กอ.รมน.มุกดาหาร ร่วมกับตำรวจรวบ 2 วัยรุ่นส่งยาไอซ์ให้เครือข่ายอยู่ภายในรีสอร์ท

          มุกดาหาร ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.ร่วมตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร จับกลุ่ม 2 วัยรุ่นชายจากต่างพื้นที่มาส่งยาไอซ์ให้เครือข่ายที่มุกดาหาร โดยนัดหมายกันที่บริเวณภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง เป็นจุดส่งยาไอซ์ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมวัยรุ่นทั้ง 2 คาถุงไอซ์ส่วนเครือข่ายอยู่เมืองมุกไหวตัวทันหลบหนีไปได้

          เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ รอง ผอ.ฝ่ายความมั่นคง จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีวัยรุ่นชาย 2 คนใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ เวฟ 110 ไอ สีส้ม ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 กช-1583 มุกดาหารโดยวัยรุ่นทั้ง 2 จะช่อนท้ายกันเข้ามาในบริเวณรีสอร์ทแห่งหนึ่งอยู่บริเวณพื้นที่โซนนิ่ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมแหล่งบันเทิงเขตเทศบาลเมืองมุกดาหารจึงสั่งการให้ พ.อ.โกมล วงศ์อนันต์ หน.กลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน. จ.มุกดาหาร จึงประสาน พ.ต.อ.จตุรงค์ กลิ่นศรีสุขผกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ร่วมชุดสืบเฉพาะกิจตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารร่วมกันเข้าตรวจสอบ

         ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำตัวเป็นนักเที่ยวรอดูอยู่ ได้พบชายวัยรุ่น 2 คนขับรถจักรยานยนต์ คันดังกล่าวช้อนท้ายกันเข้ามาภายในบริเวณรีสอร์ท แล้วมาจอดอยู่ที่กระถางต้นดอกไม้ แล้วนำห่อของบางอย่างซุกซ่อนไว้ในกระถางต้นไม้ ท่าทางมีพิรุธกำลังติดเครื่องรถเตรียมหนี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นตามร่างกายทั้ง 2ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใด ทราบชื่อนายชัชวาล (กุ้ง) ชาตรี อายุ 24 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 1 ต.นาทราย อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเป็นคนขับรถส่วนชายที่นั่งช้อนคือ นายณรงฤทธิ์ (ต้า) โคตะสิน

         เจ้าหน้าที่จึงสอบถามว่าก่อนติดเครื่องรถได้เอาถุงอะไรมาซุกอยู่ในกระถางต้นไม้คนขับก็ยอมจำนนล้วงถุงดังกล่าวออกมาให้เจ้าหน้าที่ดู ตรวจสอบพบเป็นถุงยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2.21 กรัมโดยทั้ง 2 รับว่ายาไอซ์เป็นของตนเองทำมาแล้วหลายครั้งแล้ว ตนเองและเพื่อนจะไปส่งให้เครือข่ายตามจำนวนเงินที่สั่งซื้อ พร้อมนัดหมายเวลาและสถานที่ส่งกัน เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางตั้งโต๊ะแถลงข่าวก่อนนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อสอบสวนขยายผลถึงเครือข่ายค้ายาไอซ์กลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านควนมีชัย อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

          วันนี้ (31 ก.ค.62) เวลา 10.30 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดกิจกรรมโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์ฯ 76 จังหวัด ประจำปี 2562 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านควนมีชัย ต.วังอ่าง อ.ชะอวด โดยมีนายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี

          โอกาสนี้ได้มีการมอบเงินสนับสนุนการจัดกิจกรรม ซึ่งสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้สนับสนุนงบประมาณผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์เครื่องเขียน สำหรับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านควนมีชัย มอบผ้าเช็ดตัวสำหรับนักเรียน มอบนมกล่องพร้อมดื่ม มอบเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนที่มีฐานะลำบากยากจน จำนวน 10 ครอบครัว และมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ที่เรียนดีแต่ฐานะลำบากยากจน จำนวน 8 ทุนและการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันพระราชทานแก่นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ สำหรับรายการอาหารที่จัดเลี้ยงในวันนี้ ประกอบด้วย ข้าวสวย แกงจืดหมูสับ ไก่ต้ม แกงกะทิไก่ ไก่ทอด แกงเผ็ด ขนมหวาน ข้าวต้มมัด ผลไม้ตามฤดูกาล(มังคุด/เงาะ) นอกจากนี้ทางโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านควนมีชัย ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของนักเรียนให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ชมด้วย

          สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านควนมีชัย เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 126 คน มีผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษารวม 14 คน

          ส่วนการจัดกิจกรรมครั้งต่อไปกำหนดจัดในวันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น. ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านไร่ยาว ต.บางขัน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ธีรศักดิ์ อักษรกูล/รายงาน

ชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.ปฏิบัติการ บังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ดังนี้

         วันที่ 30 ก.ค.62 เวลา 10.00 พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หน.ชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.ร่วมกับนายสมศักดิ์ ชวนชม หน.หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.2(เขาค้อ), เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาค้อ และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ได้นำประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ไปติดประกาศที่ร้านกาแฟโมอาย ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 12 หมู่ 7 ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

          เนื่องจากมีหมายบังคับคดีให้ขับไล่นายวรวิทย์ สินส่งสุข จำเลย และบริวาร พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากป่าบริเวณทางหลวงหมายเลข 12 หมู่ 7 ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยประกาศให้ผู้ที่ไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารของจำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

          จำเลยในคดีนี้ คือนายวรวิทย์ฯ เป็นนายทุนจาก กรุงเทพฯที่มีพฤติกรรม เจตนาบุกรุกยึดถือครอบครองซื้อขายเปลี่ยนมือ พื้นที่ป่าในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำก้อ-น้ำชุน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 เพื่อป้องกันและบรรเทาการเสียหายจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ จำนวนเนื้อที่ 132,626 ไร่ โดยสร้างร้านกาแฟชื่อโมอาย ถูกเจ้าหน้าที่ ศปป.4 กอ.รมน.และเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุม ดำเนินคดี เมื่อ 2ม เม.ย.57 คดีได้ถึงที่สุดแล้ว เมื่อ 11 เม.ย.59 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพาษาจำเลย ลงโทษปรับ 5,000 บาท จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี, ควบคุมประพฤติ 1 ปี, คุมประพฤติจำเลย 1 ปี และให้จำเลย และบริวารออกจากพื้นที่ แต่ปัจจุบัน นายทุนรายนี้ยังคงประกอบกิจการเปิดร้านกาแฟโมอายอยู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ถูกจับกุมจนถึงปัจจุบันโดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่บางคนในพื้นที่ คอยให้ความช่วยเหลือ เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการบังคับคดี ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ทำให้คนทั่วไปไม่เกรงกลัวการกระทำผิด เนื่องจากรับโทษปรับเพียงเล็กน้อย แต่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้จำนวนมากจากการทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกป่าได้

          พ.อ.พงษ์เพชรฯ ได้ประสานการปฏิบัติให้สำรวจ และติดตามการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติทั่วทั้งประเทศ โดยกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้แก่ กรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ และกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุดจนถึงขั้นบังคับคดีโดยเคร่งครัดทุกคดีต่อไป ล่าสุดได้ไปดำเนินการที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยจะรวมถึงการใช้มาตรการทางการปกครองในการรื้อถอนพืชผล อาสิน ออกจากป่า ได้แก่ ม.25 ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ และ ม.22 ตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ ถึงแม้ว่าอัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากเคยมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อส .31/
2559ได้วางบรรทัดฐานในเรื่องอัยการสั่งไม่ฟ้องไว้ว่า “กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาผู้ฟ้องคดี(ผู้กระทำผิด)เพราะเห็นว่าขาดเจตนาในการกระทำผิด มิใช่เนื่องจากที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี(ผู้กระทำผิด)ครอบครองทำประโยชน์ไม่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี(ผู้กระทำผิด)ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น” อุทยานแห่งชาติทับลาน จึงเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้พ้นไปในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานได้ ถึงแม้อัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม

ศุภเดช ธนูศร /ข่าวภูมิภาค/ เพชรบูรณ์
Cr. นายก สมัคร โชติวรรณ

ผบ.ทร. เปิดแถลงข่าวการแข่งขันไตรกีฬานาวีเฉลิมพระเกียรติ สนามที่ 5

         เวลา 17.20 น. วันนี้ (30 ก.ค.) พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานการแถลงข่าวการแข่งขันไตรกีฬานาวีเฉลิมพระเกียรติ เดอะซีรีย์ “จากผืนทะเลสู่ภูผา จากฟากฟ้าสู่มหานที” ในราย “ทหารเรือไทยเทิดทิ้งค์มหาราชามหาราชินี” สนามที่ 5 โดยมี พลเรือเอก กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ ประธานกรรมการบริหารสวัสดิการกีฬากองทัพเรือ ประธานอำนวยการจัดการแข่งขันไตรกีฬานาวีเฉลิมพระเกียรติ พลเรือโทรณรงค์ สิทธินันท์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้แทนจากบริษัท KING POWER และ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ณ ชายหาดอ่าวเตยงาม หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

         สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการแข่งขันเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อทหารเรือ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเรือใบทางไกลจากหัวหินมาขึ้นหาดเตยงาม บริเวณหน้ากองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน รวมถึงเนื่องในวโรกาส วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 ส.ค. อีกทั้งเป็นการปฏิบัติตามนโยบาย ผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2562 ด้านองค์บุคคล โดยเป็นกิจกรรมตามแนวความคิดของรัฐบาลภายใต้คำขวัญ “จิตใจที่เข้มแข็งและดีงาม ล้วนอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์” เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรของกองทัพเรือ รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้หันมาสนใจการเล่นกีฬา และฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง

         การแข่งขันไตรกีฬานาวี เฉลิมพระเกียรติ นับเป็นการแข่งขัน ซีรีย์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกและประเทศไทย ที่จัดแข่งในรูปแบบเก็บคะแนนสะสมต่อเนื่องถึง 5 สนาม ผ่านการแข่งขันไตรกีฬา 3 ประเภทอย่างต่อเนื่อง คือ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และวิ่งทางไกล นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงศักยภาพความแข็ง แกร่งของทหารเรือว่าต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ ซึ่งกองทัพเรือ ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ ผู้บังคับการเรือทุกชั้น และ ผู้บังคับกองพันทุกนาย ต้องเข้าร่วมการแข่งขันประเภทไตรกีฬามาตรฐานโอลิมปิกในครั้งนี้ให้จบ ครบทั้ง 5 สนาม เพื่อให้ตระหนักว่า แม้จะขึ้นเป็นระดับผู้บังคับ บัญชาแล้วก็ต้องรักษาสมรรถภาพทางกายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปได้เห็น ดังนั้นทุกคนจึงต้องมีความฟิตทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงต้องมีวินัยในการฝึกซ้อม

          สำหรับการแข่งขันครั้งนี้จะจัดการแข่งขันขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นสนามสุดท้าย โดยจะทำการแข่งขันบริเวณชายหาดอ่าวเตยงาม หน้ากองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นจุดที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเรือใบทาง ไกลจากหัวหินมาขึ้นหาดเตยงาม บริเวณหน้ากองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน โดยมีทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวต้นๆของประเทศ ตลอดเส้น ทางการแข่ง ขันจักรยานและวิ่ง จะผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในเขตกองทัพเรือ และในจังหวัดชลบุรี ผ่านเส้นทางภูเขาที่สูงชันและคดเคี้ยว สร้างความท้าทายให้กับผู้เข้าแข่งขันเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้แต่ละสนามจะแบ่งการแข่งขันเป็น 4 ระยะทางทั้งชายและหญิง ได้แก่

  1. ระยะทางไกล หรือ ฟูล ไอรอนแมน ว่ายน้ำ 3.8 กม., ปั่นจักยาน 180 กม., วิ่ง 42 กม.
  2. ระยะโอลิมปิค ว่ายน้ำ 1.5 กม., ปั่นจักรยาน 40 กม., วิ่ง 10 กม.
  3. ระยะสั้น ว่ายน้ำ 0.75 กม., ปั่นจักรยาน 20 กม., วิ่ง 5 กม.
  4. ระยะทวิกีฬา วิ่ง 5 กม., ปั่นจักรยาน 40 กม., และวิ่ง 10 กม.

         โดยผู้ชนะแต่ละประเภทจะได้รับเงินรางวัลและคะแนนสะสม ลดหลั่นกันไป ขณะที่ผู้เข้าเส้นชัยทุกประเภท จะได้รับเหรียญรางวัล ที่ออกแบบเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ รูปธงราชนาวี รายการละ 1 ชิ้น ประกอบรวมกัน 5 ชิ้น ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจ “ไตรกีฬานาวีเฉลิมพระเกียรติ” ทั้งนี้ช่วงท้ายของการแถลงข่าวยังได้จัดให้มีการแสดงการยกพลขึ้นบก และการกระโดดร่มชูชีพของเหล่าทหารจากกองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวกโยธิน ให้ได้รับชมด้วย

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตม.แจ้งความคืบหน้า​ กรณีการช่วยเหลือนายสิงห์แก้ว วงค์ใหญ่ ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ ใน สปป.ลาว

https://youtu.be/Me47l5w3OTE

          ตามที่ ด่าน ตม.เชียงแสน ได้รับการประสานจาก สภ.เชียงแสน กรณี น.ส. รสริน วงค์ใหญ่ บุตรสาวของนายสิงห์แก้ว วงค์ใหญ่ นักธุรกิจ ค้าสัตว์ ระหว่างประเทศไทย กับ​ สปป.ลาว ให้ประสานกับทางการประเทศ สปป.ลาว เพื่อขอให้ช่วยเหลือ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 28 ก.ค.62 เวลาประมาณ 12.20 น. นายสิงห์แก้ว ฯ ได้เดินทางไปยัง สปป.ลาว เพื่อเจรจาธุรกิจกับหุ้นส่วนที่จะร่วมกันสร้างโรงฆ่าสัตว์ใน สปป.ลาว โดยข้ามแดนทางเรือ ไปขึ้นที่ท่าเรือ คิงส์โรมัน จากนั้น มีนายสวาท สัญชาติลาว นำรถมารับนายสิงห์แก้วฯ เพื่อพาไปพบ นายจุ๋มฯ และจะพาไปพบกับนักธุรกิจจากจีน (สิบสองปันนา) แต่ระหว่างเดินทาง ได้มีชาวจีน ขับรถปาดหน้า ชิงเอาตัวนายสิงห์แก้วฯ​ ไป แล้วต่อมา มีการส่งคลิปวีดีโอ ผ่านโทรศัพท์นายสิงห์แก้วฯ มาให้ น.ส.รสรินฯ เพื่อให้โอนเงินไปให้ ยอดเงินห้าล้านบาท พร้อมบอกหมายเลขบัญชีคนไทย ที่ไปทำธุรกิจที่คิงส์โรมัน โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวไปแล้วบางส่วน จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

          พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ สตม.จัดทีมสืบสวน ทั้งจากส่วนกลาง และในพื้นที่ ให้เข้าร่วมให้การช่วยเหลือตัวประกันอย่างเร่งด่วน โดยให้มีการประสานการปฏิบัติ​ และบูรณาการกำลังจากทุกหน่วยในพื้นที่ ทั้ง ตำรวจภูธรภาค 5,ภ.จ.เชียงราย,ตชด.,ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย,นายอำเภอเชียงแสน,ฝ่ายปกครองในพื้นที่,ฝ่ายทหารทั้งในส่วนของ ผบ.นรข.,ทหารพราน,กองบังคับการปราบปราม​ และบช.ปส. โดยให้ประสานกับทางการ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด

          ภายหลังจากได้รับคำสั่ง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผบก.ตม.5,พ.ต.อ.ณัชธกฤต ปิ่นปัก ผกก.ด่านตม.เชียงแสน จัดกำลังฝ่ายสืบสวน เข้าไปประสานกับทางการ สปป. ลาว โดยมี น.อ.วุฒิชัย ภู่เจริญยศ ผบ.นรข.,พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม ผกก.ฯ ช่วยราชการ สตม.,นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน และ นายสันติ อินทนิล ปลัดอำเภอเชียงแสน ข้ามไปประสานการปฏิบัติกับทางการ สปป.ลาว ให้ช่วยทำการช่วยเหลือหาตัวนายสิงห์แก้วฯ อย่างเร่งด่วน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง

          ต่อมาวันนี้ วันอังคาร​ที่​ 30 ก.ค.62 คณะประสานงานร่วม ได้พาภรรยา,บุตรสาว และบุตรชาย ของนายสิงห์แก้วฯ ข้ามไปยัง สปป.ลาว เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดทางธุรกิจ​ และมูลเหตุที่อาจเป็นชนวนให้ถูกอุ้มไปเรียกค่าไถ่ ขณะเดียวกันทางการ สปป.ลาว ได้เรียกตัวนายสวาทฯ และนายจุ๋มฯ หุ้นส่วนบริษัทของนายสิงห์แก้วฯ ที่จะร่วมลงทุนสร้างโรงฆ่าสัตว์ใน สปป.ลาว มาทำการสอบสวนขยายผล

          และในวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รรท.รองผบช.สตม.,พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผบก.ตม.5,พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,พล.ต.ต.ยุทธชัย พวประเสริฐ ผบก.ภ.จ.เชียงราย,พ.ต.อ.แมน แม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.,น.อ.วุฒิชัย ภู่เจริญยศ ผบ.นรข.,พ.ต.อ.สถิตย์ พรหมอุทัย,พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์,พ.ต.อ.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร รองผบก.ฯ ช่วยราชการ สตม.,นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน ได้นัดประชุมติดตามความคืบหน้าการให้การช่วยเหลือนายสิงห์แก้วฯ ที่ด่าน ตม.เชียงแสน

          จากการติดตามสถานการณ์ ได้รับรายงานว่า นายสิงห์แก้วฯ ได้รับการช่วยเหลือ จากทางการ สปป.ลาว ปลอดภัยแล้ว โดยภรรยา,บุตรสาว และบุตรชาย ได้พบกับนายสิงห์แก้วฯ เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวน ขยายผลของ ทางการ สปป.ลาว ซึ่ง ฝ่ายไทย กำลังประสานทางการ สปป.ลาว เพื่อขอให้ส่งตัวนายสิงห์แก้วฯ กลับมารับการรักษาตัวในประเทศไทย และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

          การให้การติดตามช่วยเหลือนายสิงห์แก้วฯ จนปลอดภัย ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมืออันดีของทั้งสองประเทศ ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และทุกส่วนราชการได้ทำงานบูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทุกภาคส่วนจะได้ทำงานร่วมกันและบูรณาการกันอย่างแท้จริง

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​สตม.
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปทุมธานี ปัญหาโรคตา ปัญหาร่วมของคนไทยและคนอาเซียน

     รองศาสตราจารย์นายแพทย์ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์ตาธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีได้กล่าวถึงปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ คนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ นอกจากจะต้องปลอดภัยจากโรคร้ายแรงแล้ว ยังต้องมีการมองเห็นที่ดีเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี ของการก่อตั้งสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์นายแพทย์ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และหัวหน้าศูนย์ตาธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในฐานะผู้ได้รับรางวัลนักพัฒนาสุขภาพอาเซียนประจำปี 2562 เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีปัญหาโรคตาที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยและประชากรทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนที่ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในภูมิภาคนี้หลายโรค ที่สำคัญ อาทิเช่น
1.ภาวะสายตาผิดปกติในเด็ก ทั้งสายตาสั้น สายตาเอียงและโรคตาขี้เกียจ เป็นปัญหาหลักที่พบสูงขึ้นหลายเท่าตัวในรอบสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเอเซีย ถึงขนาดมีการกล่าวว่า ปัจจุบัน(เกือบ)ทุกบ้านของคนไทยจะมีเด็กต้องใส่แว่นอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งปัญหานี้จะยิ่งพบมากขึ้นในสังคมเมืองและประเทศในเอเซียอื่นๆ เช่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์และไต้หวัน สาเหตุของภาวะสายตาผิดปกติในเด็กนอกจากเกิดจากสาเหตุทางกรรมพันธ์ุแล้วพฤติกรรมการใช้สายตาที่เปลี่ยนไปก็ส่งผลกระทบต่อการเกิดภาวะสายตาสั้นและสายตาเอียงมากขึ้นและจะเป็นเร็วขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ นอกจากการใช้สมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ตแล้วยังมีงานวิจัยพบว่าการที่เด็กใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องแคบๆตลอดเวลาจะมีผลทำให้เกิดภาวะสายตาผิดปกติมากขึ้น ในบางประเทศของเอเซียกระทรวงการศึกษานอกจากจะให้ความสำคัญกับปัญหาการติดมือถือของเด็กแล้ว ยังเริ่มกำหนดให้เด็กนักเรียนต้องมีกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 90 นาทีเพื่อหวังลดปัญหาสายตาผิดปกติที่อาจส่งผลให้เด็กกลายเป็นโรคตาขี้เกียจซึ่งเป็นความพิการถาวรต่อไปได้
2.ปัญหาโรคตาของผู้สูงอายุ เนื่องจากปัจจุบันสังคมโลกและอาเซียนเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายจึงพบมากขึ้น สำหรับความเสื่อมของดวงตาโรคที่พบมากขึ้นในผู้สูงอายุที่สำคัญได้แก่ โรคต้อกระจก โรคต้อหิน และโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ(Age-related Macular Degeneration) ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุตาบอดที่สำคัญของคนไทยและประชากรอาเซียน ดังนั้นการพัฒนาระบบสุขภาพและการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรคตาที่สำคัญสู่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จะช่วยลดความสูญเสียของดวงตาและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทยและประชาชนในประเทศต่างๆของอาเซียนได้ นายแพทย์ศักดิ์ชัยกล่าว.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน

ฤทธิ์สุรา ผู้ร่วมวงเป็นภัยร้าย!! เมาได้ที่ หัวหน้า รปภ.โรงกลั่นฯ พูดไม่เข้าหู ทุบหัวถึงตาย(มีคลิป)

https://youtu.be/etqwhCdeYY0

         หัวหน้า รปภ.วัยครึ่งคน ตั้งวงดื่มสุรา สังสรรค์ หน้าบ้านพัก ตกดึกเมาได้ที่ พูดไม่เข้าหูกัน ทุบหัว รปภ.ดับคาบ้าน ก่อนหลบหนีไป คาดปมเหตุทะเลาะวิวาทกันในวงเหล้า ในชั้นแรกพยานระบุผู้ตายมีทรัพย์หายไปหลายรายการ แต่สุดท้าย โอละพ่อ ตร.พบทองหนัก 2 บาทในบ้านพัก แต่เป็นทองปลอม ตัดประเด็นชิงทรัพย์ทิ้ง พยานเผย ช่วงตอนค่ำเห็นตรงวงสังสรรค์กันอยู่หลายคน ทีมสืบสวนระบุ ได้ตัวผู้ก่อเหตุไม่ยาก และเช็ดกล้องวงจรปิดร้านชำ อาจได้ตัวผู้ก่อเหตุเร็วขึ้น

         วันนี้เวลา 08.30 น.(30 ก.ค.)พ.ต.อ.ปรีชา สมสถาน ผกก.สภ.แหลมฉบัง ได้รับแจ้งเหตุ มีผู้เสียชีวิต ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ม.2 ต.ทุ่งสขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบรุดเข้าตรวจสอบพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่และชุดสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ชลบุรี 2. โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านแบบบ้านพักคนงาน ที่พื้นหน้าประตูบ้าน พบร่างของนาย จำลอง อุทัยศรี อายุ 54 ปี เป็น หัวหน้า รปภ.ที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่ง อยู่ในสภาพมีผ้าเช็ดหน้าสีเขียวปอดศรีษะ ไม่สวมเสื้อผ้า มีเพียงกางเกงในสีน้ำเงินตัวเดียว นอนพิงเสียชีวิต พบที่ศรีษะถูกทุบด้วยของแข็งจนแตก เลือดไหลเป็นทาง ตาขวาปูดบวม นิวมือข้างขวาหลัก

          จากการสอบสวนเพื่อนบ้าน ทราบว่าผู้ตายพักอาศัยที่บ้านหลังดังกล่าวเพียงคนเดียว โดยในช่วงค่ำเห็นผู้ตายตั้งดื่มเหล้าสังสรรค์กันกับเพื่อน 2-3 คน จนกระทั่งมาตอนเช้าพบว่ากลายเป็นศพนอนตายอยู่หน้าบ้าน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่า เกิดการทะเลาะกันในวงเหล้า แล้วถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ล่าสุดชุดสืบสวนได้ตัวผู้ก่อเหตุแล้วพร้อมนำตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในช่วงบ่ายๆของวันเดียวกัน

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ชาวชุมชนรวมตัว !! ฟังนิคมฯแหลมฉบังแอ่นอกรับผิดชอบแทน หลัง รง.ปล่อยน้ำเสียลง คลองแหลมฉบัง ปฏิเสธความรับผิดชอบ ลั่นดำเนินการให้ปิดถาวร

     นิคมฯแหลมฉบังแอ่นอกรับผิดชอบ หลังจาก บ.ศรีไทย อะโกร ปล่อยน้ำเสียลงคลองแหลมฉบัง จนทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย พร้อมดำเนินการแก้ไข้ปัญหาเฉพาะหน้า ขุดลอกคลอง และร่วมกับทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาในระยะยาวร่วมกัน ส่วนโรงงานต้นเหตุสั่งปิดกิจการถาวร

วันนี้ ( 30 ก.ค. ) นายจักรพงษ์ รัชนีกุล ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้เข้าร่วมรับฟังการแก้ไขปัญหาของนิคมฯให้กับชาวชุมชน ในการ แก้ไข ปัญหาน้ำเสียในคลองสาธารณะแหลมฉบัง จากเหตุโรงงาน บริษัทศรีไทย อะโกร จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ชำระล้างน้ำเสียจนไหลลงสู่ลำรางน้ำฝนของนิคมฯ ก่อนจะไหลลงสู่คลองสาธารณะ โดยมีนายมานิต อินเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ตัวแทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี และชาวบ้านแหลมฉบังเข้าร่วม

ด้านนายมานิต อินเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง กล่าวว่า ต้องขอโทษ ชาวบ้านแหลมฉบัง ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ก่อน แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากการนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังหรือไม่ แต่ที่ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน โดยในระยะเร่งด่วน นิคมฯ จะปล่อยน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่คลองสาธารณะก่อน

รวมทั้งเตรียมรถแบ็คโฮไว้เพื่อจะทำการขุดลอกคลองสาธารณะแห่งนี้ได้เลยทันทีที่ต้องการ แต่ต้องมีการปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะไปมีผลกระทบกับส่วนอื่น ๆ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถปฏิบัติการได้เลยทันที ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ก็จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุง สร้างเสริม เพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลนแหลมฉบังให้มีความยั่งยืนต่อไป

สำหรับทางด้านบริษัทศรีไทย อะโกร นั้นทางนิคมฯ ก็ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารแล้ว โดยทางบริษัทมีการดำเนินการแก้ไขใดๆ และปฏิเสธความรับผิดชอบ ทางการนิคมจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอน ขณะเดียวกันทางบริษัทขอปิดกิจการ และย้ายออกไปในทันที ซึ่งทางนิคมฯก็ไม่มีปัญหาตรงจุดนี้ เนื่องจากโรงงานนี้เป็นโรงงานเล็ก ๆ มีพนักงานเพียงไม่มีกี่คน

ด้านนายอัมพร คชรัตน์ ประธานชุมชนแหลมฉบัง กล่าวว่า จากการหาร่วมกันในครั้งนี้พวกเราชาวบ้านพอในระดับหนึ่งเท่านั้น คือพวกเราก็ไม่ได้จะใจร้ายอะไร เพียงแต่ขอให้มีการพูดคุยกันดี ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ทั้งที่เห็นหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทศรีไทน อะโกร ได้มีการปล่อยน้ำเสียคลองสาธารณะอยู่แล้ว ด้าน การนิคมฯ ก็ยังไม่ยอมรับเสียทีเดี่ยวว่าตนเอง ซึ่งหมายถึงเจ้าของบ้านทำผิดอยู่ แต่ก็ขอบคุณที่จะไม่ยอมรับ 100 % แต่ก็ยอมรับว่าที่จะแก้ไขปัญหา

ซึ่งจากการตรวจสอบน้ำในคลองสาธารณะแหลมฉบังล่าสุดในวันนี้น้ำเริ่มเข้าสู่สภาพปกติแล้ว ประมาณ 80 % แต่ยังมีกลิ่นเหม็น และยังเหลือคราบเลนดำ ๆ ที่เกาะอยู่ตามรากไม้ และพื้นคลองอยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอยู่เป็นระยะ ๆ ต่อไป ซึ่งหลังจากนี้จะขอให้มีการติดตามผลทุกระยะ พร้อมทั้งให้ มีการขึ้นป้ายบอกคุณภาพน้ำในลำคลองอย่างต่อเนื่อง แต่หากหลังจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ เช่นนี้เกิดขึ้นมาอีกการนิคมฯ กับพวกเราคงอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้ว

ขณะที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิธีการผลักดันน้ำดีเพื่อให้ชะล้าง สิ่งตกค้างในลำคลองที่เน่าเหม็นนั้นไม่ใช่วิธีถูกต้อง หากนำในลำคลองมีไม่มากนักควรที่จะใช้วิธีการบล็อกน้ำเป็นช่วงๆแล้วดูดน้ำที่เน่าเสียออกไปบำบัดแทนการการผลักดันน้ำลงทะเล เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาอีกจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาให้กับอีกจุดหนึ่งคือชายฝั่งทะเล และมีปัญหากับประมงชายฝั่งอาจจะทำให้เสี่ยงที่จะทำให้เกิดแพลงก์ตอนบูมได้

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผู้ว่าโคราชเปิด “โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่ชาวโคราชมีต่อ ในหลวงรัชกาลที่ 10

          เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานพิธีเปิด โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ขึ้น ณ บริเวณถนนสุรนารายณ์ บริเวณหน้าแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 1 ถึงหน้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 67 พรรษา 28 กรกฎาคม 2562 โดยได้นำจิตอาสา ร่วมกันการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณถนนตลอดสาย ตัดแต่งกิ่งไม้ ทาสีรั้วและฟุตบาททางเท้า รวมทั้งทำความสะอาดพื้นถนน เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบ อีกทั้งได้มีการปลูกต้นรวงผึ้ง จํานวน ๑๔๐ ต้นไว้ตลอดถนนอีกด้วย

ทั้งนี้ถนนดังกล่าวมีความสําคัญ ด้านเศรษฐกิจ และด้านการศึกษา ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา โดยแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๑ ได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของถนน จัดทําศาลาทางหลวง ป้ายจราจร ตีเส้นจราจรให้เกิดความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่สัญจรไปมา ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น เป็นเงิน 356,764 บาท เพื่อเป็นสัญลักษณ์ การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี ความสามัคคีของชาวจังหวัดนครราชสีมา

ศุภเดช ธนูศร/ข่าวภูมิภาค/นครราชสีมา

ผู้ว่าโคราช นำประชาชนร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระภิกษุสงฆ์ 68 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 67 พรรษา

เมื่อวันที่ 28 กรกฎคม 2562 ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำส่วนราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง จำนวนกว่า 500 คน กล่าวอาราธนาศีล และคำถวายสังฆทาน และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระสงฆ์ จำนวน 68 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 และเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในโอกาสมหามงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 67 พรรษา 28 กรกฎาคม 2562

ศุภเดช ธนูศร /ข่าวภูมิภาค/ นครราชสีมา