วช. หนุนงานวิจัย ม.สวนดุสิต นำมาตรฐานสากล ISO 37001 ยกระดับความโปร่งใสองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วช. หนุนงานวิจัย ม.สวนดุสิต นำมาตรฐานสากล ISO 37001ยกระดับความโปร่งใสองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ส่งเสริมและสนับสนุนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดการประชุมเผยแพร่แผนงานวิจัย “การประยุกต์ใช้ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามกรอบมาตรฐาน ISO 37001 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในองค์การบริหารส่วนตำบล” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) มอบหมายให้ นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 เป็นประธานเปิดงานประชุมพร้อมด้วย ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ แผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาล และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ของ (วช.) กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการวิจัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หัวหน้าโครงการกล่าวสรุปผลการดำเนินงาน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ

นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน วช. จึงให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลไก และเครื่องมือเชิงรุก ได้แก่ การใช้มาตรฐานสากล ISO 37001 ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการต่อต้านการติดสินบน และมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านการทุจริต ผ่านการประเมินความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการป้องกันช่องโอกาสในการกระทำผิด ทั้งนี้ ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามมาตรฐาน ISO 37001 จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการป้องกันเชิงรุก พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบและจัดการปัญหาการติดสินบนได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดคู่มือ แนวปฏิบัติ สู่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการบริหารองค์กรให้มีความโปร่งใส และลดปัญหาการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการดังกล่าวมุ่งดำเนินงานในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการต่อต้านการติดสินบนผ่านการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 37001 โดยครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การควบคุม และการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต ผ่านการดำเนินงานในหน่วยงานนำร่อง ซึ่งใช้ทั้งระบบการประเมินตนเองและการประเมินจากภายนอกเพื่อการมีส่วนร่วมของประชา ชน โดยคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถพัฒนาและผลักดันให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานอื่นทั่วประเทศ ตลอดจนขยายผลเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้กล่าวถึงแผนงานวิจัยดังกล่าวที่แบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติภายในและภายนอกองค์กร โดยโครงการย่อยที่ 1 มุ่งประยุกต์ใช้ระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนตามมาตรฐาน ISO 37001 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ขณะที่โครงการย่อยที่ 2 มุ่งพัฒนาและประเมินการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1) องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ, 2) องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย, 3) องค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัด และ 4) องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม (เทศบาลเมืองโคกขาม)

ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการพบว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนและทำหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลเปิด การมีส่วนร่วม และการตัดสินใจเข้าด้วยกันซึ่งส่งผลให้หน่วยงานนำร่องเกิดความโปร่งใส การบริหารมีประสิทธิภาพ และประชาชนมีความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น

ภายในงานดังกล่าวยังได้มีการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ท้องถิ่นยุคใหม่ เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้” โดยมีนายกฤตชัย พรมวัน ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ป.ป.ช,ดร.มุทิตา มากวิจิตร์  และ ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ นักวิจัยภายใต้แผนงาน เป็นผู้ร่วมเสวนา และมี พ.ต.ท.วิชิต อาษากิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายหลังเสวนา ได้มีการการมอบรางวัล “องค์กรเครือข่ายท้องถิ่นธรรมาภิบาลต้นแบบ” ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ,เทศบาลเมืองโคกขาม,องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย และองค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัดที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการวิจัยนี้

ทั้งนี้ (วช.) มีความมุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันการให้และการรับสินบนเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในองค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนขยายผลและประยุกต์ใช้เป็นระบบต้นแบบด้านการต่อต้านการติดสินบนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบราชการส่วนท้องถิ่นที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DE Fund จัด “คลินิกกองทุน” ปิดท้ายที่อุดรธานี หนุนทุกภาคส่วนเข้าถึงทุนดิจิทัล

DE Fund จัด “คลินิกกองทุน” ปิดท้ายที่อุดรธานี หนุนทุกภาคส่วนเข้าถึงทุนดิจิทัล

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) จัดกิจกรรม “DE Fund Clinic” หรือ “คลินิกกองทุน” เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้แนวทางการขอรับทุน พร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเวลาดี จังหวัดอุดรธานี

นายปฏิภาณ ชัยลังกา ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกองทุน กองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการ และขั้นตอนการจัดทำข้อเสนอโครง การอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเปิดให้คำปรึกษาด้านการเขียนโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนดีอีได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเปิดงานและบรรยายภาพรวมของกองทุนดีอีว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและแนวทางการสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัล เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และนำงบประมาณไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การจัดทำข้อเสนอโครงการ ไปจนถึงการปรับแผนงานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการของกองทุนดีอี ตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2569 รวมถึงแนวทางการขอรับทุน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นขอรับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง พร้อมกิจกรรม “คลินิกกองทุนฯ” ที่เปิดให้คำปรึกษาการจัดทำข้อเสนอโครงการแบบใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 สำหรับกิจกรรม “DE Fund Clinic” ได้จัดมาแล้วในหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนปิดท้ายโครงการอย่างคึกคักที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุน และกิจกรรมของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมจิตวิทยากีฬาประยุกต์ไทย จัดประชุมนานาชาติครั้งใหญ่ ในเดือน มิ.ย.2569 นี้ เชิญชวนผู้สนใจสมัครร่วมงาน รับเพียง 200 คนเท่านั้น

สมาคมจิตวิทยากีฬาประยุกต์ไทย จัดประชุมนานาชาติครั้งใหญ่ ในเดือน มิ.ย.2569 นี้ เชิญชวนผู้สนใจสมัครร่วมงาน รับเพียง 200 คนเท่านั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤพนธ์ วงศ์จตุรภัทร นายกสมาคมจิตวิทยาการกีฬาประยุกต์แห่งประเทศไทย (Thailand Applied Sport Psychology Association) แจ้งว่า ได้ร่วมกับ Asian-South Pacific Association of Sport Psychology จัดงาน และ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ “10th ASPASP International Congress” หัวข้อ “Innovation, Health & Psychology: Future Directions in Sport, Exercise, and Digital Well-being” ระหว่าง วันที่ 24–27 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

และในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นความน่าสนใจสำหรับผู้สนใจที่เกี่ยวข้อง หรือ สนใจที่จะทราบข้อมูลทางด้านนี้ เพราะจะพบกับวิทยากรระดับนานาชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับมาร่วมบรรยายหลายท่าน พร้อมมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ เวิร์กช็อป และการนำเสนอผลงานวิจัย ทั้งแบบปากเปล่าและโปสเตอร์อีกด้วย

โดยสมาคมฯจะเปิดรับผู้สนใจจำนวนจำกัดเพียง 200 คน เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ ผู้สนใจสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://taspathailand2022.org/aspasp2026


สุรชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ จับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี (รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา

ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

“ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐฯ กล่าว

ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ส.ส. อนุชา สะสมทรัพย์ ร่วมประชุมการบริหารจัดการน้ำคลองบางแก้ว ณ ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี

ส.ส. อนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 5 จังหวัดนครปฐมพร้อมด้วย นายอำเภอนครชัยศรีและคณะประชุมการบริหารจัดการน้ำคลองบางแก้ว ณ ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วย ปลัดอาวุโสอำเภอนครชัยศรี ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน, ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครปฐม, เกษตรอำเภอนคร ชัยศรี, นายกเทศมนตรีตำบลนครชัยศรี, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนครชัยศรี, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตำหนัก, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระยา, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ, กำนันตำบลนครชัยศรี กำนันตำบลบางกระเบา, กำนันตำบลท่าตำหนัก, กำนันตำบลบางแก้ว, กำนันตำบลท่าพระยา กำนันตำบลท่ากระชับ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณโครงการเขื่อนกันน้าเซาะท้ายประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ตำบลนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อรับทราบความก้าวหน้าโครงการเขื่อนกันน้ำเซาะท้ายประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว และเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนของคลองบางแก้ว

พร้อมกันนี้ยังได้เกียรติจาก ท่านอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 5 จังหวัดนครปฐม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงพื้นที่รับทราบความก้าวหน้าโครงการด้วย

จากนั้น เวลา 10.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ได้เป็นประธาน ในการประ ชุมประชุมการบริหารจัดการน้ำคลองบางแก้ว ณ ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี โดยมีผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 13 กรมชลประทานเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าของโครงการฯ ผลการดำเนินการ 18 ธ.ค.2568 – 17 พ.ค.2569 ระยะเวลารวม 150 วัน ดำเนินการไปแล้วร้อยละ 55.56

ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากแจ้งความก้าวหน้าโครงการเขื่อนกันน้ำเซาะท้ายประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว และเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนของคลองบางแก้วแล้ว โครงการก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน ในฐานะเจ้าของโครงการฯ เสนอประเด็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา การเปิด – ปิด ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว กำหนดประมาณ 60 วัน ช่วงเวลา 07.00 – 17.00 น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการแนวทางการก่อสร้างเพื่อให้การโครงการแล้วเสร็จทันเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันน้าท่วมในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ทั้งนี้ นายอำเภอนครชัยศรี เน้นย้ำเรื่องการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาโครงการ และขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชา สัมพันธ์สร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างทั่วถึง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ตำรวจน้ำบางสะพาน นำทีมแพทย์ฝ่าคลื่นลมช่วยลูกเรือกลางทะเลหลังมีลูกเรือประสบอุบัติเหตุขณะทำการประมง

ประจวบคีรีขันธ์ – ตำรวจน้ำบางสะพานนำทีมแพทย์ฝ่าคลื่นลมช่วยลูกเรือกลางทะเลหลังมีลูกเรือประสบอุบัติเหตุขณะทำการประมง

เมื่อเวลา 09:00 น. วันที่ 18 พ.ค. 2569 ว่าที่ พ.ต.ต.ธีรพงษ์ ดีนุช สว.ส.รน.6 บก.รน. (ตำรวจน้ำบางสะพาน) ได้รับแจ้งประสานงานจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ว่าได้รับแจ้งจากเจ้าของเรือประมง “พิชิตมัสยา 1” ว่ามีลูกเรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำการประมงกลางทะเลอ่าวไทย จึงได้สั่งการให้ เรือตรวจการณ์ 630 พร้อมตำรวจประจำเรือ เร่งนำทีมกู้ชีพและแพทย์จาก รพ.บางสะพานออกให้การช่วยเหลือ

ซึ่งจุดพิกัดเรือ พิชิตมัสยา 1 อยู่กลางทะเลอ่าวไทยห่างจากฝั่งประมาณ 10 ไมล์ทะเล เมื่อไปถึง พบลูกเรือประมงสัญชาติเมียนมาร์ ทราบชื่อคือ นายโบ เกต อายุ 36 ปี ประสบอุบัติเหตุถูกเสาธงเหล็กบนเรือหล่นลงมาทิ่มเข้าที่บริเวณไหล่จนเป็นแผลฉกรรจ์และเสียเลือดมาก
ทีมแพทย์จึงได้ทำการช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บขึันเรือตรวจการณ์630 เพื่อกลับเข้าฝั่งโดยมีรถพยาบาชจาก โรงพยาบาลบางสะพาน มารอรับเพื่อนำตัวส่ง รพ. บาง สะพาน


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเท้าลุยพื้นที่ชมภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ บริเวณวังมน ลำน้ำลำโดมใหญ่ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และอุทยานแห่งชาติภูจอง จังหวัดอุบลราชธานี

แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเท้าลุยพื้นที่ชมภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ บริเวณวังมน ลำน้ำลำโดมใหญ่ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และอุทยานแห่งชาติภูจอง จังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะ ที่เดินทางมาชมภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ บริเวณวังมน ลำน้ำลำโดมใหญ่ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย โดยมี นางวาสนา ไหมพรหม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม นายฤทธิไกร สายคำมูล ผู้ช่วยหัวหน้าเขตฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ฯ และนางสาววิจิตรา สุขส่ง หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาบนลำตัวของพระยาอนันตนาคราช ที่พระนาภี มีก้านบัวผุดชูขึ้นด้านบนเป็นดอกบัวตูม ที่พระเพลามีพระลักษมี พระชายาประทับนั่ง สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีคติความเชื่อว่าสายน้ำที่ไหลผ่านวรกายพระองค์จะเป็นสายน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลหล่อเลี้ยงไปยังชุมชนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ความพิเศษคือ ถือเป็นภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ภาพสลักเดียวในประเทศไทย ที่ปรากฏบนลำน้ำธรรมชาติ

ซึ่งลำโดมใหญ่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และในส่วนอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชา ได้รับประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 53 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2530


ขอบพระคุณข้อมูล/ภาพ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยอดโดม

พรพิพัฒน์ รายงาน

“ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา” เปิดโครงการฝึกอบรมชุดปฏิบัติการ Six Man Team เสริมศักยภาพตำรวจรับมือสถานการณ์พิเศษ

“ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา” เปิดโครงการฝึกอบรมชุดปฏิบัติการ Six Man Team เสริมศักยภาพตำรวจรับมือสถานการณ์พิเศษ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณโรงฝึกยุทธวิธี ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต. ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมชุดปฏิบัติการ Six Man Team (Basic S.W.A.T) ของตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติภารกิจด้านยุทธวิธีและรับมือเหตุการณ์พิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในพิธีมี พ.ต.อ. พงษ์พันธ์ บรรจงจิตร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ. ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา, พ.ต.อ. พัชรดนัย การินทร์ ผกก.สภ.โพธิ์กลาง, พ.ต.อ. ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.จอหอ, พ.ต.อ. โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผกก.สภ.มะเริง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญด้านยุทธวิธีตำรวจ การเข้าระงับเหตุ และการปฏิบัติการเป็นทีม เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงรองรับภารกิจสำคัญในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาต่อไป


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราขสีมา

กทม.พานักบริหารมหานคร รุ่น 14 ดูการบริหารเมืองด้วยข้อมูลของจริง

กทม. พานักบริหารมหานคร รุ่น 14 ดูการบริหารเมืองด้วยข้อมูลของจริง

(15 พ.ค. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นวิทยากรบรรยายให้หัวข้อ “การบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร” ในโครงการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 14) ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง

การบรรยายในครั้งนี้ รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้ฉายภาพการวางยุทธศาสตร์และการพัฒนาเมือง โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ “ข้อมูล ยุทธศาสตร์ และนวัตกรรม” พร้อมระบุว่า การทำยุทธศาสตร์จำเป็นต้องบริหารด้วยข้อมูล (Data-Driven) ควบคู่กับการตั้งคำถาม เพราะที่ผ่านมาคนทำยุทธศาสตร์มักพยายามตอบคำถามเดิมให้ถูกต้องขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลลัพธ์จะได้เพียงแค่การพัฒนา แต่จะไม่มีวันเกิดนวัตกรรม

“จุดแข็งของผู้นำเมือง ถ้าจะพูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์กับการใช้ข้อมูล ตนคิดว่าคือการมองให้เห็นว่าปืนนัดเดียวยิงนกได้ทั้งรัง หรือปืนอันไหนตั้งใจยิงนกตัวไหนแต่พลาดไปโดนตัวอื่น คนที่เป็นนักยุทธศาสตร์ต้องไม่ทำงานแบบแยกส่วน (Silo) แต่ต้องเห็นความเชื่อมโยงทุกอย่างได้ แล้วตอบได้ว่าสิ่งที่หน่วยงานกำลังทำอยู่ ผลที่ได้จะกระทบไปอีกหน่วยงานหนึ่งอย่างไร หากกระทบแต่แก้ไขทันยังเรียกว่าง่าย หากผลกระทบที่เกิดขึ้นถูกดีไซน์ให้ลดผลกระทบนั้นได้เลยโดยไม่เกิดขึ้น นั่นเรียกว่าเก่ง สุดท้ายคือแก้ได้แม้กระทั่งผลกระทบเชิงลบให้กลายเป็นบวก ถือวิกฤตเป็นโอกาสให้กับอีกยุทธศาสตร์หนึ่ง นั้นถือว่าคุณสุดยอด เพราะฉะนั้นในการทำยุทธศาสตร์จำเป็นต้องใช้ระบบข้อมูลเหล่านี้” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว


“อนันต์ นิลมานนท์” นั่งนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ สมาชิก “สนท.” ไว้วางใจเลือกไร้คู่แข่ง พร้อมคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เดินหน้าพัฒนาองค์กรต่อเนื่อง

“อนันต์ นิลมานนท์” นั่งนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ สมาชิก “สนท.” ไว้วางใจเลือกไร้คู่แข่ง พร้อมคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เดินหน้าพัฒนาองค์กรต่อเนื่อง

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมเลือกตั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการฯ บริหารชุดใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งนี้ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระ บรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมแถลงผลการดำเนินกิจกรรมของสมาคมในรอบปีที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่วาระสำคัญในการเลือกตั้งนายกสมาคมและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายอนันต์ นิลมานนท์ ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสมาคมฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่มีผู้สมัครแข่งขัน และจะดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569–2571

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคม จำนวน 12 ท่าน ประกอบด้วย

  1. คุณภากร ยังแจ่ม
  2. คุณสุพัตรา สมถวิลนิช
  3. คุณพิพัฒน์ นวสวัสดิ์
  4. คุณนำชัยชนะ ดีวิ
  5. คุณภักดี วีระวัฒน์
  6. คุณปิยะสุดา จันทรสุดา
  7. ดร.ปัญฑิพาณ์ ธาราพิบาล
  8. คุณบุญเลิศ พุทธเจริญ
  9. คุณวิรัชวิชญ์ ศรีสวัสดิ์
  10. คุณธีรพัชร์ สามัคคีธรรม
  11. คุณกรทอง ชาญณรงค์
  12. อ.วันชัย สุพรรณ

นายอนันต์ฯ กล่าวขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ที่ให้ความไว้วางใจตนเองและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่บริหารองค์กร พร้อมระบุว่า จะมีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมอีก 6 ท่าน เพื่อให้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่มีความครบถ้วนตามข้อบังคับ รวมทั้งสิ้น 19 ท่าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนางานของสมาคมต่อไป

ทั้งนี้ นายอนันต์ฯ ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารงานว่า จะสานต่อนโยบายและเจตนารมณ์ของอดีตนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการชุดที่ผ่านมา ที่ได้ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงองค์กรสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้มีความเข้มแข็ง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และกลับมามีภาพลักษณ์ที่สง่างามดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งจะเดินหน้าส่งเสริมบทบาทขององค์กรสื่อมวลชนให้มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของวิชาชีพสื่อสารมวลชนต่อไปในอนาคต


สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.85ปี)