ทหารเกณฑ์ร้องกองปราบฯ​ เอาผิด 3 ครูฝึก หลังถูกรุมทำร้าย ใช้ไม้เฆี่ยนตีจนเจ็บสาหัส เหตุเพราะฝ่าฝืนกฎแอบเล่นโทรศัพท์

      วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 9 ก.ค.62​ เวลา 09.30 น.​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พานายเอ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี เจ้าหน้าที่ทหารเกณฑ์ สังกัดกรมทหารสารวัตรทหารอากาศดอนเมือง พร้อมด้วยนายทิพย์ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี บิดา นางแก้ว (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี มารดา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิง บุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมหลัง นายเอ ถูกครูฝึกทหารในค่ายฝึกของทหารสังกัดดังกล่าวทำโทษจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนำเอกสารผลตรวจร่างกายและภาพถ่ายร่องรอยฝกช้ำตามร่างกายมามอบให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

      นายเอฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในสังกัดดังกล่าวและเข้ารับการฝึกอยู่ภายในค่ายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค.62​ ที่ผ่านมา ทางกลุ่มครูฝึกได้เรียกตนเข้าไปพบ เพราะจับได้ว่าตนฝ่าฝืนกฎระเบียบของค่ายฝึกแอบใช้โทรศัพท์มือถือนอกเหนือเวลาที่ทางค่ายกำหนด เมื่อไปถึงทางครูฝึกก็ได้ทำโทษตนด้วยการตบหน้า ใช้ไม้ไผ่ฟาดตามร่างกาย รวมถึงใช้กำลังทำร้ายร่างกายตนทั้ง กระทืบ ชกต่อย ทุบตี นานร่วมร่วม 20 นาที ก่อนจะปล่อยตนไปเข้าฝึกอบรมที่ฐานอื่นๆตามปกติ ต่อมาช่วงเที่ยงของวันเดียวกันครูฝึกกลุ่มเดิมก็ได้เรียกตนขึ้นไปพบอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็ให้ตนนั่งลงแล้วใช้มือกดหัวตนคว่ำหน้ากระแทกลงไปกับจานข้าวที่วางไว้ ก่อนจะนำแกลลอนน้ำมาวางบนหัวแล้วเทน้ำใส่ รวมถึงนำฝาหม้อมาโขกหัว โดยระหว่างที่กำลังถูกทำโทษนั้นทางกลุ่มครูฝึกก็ได้มีการนำมีดมาขู่ด้วยการทำท่าทางเหมือนจะแทงที่หน้าอก ก่อนจะวางมีดลงแล้วหันมาใช้กำลังทำร้ายร่างกายตนแทน

      “ตนจำได้ว่าในวันดังกล่าวตนโดนครูฝึกทำร้ายร่างกายตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ตลอดทั้งวันถูกเรียกไปทำโทษมากถึง 6 ครั้ง ซึ่งในขณะที่ตนกำลังถูกทำร้ายร่างกายนั้น เพื่อนๆทหารเกณฑ์คนอื่นๆก็เห็นเหตุการณ์หมด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในช่วง 5 ทุ่มของวันเดียวกัน ครูฝึกยังได้เรียกตนเข้าไปพบอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาข่มขู่ถ้าหากหนีตนตายแน่ แต่เพราะด้วยความหวาดกลัวว่าหากอยู่ต่อก็คงจะถูกทำร้ายร่างกายต่ออีกแน่จึงตัดสินใจหนีออกจากค่ายมาเพื่อรักษาชีวิต ทั้งนี้จากเรื่องราวดังกล่าวตนยอมรับว่ามีส่วนผิด ที่ฝ่าฝืนทำผิดกฎระเบียบของค่ายฝึกจริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำร้ายร่างกายกันถึงขนาดนี้ เพราะตนเองก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับครูฝึกมาก่อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในส่วนของครูฝึกที่ทำร้ายร่างกายตนนั้น ตนจำได้ว่ามีประมาณ 3 คน โดยแบ่งเป็นจ่าเวร 1 คน และผู้ช่วยจ่าเวรอีก 2 คน ” นายเอฯ กล่าว

      ด้าน นายรณรงค์ฯ กล่าวว่า สำหรับที่เลือกพาผู้เสียหายมาร้องกองปราบฯ​ ในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทางกองปราบฯ​ เป็นหน่วยงานรับทำคดีแทนตำรวจท้องที่ ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจการทำงานของตำรวจท้องที่ แต่เกรงว่าหากปล่อยไว้นานทางเจ้าหน้าที่ทหารคู่กรณีจะมานำตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรมไปอีก จนทำให้ไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกัน เพราะหลังจากที่ผู้เสียหายหนีออกมา ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเฝ้าดักรอที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหาย พร้อมกับบอกคนในบ้านว่าหากพบเจอก็ให้รีบพาตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรม รวมถึงเมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะเดินทางมากองปราบฯ​ นั้นก็ได้มีรถทหารขับมาจอดอยู่แถวๆบริเวณหน้าบ้านอีกด้วย

      นายรณณรงค์ฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของสภาพจิตใจของผู้เสียหายตอนนี้ ยังคงมีอาการหวาดกลัวอยู่ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร แต่ในส่วนของสภาพร่างกายนั้น เมื่อวันที่ 7 ก.ค.62​ ก็ได้มีการไปตรวจร่างกาย ที่ รพ.โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ซึ่งทางแพทย์แจ้งว่าจะต้องรักษาอาการอีก 1 สัปดาห์ เพราะอาการตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหรือนั่งได้เหมือนคนปกติ ขณะที่ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นเบื้องต้นจะดำเนินคดีในข้อหา ทำร้ายร่างกาย “หลังจากนี้ตนและครอบครัวของผู้เสียหายจะขอรอฟังคำชี้แจงจากกองทัพอากาศว่าการลงโทษด้วยไม้เฆี่ยนตีหรือใช้กำลังทำร้ายร่างกายหนักแบบนี้มันอยู่ในหลักการฝึกฝนหรือไม่ และการกระทำดังกล่าว ครูฝึกทำเกินกว่าเหตุหรือไม่” นายรณรงค์ กล่าว

      ด้าน นายทิพย์ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเรื่องขึ้น ทุกวันนี้ตนต้องมานั่งเป็นกังวลและเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย เพราะเขายังเด็ก และถ้าหากในวันนั้นลูกไม่หนีมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกจะได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่

      อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ​ ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายไว้ในเบื้องต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่ทางผู้เสียหายนำมามอบให้ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

สืบตม.รวบสมาชิกแก๊งยากูซ่าลอบวางเพลิงหนีกบดานในไทย

      วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.ณ​ ห้องแถลงข่าวชั้นล่างอาคารจอดรถ​ บช.สตม.สวนพลู : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.)​,พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม.

      ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดีสำคัญจำนวน 2 รายซึ่งได้รับการประสานงานจาก สอท.ญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และ สอท.จีน ประจำประเทศไทย ขอให้ สตม. สืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น​ และจีน ซึ่งได้กระทำความผิดแล้วหลบหนีคดีมาพำนักในประเทศไทย ดังนี้
      เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ, พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.วิชัย สังข์สอน สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง จับกุม นายคาซึฮิโกะ ยามาซากิ (MR.KATSUHIKO YAMAZAKI) อายุ 62 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทางการญี่ปุ่น มีหมายจับออกโดยศาลจังหวัดอากิตะ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ในคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ กล่าวคือ นายคาซึฮิโกะฯ เป็นสมาชิกยากูซ่า แก๊งอินากาว่า เป็นสมาชิกระดับกลางขึ้นไป มีคดีติดตัวในประเทศญี่ปุ่น 12 คดี เช่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน และคดีที่ถูกออกหมายจับคือ คดีวางเพลิงบ้านของญาติคู่อริ ก่อนที่จะหลบหนีมาไทย และในระหว่างที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้มีปัญหากับคนญี่ปุ่นที่พักอาศัยในไทย และได้มีการข่มขู่ฆ่า เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนติดตาม และจับกุมนายคาซึฮิโกะฯ ตามวัน เวลา ดังกล่าว

      นายคาซึฮิโกะฯ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดได้เดินทางเข้ามาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ประเภทวีซ่า ผ.30 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และควบคุมตัวไว้ที่ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป​ อนึ่ง แก๊งอินากาว่า เป็นแก๊งที่ไม่ใหญ่มาก แต่เป็นแก๊งที่มีความโหดเหี้ยมระดับต้นๆ ของแก๊งยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบสองผัวเมีย​ หลอกคนงานไปทำงานต่างประเทศ​ (เกาหลี)​ มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

      เมื่อวันที่​ 8 ก.ค.62​ เวลา 10.00 น.​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม : พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (รองผบก.ป.)​ พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​เอก​ บุญลือ ผดุงถิ่น ผู้กำกับ​การ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.3 บก.ป.)​ และ พัน​ตำรวจ​ตรี​ เอนก บุญตา สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.3 บก.ป.)​

      ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมตัวน.ส.พรทิพย์ หรือ พรพิส หรือ สา ปัดตายะสา อายุ 36 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 29/2562 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2562 ข้อหา “จัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานให้ทำในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง” และ นายตะวัน หมอนทอง อายุ 29 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 28/2562 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2562​ ในข้อหาเดียวกัน ทั้งสองคนเป็นสามีภรรยา​ ที่หลอกผู้เสียหายว่าสามารถพาไปทำงานที่ประเทศเกาหลี มูลค่าความเสียหาย 2 ล้านบาทโดยสามารถจับผู้ต้องหา​ทั้งสองคนได้ที่บริเวณ ริมถนนสาธารณะ ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์

      พ.ต.อ.สุรพงษ์ฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายกว่า 10 คน รวมตัวในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และจ.ชัยภูมิ เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา เรื่องการหลอกลวงให้ไปทำงานด้านเกษตรกรรมที่ประเทศเกาหลี ทั้งนี้เมื่อปี 2560 ผู้เสียหายได้รู้จักกับ น.ส.พรทิพย์ฯ และ นายตะวันฯ สองสามีภรรยา อ้างตัวกับชาวบ้านว่าเคยไปทำงานที่ประเทศเกาหลี 2-3 ปี และสามารถช่วยให้ไปทำงานเกี่ยวกับการเกษตรที่ประเทศเกาหลีได้โดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยาก​ ไม่ต้องตรวจโรค เนื่องจากยังมีพรรคพวกของตัวเองอยู่ที่ประเทศเกาหลี และจะได้เงินเดือนค่าจ้างเดือนละ 3-6 หมื่นบาทต่อคน แต่จะต้องเสียค่าดำเนินการใช้จ่ายในการเดินทางและค่าเอกสารคนละ 5-7หมื่น บาทต่อคน ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อเนื่องจากเห็นว่าน.ส.พรทิพย์ฯ เคยไปทำงานที่ต่างประเทศจริง พูดคุยดูน่าเชื่อถือ ก่อนโอนเงินให้กับน.ส.พรทิพย์ฯ เพื่อนำไปจ่ายในดำเนินการ แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แล้วหลายเดือนก็ยังไม่พบผู้ใดได้ไปทำงาน ที่ประเทศเกาหลี จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง น.ส.พรทิพย์ฯ ก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนถึงปี 2561 ผู้เสียหายทราบแน่ใจแล้วว่า พวกตนนั้นถูกหลอก จึงได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.พรทิพย์ ฯ และนายตะวันฯ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท กระทั่ง​ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบทราบว่า ทั้ง 2 หลบหนีมากบดานมนพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ จึงติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

      จากการสอบสวนทั้งคู่รับสารภาพว่า น.ส.พรทิพย์ จะทำหน้าที่หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีของนายตะวันฯ ทั้งสองอ้างว่านำเงินที่หลอกลวงเอาไปใช้จ่ายส่วนตัว และนำไปให้คนรู้จักที่อยู่ในประเทศเกาหลี ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประทาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

      จากการตรวจสอบภายหลังน.ส.พรทิพย์ฯ มีหมายจับคดีฉ้อโกงติดตัวอีก 9 หมายจับ ส่วนนายตะวันฯ มีหมายจับคดีฉ้อโกงติดตัวอีก 2 หมาย รวมแล้วทั้งสองสามีภรรยามีหมายจับ 13 หมายจับ ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีฉ้อโกง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” นำกำลัง “จนท.สายตรวจ 3 ประสาน” เขตพระนคร ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย และ แก้ไขเรื่องร้องเรียน บริเวณภายในชุมชนวัดนรนาถ ถึง ชุมชนวัดสามพระยา ภายในซอยสามเสนซอย5 เขตพระนคร กทม.

      วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562 เวลา 10:00 น. นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” นำกำลังเจ้าหน้าที่ สายตรวจ 3 ประสาน “เขตพระนคร” โดยมี นายเจษฎา ประภาสะวัต “หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ” นายคณิต ชุมช่วย “หัวหน้างานตรวจและบังคับการฝ่ายเทศกิจ” พร้อมด้วย จนท.ฝ่ายเทศกิจฯ จนท.ฝ่ายรักษาฯ จนท.ฝ่ายโยธาฯ ร่วมกับ จนท.ตำรวจ”สน.ชนะสงคราม” จนท.ทหาร ลงพื้นที่ ตรวจสอบความเรียบร้อยและปรับปรุงภูมทัศน์ บริเวณภายในชุมชนวัดนรนาถ พร้อมกับ ตรวจสอบในเรื่องร้องเรียน บริเวณภายในชุมชนวัดสามพระยา สามเสนซอย5 เขตพระนคร กทม.

      ทั้งนี้ในการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อทำการตรวจสอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปรับปรุงภูมทัศน์ รวมถึง รับฟังปันหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับ ตรวจสอบในเรื่องร้องเรียนกรณีมีสิ่งปลูกสร้างลุกล้ำที่สาธารณะริมคลองเจ้าพระยา โดยการลงพื้นที่ในวันนี้มี ประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ในพื้นที่ต่างให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี โดยจากการลงพื้นที่ในวันนี้ได้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างออกมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

      ในเบื้องต้นในการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเน้นย้ำในการปฎิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรีฯ” ในเรื่องการตรวจร่วม ในโครงการสายตรวจ 3 ประสาน (ทหาร ตำรวจ กทม.) อีกทั้งเพื่อได้เน้นย้ำในการปฎิบัติงานตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน. ขวัญเมือง (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ในเรื่อง พรบ. การรักษาความสะอาด เเละ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ( NOW ทำจริง เห็นผลจริง )

ขอบคุณภาพข่าว >> cr.ทักษิน (ทอส) “พนักงานเทศกิจ ส. 1 เขตพระนคร”
เนื้อข่าว >> ธีรพล ปลื้มถนอม “พนักงานเทศกิจ ส. 1 เขตพระนคร” รายงาน

นายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ภูเก็ตตรวจเยี่ยมการฝึก IDMEx 2019 กรณีภัยจากสึนามิ

      เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาจนถึงเวลา15.00 น.วันนี้(8 ก.ค.) พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้เข้าตรวจเยี่ยมการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการพ.ศ.2562 (Integrated Disaster Management Exercise : IDMEx 2019) กรณีภัยจากสึนามิด้านการฝึกปฏิบัติ 6 สถานี ณ บริเวณท่าเรือน้ำลึก ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยเยี่ยมชมการสาธิตการฝึกปฏิบัติด้านการจัดการสาธารณภัยในภาวะฉุกเฉินอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงรับชมนิทรรศการการจัดการแสดงเครื่องมือ อุปกรณ์และเครื่องจักรกลสาธารณภัย

      พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กล่าวว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยทหาร ฝ่ายพลเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน จัดการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการพ.ศ.2562 (Integrated Disaster Management Exercise : IDMEx 2019) กรณีภัยจากสึนามิ ในรูปแบบการฝึกปฏิบัติ 6 สถานี ในระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2562 ณ ท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยในวันนี้(8 ก.ค.)เป็นการฝึกปฏิบัติการด้านการจัดการสาธารณภัยในภาวะฉุกเฉินอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดการศูนย์พักพิงรองรับผู้อพยพ การค้นหาและกู้ภัย การปฏิบัติทางการแพทย์ การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการสื่อสาร ประสานงานและสั่งการ การจัดการทรัพยากร และจิตอาสาสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้ยังมีการนิทรรศการการจัดการแสดงเครื่องมืออุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย

      ทั้งนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการเตรียมความพร้อมและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นระบบและมีเอกภาพ โดยเฉพาะภัยจากสึนามิ ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2547 พื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยได้รับความเสียหายจากคลื่นสึนามิ ซึ่งสร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสภาพจิตใจของประชาชน IDMEx 2019 จึงถือเป็นครั้งแรกของการฝึกระดับชาติด้านการเตรียมพร้อมรับมือและเผชิญเหตุสึนามิแบบบูรณาการ โดยมุ่งทดสอบกลไกการปฏิบัติของกระบวนการแจ้งเตือนภัย การสั่งการแก้ไขปัญหา การเผชิญเหตุและอพยพประชาชน รวมถึงการจัดการผลกระทบจากสึนามิอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในศักยภาพและความพร้อมด้านการจัดการสาธารณภัยของภาครัฐ

      พลเอกอนุพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การฝึกฯ ในครั้งนี้ เป็นการฝึกการจัดการสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหว โดยมีการจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหว ใต้ทะเลบริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์ และเกิดสึนามิขนาดใหญ่ซัดเข้าชายฝั่งทะเลอันดามันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบสื่อสารหลักไม่สามารถใช้งานได้ อาคารบ้านเรือนระบบสาธารณูปโภค และระบบนิเวศน์ได้รับความเสียหาย รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บและสูญหายจำนวนมาก ซึ่งได้จัดการฝึกฯ ในวันที่ 24 มิถุนายน- 8กรกฎาคม 2562 แบ่งเป็น 3 รูปแบบครอบคลุมทุกภารกิจการจัดการสาธารณภัย ทั้งการฝึกปฏิบัติด้านการแจ้งเตือนภัยและอพยพประชาชน ณ พื้นที่เสี่ยงภัย 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน มุ่งเน้นการทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยและการซักซ้อมปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุสึนามิของหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้ทักษะการอพยพหนีภัยอย่างปลอดภัย การฝึกบนโต๊ะ เป็นการเสริมสร้างความเข้าใจถึงภารกิจและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การฝึกเฉพาะหน้าที่ เป็นการซักซ้อมเชื่อมโยงการสั่งการ อำนวยการ และประสานการปฏิบัติภายใต้การสั่งการและขั้นตอนการปฏิบัติเดียวกัน และการฝึกปฏิบัติ 6 สถานี ณ ท่าเทียงเรือน้ำลึกภูเก็ต เป็นการทดสอบความพร้อมด้านบุคลากรเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องจักรกลสาธารณภัยและระบบสื่อสารรวมถึงบทบาทของจิตอาสาในการเข้ามามีส่วนร่วมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้การจัดการในภาวะฉุกเฉินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การฝึก IDMEx 2019 ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานภาคส่วนมีความเข้าใจบทบาทภารกิจ ภายใต้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน อีกทั้งยังเป็นการค้นหาปัญหาอุปสรรคที่เป็นจุดอ่อน และปัจจัยแห่งความสำเร็จ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการจัดการภัยสึนามิ รวมถึงเป็นต้นแบบการต่อยอดการจัดการในภาวะฉุกเฉินของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

      อย่างไรก็ตาม และภายหลังเยี่ยมชมการฝึกนายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้โอวาทและตรวจเยี่ยมกำลังพลของหน่วย เข้าร่วมการฝึกซึ่งประกอบด้วยกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติร่วมกับหน่วยทหารฝ่ายพลเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จาก 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน

      และก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครนายกรัฐมนตรีได้เข้าฟังบรรยายสรุปความเป็นมาโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือน้ำลึกจากอธิบดีกรมธนารักษ์และรับฟังการบรรยายในส่วนของการพัฒนาจากผู้เช่าบริหารท่าเทียบเรือน้ำลึกดังกล่าวด้วย

Cr:phuketandamannews
Pk1-สำนักข่าวความมั่นคง จ.ภูเก็ต

นายกรัฐมนตรีทำพิธีเปิดทางลอดห้าแยกฉลอง จ.ภูเก็ต งบประมาณการก่อสร้าง 546 ล้านบาท รองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด

วันนี้ (8 ก.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาทำพิธีเปิดอุโมงค์ทางลอดห้าแยกฉลอง จ.ภูเก็ต ความยาว 720 เมตร งบประมาณการก่อสร้างกว่า 546 ล้านบาท หลังเปิดทดลองประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

การก่อสร้างอุโมค์ทางลอดห้าแยกฉลอง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดใน จ.ภูเก็ต หลังพบว่าในแต่ละเดือนมีผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ต่ำกว่า 400,000 คัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของ จ.ภูเก็ต เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ โดยทางจังหวัดคาดหวังว่าเส้นทางนี้จะเป็นแลนด์มาร์ค์แห่งใหม่ เพราะภายในอุโมงค์ออกแบบโดยดึงศิลปวัฒนธรรมแบบภูเก็ตมาใช้

มีรายงานว่า ภายหลังการเปิดอุโมงค์ทางลอด นายกรัฐมนตรีอาจเดินทางไปชมพะยูนยามีล ลูกพะยูนตัวผู้ที่หลงฝูงและเกยตื้นที่ชายหาดบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ที่ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ.ภูเก็ต

ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ ท่าเทียบเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต ที่จะจำลองสถานการณ์การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ แผนการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการอพยพผู้คน ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ นอกจากนี้ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต

ขณะที่การรักษาความปลอดภัยทุกจุดเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องตรวจสอบวัตถุโลหะเข้ามาใช้ในการตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานอย่างละเอียด และสำหรับสื่อมวลชนหากไม่ได้มีการลงทะเบียนล่วงหน้าก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปภายในงาน

Cr:PK1-Phuketandamannews
-สำนักข่าวความมั่นคง จ.ภูเก็ต-

ครู!! ผวางูเห่าเข้าบ้าน แจ้งกู้ภัยช่วยจับคืนธรรมชาติ ครูเชื่องูเข้าบ้านให้โชค

       มุกดาหาร เกิดมีงูเห่าหนีออกจากป่าเลื้อยเข้าบ้านครูเนื่องจาก 2 วันที่ผ่านมามีฝนตกชุก ในป่าแหล่งน้ำท่วมขัง งูต้องออกมาหาที่อยู่ใหม่ แต่พอเลื้อยเข้าประตูหน้าบ้านเจอสุนัข 3 ตัว เห่าเสียงดังครูจึงต้องออกมาดูเห็นสุนัขกำลังสู้กับงูเห่า ตกใจวิ่งเข้าบ้านปิดประตูโทรแจ้งตำรวจขอให้มาช่วยจับงูคืนธรรมชาติ

      ช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากนางศรีประไผ โสภานิตย์ เป็นครูวัยเกษียณ อายุ 63 ปี แจ้งมีงูเห่าเข้าบ้านเลขที่ 4/4 ซอยค่ายลูกเสือ11 เขตเทศบาล เมืองมุกดาหาร ขอให้มาช่วยจับงูคืนธรรมชาติ ตำรวจจึงประสาร หน่วยกู้ภัยธงแดงมูลนิธิการกุศล และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองมุกดาหาร ร่วมกันออกตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าวพบสุนัข 3 ตัว เห่าเสียงดังไม่ยอมหยุด ส่วนนางศรีประไพร โสภานิตย์ เจ้าของบ้านพร้อมลูกสาวอยู่ในบ้านยังตกใจไม่กล้าออกมานอกบ้าน

      โดยบอกให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณกองไม้อยู่ข้างบ้าน เจ้าหน้าที่จึงรื้อกองไม้ออกตรวจค้นใต้กองไม้นานประมาณ 30 นาที จึงพบงูโผล่ออกมาเป็นงูเห่า กำลังจะเลื้อยหนี จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้อุปกรณ์จับงูค่อยๆคล้องหัวงู ไม่นานก็สามารถจับงูเห่าตัวนี้ได้สำเร็จ โดยงูตัวนี้มีขนาดความยาวกว่า 1 เมตร เจ้าหน้าที่นำใส่กระสอบเอาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป.


นิรันดร์. ภาพ/ข่าว ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

ตม.จว.มุกดาหาร จับตามหมายจับศาลจังหวัดแม่สอด “คดียักยอกทรัพย์” ขณะเตรียมตัวเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.30 น. ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ชนะพณ สุวรรณศรีนนท์ ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4,พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ทิพย์ธนาวิวัฒ รอง ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4, พ.ต.ท.ยศพร มาศรีนวล และ พ.ต.ท.อุดร ชาวแขก สว.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4

โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจบุคคลและพาหนะ และเจ้าหน้าที่ สภ.แม่สอด ได้ทำการจับกุม นายจิรศักดิ์ ไวนิยมพงศ์ อายุ 40 ปี สัญชาติไทย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 2 ถนนพรมโสภา ต.ในเมือง อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร เลขบัตรประจำตัวประชาชน 3-3599-00044-83-7 ถือหนังสือผ่านแดนชั่วคราว เล่มที่ 4901001/2562 เลขที่ 116790 ตามหมายจับศาลจังหวัดแม่สอด ที่ 152/2558 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ข้อหา “ยักยอกทรัพย์ ” สถานที่จับกุม บริเวณจุดตรวจบุคคลและพาหนะสะพานมิตรภาพ 2 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

พฤติการณ์ในการจับกุม ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งประสานจาก ร.ต.อ.หญิง วิไลลักษณ์ ทวะชารี รอง สว.ตม.จว.มุกดาหาร ว่าขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่จุดตรวจบุคคลและพาหนะสะพานมิตรภาพ 2 ต.บางทรายใหญ่ ได้ตรวจพบ นายจิรศักดิ์ ไวนิยมพงศ์ อายุ 40 ปี สัญชาติไทย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 2 ถนนพรมโสภา ต.ในเมือง อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร เลขบัตรประจำตัวประชาชน 3-3599-00044-83-7 ถือหนังสือผ่านแดนชั่วคราว เล่มที่ 4901001/2562 เลขที่ 116790 มายื่นแสดงกับเจ้าหน้าที่ประจำช่องตรวจเพื่อตรวจอนุญาตเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จากการตรวจสอบข้อมูลตามระเบียบพิธีการเข้าเมือง พบว่าผู้ถูกจับเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดแม่สอด ที่ 152/2558 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ข้อหา “ยักยอกทรัพย์”

จึงให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ร่วมตรวจสอบในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวผู้ถูกจับมายังที่ทำการงานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.มุกดาหาร เพื่อตรวจสอบข้อมูลหมายจับโดยละเอียดและประสานกับหน่วยงานเจ้าของคดี จากการตรวจสอบพบว่าผู้ถูกจับเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าวข้างต้นจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีตามหมายจับนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายจับ อ่านให้ฟังและให้ผู้ถูกจับตรวจดูข้อความในหมายจับดังกล่าวข้างต้นจนเป็นที่เข้าใจแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ ผู้ถูกจับได้รับทราบสิทธิและข้อกล่าวหาแล้ว ผู้ถูกจับให้การรับว่าตนเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับที่เจ้าหน้าที่ได้แสดงต่อหน้าในขณะนั้นจริง และไม่เคยถูกดำเนินคดีตามหมายจับนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำบันทึกจับกุมและควบคุมตัวนำส่ง พงส.สภ.แม่สอด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี”

      กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา 28 กรกฎาคม 2562 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 วันที่ 6 ก.ค.62 เวลา07.00น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพตา เนื่องจากปัญหาของการมองเห็นนั้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งมัก มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ประเทศ จัดกิจกรรมบริการทางการแพทย์ “ตรวจสุขภาพตาและผ่าตัดต้อกระจกฟรี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 {พรรษา 28 กรกฎาคม 2562 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 โดยจะจัดตรวจสุขภาพดวงตาและผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติฯ ในวันเสาร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2562 โดยสามารถลงทะเบียนคัดกรองด้วยการตรวจวัดสายตาในเบื้องต้น ตรวจวินิจฉัยโรคโดยจักษุแพทย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 12.00 น. ณ สโมสรกองพลทหารปืนใหญ่ ต่อสู้อากาศยาน แยกเกียกกาย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอกสุรใจ จิตต์แจ้ง ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบกเป็นประธานในพิธีเปิดเวลา10.00น.

หลังคลื่นลมสงบชาวประมงพื้นบ้านตาหนึก ไสเคยนับเป็นร้อยโลต่อวัน สร้างรายได้หลักพัน

      ออกเดินเท้าไสเคยรายได้ดีวันกว่าพันบาทที่บ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ จ.ตราด นายรังสี คำใส อายุ50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/2ม.5บ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เปิดเผยถึงการเหตุการณ์ฝูงเคยเข้ามาอาศัยอยู่ในทะเลริมชายหาดบ้านตาหนึกว่า ชาวบ้านพากันมาไสเคยไปทำกะปิได้ 2 วันแล้ว หลังจากวันที่ผ่านมา มีชาวบ้านพบฝูงเคยบริเวณทะเลหน้าชายหาดบ้านตาหนึก จำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำอุปกรณ์ในการไสเคย เรียกกันว่า คันละวะ ลงทะเล และเดินเท้าไสเคยดังกล่าว โดยจะเริ่มเดินเท้าไสเคยกันตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 นาฬิกา เป็นต้นไป หลังได้เคยมากจนเต็มถุงละวะ จึงนำขึ้นฝั่งใส่ภาชนะ และลงไปเดินเท้าไสเคยกันใหม่ ซึ่งชาวประมงพื้นบ้าน จะเดินเท้าไสเคยกันแทบตลอดทั้งวันในช่วงน้ำทะเลลดลง
นายรังสี เล่าว่า เคยฝูงนี้เพิ่งเข้ามาเมื่อวันที่ผ่านมา ชาวบ้านเดินเท้าไสเคยได้วันละเป็นร้อย กก.ขึ้นไป ราคาขายเคยสด อยู่ที่ กก.ละ 20-25บาท จะมีรายได้วันละ 2-3 พันบาท แต่ชาวบ้านบางรายไม่ขายเป็นเคยสด จะนำไปหมักกับเกลือก่อนนำไปตากแห้ง และมาใส่ครกไม้ตำให้แหลก เป็นกะปิ บรรจุภาชนะไว้จำหน่ายให้ลูกค้า เรียกว่ากะปิชายหาด หอม สะอาด รสชาติดี
      สำหรับละวะไสเคย เป็นอุปกรณ์ในการจับเคย ที่นำภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษ ด้วยการนำไม้ไผ่ขนาดความยาว 3-4 เมตร มามัดติดกัน เว้นช่องปลายไม้ไผ่ไว้ด้วยการนำอวนตาข่าย หรืออวนเขียว มาเย็บเป็นผืน ปากกว้าง ก้นลีบเป็นถุง สำหรับให้เคยที่ไสได้เข้าไปอยู่ เมื่อเคยเต็มถุงแล้ว จึงนำไปถ่ายใส่ภาชนะ แล้วจึงลงมาเดินเท้าไสเคยใหม่ โดยจะไสเคยในระดับน้ำลึกประมาณ เอว-อก ใช้แรงกายดันละวะไล่ฝูงเคยในทะเล โดยผู้จะเดินเท้าไสเคย จะต้องแข็งแรง สามารถเดินไสเคยได้วันละหลายชั่วโมงดังกล่าว แม้จะเหน็ดเหนื่อย ทนแดด ทนฝน แต่รายได้ก็คุ้มค่า วันละ 2-3 พันบาท เป็นการหารายได้เสริมให้กับคอบครัว ซึ่ง1ปี มีเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เป็นวิถีชีวิตชาวปะมงพื้นบ้านในอำเภอคลองใหญ่ ที่หาดูได้ในช่วงเวลานี้เท่านั้น

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก