ตราด – อําเภอคลองใหญ่ จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล(ประเทศไทย)ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต”

อําเภอคลองใหญ่จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล(ประเทศไทย)ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต”

วันนี้ 9 ธ.ค.2562 ที่หอประชุมโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) อําเภอคลองใหญ่โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายภาคประชาชน และคณะครูอาจารย์นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมจํานวนมาก นายพีระ การุญ นาย อําเภอคลองใหญ่ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นว่า ปัญหาการคอร์รัปชั่น ของประเทศไทยเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน และส่งผลเสียหายต่อประเทศทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการศึกษาในภาพรวม ประเด็นสำคัญคือ การสร้างการรับรู้และช่วยกันอย่างจริงจัง เมื่อรู้ว่ามีการกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการใดหรือองค์กรใด ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการปลูกฝังแก่เยาวชน ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญของชาติ เริ่มจากการมีวินัยสอนให้ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เพราะการโกงเริ่มจากการเอาเปรียบผู้อื่น เช่น การลัดคิว การลอกข้อสอบ รวมถึงการเอาเปรียบในการจราจรการใช้รถใช้ถนนด้วยการคิดว่า “ให้ทางเขาแล้วเราจะมีทาง” ซึ่งต้องอาศัยกลไกทางสังคมร่วมด้วย

สำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้ นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ กล่าวว่า การจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล(ประเทศไทย) พร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต” นับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ด้วยการใช้กลไกประสานความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม กลไกทางศาสนาและการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่ยั่งยืน ตามแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) สูงขึ้นด้วย

กิจกรรมฯ ประกอบด้วย การเคารพธงชาติจัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยมี สํานักงาน ป.ป.ช. ประจําจังหวัดตราดจัดขึ้น พร้อมประธานได้มอบเกียรติบัตรรางวัลให้แก่ผู้ชนะที่เป็นแกนนำเยาวชนนักเรียน จากโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม โดยมีสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตราดจัดขึ้น

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มุกดาหาร # จับกระเทียมเถื่อนกลางแม่น้ำโขง ขณะลักลอบขนนำเข้า 265 กระสอบ

มุกดาหาร กองร้อยทหารพราน ร่วม กอ.รมน.มุกดาหาร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นรข. และตรวจตระเวนชายแดน สกัดจับกระเทียมแห้งเถื่อนไม่ผ่านพิธีการศุลกากรลักลอบขนข้ามโขงมาทางเรือหางยาวเข้ามาแนวชายแดนริมฝั่งโขงถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับยึดได้ กว่า 265 กระสอบหนักกว่า 5,300 กิโลกรัม

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองร้อยทหารพราน 2110 มุกดาหาร พร้อมหน่วยงานความมั่นคง นำของกลางกระเทียมแห้งเถื่อนจำนวน 265 กระสอบ หนักกว่า 5,300 กิโลกรมที่กลุ่มขบวน การค้ากระเทียมแห้งเถื่อน ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยหลีกเลี่ยงภาษี ไม่ผ่านพิธีการศูลกากรมาแถลงข่าว

สืบเนื่องเมื่อกลางดึกของวันที่ 8 ธันวาคม 2562 กองร้อยทหารพราน 2110 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ได้รับแจ้งจากสายข่าวมีกลุ่มขบวนการค้ากระเทียมเถื่อนลักลอบขนข้ามแม่น้ำโขงทางเรือหางยาวเข้ามาแนวชายแดนริมฝั่งโขงบริเวณพื้นที่ของบ้านนาโปใหญ่ ต.นาโปใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบจุดเป้าหมายดังกล่าวพบชายฉกรรจ์รับจ้างแบกสินค้าเถื่อน จำนวน 7-8 คนกำลังแบกกระสอบบรรจุกระเทียมขึ้นจากเรือ เห็นเจ้าหน้าที่ก็อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบนเรือพบกระสอบบรรจุกระเทียมแห้ง ตรวจนับได้จำนวน 265 กระสอบ หนักกว่า 5,300 กิโลกรัม

สอบถามทราบว่ากระเทียมที่ลักลอบขนมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านจะนำเข้าเก็บภายในโกดังไม่มีเลขที่อยู่ตามแนวชายแดนริมฝั่งโขงเพื่อเตรียมรอโอกาสลักลอบขน ส่งนายทุนปลายทางที่ตลาดไท กทม. ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมอย่างต่อเนื่องแต่กระเทียมเถื่อนยังทะลักเข้าแนวชายแดนรายวันไม่หยุด โดยหลังแถลงข่าวเจ้าหน้าที่นำของกลางกระเทียมและเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์หางยาวส่งด่านศูลกากร มุกดาหารเพื่อดำเนินการตรากฎหมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี / หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// 092-5259-777

เต็นท์รถร้อง ถูกแก็งค์หลอกเช่ารถ เชิดรถหนีกบดานในเขตพื้นที่ปริมณฑล หวั่นรถใหม่ถูกนำไปจำนำ

เต็นท์รถร้องถูกแก็งค์หลอกเช่ารถเชิดรถหนีกบดานในเขตพื้นที่ปริมณฑลหวั่นรถใหม่ถูกนำไปจำนำ

วันที่ 9 ธ.ค.62 เวลา 13.30 น.จ.นนทบุรี​ : ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจาก น.ส.วรรณภา ชวนนอก อายุ 39 ปี เจ้าของร้านเช่ารถยนต์ “ปุ้ย คาร์เร้นท์” ย่านสนามบินสุวรรณภูมิ-ลาดกระบัง ว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.62​ ที่ผ่านมา ตนเองได้รับการติดต่อจาก น.ส.ญาณีนุช พลูเพชร หรือนิว ว่าจะขอเช่ารถยนต์ใช้ทำธุระเป็นเวลา 2 วัน โดย น.ส.ญาณีนุชฯ ได้สอบถามถึงรถที่ต้องการจะเช่าว่า ต้องการรถคันใหม่ๆ จังหวะนั้น ที่บริษัทรถของตนเองมีรถยนต์ T.Yaris1.2 รุ่น Ativ สีเกรย์ หมายเลขทะเบียน 9​ กข​ 8151 กทม. ที่เพิ่งออกมาใหม่ ได้ว่างอยู่ จึงได้นัดหมายให้ น.ส.ญาณีนุชฯ โอนเงินค่าจองรถล่วงมาก่อน 1 พันบาทเพื่อทำการล็อกรถไว้ให้ จากนั้นวันที่เดินทางมารับรถ น.ส.ญาณีนุชฯ ค่อยมาชำระเพิ่มอีก 6 พันบาท เป็นค่าเช่าอีกวัน 1 พันบาทและค่ามัดจำรถอีก 5 พันบาท รวมเป็น 6 พันบาท และได้นัดรับรถกันที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเวลา17.40 ซึ่ง น.ส.ญาณีนุชฯ​ ก็เดินทางมารับรถพร้อมชำระเงินให้ทางตนอีก 6 พัน บาท จากนั้นก็มีการถ่ายรูปตอนรับรถทำสัญญากันไว้

ปรากฏว่าต่อมาในวันที่ 29 พ.ย.62 ตนได้โทรตามให้ น.ส.ญาณีนุชฯ นำรถกลับมาเปลี่ยนคันใหม่และทำสัญญาเช่าใหม่ ซึ่ง น.ส.ญาณีนุชฯ​ ก็รับทราบว่าจะนำรถเข้ามาเปลี่ยน หลังจากนั้นก็ปรากฏว่า สัญญาณจีพีอาร์เอส แจ้งเตือนมายังมือถือตนเองว่า จีพีอาร์เอสกำลังจะถูกถอดออกจากตัวรถ ตนกับแฟนจึงรีบขับรถติดตามมายังจุดที่สัญญาณจีพีอาร์เอสแจ้งไว้ คือ ในซอย บางกร่าง 45/1 เขตอำเภอเมืองนนทบุรี ก็ไม่พบรถที่ถูกเช่า ต่อมาสัญญาณจีพีอาร์เอสที่ถูกถอดออกจากรถแจ้งสัญญานสุดท้ายมาว่า รถคันดังกล่าววิ่งอยู่ที่หมู่บ้านพฤกษาทาว์น ถนนราชพฤกษ์-ท่าอิฐ จึงรีบติดตามไปตามที่สัญญานแจ้ง แต่ก็ไม่พบจนกระทั่งสัญญานขาดหายไป จึงได้พยายามโทรติดต่อ น.ส.ญาณีนุชฯ ผู้เช่า ก็ไม่สามารถติดต่อได้ทุกช่องทาง

จากนั้นในวันที่ 30 พ.ย.62​ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเช่ารถและต้องนำมาคืน ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อ น.ส.ญาณีนุชฯ​ ได้ จึงได้นำหลักฐานเป็นภาพถ่ายและสัญญาเช่ารถเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สนามบินสุวรรณภูมิ ให้ช่วยเร่งรัดติดตามนำรถกลับคืนมา

น.ส.วรรณภาฯ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นได้นำเรื่องราวนี้ไปโพสต์และสอบถามในไลน์กลุ่มผู้ทำธุรกิจให้เช่ารถ และขายรถมือสองก็พบว่า น.ส.ญาณีนุชฯ มีประวัติเชิดรถจากบริษัทเช่ารถมาแล้วหลายครั้งในหลายพื้นที่ ตนจึงเชื่อว่าน.ส.ญาณีนุชฯ คือแก็งค์มิจฉาชีพที่ตระเวนหลอกเช่ารถตามบริษัทให้เช่ารถ จากนั้นจะเชิดรถที่ได้มาส่งขายหรือจำนำต่อไป ตอนนี้ตนเองเป็นห่วงว่ารถของตนที่ให้เช่าไปจะสูญหาย และ ความคืบหน้าในการติดตามรถก็ยังไม่มีมาถึงปัจจุบันนี้ จึงต้องมาร้องสื่อให้ช่วย เพราะตนเองมั่นใจว่า รถที่ถูกเชิดมายังคงอยู่ในจังหวัดนนทบุรี หรือเขตกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ตนเองยังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม น.ส.ญาณีนุชฯ มิจฉาชีพรายนี้ ที่ใช้ชื่อจริงไปตระเวนหลอกเช่ารถอย่างเปิดเผย ทำไมไม่ถูกจับกุมและยังลอยนวลออกไปก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้กับคนบริสุทธิ์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกรงกลัวกฏหมาย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สายตรวจเเมืองโคราช​ เจ๋ง​ คุ้ยข้อมูลยึดรถคืนเจ้าของ

ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เจ๋ง ! ใช้ไหวพริบตรวจสอบข้อมูลรถจยย. หาย ก่อนติดตามหาจนเจอยึดกลับคืนส่งมอบให้เจ้าของเรียบร้อย

วันที่ 9 ธ.ค.62 เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ พ.ต.ท.สุทธิรักษ์ ลัคณาลิขิต สวป. สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมสายตรวจรถจักรยานยนต ์ชุดที่ 4 กำลังออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ด้วยความเข้มแข็ง​ ระหว่างนั้นพบรถจักรยานยนต ์ยี่ห้อฮออนด้า MSX จอดทิ้งไว้ ในลักษณะต้องสงสัย จึงทำการรวจสอบข้อมูลการแจ้งความรถหายปรากฎว่า พบเป็นรถที่มีการแจ้งหายเอาไว้ จึงยึดเอามาตรวจสอบข้อมูลในระบบ CRIMES อย่างละเอียดอีกครั้งพบว่า เป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา แจ้งหายไว้ท้องที่ สภ.สูงเนิน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.62

จึงติดต่อเจ้าของ นำเอกสารมาลงประจำวันขอรับรถคืน ซึ่งทางเจ้าของรถถึงกับดีอกดีใจ พร้อมกับชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ที่สามารถติดตามรถกลับคืนมาในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำตรจก็จะติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.ตุ๋ย-อาชญสกรรม.-หน.ศูนย์ข่าวนครราชสีมา
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.สระบุรี – ปรับผู้ให้ที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าว

วันที่ 9 ธ.ค.62 ว่าที่ พ.ต.ท.ธรากร พิกุลแก้ว สว.ตม.จ.สระบุรี สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จ.สระบุรี ตรวจสอบบุคคลต่างด้าวบริเวณบ้านพักคนงานทำท่อน้ำ เลขที่ 9/1 ม.8 ต.บัวลอย อ.หนองแค จ.สระบุรี จับกุมนายวีรชัย ศิลปสมศักดิ์ อายุ 43 ปี และนางณัฏฐา เรือนเงิน อายุ 42 ปี สัญชาติไทย ข้อหา “เป็นเจ้าบ้าน เจ้าของ หรือผู้ครอบครองเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรม รับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ ที่บ้าน เคหสถาน หรือโรงแรมนั้นตั้งอยู่ภายใน 24 ชม.นับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย” ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 (ม.38) จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับ รายละ 1,600​ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,200 บาท

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

“ป่อเต็กตึ๊ง” ห่วงใยผู้ยากไร้ ตระเวนมอบผ้าห่มกันหนาว ให้คนไร้บ้าน ในเขตกรุงเทพมหานคร

ตามที่มวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้วันที่ 6-10 ธ.ค.62 หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด รวมทั้งวานนี้เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิต่ำสุด 13-21 องศาเซลเซียส มีสภาพอากาศแห้งและมีลมแรง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่ตระเวนรอบกรุงเทพมหานคร มอบผ้าห่มแก่คนไร้บ้านบรรเทาภัยหนาว ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวมีเพียงเครื่องนุ่งห่มติดตัว และอุปกรณ์บางส่วนที่พอมีบรรเทาลมที่หนาวเหน็บยามดึก นอกจากนี้มูลนิธิฯ ได้มอบผ้าห่มให้ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณหลังวัดพลับพลาไชย เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ โดยในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 62 เวลา 24.00 น.นี้ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดออกตระเวนมอบผ้าห่มกันหนาวแก่คนไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง

โดยโครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว ประจำปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ,ภาคอีสาน และภาคอื่นๆ รวมทั้งคนไร้บ้านที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 44​ จังหวัด รวมมูลค่าการดำเนินงานในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม​ ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.นครศรีธรรมราช รวบกัมพูชา (OVERSTAY)​

วันที่​ 9 ธ.ค.62 ภายใต้อำนวยการ ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษณ กลิ่นขจร​ สว.ตม.จ.นครศรีธรรมราช สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปรามตม.จ.นครศรีธรรมราช ตรวจสอบสถานประกอบการ โรงแรม ที่พักแรงงานต่างด้าว ตรวจสอบแพสุนะ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช​ ผลการตรวจสอบ จับกุม นายสารัก ฮัม (MR.SARAK HUM) อายุ 28 ปี สัญชาติกัมพูชา ข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) จำนวน 70 วัน นำส่ง พนักงาน​สอบสวน​.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช​ ดำเนินคดี​ตามกฎหมาย​ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ธรรมนัส ย้ำชัด ปารีณา ขาดคุณสมบัติเกษตรกร​ ไม่มีสิทธิ์ครอบครองที่ดิน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการ​ เกี่ยวกับคดีของ นส.ปารีณา ไกรคุปส์ ว่า​ล่าสุดได้สั่งการให้ทางทีมกฎหมาย สปก. เร่งดำเนินการ ตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติ ของ นส.ปารีณาฯ พบว่า ไม่มีคุณสมบัติที่เข้าเงื่อนไขที่จะได้จับการจัดสรรที่ดิน จากพรบ.ปฏิรูปที่ดินของสปก. เนื่อง จากมีอาชีพ เป็น สส. ชัดเจนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทางด้านการเมืองไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจึงขาดเงื่อนไข ความเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน อย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเอกสาร ที่ ขอส่งมอบคืนที่ นส.ปารีณาฯ​ ส่งมา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 62 ที่ผ่านมา นั้นจากการตรวจสอบพบว่า มีเงื่อนไขในการคืนที่มาด้วย จึงให้ทางฝ่ายกฎหมายสปก. ประสาน ไปยัง นส.ปารีณาฯ เพื่อทำหนังสือส่งมอบมาใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิ์ภายหลัง โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นแน่นอน

“คุณปารีณาฯ คิดอย่างไรผมไม่ทราบเพราะที่ผ่านมาเค้าเข้าใจผิดมาโดยตลอด​ ซึ่งเราชัดเจนตามหลักฐานที่มี ว่ากรมป่าไม้ส่งให้เราเมื่อไหร่ เราประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อไหร่ ส่วนคุณปารีณาฯ จะมาบอกว่าเค้าเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นสิทธิ์เค้ามันไม่ใช่ มันต้องเอากฎหมายสปก. เป็นหลัก เค้าไม่มีสิทธิ์ เป็นเกษตรกร เพราะเค้าเป็น สส.ใช้เวลาส่วนใหญ่ ที่สภาฯ ไม่ใช่ทำการเกษตรฯ สปก. มันชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนเรื่อง การดำเนินคดี ตามพรบ.ป่าไม้ เป็นส่วนของป่าไม้รับผิดชอบ เราในฐานะกำกับดูแลเรื่องการจัดสรรและให้สิทธิ์แก่เกษตรกร เราต้องดูว่าขอบเขต สปก. ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง​ จะไปทำนอกกรอบกฎหมายสปก.ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นศรย้อนกลับมาหาตัวเอง ส่วนจะดำเนินคดี ร่วมกันอย่างไร ระหว่าง กรมป่าไม้กับ สปก. ผมมอบนโยบายชัดเจนให้ประสานงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ต้องไปดูรายละเอียด ให้ชัดเจน“ ร้อยเอกธรรมนัสฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบุคคลอื่น ที่มีการครอบครองพื้นที่​ สปก. โดยขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะ นักการเมืองนั้น ตนยืนยันว่าระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช. เกษตรฯ ที่ดูแลหน่วยงานสปก.ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่ของหลวง ถ้าไม่มีคุณ สมบัติ ความเป็นเกษตรกร ตามกรอบกฎหมาย สปก.ต้องคืนพื้นที่ให้กับทางสปก.ทุกคน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยืนยันว่าทุกคนที่ได้ที่ดิน​ สปก. มาโดยมิชอบ ต้องคืนพื้นที่ กลับมาเป็นของสปก.จากนี้ไป ตนมอบให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ไปดำเนินการยึดคืนทั้ง หมด โดยจะเริ่มมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตามขั้นตอน เริ่มจากการเจรจาดีๆโดยไม่ต้องใช้บังคับตาม ม.44 หากไม่คืนจะต้องใช้​ ม.44 ทั้งหมด ขณะนี้กำลังประสานงานไปยังปปช.เพื่อขอข้อมูลทั้งหมด จากนั้นจะดำเนินการตรวจสอบ ทุกแปลงก่อนยึดคืนเพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร ผู้ยากไร้ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นนทบุรี – คุณตาวัย 79 ปี ข้ามถนนช่วยสุนัขถูก จยย.พุ่งชนดับคาที่ 2 ราย

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 10 ธ.ค.62 พ.ต.ท.บัญชา รัตนกันทา สารวัตรเวรสอบสวน สภ. บาง กรวย จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิสยามนนทบุรี เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีรถ จยย.ชนคนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย เหตุเกิดถนนนครอินทร์ขาออกบนสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย หมู่ 3 ต.บางสีทอง อ.บางกรวย จากนั้นจึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุทีมกู้ชีพพยายามเร่งปั๊มหัวใจนายสุพจน์ ทองประจำ อายุ 27 ปี เป็นคนขับรถ จยย. ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น เอ็กซ์ แม็ก ขนาด 300 ซีซี สีน้ำเงิน ทะเบียน 9กต 2428 กทม โดยพยายามยื้อชีวิตอยู่ประมาณ 30 นาที ไม่เป็นผลเสียชีวิตในเวลาต่อมา และห่างไปประมาณ 20 เมตรอยู่ในเลนขวาของถนนพบร่างของนายสง่า ศรีสุทธิวรรณ อายุ 79 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถ จยย.ของผู้เสียชีวิตไถลไปไกลจากจุดที่ชนประมาณ 100 เมตรสภาพของรถพังเสียหายยับเยินและยังทราบอีกว่านายสุพจน์ ฯคนขี่รถ จยย.นั้นจะเข้าพิธีมงคลสมรสในวันที่ 19 ธ.ค.62 ที่จะถึงนี้แต่ก็มาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน

จากการสอบถามทางญาติทราบว่าผู้เสียชีวิตเลี้ยงสุนัขอยู่ 1 ตัวและทุกๆเช้าจะต้องนำพาสุนัขออกเดินแต่เข้าใจว่าสุนัขนั้นน่าจะหลุดและวิ่งออกไปเกาะกลางถนนตัวผู้เสียชีวิตน่าจะพยายามข้ามไปนำสุนัขกลับมาแต่ก็ถูกรถ จยย.พุ่งชนดังกล่าว

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบถามรายละเอียดกับทางญาติของนายสง่า ฯไว้ โดยสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตคือนายสง่า ฯน่าจะพยายามเดินข้ามถนนไปยังเกาะกลางเพื่อมานำสุนัขกลับไปแต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถ จยย.ของนายสุพจน์ ฯที่ขับขี่มาด้วยความเร็วทำให้เกิดพุ่งชนและมีผู้เสียชีวิต 2 รายดังกล่าว จากนั้นจึงได้มอบผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป

สาโรจน์ สว่างศรี /ผู้สื่อข่าวนนทบุรี

รมช.มหาดไทย แถลงข่าวจัดงาน OTOP City 2019 ระหว่างวันที่ 15 – 23 ธ.ค.

รมช.มหาดไทย แถลงข่าวจัดงาน OTOP City 2019 ระหว่างวันที่ 15 – 23 ธ.ค. ยกขบวนสินค้า OTOP ร่วมฉลองปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเงินสะพัด 1,400 ล้านบาท

เมื่อวันที่(9 ธ.ค.62) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน OTOP City 2019 ภายใต้แนวคิด “เทศกาลของขวัญปีใหม่ ของฝากถูกใจ ผลิตภัณฑ์ทั่วไทยรวมไว้ใน OTOP City 2019” โดยมี  นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายประวิช สุขุม เลขานุการร่วมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดงาน OTOP City 2019 เป็นงานส่งเสริมการตลาดให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาค สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในปีนี้คาดว่าจะมียอดจำหน่ายในงานไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5 แสนคน และมีผู้ผลิตผู้ประกอบการเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 3,500 ราย โดยกำหนดให้มีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562 เวลา 15.00 น. ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมุ่งหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวถึงรูปแบบการจัดงาน ประกอบด้วย

  1. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ”
  2. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP 5 ประเภท หรือ OTOP Classic จาก 77 จังหวัด
  3. กิจกรรมนิทรรศการกรมฯ และหน่วยงานภาคี
  4. กิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่นการแสดงศิลปะพื้นบ้าน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง
  5. กิจกรรมการบริการ เช่น ธนาคาร/ไปรษณีย์, บริการขนส่งสินค้า เป็นต้น

สำหรับกิจกรรม Highlight ในปีนี้ ได้แก่ 1) โซนของขวัญปีใหม่ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของขวัญของฝาก จาก 40 จังหวัด, 2) โซนหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พบกับการจำลองชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี 4 ภาค จำนวน 8 หมู่บ้าน, 3) OTOP Masterpiece นำเสนอผลงานที่มีความโดดเด่น,  4) ผลิตภัณฑ์ที่ชนะการประกวด Knowledge based OTOP (KBO), 5) โซนตัดเย็บเสื้อผ้า ให้บริการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปในงาน

รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ในมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” ทั้ง 3 เฟส โดยขยายช่องทางการซื้อสินค้าของประชาชนไปสู่   E-Marketplace ผ่านช่องทางของ thailandpostmart.com ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมสินค้า OTOP จากชุมชน และผลิตผลทางการเกษตร ในระบบ E-Commerce ที่ใหญ่ที่สุด และยังเป็นการส่งเสริมการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรงด้วย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับฐานรากต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก