 10 โดย คุณภัคธร ปริสุทธิ์สุนทร กต.ตร.บก.น.๔ (สน.บึงกุ่ม) ได้เล็งเห็นความสำคัญ ในสภาวะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุให้กับประชาชน  บางครั้งมีภารกิจต่อเนื่องเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จและอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเกิดประสิทธิผลต่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม  ทำให้ข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม มีการใช้รถจักรยานยนต์ของทางราชการต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เกิดปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ปัญหาความเป็นอยู่และความอบอุ่นในครอบครัว กองบัญชาการตำรวจนครบาลตระหนักดีว่า  หากปล่อยให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเป็นอยู่ในขณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่  และส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ  คุณภัคธร ปริสุทธิ์สุนทร กต.ตร.บก.น.๔ (สน.บึงกุ่ม) จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และได้ดำเนินการมาหลายครั้งแล้ว
วัตถุประสงค์
            เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการให้ข้าราชการตำรวจ สน.บึงกุ่ม
            เพื่อให้ครอบครัวของข้าราชการตำรวจลดค่าใช้จ่าย
            เพื่อรักษาอายุการใช้งานของรถทางราชการ
            เพื่อบูรณาการระหว่างราชการและภาคเอกชน
            เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กต.ตร. ภาคประชาชนและข้าราชการตำรวจ การดำเนินการ ตรวจเช็คสภาพรถเบื้องต้นจัดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ของทางราชการ ชี้แจงแนวทางและแก้ไขปัญหาให้แก่ข้าราชการตำรวจ สน.บึงกุ่มให้เห็นความสำคัญของการดูแลและบำรุงรักษารถทางราชการ ให้ความรู้การใช้รถอย่างถูกวิธี พื้นที่เป้าหมาย    รถจักรยานยนต์ทุกชนิดทุกยี่ห้อของข้าราชการตำรวจ สน.บึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ กำหนดวัน    วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2562 เริ่มเวลา 9.00 น. เพื่อให้โครงการนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ คุณภัคธร ปริสุทธิ์สุนทร กต.ตร.บก.น.๔ (สน.บึงกุ่ม) จึงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ละครั้งใช้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท


บรรยากาศคึกคัก ชาวบ้านแห่ขอหวยต้นตะเคียน3ต้นหวังเสี่ยงโชคโค้งสุดท้าย หลังจากงวดที่ผ่านมาต่างมีโชคกัน

      เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีชาวบ้าน นับ 10 ราย ได้รวมตัวกันจัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน พร้อมแต่งขันธ์5 เตรียมเดินทางไปประกอบพิธีขอโชคขอลาภตามความเชื่อ ที่ใต้ต้นตะเคียน 3 ต้น หวังนำเลขเด็ดไปเสี่ยงโชคในวันหวยออก ล่าสุดวันนี้นักเลี่ยงโชคแห่ไปขอหวยกันอย่างคึกคัก หลังจากมีชาวบ้านถูกงวดที่แล้วอย่างฮือฮา

      ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ ที่บริเวณหัวไร่ปลายนา ของ นายสนุรัตน์ อุทัยคำ อายุ 57 ปี ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านวังไทรทอง ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พบชาวบ้านนับ 10 ราย กำลังประกอบพิธีตามความเชื่อ ใต้ต้นตะเคียน ทั้ง 3 ต้น ขนาดความสูง ประมาณ 30-50 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่รวมกันอย่างสวยงาม ตามธรรมชาติ อายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี โดยชาวบ้านที่นี่เลือกใช้วิธีขอหวยตามตำราโบราณของชุมชน ด้วยการใช้แป้งฝุ่น ลูบเบาๆบริเวณโคนต้นตะเคียน จากนั้นได้จุดเทียนไข ก่อนใช้แสงเทียนส่องหาเลขเด็ดวนไปเรื่อยๆทั้งสามต้น โดยครั้งนี้มีการใช้โทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องหรือถ่ายภาพ แต่บางคนก็ทำเหมือนเดิม คือใช้เทียนจุดส่อง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธี ปรากฏว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างเห็นตัวเลขที่คล้ายคลึงกันเป็นเลข 1-7-9 -0-3-5-6 บางคนเห็น 7 ที่เด่น จึงเตรียมนำไปเสี่ยงโชคในวันหวยออก ตามความเชื่อของแต่ละบุคคลต่อไป
จากการพูดคุยกับ นายสวัสดิ์ แสงสุด อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/1 บ้านวันไทรทอง ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ล่าให้ฟังว่า หลังจาก เมื่อคืนวันที่15พฤษภาคม ที่ผ่าน ตนและชาวบ้านได้นำจัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน พร้อมแต่งขันธ์5 มาขอขมาต้นตะเคียน3ต้นจึงได้เลขเด็ดไปเสี่ยงโชคปรากฏว่าถูกรางวัลเลขท้ายสองตัว พอชาวบ้านทราบข่าวแห่กันมาขอเลขเด็ดเผื่อจะมีโชคถูกหวยเหมือนงวดที่ผ่านมา

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

บุกทลายผับ บราซิลพัทยา และผับ 90 บาร์ พื้นที่อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี

      ทลายผับอัพยาเปิดถึงรุ่งเช้า นักเที่ยวกว่า 400 คน ถึงกับแตกฮือ หลังคุมสถานการณ์ได้ พบถุงพลาสติกใสใส่ยาเค ยาอี ยาไอซ์ ตกเกลื่อนพื้น ตรวจพบฉี่ม่วง กว่า 140 คน ฝ่ายปกครองจ่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สั่งปิด 5 ปี
      📌เช้ามืดวันที่ 1 มิถุนายน 2562 เวลา 03.40 น. ศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558(ศอ.กต.) โดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นำโดย นายอภิชาต จารุศิริ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
      ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง นายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง ทหารกองทัพภาคที่ 1 และสำนักงาน ปปส.
       นำกำลังเข้าตรวจสอบจับกุมสถานบันเทิง 2 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณถนนพัทยาใต้ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
      ด้วยมีผู้ร้องเรียน สถานบริการ ชื่อร้าน บราซิล พัทยา ตั้งอยู่ ซอยพัทยาใต้ 7 ถนนพัทยาใต้ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และร้าน 90 บาร์พัทยา ตั้งอยู่บริเวณซอยบงกช พัทยาใต้ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ฝ่าฝืนคำสั่ง หน.คสช. ที่ 22/2558 ด้วยการเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าไปใช้บริการ และมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดภายในร้าน
      กรมการปกครอง จึงได้ส่งพนักงานฝ่ายปกครอง(สายลับ) เข้าไปทำการสืบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานด้วยการแฝงตัวไปใช้บริการร้านดังกล่าว ในเวลาหลังเที่ยงคืนแล้ว พบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้ ไม่ได้เข้มงวดในการตรวจบัตรประจำตัวประชาชน ขณะที่ภายในร้าน พบลูกค้าบางส่วนมีพฤติกรรมและการแต่งตัว น่าเชื่อได้ว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้ามาใช้บริการ และพบมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดกันภายในร้าน จริงตามข้อร้องเรียน นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากในช่วงเวลา 03.00 – 04.30 น. ซึ่งผับแห่งนี้ ได้ปิดไฟหน้าร้านแกล้งทำเป็นว่าปิดร้านแล้ว แต่ด้านในร้านนักเที่ยวกำลังดื่มกินกันอย่างเมามันพร้อมโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะดนตรีที่ดีเจของร้านเปิดกระหึ่ม โดยสถานบันเทิงแห่งนี้เปิดให้บริการถึงรุ่งเช้าของทุกวัน
       ทั้งนี้ ก่อนเข้าจับกุม พนักงานฝ่ายปกครอง (สายลับ) ได้แฝงตัวเป็นนักเที่ยวเข้าทำการสืบสวน เมื่อเวลาตี 3 ซึ่งเลยเวลาเปิดทำการตามกฎหมายของสถานบริการทุกประเภทไปแล้ว ก็พบว่าสถานบริการยังคงไม่มีทีท่าที่จะเช็คบิลปิดทำการแต่อย่างใด
       ดีเจยังเปิดเพลงและนักเที่ยวกำลังเต้นกันอยู่อย่างสนุกสนานตามจังหวะของเสียงดนตรีที่เร้าใจ นอกจากนี้ยังพบว่าร้านยังคงจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปกติ แม้ว่าจะเลยเวลาเปิดทำการตามกฎหมายไปแล้วก็ตาม สายลับจึงให้สัญญาณแก่ชุดจับกุมเข้าดำเนินการตรวจสอบจับกุม
       เมื่อกำลังของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเดินทางมาถึง พบว่าสถานบริการ บราซิล พัทยา ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยมีนักเที่ยว จำนวนกว่า 400 คน กำลังดื่มกินอยู่ภายในร้าน เจ้าหน้าที่สั่งให้ปิดเพลง และเปิดไฟแสงสว่าง โดยทันทีที่นักเที่ยวรู้ว่าเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อม ภายในผับเกิดการโกลาหลเล็กน้อย หลายคนพยายามจะหลบหนี มีบางส่วนวิ่งออกไปนอกผับ เจ้าหน้าที่ประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
       เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ตรวจค้นตัว นักเที่ยว พบ อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก       
กระสุนปืนจำนวน 16 นัด
       มีดพกสั้น จำนวน 1 เล่ม
       ยาเสพติด ยาอี ยาเค ยาไอซ์ จำนวน 62 ซอง พร้อมอุปกรณ์การเสพเป็นจำนวนมาก
       เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนักเที่ยวแยกชายหญิง เพื่อตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ผลการตรวจสอบพบว่า นักเที่ยวที่มีปัสสาวะเป็นสีม่วง จำนวน 142 คน เป็นชาย 94 คน เป็นหญิง 48 คน
       นักเที่ยวไม่พกบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 58 ราย
พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการจำนวน 4 คน อายุต่ำสุด 18 ปี
ตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการแต่อย่างใด
       เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อหาแก่ นายทักษิณ ภูษี อายุ 41 ปี แสดงตัวเป็นผู้จัดการร้าน บราซิล พัทยา ดังนี้ คือ
       1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
2.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
       3.จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี
🔴ส่วนร้าน ร้าน 90 บาร์พัทยา
       พบนักเที่ยว มีปัสสาวะสีม่วง จำนวน 13 ราย เป็นชาย 9 คน หญิง 4 คน และมีเยาวชนเข้าไปใช้บริการ 1 คน
       จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้จัดการร้าน 90 บาร์ พัทยา ดังนี้
1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
       2.จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต
3.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
       4.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีส่งเสริมการขาย (จัดโปรโมชั่น)
       5.ขายหรือให้บริการบารากู่ หรือตัวยาบารากู่
       นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กล่าวว่า เนื่องจากสถานบริการ เป็นสถานที่ที่รัฐต้องควบคุม เพราะอาจดำเนินการไปในทางกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นสถานที่ที่ไม่ควรให้เยาวชนเข้าไปใช้บริการหรือใช้เป็นที่มั่วสุม ก่อให้เกิดปัญหากับสังคม
       “เพื่อมิให้สถานบริการเป็นแหล่งกระทำผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง เพราะหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม”
       กรมการปกครองจะกวดขัน จับกุม ปราบปราม สถานบริการที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากนี้นายอำเภอบางละมุง จะได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มีคำสั่งปิดสถานบริการแห่งนี้ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 เป็นเวลา 5 ปี ต่อไป