“เสมา 3” ดันงาน กศน.​ สช.ปรับโฉม “WOW” มุ่งทลายทุกข้อจำกัดทางการศึกษา

          วันที่​ 15 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น.​ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและมอบนโยบายพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.และสังกัดการศึกษาเอกชน ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายศรีชัย​ พรประชาธรรม​ เลขาธิการ กศน.นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กช. และผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารท้องถิ่น ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนนักศึกษา เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

          รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ขอชื่นชม กศน. จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้จัดการเรียนการสอนสำหรับประชาชนทุกช่วงวัยได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และอาชีพ เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งกับการทำงานเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยเฉพาะการเป็นหน่วยส่งเสริมและสนับสนุนการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          โดยมีดัชนีตัวชี้วัดจากการพัฒนาอาชีพจากทุนที่มีอยู่ในชุมชน และจำนวนนักศึกษาที่สอบวัดผลสัมฤทธิ์การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านตามเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 80.80 ถือเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นจำนวนที่สูงกว่าการสอบผ่านระดับประเทศ รวมทั้งผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ การศึกษานอกระบบโรงเรียน หรือ N-NET (Non-Formal National Education Test) ที่มีคะแนนเฉลี่ย ทั้ง 5 สาระ 39.62 ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าระดับภาค (37.96) และระดับประเทศ (38.86) อีกด้วย

          รวมทั้งขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้การจัดการศึกษาในทุกมิติสำหรับประชาชนได้รับการพัฒนา ทั้งการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ การพัฒนาสังคม ชุมชน การดำเนินงานสร้างพลเมืองอาสาประชาธิปไตย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับสำนักงาน กศน.และส่งเสริมผู้ไม่รู้หนังสือ ทั้งนี้ ขอฝากเกี่ยวกับหลักสูตรภาษาท้องถิ่น (ภาษาเขมร)

          ในการบูรณาการกับการสอนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการสื่อสารของประชาชน ให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และที่ขาดไม่ได้ คือ ขอทุกคน จงภาคภูมิใจ รักศักดิ์ศรีในตัวเอง และพยายามสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ผ่านการจัดการศึกษาเพื่อการมีอาชีพ เพื่อชุมชน และเพื่อประเทศ ให้สังคมได้เห็นโฉมใหม่ของ คน กศน. ให้เป็น “กศน.ว้าว (WOW) ที่มีคุณภาพในยุค 4.0 ต่อไป

          ในส่วนของการพัฒนาการศึกษาเอกชน ขณะนี้มีหลายเรื่องที่ได้ดำเนินการจนมีผลสำเร็จชัดเจนแล้ว อาทิ การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาลจากคนละ 1 แสนบาทต่อปี เป็น 1.5 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้น และยังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน และอาหารเสริม การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Digital Learning Center)

          โดยตอนนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กศน. และ สช. ร่วมศึกษา รวบรวม พัฒนา และขยายผล รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ที่จะช่วยให้ครูและผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ถือเป็นการการศึกษาออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประเด็นการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนในระบบดิจิทัลให้โรงเรียนเอกชนได้นำไปใช้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ครูจะได้เรียนรู้ด้วย เป็นต้น

          ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ร่วมสะท้อนปัญหาและอุปสรรคของการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการลงพื้นที่ ข้อมูลทุกๆด้าน จะนำไปสู่การแก้ปัญหา เราจะทลายทุกข้อจำกัดทางการศึกษาเพื่อให้เยาวชนและประชาชนผู้ที่สนใจพัฒนาศักยภาพของตนเองสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างไร้พรมแดนและข้อจำกัดอย่างแท้จริงต่อไป”


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ศึกษา” ลงนาม MOU กับ การท่องเที่ยวและกีฬา ดันลูกเสือเป็นมัคคุเทศก์ส่งเสริมการท่องเที่ยว

          วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 17 กันยายน 2562​ เวลา​ 15.30​ น. ณ หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร : “สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ” จับมือ “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ลงนาม MOU เพื่อร่วมมือตั้งกองลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมุ่งหวังให้ลูกเสือมีบทบาทในการเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้ง ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกเสือเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นของตน มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว มั่นใจ เยาวชนที่จะมาร่วมโครงการมัคคุเทศก์ในครั้งนี้ สามารถเป็นผู้นำ และเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ในอนาคต

         สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดย นายโชติ ตราช ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​ ซึ่งต่อไปในบันทึกความร่วมมือนี้ เรียกว่า “สป.ก.” สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติซึ่งต่อไปในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ เรียกว่า “สลช.” โดยมี​ นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​ และ​ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งสองฝ่ายข้างต้นได้มีความประสงค์ที่จะร่วมมือกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือโดยถือเป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อปลูกฝังให้ลูกเสือในท้องถิ่นให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว
  2. เพื่อพัฒนาลูกเสือให้เกิดการเรียนรู้มีทักษะในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรมและประเพณีของท้องถิ่นตนเองให้กับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนให้เกิดความประทับใจ
  3. เพื่อสร้างศักยภาพให้กับลูกเสือให้มีระเบียบวินัยมีจิตบริการที่ดีการเป็นเจ้าบ้านที่ดี การเป็นจิตอาสาหรือเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้มาเยือนท้องถิ่นของตนเอง
  4. เพื่อสร้างบุคลกรที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่นสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ในอนาคต ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ข้อ 1.ขอบเขตความร่วมมือของ “สป.กก.”
1.1 สนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์​ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรมทั้งนี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจกฎหมายของ กระทรวงการท่องเที่ยว​และ​กีฬา​


1.1 สนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์​ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรมทั้งนี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจกฎหมายของ กระทรวงการท่องเที่ยว​และ​กีฬา​

1.2 สนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายสนอแนะวิทยกรหรือผู้เขียวชาญในการให้องค์ความรู้แก่ลูกเสือ​ ที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติให้การสนับสนุนและพัฒนาและประสานงานหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว รวมถึงองค์ความรู้ด้านการท่องเทียวอาทิการเป็นเจ้บนที่ดีการบริการด้านการท่องเที่ยว ทักษะการเป็นผู้สื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวที่ดี เป็นต้น

1.3 สนับสนุนการประมินผลการฝึกปฏิบัติงานของลูกเสือผู้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามหลักสูตร​ ที่กำหนดไว้

1.4 ประชาสัมพันธ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการ และร่วมประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์

ข้อ 2. ขอบเขตความร่วมมือของ “สลช.”
2.1 พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรม

2.2 ส่งเสริมสนับสนุนและจัดการฝึกอบมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Gide Scout” ให้กับลูกเสือผู้มีความประสงค์เป็นจิตอาสาหรืออาสาสมัครด้านการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ

2.3 ออกแบบและจัดทำเครื่องหมายเครื่องแบบหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเพื่อมอบให้กับลูกเสือกลุ่มเป้าหมาย ไว้ใช้ในการปฏิบัติงาน

2.4 จัดทำฐานข้อมูลลูกเสือผู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว

2.5 ประชาสัมพันธ์กิจกรมใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Gide Scout” หรือที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของ”ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout” และร่วมประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์

ข้อ 3.อื่นๆ
3.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่จำกัดสิทธิทุกฝายที่จะทำความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น เพื่อความสำเร็จของโครงการ

3.2 กรณีมีค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันให้ทุกฝายร่วมพิจารณาและตกลงเป็นกรณีไป

3.3 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อกำหนดและงื่อนไขใดๆในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้​ ทั้งสองฝ่ายจะได้เจรจาและทำความตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร

3.4 หากมีกรณีที่ฝายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้อีกฝ่ายได้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกา 30 วันก่อนวันที่จะให้มีผลเป็นการเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

          ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า “เนื่องจากในปัจจุบันการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญ และสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตน สังคมและชุมชนได้ทุกมิติ จึงได้มีการจัดตั้งโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ขึ้น โดยได้น้อมนำหลักสูตรจิตอาสา 904​ มาใช้ในโครงการฯ เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมลูกเสือ

          จิตอาสาตามพระราโชบายด้านการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้ลูกเสือ ในท้องถิ่นให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาลูกเสือ ให้เกิดการเรียนรู้ มีทักษะในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่นตนเอง ให้กับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนให้เกิดความประทับใจ และเพื่อสร้างศักยภาพให้กับลูกเสือ ให้มีระเบียบวินัย มีจิตบริการที่ดี การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การเป็นจิตอาสาหรือเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้มาเยือนท้องถิ่นของตนเอง และเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่น สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ในอนาคต ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

          นอกจากนี้กองลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมุ่งหวังให้ลูกเสือมีบทบาทในการเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้ง ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกเสือเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นของตน มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวของประเทศไทย และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือให้สามารถต่อยอด และส่งเสริมทักษะด้านการใช้ภาษาให้สามารถพัฒนาเป็นอาชีพในอนาคตได้อย่างแท้จริง” รมช.ศธ.กล่าว


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“แม่ทัพอิ๊ด ลุยต่อเนื่อง สั่งเร่งกำจัดผักตบ มอบสิ่งของชาวบ้าน”

         พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 ไปตรวจเยี่ยมการกำจัดผักตบชวา เพื่อเพิ่มการระบายน้ำลงแม่น้ำมูล บริเวณกุดปลาขาว อ.วารินชำราบ เส้นทางเลี่ยงเมืองที่จะเข้าสู่เมืองอุบล โดยระดมกำลังพลและเครื่องมือ จากหน่วยกรมทหารพรานที่ 23 จำนวน 80 นาย รถแบ็คโฮ 1 คัน รถกระบะเทท้าย 3 คน และจากหน่วยกรมชลประทาน ซึ่งก่อนดำเนินการผักตบชวา ปิดทางน้ำทำให้น้ำท่วมขังสูง รถไม่สามารถผ่านไปได้ และหลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 วัน ระดับน้ำลดลง 30 ซม. และรถยนต์กระบะสามารถวิ่งผ่านได้ คาดว่าอีก 2-3 วัน จะเข้าสู่ปกติ

          จากนั้นไปมอบสิ่งของให้กับผู้ประสบอุทกภัย ที่จุดอพยพบ้านกุดเชียงมุน หมู่ 1 ศาลาบ้านปากกุดหวาย ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบล ทำให้ประชาชนมีความดีใจ และมีกำลังใจที่จะสู้ดำเนินชีวิตต่อไป


กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย

         จากกรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ ขณะทำการลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยครูขณะเดินทางกลับจาก รร.บ้านควนประ เหตุเกิดพื้นที่บ้านควนประ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 16.ก.ย. 62. เวลา 15.40น. เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย นั้น

         ล่าสุด พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 62 เวลา 15.40 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ ชป. รปภ.ครู จำนวน 6 นาย ประกอบด้วย อส.ชคต.นาประดู่ 5 นาย และ อส.ทพ.ฉก.ทพ.43 1 นาย พร้อมรถจักรยานยนต์ จำนวน 3 คัน ทำการลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยครู ขณะเดินทางกลับจาก รร.บ้านควนประ โดยการขับรถจักรยานยนต์ติดตามขบวนรถครู

    เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุในพื้นที่บ้านควนประ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งขบวนรถครูได้ผ่านไปแล้ว คนร้ายได้จุดระเบิดตรงกับรถจักรยานยนต์คันที่ 2 เป็นเหตุให้ อส.ชคต.ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 นาย โดยขณะเกิดเหตุ อส.ชคต. รถจักร ยานยนต์คันที่ 1 และ 3 ได้ใช้อาวุธยิงตอบโต้สกัดกั้นป้องกันการเข้ามาแย่งชิงอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ จากนั้นชุด ชป.จรยุทธ์ ฉก.ทพ.43 ที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิด จึงรีบเข้าช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.โคกโพธิ์ และจากการตรวจสอบทราบรายชื่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย

  1. อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว อายุ 26 ปี เสียชีวิต (รพ.โคกโพธิ์)
  2. อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสกระสุนถูกบริเวณศรีษะ

          สำหรับความคืบหน้าในที่เกิดเหตุ.ตรวจพบหลุมระเบิดกว้าง 2.ม. ลึก 75 ซม. เศษกล่องเหล็ก, แบตเตอรี่ 1.5 โวลต์ และเหล็กเส้นตัดยาว 3 – 5 ซม. จากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ EOD คาดว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 10 กก. วางแบบเร่งด่วน และจุดระเบิดด้วยวิทยุมือถือ ตลอดจนพบวัตถุพยานห่างจุดระเบิดประมาณ 300 ม. ในบริเวณป่าสวนยางพบ โทรศัพท์ 1 เครื่อง และ รอยรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของคนร้าย

         ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวของเร่งรัดเข้าให้การช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นและจัดการศพอย่างสมเกียรติที่สุด พร้อมทั้งได้สั่งการให้ ฉก.ปัตตา นี สนธิกำลังตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี รวมทั้งการลาดตระเวนทางอากาศ พร้อมแจ้งกำลังภาคประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบ
เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วต่อไป

          โดยคาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มของ นายอับดุลการิม สะตาปอ และนายฮาวารี มะเด็ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสผู้ต้องสงสัย เข้ามาในพื้นที่ สามารถแจ้งได้โดยตรงกับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ขอบคุณข้อมูล : ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

สุโขทัย – ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเนื่องในวันประมงแห่งชาติ

          วันที่ 17 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองข้างใน ตำบลศรีคีรีมาศ อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย นายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติประจำปี 2562 ของจังหวัดสุโขทัย โดยมีข้าราชการ นักเรียนและประชาชนมาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

         ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2529 อนุมัติให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ ซึ่งกรมประมงได้มอบหมายให้หน่วยงานของกรมประมงทุกจังหวัด ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

          โดยเน้นรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และได้ขอความร่วมมือให้พี่น้องประชาชน งดจับสัตว์น้ำทุกชนิด 1 วัน ในวันที่ 21 กันยายน 2562 ซึ่งตรงกับวันประมงแห่งชาติด้วย โดยในปีนี้จังหวัดสุโขทัยได้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคือปลายี่สกเทศ จำนวน 250,000 ตัว


ภาพข่าว:วิชัย สิทธิพันธ์
นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

ทีมเจ๊นาผลไม้ กม.10 คว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศบาสเกตบอล เจ็ด หีบ คัพ

          เมื่อวานที่ผ่านมา 17 ก.ย.62 ซึ่งเป็นวันชิงชนะเลิศการแข่งขัน บาสเกตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ เจ็ด หีบ คัพ ณ สนามบาสเก็ตบอลโรงยิมฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระหว่าง ทีมพัทยาแบร์ กับทีม เจ๊นาผลไม้ กม.10 ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่าทีม เจ๊นาผลไม้ กม.10 สามารถเอาชนะ ทีมพัทยาแบร์ ไปได้อย่างสนุกสนาน คว้าถ้วยเกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล จากสวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ค อเมโซน มาครองได้เป็นผลสำเร็จ อันดับ 2 จึงเป็นของทีม พัทยาแบร์ ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ทีม บ้านฉาง คว้าถ้วยเกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล จากสวนน้ำการ์ตูนเน้ตเวิร์ค อเมโซน ไปครองด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในวันนี้ ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 จังหวัดชลบุรี ได้ลงสนามร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ เจ็ด หีบ’คัพ ในวันนี้ด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมรอบสนามเลยทีเดียว

          โดยในพิธีปิดการแข่งขันและมอบรางวัลในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก นาวาโท ฉกาจ ทองพิจิตร รองประธานและเลขานุการอนุกรรมการบาสเก็ตบอลฐานทัพเรือสัตหีบ ในฐานะผู้ดำ เนินการจัดการแข่งขัน มาเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันและมอบรางวัลให้แก่ทีมและนัก กีฬาที่ได้รับรางวัลในประเภทต่างๆ

         นาย มาโนช ประกอบสุข กรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้กล่าวว่า การจัดการแข่งขันบาส เกตบอล เจ็ด หีบ’คัพ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 30 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 10 ทีม มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกบาสเกต บอล ในพื้นที่อำเภอสัตหีบและพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬาและห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อเป็นการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้มีความสามารถในการเล่นกีฬาบาสเกตบอลได้อย่างถูกต้อง และประการสำคัญ เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะนักกีฬาบาสเกตบอลในเด็กและเยาวชน ได้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประ โยชน์ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ

         พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณ สวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ค อเมโซน ที่สนับสนุนถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินรางวัลให้กับนักกีฬาที่ชนะเลิศอันดับ 1-3, ฐานทัพเรือสัตหีบ สนับสนุนสถานที่จัด การแข่งขัน, รวมถึงสจ.กำชัย ตั้งธรรมสถิตย์, ศูนย์ภาพสีมารีน เอ็กเพรส สัตหีบ, สท.นุชจรี ถนอมสุขสันต์, ร้านสงวนโทรทัศน์ ,สนามฟุตบอลเต็มข้อสัตหีบ, พลเรือตรีโกเมศ สะอาดเอี่ยม ผู้บัญชาการศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน, ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8 จังหวัดชลบุรี, BEAT BAR ปายละเมอ, อู่สาวิตรีการช่างสัตหีบ, ร้านเสี่ยสัตหีบ, รีสอร์ทรักสบาย,โดยนางสาวณัฐพัชญ์ สมบูรณ์เจริญ ผู้จัดการเซเว่นสาขาโรงเรียนธัมมสิริศึกษาสัตหีบ, คุณสุดาพร เนคมานุรักษ์ เเละคุณสมใจ คุ้มวิลัย ที่ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันบาสเกตบอล เจ็ดหีบ’คัพ ในครั้งนี้ ด้วยความขอบคุณยิ่ง

          จากนั้น นาวาโท ฉกาจ ทองพิจิตร ได้มอบถ้วยรางวัลให้กับทีม ชนะเลิศ อันดับ 1-3 และมอบรางวัล ผู้เล่นทรงคุณค่า แก่ จ่าเอกสัญชัย เพียรทอง ผู้เล่นจากทีม เจ๊นาผลไม้ กม.10 ก่อนทำพิธีปิดการแข่งขัน บาสเกตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ เจ็ด หีบ’คัพ ในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ


ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562

จ.จันทบุรี จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562 อนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์

         วันนี้ ( 17 ก.ย.62 ) ที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกต อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี สำนักงานประมง จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกรมประมงในจังหวัดจันทบุรี ตำบล พวาและอำเภอแก่งหางแมว จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562 โดยมีนายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประธานในพิธี นำหัว หน้าส่วนราชการ, ข้าราชการ, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ประชาชน, เยาวชน , นักเรียน, นักศึกษา ร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตลอดไป

โดยภายในงานมีกิจกรรมดังนี้

  • กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำรวมจำนวน 2 แสน 6 หมื่นตัว เป็นปลาน้ำจืด จำนวน 2 แสนตัว กุ้งก้ามกราม 6 หมื่นตัว
  • กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปลานิล จำนวน 30 ราย
  • กิจกรรมส่งเสริมโครงการประมงโรงเรียนเพื่ออาหารกลางวันเด็กนักเรียนจำนวน 3 โรงเรียน

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สโมสรโรตารี จ.จันทบุรีและตราด มอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทาน ในพระนามาภิไธย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

สโมสรโรตารีในจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด จัดพิธี มอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทาน ในพระนามาภิไธย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

         ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลพลับพลานารายณ์ สโมสรโรตารีเขต 1 จังหวัดตราด และเขต 2 จังหวัดจันทบุรี ภาค 3340 โรตารีสากล จัดพิธีมอบอุปกรณ์การแพทย์พระ ราชทานในพระนามาภิไธย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยมีนายแพทย์สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประ ธานในการมอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทาน

         ซึ่งมีสโมสรโรตารีเข้าร่วมโครงการ จำนวน 9 สโมสร นำโดยสโมสรโรตารีเกาะช้างร่วมกับสโมสรโรตารีตราด, สโมสรโรตารีท่าเรือ-ตราด, สโมสรโรตารีจันทบุรี, สโมสรโรตารีจันทบูร, สโมสรโรตารีจันทนิมิตร, สโมสรโรตารีเมืองขลุง, สโมสรโรตารีเขาสอยดาว และสโมสรโรตารีอี-คลับ 3340 ได้ร่วมกันจัดทำโครงการมอบอุปกรณ์การแพทย์พระราชทานฯ โดยมีสโมสรโรตารีอุตรดิตถ์เป็นผู้ประสานกับสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับความอนุเคราะห์ รถเข็นและอุปกรณ์ช่วยเหลือ พร้อมเจ้าหน้าที่บุคลากร และทีมงาน RICD Wheelchair Project นำรถเข็นและอุปกรณ์ มามอบให้แก่ผู้ที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว ประกอบด้วยรถเข็นจำนวน 104 คัน และอุปกรณ์ช่วยเหลือ 193 รายการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 3, 127, 575 บาท


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – จัดกิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวดล้อม”

จังหวัดจันทบุรี จัดกิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวดล้อม” ปลูกจิตสํานึกให้ประชาชนและเยาวชน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

         วันนี้ ( 17 ก.ย.62 ) ที่บริเวณป่าชายเลนบ้านสองพี่น้อง หมู่ที่ 2 ต.บางกะไชย อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน นำหัว หน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษาร่วม กิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวด ล้อม” เพื่อปลูกจิตสํานึกให้ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมรักษาสมดุลระบบนิเวศ โดยการปลูกป่าชายเลนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

         สืบเนื่องจากปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่ม เฟือยกำลังเป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วไปกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาตินั้น มีผลโดยตรงกับมนุษย์ และผลที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานราชการต่างๆภาคเอกชน และประชาชนต้องมีความตระหนักในปัญหาเหล่านี้

          การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็น การปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกคนต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และต้องช่วยกันรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรมเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีความยั่งยืน เพื่ออนาคตตลอดไป ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อําเภอแหลมสิงห์ ขลุง ท่าใหม่ และนายายอาม เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากปลูกป่าในพื้นที่ที่เคยถูกบุกรุกทำนากุ้งและยึดกลับมาฟื้นฟูธรรมชาติ


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี-ชาวบ้านรวมพลังสามัคคี ซ่อมสะพานหน้าวัดตะปอนหลังถูกน้ำป่าพัดขาด ไม่สามารถสัญจรไปมาได้

จันทบุรี-ชาวบ้านรวมพลังสามัคคี ซ่อมสะพานหน้าวัดตะปอนหลังถูกน้ำป่าพัดขาด ไม่สามารถสัญจรไปมาได้

         นายเจริญ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลตะปอน อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรี ได้ประสานขอกำลังจากชาวบ้าน นำไม้จากวัดตะปอน และอุปกรณ์การซ่อมแซมสะพาน มาช่วยกันทำ การซ่อมสะพาน หลังถูกน้ำป่าจากเทือกเขาสระปาบไหลหลากรุนแรงพัดจนคอสะพานขาดเมื่อ 2 วันก่อน จนชาวบ้านไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ต้องใช้เส้นทางอื่นในการสัญจร ซึ่งมีระยะทางไกลพอสมควร

          โดยสะพานแห่งนี้ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาระหว่างตำบลเกวียนหักและตำบลตำปอน ซึ่งชาวบ้านก็ได้ระดมกำลังด้วยความสามัคคี ดำเนินการสร้างสะพานไม้ โดยใช้ไม้เนื้อแข็งที่ได้รับการสนับสนุนจากวัดตะปอน และวัสดุจากธรรมชาติ ซ่อมแซมจนสามารถเชื่อมต่อและสัญจรไปมาได้ ทั้งนี้ด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่มีจำนวนน้อยจึงสร้างได้เพียงช่องทางเดียว โดยอนุญาตให้รถจักรยานยนข้ามได้เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านสามารถใช้เดินทางข้าม ไป-มา ชั่วคราวก่อน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินงานของบประมาณ ในการทำสะพานถาวร ข้ามตำบล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนต่อไป


สุปราณี แก้วหุง/จันทบุรี