นรข.มุกดาหาร ตรวจยึดยาไอซ์-เคตามิน ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง 252 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เผยมาจากประเทศเมียนมาร์

      แถลงข่าว เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลา 16.00 น. ที่สถานีเรือมุกดาหาร หน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นาวาเอก อภิชาติ แก้วดวงเทียน ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมันคง ประกอบด้วย ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ตำรวจน้ำ ตำรวจตระเวนชายแดน กอ.รมน.มุกดาหาร และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันแถลงข่าว การตรวจยึดยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 133 กิโลกรัม เคตามีนจำนวน 119 กิโลกรัม รวมของกลางจำนวน 252 กิโลกรัม มูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร คืนวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ส่วนเรือรับส่งและผู้กระทำผิด อาศัยความมืดหลบหนีไปได้

      ทั้งนี้ สืบเนื่องจากจังหวัดมุกดาหาร ภายใต้การอำนวยการของ นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พลเรือตรี ระพีพงษ์ โสวรรณ ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง พลตรี สัญชัย รุ่งศรีทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พลตำรวจตรี อรรคพงษ์ พิมลศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และนาวาเอก อภิชาติ แก้วดวงเทียน ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวด ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ค้ายาเสพติด จากประเทศเพื่อนบ้าน ทางภาคเหนือได้เปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงลงมายังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านแม่น้ำโขงเข้ามายังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากได้ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นและปราบปรามอย่างหนัก

      โดยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 นาวาเอก อภิชาติ แก้วดวงเทียน ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว หน่วยข่าวกรองทหาร กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายังประเทศไทย บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตพื้นที่ ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จึงสั่งการให้ นาวาโท อดิศักดิ์ ภานุโรจนากร หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมชุด บก.ควบคุมที่ 2 ศอ.ปส.ชอน.บ.(ธาตุพนม) ประสานกับหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ประชุมวางแผน แบ่งมอบ ภารกิจ และจัดกำลังออกเป็น 4 ชุด เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่

      จนกระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง( นรข)จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่ บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย พบเรือกีบเพลายาวจำนวน 2 ลำได้แล่นมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน มาจอดที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านบางทรายน้อยตำบลบางทรายน้อยอำเภอหว้านใหญ่ จากนั้นได้มีกลุ่มชายประมาณ 4 – 6 คนได้ลงจากฝั่งช่วยกันขนสิ่งของในเรือขึ้นมาบนฝั่งจนหมด เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัวเพื่อตรวจสอบ

      กลุ่มชายดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไปได้ ส่วนคนขับเรือได้ขับเรือออกจากฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่พบถุงดำวางกระจัดกระจายในพื้นที่จำนวน 13 ถุง แกะออกดูพบเป็นยาเสพติด ยาไอซ์และเคตามิน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ซึ่งเฝ้าระวังตามจุดต่าง ๆ ที่อยู่ข้างเคียง บูรณาการค้นหาตามบริเวณพื้นที่โดยรอบ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาทีไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งของต้องสงสัยเพิ่มเติม จึงได้นำของกลางขึ้นเร็วจู่โจม หน่วยรักาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง มาตรวจนัดที่สถานีเรือมุกดาหาร พบเป็นยาไอซ์จำนวน 133 กิโลกรัมและ เคตามีนจำนวน 119 กิโลกรัม รวมของกลางจำนวน 252 กิโลกรัม มูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท โดยคิดจากราคา จำหน่าย เคตามิน กิโลกรัมละ 400,000 – 500,000 บาท ไอซ์เกรด AAA กิโลกรัมละ 1 ล้าน ถึง 1.5 ล้านบาท

      โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารกล่าวว่า จากการตรวจยึดยาเสพติดและวิตามินในครั้งนี้ ทำให้ทราบ จนสถานการณ์ยาเสพติดอย่างชัดเจนว่า กลุ่มนักค้ายาเสพติดได้ลำเลียงยาเสพติดมาจากประเทศเมียนมาร์ มาทาง สปป.ลาว เพื่อลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยทางด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อำเภอหว้านใหญ่อำเภอเมืองมุกดาหาร และอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2562 เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจยึดยาบ้าประมาณ 2 แสนเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร มาครั้งหนึ่งแล้วดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่า จังหวัดมุกดาหาร เป็นเส้นทางการลำเลียงนำเข้ายาเสพติด เพื่อเข้าไปสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย จากความสำเร็จในการปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการ ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ในการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติด ซึ่งจังหวัดมุกดาหารจะร่วมแรงร่วมใจกันในการปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในพื้นที่และประเทศไทยอย่างเข้มงวด เข้มแข็ง ต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

การขยายโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปสู่เมืองต้นแบบที่4อำเภอจะนะจังหวัดสงขลาเป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

      วันที่ 29 พ.ค.62 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 เห็นชอบในหลักการขยายผลโครงการ เมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปสู่เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพัฒนา 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ, นาทวี, เทพา และสะบ้าย้อย) และให้อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบ และครบวงจร เพื่อให้มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคใต้ตอนล่างที่สามารถเชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภูมิภาคอื่นๆของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมทั้งการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจ ไปยังประเทศอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการลงทุนของภาคเอกชนเป็นสำคัญ จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ (วันที่ 4 ตุลาคม 2559) เห็นชอบในหลักการโครงการ เมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” (ปี 2560-2563) โดยมีพื้นที่ดำเนินการนำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองจิกจังหวัดปัตตานีอำเภอสุไหงโกลกจังหวัดนราธิวาส และอำเภอเบตง จังหวัดยะลาการขยายโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีกรอบแผนงานโครงการตั้งแต่ ปี 2562-2566ประกอบด้วยแผนการพัฒนาท่าเรือเป็นท่าเรือน้ำลึกของจังหวัดสงขลาแห่งที่2,การวางแผนและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก Energy Complex, การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะนะ, การบริหารจัดการด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม และการจัดตั้งกองทุนการ พัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
      สำหรับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่ พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่กระทรวงการคลัง,กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นต้น

สองยายหลานดีใจสุดๆ หลังจากแจ้งกู้ภัยช่วยแมวสุดที่รักลงจากต้นไม้นาน3วัน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยวังโป่งรวมใจ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจาก สองยายหลานว่า ลูกแมวที่เลี้ยงไว้ภายในบ้านได้ถูกสุนัขไล่เห่าจนวิ่งหนีตายขึ้นไปอยู่บนต้นไม้สูง นานกว่า 3 วันแล้ว หวั่นจะอดข้าว อดน้ำจนหมดแรงตกลงมาตายได้
จึงรุดไปยังเหตุตามแจ้ง ที่บ้านเลขที่ 168 หมู่ 7 ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ พบกับ นางฝั้น ผิวกระจ่าง อายุ 69 ปี พร้อมด้วย ด.ญ.พิมพ์ชนก กิ่งแก้ว อายุ 10 ปี สองยายหลาน ได้พาเจ้าหน้าที่ไปยังต้นยางนา ซึ่งอยู่อีกฝั่งถนนตรงข้ามกับตัวบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้ไฟฉายส่องหาลูกแมว จนพบว่านั่งหมอบอยู่กับกิ่งต้นยางนา ความสูงกว่า 10 เมตร จึงตัดสินใจใช้ไม้ไผ่ลำยาวมาแหย่ไล่ให้แมว ค่อยๆปีนต้นยางนา ย้อนกลับลงมา โดยมีเจ้าหน้าที่คอยยืนจับกระสอบป่านเพื่อเตรียมรองรับหากแมวโดดลงมาก่อน ใช้เวลาอยู่นานราว 20 นาที ก็สามารถนำแมวลงมาจากต้นยางนาได้สำเร็จ ด้วยความปลอดภัย ท่ามกลางความดีใจของสองยายหลานเป็นอย่างยิ่ง
สอบถาม นางฝั้น ผิวกระจ่าง อายุ 69 ปี ผู้เป็นยายเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตนกำลังให้อาหารแมวที่เลี้ยงไว้ ซึ่งมีอยู่หลายตัว ได้สังเกตุเห็นว่า แมวสามสี เพศเมีย ตั้งชื่อว่า เจ้าเสือ ได้หายไป ไม่ยอมมากินข้าวร่วมกับแมวตัวอื่นๆ จึงเดินหาจนทั่วบ้านก็ไม่เห็น กระทั่งหลานสาวกลับมาจากโรงเรียน ก็พบว่าเจ้าเสือขึ้นไปอยู่ทำไมบนต้นไม้สูง และส่งเสียงร้องเหมียวๆตลอดเวลา ซึ่งตนและหลานสาวได้พยายามร้องเรียกยังไงก็ไม่ยอมลงมา และได้นำแม่แมวของเจ้าเสือ มาช่วยร้องเรียกอีกแรง ก็ยังไม่ลง กระทั่งผ่านมาแล้ว 3 วัน จะเข้าวันที่ 4 จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากกู้ภัย มานำตัวลงมาได้สำเร็จ พร้อมทั้งรีบนำอาหารและน้ำให้กินทันที เนื่องจากอดมาแล้วหลายวัน ส่วนสาเหตุที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูง คาดว่าจะตกใจเสียงสุนัข จนปีนหนีตายขึ้นไป ก่อนไม่กล้าลงมาจากต้นไม้เอง

เดชา มลามาตย์ /มนสิชา คล้ายแก้ว

บ.รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ป จำกัดและ มูลนิธิพระราหู ร่วมสนับสนุน!!โครงการค่ายเยาวชน”คบเด็กสร้างชาติ” รุ่นที่ 2

       วันที่ 31 พ.ค.62 เวลา 09.00 น.ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ถนนวิภาวดีรังสิต คุณหทัยรัตน์ ผิวพรรณ รองประธานบริหาร บริษัท รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ป จำกัด และ ที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู เป็นตัวแทน ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษาบริษัทในเครือ จีจีไอ.กรุ๊ป จำกัด และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการฯ ได้ให้เกียรติเข้าร่วมวางพวงมาลา สดุดีวีรชนไทยและร่วมพิธีเปิดการอบรมโครงการค่ายเยาวชน”คบเด็กสร้างชาติ”รุ่นที่ 2 (Day Camp # 2) จัดโดย มูลนิธิสหชาติ ได้ร่วมมือกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและอนุสรณ์สถานแห่งชาติ โดยมีพ.อ.พีรพัฒน์ จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศให้เกียรติเป็นประธานพิธี ซึ่งมีพระชายกลาง อภิญาโณ ประธานมูลนิธิสหชาติ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครู อาจารย์ และน้องๆเยาวชนชั้นประถมปีที่ 6 ที่เข้าร่วมอบรมจากโรงเรียนพระราม 9 กาญจนาภิเษก จำนวน 98 คน รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้เข้าร่วมทำพิธีเปิดโครงการฯในครั้งนี้

       สำหรับค่ายเยาวชน “คบเด็กสร้างชาติ” มูลนิธิสหชาติได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยได้รับการร่วมมือจากหน่วยงานหลายฝ่าย เช่น กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ,พิพิธภัณฑ์ทหาร กองประวัติศาสตร์ กองทัพไทย,โรงเรียนพระราม 9 กาญจนาภิเษก, วิทยากรจากโครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ครูอาจารย์ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมของเยาวชน ค่ายเยาวชน “คบเด็กสร้างชาติ” ซึ่งเน้นยํ้า อุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความมีวินัย การเสียสละ ยึดมันคําสอนทางศาสนา รักษาสิ่งแวดล้อม โดยเยาวชนจะได้ซึมซับจากการบรรยายของวิทยากร ทั้งทางทหารจากกองบัญชาการกองทัพไทย พระสงฆ์ ศิลปิน และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

       ด้านคุณหทัยรัตน์ ผิวพรรณ รองประธาน บริหารบริษัท รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ป จํากัด และ ที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ผู้ให้การสนับสนุนการจัดค่ายอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เติบโตขึ้นมาเป็นกําลังหลักสําคัญของประเทศชาติ ด้วยความเป็นคน คุณภาพ มีระเบียบวินัย รักชาติรักแผ่นดิน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสรุปบทเรียนจาก เหตุการณ์สําคัญๆ และในอนาคตพร้อมยินดีที่จะร่วมสนับสนุนกิจกรรมดีๆให้กับน้องๆเยาวชนครั้งต่อไป

       ด้านพระชายกลาง อภิญาโณ ประธานมูลนิธิสหชาติ ผู้ริเริ่มการจัดค่ายอบรม เปิดเผยว่า อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เป็นที่อันควร ที่เยาวชนจะได้ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ ของชาติ ให้สมกับที่กองทัพไทยสร้างด้วยงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท แต่คนไทยได้ใช้ประโยชน์เรียนรู้ความเสียสละของบรรพบุรุษน้อยมาก จึงชักชวนเยาวชนในสถานศึกษามาเรียนรู้ในรูปแบบการเข้าค่ายเรียนรู้ครบจบภายใน1วัน สำหรับการอบรมโครงการค่ายเยาวชน”คบเด็กสร้างชาติ”รุ่นต่อๆไป ทางมูลนิธิสหชาติ ยังคงดำเนินการจัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกหลานของเรา มีความรัก ความสามัคคี ต่อชาติแผ่นดินต่อไป พระชายกลาง ประธานมูลนิธิสหชาติกล่าวท้ายที่สุด!!

“จับผู้ต้องขังหนีโรงพยาบาลได้แล้ว…พ่อนำเข้ามอบตัว”

       “จับผู้ต้องขังหนีโรงพยาบาลได้แล้ว…พ่อนำเข้ามอบตัว”
วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 09.30 นาฬิกา ข.ช.กฤษณะ แก้วชิงดวง อายุ 39 ปี ผู้ต้องขังคดียาเสพติด ก่อเหตุหลบหนีจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร โดยผู้ต้องขังได้วิ่งข้ามถนนไปชิงรถจักรยานยนต์ และขับหลบหนีไป นั้น
       ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องขังหลบหนีดังกล่าวได้แล้ว เมื่อเวลา 21.30 นาฬิกา ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 โดย ข.ช.กฤษณะฯ ได้กลับมาที่บ้านบิดาของตนเอง จากนั้นบิดาของ ข.ช.กฤษณะฯ ได้พาเข้ามอบตัวที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งได้ดำเนินการตรวจปัสสาวะ และปรากฏไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด จากการสอบถามสาเหตุการหลบหนีพบว่า เกิดจากความกลัวคิดว่าภรรยามี แฟนใหม่และจะไม่กลับมาเยี่ยมอีก ทั้งนี้ กรณี ข.ช.กฤษณะฯ เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี การลงโทษทางวินัยของทางเรือนจำฯ จึงเป็นเพียงการตัดสิทธิการเยี่ยมญาติ แต่ในส่วนของการชิงรถจักรยานยนต์ ถือเป็นคดีวิ่งราวทรัพย์ผู้อื่น ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป พันตำรวจเอก ณรัชต์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ผู้ต้องขังก่อเหตุหลบหนี ไม่ว่าจะด้วย วิธีใดก็ตาม ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง โดยกรมราชทัณฑ์ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ในการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล หรือออกไปทำกิจกรรมอื่นนอกเรือนจำ ตลอดจนให้เพิ่มมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันเหตุเช่นนี้ เพื่อให้การควบคุมผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พาณิชย์จังหวัดสระบุรี​ จัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019 ครั้งที่ 1​

      พาณิชย์จังหวัดสระบุรี​ จัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019 ครั้งที่ 1​บริเวณศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์คกรุงเทพฯ เมื่อวันที่30พฤษภาคม2562​ เวลา14.00น.​ นายเกียรติศักดิ์​ ตรงศิริ รองผ​ู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นประธานมี หัวหน้าส่วนราชการ​ ผู้บริหารศูนย์การค้าพาราได พาร์ค​ ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดงานแสดงสินค้ามีนางกฤษญาพร​ สุนทรพจน์​ พาณิชจังหวัดสระบุรีให้การต้อนรับ
จังหวัดสระบุรี ตามนโยบายของรัฐบาลให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในประเทศส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนเศรษฐกิจท้องถิ่น​ เน้นการสร้างงาน​ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน​ ผู้ผลิตชุมชนและธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนตามยุทธศาสตร์20ปีเป็นการพัฒนาภาคกลางให้เป็น”ฐานเศรษฐกิจชั้นนำตามนโยบายไทยแลนด์4.0การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
       ด้านสำนักงานพาณิชจังหวัดสระบุรี​ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยผลิตเชิงนวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงสินค้าของเกษตรกรชุมชน ผู้ผลิตสู่​ ผู้บริโภคระดับประเทศ​ ในการจัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019ครั้งที่1 เป็นกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมการตลาด​ สินค้าเกษตรปลอดภัย​ เชิงวัตกรรม​ พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า​ เพิ่มโอกาสทางการตลาด​ เพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร​ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน​ ผู้ผลิตและธุรกิจ​SMEs เป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและการบริการสุขภาพ​ ของจังหวัดสระบุรี​ ที่เผยแพร่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
       ดังนั้นพาณิชย์จังหวัดสระบุรีจัดการแสดงจำหน่ายสินค้าธุรกิจการค้าของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยเกษตรแปรรูปผู้ประกอบการชุมชน OTOP สมาชิกของจังหวัดสระบุรี​ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า 40 คูหาประกอบไปด้วยสินค้าหมวดอาหารเครื่องดื่มเครื่องใช้ตกแต่งบ้านหมวดสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารหมวดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายภาคส่วนได้แก่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนากรจังหวัด​ การตลาดต้องชมศูนย์การค้าให้การสนับสนุนและนำสินค้ามาจำหน่ายในบริเวณงานในครั้งนี้/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

นรข.ร่วมกำลัง 4 ฝ่ายสกัดจับยึดยาไอซ์ ล็อตใหญ่ 252 กก. มูลค่ากว่า 300ล้านบาท ข้ามโขงมาทางเรือหางยาว

      มุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงร่วมฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.หน่วยข่าวกองทางทหารและตำรวนภูธรเมืองมุกดาหารนำกำลังร่วมสกัดจับยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่จำนวน 13 กระสอบ รวม 252 ห่อๆละ 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 300ล้านบาท ลักลอบขนข้ามโขงมาทางเรือหางยาวจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าตามแนวชายแดนเมืองมุกดาหาร

      เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 22.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกำลังขนยาไอซ์จำนวนมากข้ามโขงมาทางเรือหางยาว จะนำเข้าตามแนวชายแดนริมฝั่งโขงบริเวณบ้านบางทรายน้อย ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร จึงประสาน พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ รอง ผอ.รมน.มุกดาหาร มอบหมายให้ พ.อ.โกมล วงศ์อนันต์ หน.กลุ่มงานนโยบายอแผนและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหาร ประสานหน่วยงานข้างเคียงดังกล่าว

      ร่วมกันวางแผนก่อนนำกำลังออกไปดักซุ้มบริเวณดังกล่าว เพื่อทำการจับกุม ตามจุดที่ได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ยินแต่เสียงเรือหางยาวแล่นออกจากฝั่งไทยไปเกาะกลางแม่น้ำโขง ที่เป็นเขตแดนของฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ซุ้มดูจนไม่มีความเคลื่อนไหว จึงเข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบกระสอบปุ๋ยสีดำ จำนวน 13 กระสอบ วางเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรวจสอบด้านในกระสอบพบเป็นยาไอซ์ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดขึ้นเรือ ลาดตะเวณ นรข.นำของกลางกลับมาที่หน่วยเรือมุกดาหาร

      เพื่อตรวจสอบโดยละเอียด ด้านในกระสอบพบยาไอซ์ ห่อสีทอง 133 ห่อ และสีเขียว 119 ห่อ รวมจำนวน 252 ห่อๆละ 1 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ายาไอซ์จำนวนดังกล่าว กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ขนมาพักอยู่เกาะกลางแม่น้ำโขงก่อนรอโอกาสลำเรียงเข้ามาตามแนวชายแดนพื้นที่เมืองมุกดาหาร อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จะได้ติดตามหาเบาะแสกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้ให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่เคยตรวจยึดยาไอซ์ได้ล็อตใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเป็นประวัติการ เจ้าหน้าที่จึงนำของกลางมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

เปลี่ยนนาย กงสีพลิก

      แม้เรื่องราวของ”โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จะเงียบหายทั้งตัวตนและไร้การสอบสวนเอาผิดใดๆ โดยเฉพาะการขยายผลถึงหัวโจกกระบวนการงาบผลประโยชน์การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่ยังทิ้งคาใจประชาชน และเพื่อนสีกากีร่วมอาชีพย้อนมองผลงานมีทั้งส่วนดีและส่วนเสียที่ทิ้งไว้ ส่วนดีนั้นชาวบ้านพูดกันอื้ออึง สรรเสริญผลงานชุด”โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ปราบหนักแก๊งเงินกู้นอกระบบ ลุยแก๊งแข่งจักรยานยนต์ซิ่งกวนเมือง แทบหายไปจากท้องถนน แต่ส่วนเสียที่ทิ้งไว้ก็มีไม่น้อย กับผลการทำงานของบุคคลากรที่เป็นนอมินีถูกวางตัวไว้ในเก้าอี้ทองทั่วประเทศ เมื่อมีการลงทุน การถอนทุนและแสวงหากำไรก็ตามมา
เอิกเกริกสวาปาม !! เหตุเพราะแต่เดิมนั้น นายตัวเองเป็นใหญ่ ตัวเองลอยข้ามภาคมาเอาตำแหน่ง จึงไม่สนใจผู้บังคับบัญชาหน่วย เมื่อเรื่องของนายยังคลุมเครือ ไม่มีการสอบสวนเอาผิดใด ๆ เป็นธรรมดาหน้าที่ของนอมอนี จะต้องป้องประโยชน์”นาย”
จนกระทั่งมีการย้ายลงดาบผู้กำกับการเก้าอี้ทองบางหน่วย โดย”บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เชือดไก่ให้ลิงดู !! พร้อมด้วยคำสั่งที่ตามมา กับการคืนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายในหน่วยต่างๆ ให้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการหน่วยนั้นๆ หลังรวบอำนาจไปนานกว่า 4 ปี เพื่อ เปิดทาง ” โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ร่วมเข้ามาบริหารจัดการการแต่งตั้งโยกย้ายทุกระนาบ ผู้นำแต่ละหน่วยจึงกลับมาบริหารงาน และแอ่นอกรับผิดชอบกันได้อย่างเต็มที่ ในเวลานี้
เขี้ยวเล็บงอกขึ้นดังเดิมตำรวจนอมินีจึงเริ่มออกอาการร้อนๆหนาวๆ แต่ขึ้นชื่อว่าอาชีพตำรวจนั่นมีพี่ มีน้อง มีเพื่อน มีรุ่น คงใช้เวลาไม่นานกับการปรับตัวแบบ “จิ้งจกเปลี่ยนสี “ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ที่ตำแหน่งนอมินีถูกวางไว้ในหลายพื้นที่ หลังจาก พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไปรับตำแหน่งอันทรงเกียรติ เป็นวุฒิสมาชิก “บิ๊กแป๊ะ” ผบ.ตร. มีคำสั่งตั้ง”เดอะปลั๊ก” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผบ.ตร.เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ลงมานั่งรักษาการผู้บัญชาการภาค 2 แทนเปลี่ยนนาย กงสีพลิก จากที่เคยอู้ฟู่ หลายท้องที่ หลายจังหวัด ที่ละเลยให้เปิดบ่อนพนันเต็มสูบ ยกตัวอย่างแค่ จ.ชลบุรี มีบ่อนพนันหลายสิบแห่ง ที่เจ้าของเป็นเจ้าใหญ่หน้าเดิม ขยายสาขาจากนครบาลมีประมาณ 10 แห่ง บ่อนเหล่านี้ไม่ได้สูบเงินจากคนรวย แต่ดูดเงินจากคนจนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า ลูกจ้างรายวัน หาเงินได้วิ่งเข้าบ่อน เอาเงินไปบำรุงบ่อน ดูเหมือน พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข จะมองเห็นภัยจากบ่อนเหล่านี้ จึงใชัอำนาจรักษาการผู้บัญชาการภาค 2 สั่งปิดกิจการทุกบ่อนทุบกงสีเดิม ตลาดส่วยวายตั้งเป้าเล็งเล่นงานตำรวจงาบส่วยบ่อนและนายทุนเงินกู้ อย่างจริงจังแม้แต่ประชาชนในเมืองพัทยา ยังพากันแซ่ซ้อง สดุดีนโยบายทลายบ่อนและเงินกู้นอกระบบคนหาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินบ่าย ไม่ต้องขนรายได้ไปให้บ่อนพนันสูบนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างดีๆเพียงจังหวัดเดียวของภาค ที่กล้าทะลายกงสีเถื่อน และอาจมีการล้างนอมินีที่ฝังรากไว้ในไม่ช้าขุดรากทิ้ง ตัดท่อน้ำเลี้ยงเปลี่ยนกรุใหม่
กู้ภาพลักษณ์ตำรวจโดยรวม .

อิทธิเดช ลุย.

กอง​ปราบ​ฯ​ แถลงผลตรวจยึดรถหรู สวมซาก 10 คัน มูลค่ารวมเกือบสองร้อยล้านบาท

      วันนี้​ วันพฤหัสบ​ดี​ที่ 30 พ.ค.62​ เวลา 10.30 น.ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย พัน​ตำรวจ​เอก​ สันติ ชัยนิรามัย,พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​ผบก.ป.)​ และเจ้าหน้าที่ ศูนย์​ปราบปราม​การโจรกรรม​รถ​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ศปจร.บก.ป.)​

      ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดรถหรู สวมซาก สวมทะเบียน ปลอมเอกสาร พร้อมรถของกลางจำนวนรวม 10 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 4 คัน แบ่งเป็น รุ่น vellfire จำนวน 3 คัน แบ่งเป็น สีดำ 2 คัน สีขาว 1 คัน และ รุ่นเอสติม่า สีขาว 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี 2 คันแบ่งเป็น รุ่นกัลป์ลาร์โด สีส้ม 1 คัน และสีเขียว 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อเฟอร์รารี่ รุ่นแคลิฟอร์เนีย สีแดง 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อเบนท์ลี่ย์ 2 คัน แบ่งเป็นรุ่น ฟลายอิ้ง สเปอร์ สีน้ำเงิน 1 คัน และ รุ่นเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีที สีดำ อีก 1 คัน และรถยนต์ยี่ห้อ ฮัมเมอร์ สีดำ 1 คัน

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า สำหรับการตรวจยึดรถหรูของกลางในครั้งนี้สืบเนื่องจากทางกองปราบฯได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมเกี่ยวกับการโจรกรรมรถยนต์ ซึ่งแบ่งการกระทำความผิดออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย แผนประทุษกรรมที่ 1.รถสวมซาก หรือการนำซากรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนำกลับมาซ่อมใช้งานได้อีก ไปตัดต่ออะไหล่และหมายเลขตัวถังรถสวมใส่กับรถยนต์รุ่นเดียวกันหรือใกล้เคียงที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเภทที่ 2.การนำรถเก่าที่ได้มาจากการประมูลกรมศุลกากร มาทำการดัดแปลงสวมกับรถยนต์ยี่ห้อเดียวกันแต่เป็นรุ่นที่ใหม่กว่า เพิ่มมูลค่าราคารถ ประเภทที่ 3 เป็นรถที่มีการปลอมแปลงเอกสารการนำเข้าของศุลกากร ประเภท ที่ 4 รถแฝด หรือรถที่มีการทำทะเบียนปลอมและปลอมเอกสารการครอบครองรถขึ้นมา โดยปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพบว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งตามบ้านพัก และอู่รถซ่อมรถต่างๆ ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และ จ.ปทุมธานี จึงได้ทำการเข้าตรวจค้นจนพบรถของกลางดังกล่าว

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวต่อว่า จากผลปฏิบัติการในรอบหกเดือนที่ผ่านมาสามารถตรวจยึดรถยนต์หรูได้มากว่า 10 คัน มูลค่ารวม 200 ล้านบาท ต่อจากนี้ ทางกองปราบจะทำการตรวจสอบบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์ทั้งหมด พร้อมสืบหาความเชื่อมโยงการกระทำความผิดว่ามีการกระทำเป็นขบวนการหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ส่วนการสอบปากคำเจ้าของรถยนต์แต่ละคันเพื่อสอบถามที่ไปที่มาของรถ เบื้องต้นพบว่าบางส่วนมีเจตนาการซื้อรถโดยบริสุทธิ์ใจ เพียงแต่ไม่ทราบมาก่อนว่ารถที่ซื้อมานั้นเป็นรถผิดกฎหมายที่ถูกดัดแปลงขึ้นมา ซึ่งเจ้าของรถกลุ่มนี้จะเปรียบเหมือนผู้เสียหาย แต่ในส่วนของเจ้าของรถบางคันที่รู้ว่ารถที่ซื้อมานั้นเป็นรถผิดกฎหมาย ก็คงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพียงแต่ขอเวลาทำการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ป่อเต็กตึ๊ง ลงนามไว้อาลัยป๋าเปรม ถึงแก่อสัญกรรม

       ป่อเต็กตึ๊ง ลงนามไว้อาลัยป๋าเปรม ถึงแก่อสัญกรรมวันนี้ วันพฤหัสบ​ดีที่​ 30 พ.ค.62 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ​ และเลขาธิการฯ พร้อมด้วยนายสัก กอแสงเรือง กรรมการตรวจสอบฯ,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการฯ,นายวุฒิชัย อภิวัฒนกุลชัย ผู้จัดการมูลนิธิฯ,นายวันชิด ศิรสีห์ ผู้ช่วยผู้จัดการฯ และคณะเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร ร่วมลงนามไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ ห้องรับรอง ทำเนียบองคมนตรี ถ.สนามไชย วังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

ติดต่อ-สอบถาม#​ทีมงานสื่อสารองค์กร📱 086-854-1418📲
สายด่วน☎ป่อเต็กตึ๊ง1418
ช่วยชีวิต🚑รักษาชีวิต🏥💉💊สร้างชีวิต🎓👪
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​