พาณิชย์จังหวัดสระบุรี​ จัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019 ครั้งที่ 1​

      พาณิชย์จังหวัดสระบุรี​ จัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019 ครั้งที่ 1​บริเวณศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์คกรุงเทพฯ เมื่อวันที่30พฤษภาคม2562​ เวลา14.00น.​ นายเกียรติศักดิ์​ ตรงศิริ รองผ​ู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นประธานมี หัวหน้าส่วนราชการ​ ผู้บริหารศูนย์การค้าพาราได พาร์ค​ ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดงานแสดงสินค้ามีนางกฤษญาพร​ สุนทรพจน์​ พาณิชจังหวัดสระบุรีให้การต้อนรับ
จังหวัดสระบุรี ตามนโยบายของรัฐบาลให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในประเทศส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนเศรษฐกิจท้องถิ่น​ เน้นการสร้างงาน​ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน​ ผู้ผลิตชุมชนและธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนตามยุทธศาสตร์20ปีเป็นการพัฒนาภาคกลางให้เป็น”ฐานเศรษฐกิจชั้นนำตามนโยบายไทยแลนด์4.0การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
       ด้านสำนักงานพาณิชจังหวัดสระบุรี​ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยผลิตเชิงนวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงสินค้าของเกษตรกรชุมชน ผู้ผลิตสู่​ ผู้บริโภคระดับประเทศ​ ในการจัดงาน”สระบุรีแฟร์ 2019ครั้งที่1 เป็นกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมการตลาด​ สินค้าเกษตรปลอดภัย​ เชิงวัตกรรม​ พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า​ เพิ่มโอกาสทางการตลาด​ เพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร​ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน​ ผู้ผลิตและธุรกิจ​SMEs เป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและการบริการสุขภาพ​ ของจังหวัดสระบุรี​ ที่เผยแพร่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
       ดังนั้นพาณิชย์จังหวัดสระบุรีจัดการแสดงจำหน่ายสินค้าธุรกิจการค้าของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยเกษตรแปรรูปผู้ประกอบการชุมชน OTOP สมาชิกของจังหวัดสระบุรี​ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า 40 คูหาประกอบไปด้วยสินค้าหมวดอาหารเครื่องดื่มเครื่องใช้ตกแต่งบ้านหมวดสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารหมวดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายภาคส่วนได้แก่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนากรจังหวัด​ การตลาดต้องชมศูนย์การค้าให้การสนับสนุนและนำสินค้ามาจำหน่ายในบริเวณงานในครั้งนี้/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

นรข.ร่วมกำลัง 4 ฝ่ายสกัดจับยึดยาไอซ์ ล็อตใหญ่ 252 กก. มูลค่ากว่า 300ล้านบาท ข้ามโขงมาทางเรือหางยาว

      มุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงร่วมฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.หน่วยข่าวกองทางทหารและตำรวนภูธรเมืองมุกดาหารนำกำลังร่วมสกัดจับยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่จำนวน 13 กระสอบ รวม 252 ห่อๆละ 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 300ล้านบาท ลักลอบขนข้ามโขงมาทางเรือหางยาวจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านนำเข้าตามแนวชายแดนเมืองมุกดาหาร

      เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 22.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกำลังขนยาไอซ์จำนวนมากข้ามโขงมาทางเรือหางยาว จะนำเข้าตามแนวชายแดนริมฝั่งโขงบริเวณบ้านบางทรายน้อย ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร จึงประสาน พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ รอง ผอ.รมน.มุกดาหาร มอบหมายให้ พ.อ.โกมล วงศ์อนันต์ หน.กลุ่มงานนโยบายอแผนและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหาร ประสานหน่วยงานข้างเคียงดังกล่าว

      ร่วมกันวางแผนก่อนนำกำลังออกไปดักซุ้มบริเวณดังกล่าว เพื่อทำการจับกุม ตามจุดที่ได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ยินแต่เสียงเรือหางยาวแล่นออกจากฝั่งไทยไปเกาะกลางแม่น้ำโขง ที่เป็นเขตแดนของฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ซุ้มดูจนไม่มีความเคลื่อนไหว จึงเข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบกระสอบปุ๋ยสีดำ จำนวน 13 กระสอบ วางเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรวจสอบด้านในกระสอบพบเป็นยาไอซ์ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดขึ้นเรือ ลาดตะเวณ นรข.นำของกลางกลับมาที่หน่วยเรือมุกดาหาร

      เพื่อตรวจสอบโดยละเอียด ด้านในกระสอบพบยาไอซ์ ห่อสีทอง 133 ห่อ และสีเขียว 119 ห่อ รวมจำนวน 252 ห่อๆละ 1 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ายาไอซ์จำนวนดังกล่าว กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ขนมาพักอยู่เกาะกลางแม่น้ำโขงก่อนรอโอกาสลำเรียงเข้ามาตามแนวชายแดนพื้นที่เมืองมุกดาหาร อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จะได้ติดตามหาเบาะแสกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้ให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่เคยตรวจยึดยาไอซ์ได้ล็อตใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเป็นประวัติการ เจ้าหน้าที่จึงนำของกลางมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

เปลี่ยนนาย กงสีพลิก

      แม้เรื่องราวของ”โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จะเงียบหายทั้งตัวตนและไร้การสอบสวนเอาผิดใดๆ โดยเฉพาะการขยายผลถึงหัวโจกกระบวนการงาบผลประโยชน์การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่ยังทิ้งคาใจประชาชน และเพื่อนสีกากีร่วมอาชีพย้อนมองผลงานมีทั้งส่วนดีและส่วนเสียที่ทิ้งไว้ ส่วนดีนั้นชาวบ้านพูดกันอื้ออึง สรรเสริญผลงานชุด”โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ปราบหนักแก๊งเงินกู้นอกระบบ ลุยแก๊งแข่งจักรยานยนต์ซิ่งกวนเมือง แทบหายไปจากท้องถนน แต่ส่วนเสียที่ทิ้งไว้ก็มีไม่น้อย กับผลการทำงานของบุคคลากรที่เป็นนอมินีถูกวางตัวไว้ในเก้าอี้ทองทั่วประเทศ เมื่อมีการลงทุน การถอนทุนและแสวงหากำไรก็ตามมา
เอิกเกริกสวาปาม !! เหตุเพราะแต่เดิมนั้น นายตัวเองเป็นใหญ่ ตัวเองลอยข้ามภาคมาเอาตำแหน่ง จึงไม่สนใจผู้บังคับบัญชาหน่วย เมื่อเรื่องของนายยังคลุมเครือ ไม่มีการสอบสวนเอาผิดใด ๆ เป็นธรรมดาหน้าที่ของนอมอนี จะต้องป้องประโยชน์”นาย”
จนกระทั่งมีการย้ายลงดาบผู้กำกับการเก้าอี้ทองบางหน่วย โดย”บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เชือดไก่ให้ลิงดู !! พร้อมด้วยคำสั่งที่ตามมา กับการคืนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายในหน่วยต่างๆ ให้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการหน่วยนั้นๆ หลังรวบอำนาจไปนานกว่า 4 ปี เพื่อ เปิดทาง ” โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ร่วมเข้ามาบริหารจัดการการแต่งตั้งโยกย้ายทุกระนาบ ผู้นำแต่ละหน่วยจึงกลับมาบริหารงาน และแอ่นอกรับผิดชอบกันได้อย่างเต็มที่ ในเวลานี้
เขี้ยวเล็บงอกขึ้นดังเดิมตำรวจนอมินีจึงเริ่มออกอาการร้อนๆหนาวๆ แต่ขึ้นชื่อว่าอาชีพตำรวจนั่นมีพี่ มีน้อง มีเพื่อน มีรุ่น คงใช้เวลาไม่นานกับการปรับตัวแบบ “จิ้งจกเปลี่ยนสี “ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ที่ตำแหน่งนอมินีถูกวางไว้ในหลายพื้นที่ หลังจาก พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไปรับตำแหน่งอันทรงเกียรติ เป็นวุฒิสมาชิก “บิ๊กแป๊ะ” ผบ.ตร. มีคำสั่งตั้ง”เดอะปลั๊ก” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผบ.ตร.เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ลงมานั่งรักษาการผู้บัญชาการภาค 2 แทนเปลี่ยนนาย กงสีพลิก จากที่เคยอู้ฟู่ หลายท้องที่ หลายจังหวัด ที่ละเลยให้เปิดบ่อนพนันเต็มสูบ ยกตัวอย่างแค่ จ.ชลบุรี มีบ่อนพนันหลายสิบแห่ง ที่เจ้าของเป็นเจ้าใหญ่หน้าเดิม ขยายสาขาจากนครบาลมีประมาณ 10 แห่ง บ่อนเหล่านี้ไม่ได้สูบเงินจากคนรวย แต่ดูดเงินจากคนจนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า ลูกจ้างรายวัน หาเงินได้วิ่งเข้าบ่อน เอาเงินไปบำรุงบ่อน ดูเหมือน พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข จะมองเห็นภัยจากบ่อนเหล่านี้ จึงใชัอำนาจรักษาการผู้บัญชาการภาค 2 สั่งปิดกิจการทุกบ่อนทุบกงสีเดิม ตลาดส่วยวายตั้งเป้าเล็งเล่นงานตำรวจงาบส่วยบ่อนและนายทุนเงินกู้ อย่างจริงจังแม้แต่ประชาชนในเมืองพัทยา ยังพากันแซ่ซ้อง สดุดีนโยบายทลายบ่อนและเงินกู้นอกระบบคนหาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินบ่าย ไม่ต้องขนรายได้ไปให้บ่อนพนันสูบนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างดีๆเพียงจังหวัดเดียวของภาค ที่กล้าทะลายกงสีเถื่อน และอาจมีการล้างนอมินีที่ฝังรากไว้ในไม่ช้าขุดรากทิ้ง ตัดท่อน้ำเลี้ยงเปลี่ยนกรุใหม่
กู้ภาพลักษณ์ตำรวจโดยรวม .

อิทธิเดช ลุย.

กอง​ปราบ​ฯ​ แถลงผลตรวจยึดรถหรู สวมซาก 10 คัน มูลค่ารวมเกือบสองร้อยล้านบาท

      วันนี้​ วันพฤหัสบ​ดี​ที่ 30 พ.ค.62​ เวลา 10.30 น.ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย พัน​ตำรวจ​เอก​ สันติ ชัยนิรามัย,พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​ผบก.ป.)​ และเจ้าหน้าที่ ศูนย์​ปราบปราม​การโจรกรรม​รถ​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ศปจร.บก.ป.)​

      ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดรถหรู สวมซาก สวมทะเบียน ปลอมเอกสาร พร้อมรถของกลางจำนวนรวม 10 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 4 คัน แบ่งเป็น รุ่น vellfire จำนวน 3 คัน แบ่งเป็น สีดำ 2 คัน สีขาว 1 คัน และ รุ่นเอสติม่า สีขาว 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี 2 คันแบ่งเป็น รุ่นกัลป์ลาร์โด สีส้ม 1 คัน และสีเขียว 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อเฟอร์รารี่ รุ่นแคลิฟอร์เนีย สีแดง 1 คัน รถยนต์ยี่ห้อเบนท์ลี่ย์ 2 คัน แบ่งเป็นรุ่น ฟลายอิ้ง สเปอร์ สีน้ำเงิน 1 คัน และ รุ่นเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีที สีดำ อีก 1 คัน และรถยนต์ยี่ห้อ ฮัมเมอร์ สีดำ 1 คัน

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า สำหรับการตรวจยึดรถหรูของกลางในครั้งนี้สืบเนื่องจากทางกองปราบฯได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมเกี่ยวกับการโจรกรรมรถยนต์ ซึ่งแบ่งการกระทำความผิดออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย แผนประทุษกรรมที่ 1.รถสวมซาก หรือการนำซากรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนำกลับมาซ่อมใช้งานได้อีก ไปตัดต่ออะไหล่และหมายเลขตัวถังรถสวมใส่กับรถยนต์รุ่นเดียวกันหรือใกล้เคียงที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเภทที่ 2.การนำรถเก่าที่ได้มาจากการประมูลกรมศุลกากร มาทำการดัดแปลงสวมกับรถยนต์ยี่ห้อเดียวกันแต่เป็นรุ่นที่ใหม่กว่า เพิ่มมูลค่าราคารถ ประเภทที่ 3 เป็นรถที่มีการปลอมแปลงเอกสารการนำเข้าของศุลกากร ประเภท ที่ 4 รถแฝด หรือรถที่มีการทำทะเบียนปลอมและปลอมเอกสารการครอบครองรถขึ้นมา โดยปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพบว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งตามบ้านพัก และอู่รถซ่อมรถต่างๆ ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และ จ.ปทุมธานี จึงได้ทำการเข้าตรวจค้นจนพบรถของกลางดังกล่าว

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวต่อว่า จากผลปฏิบัติการในรอบหกเดือนที่ผ่านมาสามารถตรวจยึดรถยนต์หรูได้มากว่า 10 คัน มูลค่ารวม 200 ล้านบาท ต่อจากนี้ ทางกองปราบจะทำการตรวจสอบบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์ทั้งหมด พร้อมสืบหาความเชื่อมโยงการกระทำความผิดว่ามีการกระทำเป็นขบวนการหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ส่วนการสอบปากคำเจ้าของรถยนต์แต่ละคันเพื่อสอบถามที่ไปที่มาของรถ เบื้องต้นพบว่าบางส่วนมีเจตนาการซื้อรถโดยบริสุทธิ์ใจ เพียงแต่ไม่ทราบมาก่อนว่ารถที่ซื้อมานั้นเป็นรถผิดกฎหมายที่ถูกดัดแปลงขึ้นมา ซึ่งเจ้าของรถกลุ่มนี้จะเปรียบเหมือนผู้เสียหาย แต่ในส่วนของเจ้าของรถบางคันที่รู้ว่ารถที่ซื้อมานั้นเป็นรถผิดกฎหมาย ก็คงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพียงแต่ขอเวลาทำการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ป่อเต็กตึ๊ง ลงนามไว้อาลัยป๋าเปรม ถึงแก่อสัญกรรม

       ป่อเต็กตึ๊ง ลงนามไว้อาลัยป๋าเปรม ถึงแก่อสัญกรรมวันนี้ วันพฤหัสบ​ดีที่​ 30 พ.ค.62 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ​ และเลขาธิการฯ พร้อมด้วยนายสัก กอแสงเรือง กรรมการตรวจสอบฯ,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการฯ,นายวุฒิชัย อภิวัฒนกุลชัย ผู้จัดการมูลนิธิฯ,นายวันชิด ศิรสีห์ ผู้ช่วยผู้จัดการฯ และคณะเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร ร่วมลงนามไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ ห้องรับรอง ทำเนียบองคมนตรี ถ.สนามไชย วังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

ติดต่อ-สอบถาม#​ทีมงานสื่อสารองค์กร📱 086-854-1418📲
สายด่วน☎ป่อเต็กตึ๊ง1418
ช่วยชีวิต🚑รักษาชีวิต🏥💉💊สร้างชีวิต🎓👪
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบแก๊งปลอมลอตเตอรี่รางวัลหลอกตุ๋นขายเหยื่อ ทึ่งงานแฮนด์เมดก๊อปเกรดเอ

      วันนี้​ วันพฤหัสบ​ดี​ที่ 30 พ.ค.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.) : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​เอก​ ​สันติ ชัยนิรามัย รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​ผบก.ป.),พัน​ตำรวจ​เอก​ เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กองปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.),พัน​ตำรวจ​โท​ อนุชา ศรีสำโรง รองผู้กำกับ​การ​ 5 กอง​ปราบปราม​ (รอง​ผกก.5 บก.ป.),พัน​ตำรวจ​ตรี​ เกริก เสนาะสำเนียง​ และพัน​ตำรวจ​ตรี​ ฐิติวัสส์ แซมเขียว สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​ปราบปราม​ (สว.กก.5 บก.ป.)​

      ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาแก๊งปลอมล็อตเตอร์รี่เพื่อนำไปขึ้นเงินรางวัล จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายอดุลวิทย์ เทียมขุนทด อายุ 24 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทองผาภูมิ และศาลจังหวัดกาญจนบุรี,นายศิริวัฒน์ เทียมขุนทด อายุ 18 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทองผาภูมิ,นายสุระชัย แน่ประโคน อายุ 21 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งหมดถูกจับในข้อหา “ร่วมกันปลอม,ใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม และร่วมกันฉ้อโกง” และน.ส.นงเยาว์ จงจิตร์กลาง อายุ 50 ปี ชาว จ.นครราชสีมา พร้อมของกลาง สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 2 พ.ค.62 ที่ยังไม่ถูกปลอมแปลงจำนวน 70 ใบ สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดดังกล่าวที่กำลังอยู่ระหว่างปลอมแปลง จำนวน 19 ใบ และสลากกินแบ่งงวดเดียวกันที่ทำการปลอมแปลงเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 2 ใบ ใบมีดโกน แผ่นกระจกใส กล้องขยาย สีไม้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการปลอมแปลงอีกจำนวนหนึ่ง

      ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวนายอดุลวิทย์ฯ ได้ที่ริมทางหลวงชนบท ต.ไทรงาม อ.บางเลน จ.นครปฐม ส่วนนายศิริวัฒน์ฯ จับกุมได้ที่ หน้าป้ายรถประจำทาง หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นายสุระชัยฯ จับกุมได้ที่ ริมคลองส่งน้ำบางพลี ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และ น.ส.นงเยาว์ฯ จับกุม​ได้ที่ บ้านเลขที่ 1596/472 หมู่บ้านรินทร์ทอง ซ.8 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากผู้ต้องหาทั้ง 4 รายนี้ พร้อมกับพวกอีก 2 คนคือ นายลัดเกล้า มั่นธรรม อายุ 38 ปี ชาว จ.อ่างทอง และ นายเจนภพ พิมพิค่อ อายุ 21 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา จับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ได้มีพฤติการณ์ร่วมกันทำการปลอมแปลงสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ รางวัลต่างๆ เพื่อนำไปหลอกขายให้กับกลุ่มผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ในราคาที่ถูกกว่าเงินรางวัลจริงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าหากรับซื้อลอตเตอรี่ดังกล่าวแล้วนำไปขึ้นเงินตนเองก็จะได้รับเงินรางวัลส่วนต่างที่เหลือ จึงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินรับซื้อลอตเตอรี่จากผู้ต้องหากลุ่มนี้ กระทั่งเมื่อนำลอตเตอรี่ดังกล่าวไปขึ้นเงินรางวัลถึงทราบว่าเป็นลอตเตอรี่ที่ถูกปลอมขึ้นมา

      ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าในช่วงเดือน มีนาคม ถึง เมษายน ที่ผ่านมา เฉพาะในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อเหตุของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ประกอบด้วยพื้นที่ สภ.ลาดหญ้า,สภ.บ่อพลอย,สภ.ห้วยกระเจา และสภ.ไทรโยค พบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกและนำสลากกินแบ่งปลอม ไปขึ้นเงินรางวัลที่ 2 และ 4 แล้วรวมจำนวน 6 ครั้ง สูญเงินรวมกว่า 560,000 บาท อย่างไรก็ตามภายหลังทราบเรื่องได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสผู้ต้องหาที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีจนสามารถสืบทราบแหล่งกบดานของ นายอดุลวิทย์ฯ,นายศิริวัฒน์ และนายสุระชัย จึงนำกำลังเข้าไปทำการจับกุมตัว ก่อนจะขยายผลไปติดตามจับกุมตัว น.ส.นงเยาว์ฯ พร้อมของกลางที่บ้านพักในภายหลัง

      พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบวิธีการปลอมแปลงสลากกินแบ่งของผู้ต้องหากลุ่มนี้ เป็นการปลอมแปลงที่ค่อนข้างเฉพาะตัว โดยเน้นการใช้งานฝีมือ มีการใช้ใบมีดโกนแกะลอกตัวหนังสือออกก่อนจะใช้สีไม้ระบายทับให้เหมือนจริง ซึ่งผู้ที่ใช้วิธีดังกล่าวในการปลอมแปลงจำเป็นต้องมีความประณีตเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบทั่วไปที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาก่อเหตุ อย่างไรก็ตามแม้วิธีการปลอมแปลงจะไม่ทันสมัยแต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการปลอมแปลงของผู้ต้องหากลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเหมือนจริงเลยทีเดียว ซึ่งต้องใช้ความชำนาญพอสมควรในการวิเคราะห์ถึงจะทราบว่าเป็นลอตเตอรี่ที่ถูกปลอมขึ้นมา

      นายณัฐสุทธิ์ จิ๋วเชื้อพันธ์ หัวหน้าสำนักกฎหมาย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับล็อตเตอร์รี่ดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับสลากจริงมาก สังเกตจากตัวเลข อักษรไทยและอังกฤษมีความแนบเนียน แนะนำให้ผู้ซื้อ เปรียบเทียบกับสลากที่ออกในงวดนั้นๆ ตรวจดูลักษณะกระดาษ สังเกตสัญลักษณ์ตรานกวายุภักษ์ ทดสอบเส้นไหมในกระดาษด้วยแสงยูวีบนตัวเลข หากไม่เป็นรอยต่อเนื่องอาจเป็นสลากปลอม นอกจากนี้ ขอแนะนำให้เซ็นต์ชื่อหลังสลากเพื่อยืนยันว่าเป็นของตนเองจริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา

      ด้าน พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 รายให้การรับสารภาพ โดยยอมรับว่า น.ส.นงเยาว์ฯ จะเป็นผู้ทำการปลอมแปลงลอตเตอรี่ทั้งหมดขึ้นมา โดยแต่ละใบจะใช้เวลาในการปลอมแปลงให้เหมือนจริงใบละประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำไปส่งมอบให้กับผู้ต้องหารายอื่นที่อยู่ร่วมขบวนการเดียวกันนำไปตระเวนหลอกขายให้กับผู้เสียหายก่อนจะนำเงินมาแบ่งกัน ทั้งนี้ยอมรับว่าก่อเหตุมาแล้วทั้ง 3 ครั้ง โดยที่ผ่านมา น.ส.นงเยาว์ฯ จะเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งเยอะสุด ส่วนนายอดุลย์วิทย์ฯ​ และพวกที่เหลือที่ทำหน้าที่นำไปหลอกขายผู้เสียหาย จะได้รับส่วนแบ่งรวมกัน 120,000 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับก่อนนำตัวนายอดุลวิทย์ฯ และนายศิริวัฒน์ฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ นายสุระชัยฯ ส่ง สภ.ห้วยกระเจา ส่วนน.ส.นงเยาว์ฯ เป็นการจับกุมจากความผิดซึ่งหน้าพร้อมกับของกลาง เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าว ปลอมเอกสารสิทธิ์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลการบูรณาการร่วมตรวจสอบต่างด้าวทำประมงแย่งอาชีพประมงพื้นบ้านไทย

       เมื่อ​วันที่​ 29 พ.ค.62​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย​,พล​ตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.),พล​ตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.สตม.)​,พล​ตำรวจ​ตรี​ อาชยน ไกรทอง ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.ตม.3​ บช.สตม.)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ภาส สิริสุขะ รองผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบก.ตม.3​ บช.สตม.)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ นิคม เทียนห้าว ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​บังคับการ​ตำรวจ​น้ำ​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​สอบ​สวนกลาง​ (ผกก.5 บก.รน.บช.ก.),นายสวัสดิ์ หอมปลื้ม รองนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี,นายกมลนัท เจนวานิชยานนท์ ปลัดเทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี,นายเฉลิมเกียรติ​ กาญจนาคาร ประมง​ จ.ชลบุรี,นายสรเมษ ชโลวัฒนะ หัวหน้า หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเล​ จ.ชลบุรี และจัดหางาน​ จ.ชลบุรี

       ได้สั่งการให้ ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​จังหวัด​ชลบุรี​ (ตม.จ.ชลบุรี)​ ออกสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการร้องเรียนนายทุนชาวไทยนำต่างด้าวเข้าประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านแย่งอาชีพคนไทย โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อาทิเช่น ประมงจังหวัด,ตำรวจน้ำ,จัดหางานจังหวัดชลบุรี,ทหารเรือ และตำรวจท่องเที่ยว เข้าตรวจสอบพื้นที่ซึ่งมีการทำประมงพื้นบ้านโดยใช้แรงงานต่างด้าว เข้าลักษณะใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนเรือ แล้วนำต่างด้าวสวมรอยทำประมง ตบตาเจ้าหน้าที่ หรือมีการสนับสนุนในลักษณะเป็นตัวแทนอำพราง และให้ความช่วยเหลือโดยนำเรือประมงของนายทุนไทยมาประกอบธุรกิจ เข้าข่ายต่างชาติมาแย่งอาชีพ “ประมงพื้นบ้าน” ตามภาพข่าวของสื่อมวลชนที่ได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้

       โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ค.62 ตม.จ.ชลบุรี ได้เข้าพบ นางจุฑารัตน์ ศิริสมบัติ เจ้าพนักงานประมง​ (อาวุโส) หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมงเพื่อขอทราบข้อมูลบุคคลต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตการขึ้นทะเบียนคนประจำเรือ​ (Seabook ) ซึ่งต่างด้าวใช้สำหรับปฏิบัติงานบนเรือประมง พร้อมทั้งขอข้อมูลสถิติและตัวอย่างเอกสารดังกล่าวไว้ประกอบในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตม.จ.ชลบุรี และยังได้เข้าพบนายสรเมษ ชโลวัฒนะ เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามประมงทะเล กองตรวจการประมง กรมประมง ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดในการตรวจสอบเรือประมงในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อขอทราบข้อมูลการจับกุมดำเนินคดี และพื้นที่ซึ่งมีการกระทำผิดในกรณีดังกล่าว จากนั้นได้มีการบูรณาการกำลังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่สุ่มเสี่ยงการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวจำนวน 3 แห่ง คือ

       1.บริเวณถนนติดฝั่งทะเลโดยรอบเขาสามมุก ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี
       2.บริเวณท่าเทียบเรือซอยวัดบางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
       3.บริเวณสะพานปลาซอยนาเกลือ 12 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยการปิดล้อมตรวจค้นเมื่อวันที่ 28-29 พ.ค.62 มีการตรวจสอบต่างด้าวจำนวนทั้งสิ้น 235 ราย มีผลการปฏิบัติมีดังนี้

  • หลบหนีเข้าเมือง 23 ราย
  • จับกุมเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 2 ราย
  • ใช้บุคคลประจำเรือไม่มีหนังสือคนประจำเรือ​ (sea book ) 1 ราย

       ทั้งนี้ได้ปฏิบัติ​ตามนโยบายรัฐบาลโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พลตำรวจ​เอก​ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตำรวจ​แห่งชาติ​ (ผบ.ตร.)​ ได้สั่งการให้กอง​บัญชาการ​ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง​ (บช.สตม.)​ ดำเนินการตรวจสอบและกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมถึงแรงงานประมงผิดกฎหมาย ที่เข้ามาแย่งที่ทำกินของคนไทย และเข้ามาก่ออาชญากรรมในราชอาณาจักร

       การแถลงข่าวครั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณชน และขอความร่วมมือในส่วนของประชาชน และสถานประกอบการ เกี่ยวกับการให้ที่พักอาศัยต่างๆ แก่คนต่างด้าว และสื่อมวลชนในการแจ้งเบาะแสคนต่างด้าวที่มีกระทำผิด กฎหมาย หากพบสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ Call Center 1178 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ งานสืบสวน ตม.จ.ชลบุรี 038-110636

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ บช.สตม.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รองประธานชมรมปิยะมิตรไทย นำคณะสื่อมวลชน ชมความงามของน้ำตกสอยดาว

      รองประธานชมรมปิยะมิตรไทย นำคณะสื่อมวลชน ชมความงามของนำ้ตกสอยดาว ตำบล.อัยเยอร์เวง เบตง จ.ยะลา นายหว่างหลาย แซ่หลิน รองประธานชมรมปิตะมิตรไทย และคณะกรรมการหมู่บ้านปิยะมิตร 3 ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ได้ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง ได้นำคณะสื่อไปชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ทางะรรมชาติที่สวยงามเป็นที่ภูมิใจของชุมชนปิยะมิตร        จากการเปิดเผยของรองประธานปิยะมิตรไทย กล่าวว่า ที่ตำบลอัยเยอร์เวง มีน้ำตกที่สวยงาม แวดล้อมไปด้วยดอกไม้พันธ์ุไม้ที่สมบูรณ์ทั้งยังเป้นต้นน้ำลำธารที่ประชาชนในหมู่บ้านปิยะมิตร ชาวบ้านเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า น้ำตกสอยดาว ตามลักษณ์ที่มีสายน้ำไหลจากหน้าผาที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร ไหลเป็นม่านน้ำผ่านหน้าผาลงสู่เบื้องล่างอย่างสวยงาม ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 รัฐบาลได้ดำเนินโครงการก่อสร้างเป็นฝายให้แก่ราษฎรบ้านปิยะมิตร 3 เพื่อประโยชนืใ้สอยอุปโภค บริโภค และบำรุงรักษาร่วมกัน ตามโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-มาเลเซีย ประวัติหมู่บ้านปิยะมิตร 3 ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2530 โดยมีประชาชนเชื้อสายจีนมาตั้งบ้านเรือนจำนวน 62 หลังคาเรือน ประกอบอาชีพปลูกต้นยางพารา เพื่อกรีดน้ำยางขาย ต่อมาในปี 2556 เกิดภาวะขาดทุนราคายางพาราตกต่ำ ประชาชนหมู่บ้านปิยะมิตร จึงหันมาปลูกผัก ผลไม้ปลอดสาร ในแนวทางชีวภาพ เช่น ทุเรียน มังคุค เงาะ ลองกอง มะละกอแขกดำ ทางด้านปศุสัตว์ส่วนใหญ่ทำการเลี้ยงไก่พันธ์ุพื้นเมือง ที่มีชื่อเสียงของเมืองเบตง นั่นคือไก่เบตง ที่นักชิมต่างยกนิ้วให้ว่าอร่อยจริง จนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปถึงเบตงต้องสั่ง ไก่เบตง ทุกครั้ง แล้วยังมี ผักน้ำผัดน้ำมันหอย ที่ทั้งสดและหวานฉำ่ และที่ขาดไม่ได้สำหรับของหวานนั่นคือ เฉากวย เนื้อนุ่มละมุลลิ้น นอกจากนี้ทางชมรมปิยะมิตร 3 ยังมีบริการโฮมสเตย์ จำนวน 17 ห้อง เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นหมู่คณะจำนวน 40ถึง 60 คน ส่วนไฮไลท์ของหมู่บ้านปิยะมิคร3 นั่นคือ การประกอบอาหารที่มีส่วนประผสมของสมุนไพรที่ปลูกในท้องถิ่นเอง มิได้ใช้สารเคมีใดๆปลอดสารพิษแบบปลูกด้วยใจเพื่อสุขภาพของผุ้มาเยี่ยม ถ้ามาพักที่ปิยะมิตร 3 จะทำให้ดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ นายหว่างหลาย รองประธานชมรมปิยะมิตร ได้กล่าวเชิญชวนให้มาพักเพื่อสูดอากาศบริสุทธ์ อาหารสุขภาพปลอดสารพิษ ท่านสามารถติดต่อทางชมรมปิยะมิตรได้ที่ โทร 089-7369549 073-201091 ทุกวัน
คณาโชค ตามจิตเจริญ รายงาน ภาพ/ข่าว

“พิธีบวงสรวง พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ” วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์

      เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.09 น.นายชยันค์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีบวงสรวง “พญาศรีมุกดามหามุนีนิลปาลนาคราช” (องค์พญานาค) ณ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ โดยพระมหามงคล มังคลคุโณ รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เจ้าอาวาสวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาได้จัดขึ้น ทุกวันที่ 30 พฤษภาคม ของทุกปี โดยมี ประชาชน นักท่องเที่ยว ชาวมุกดาหาร จังหวัดต่างๆ รวมทั้งจาก สปป.ลาว ร่วมในพิธีจำนวนมาก โดยพิธี ประกอบด้วย ประธาน จุดธูปเทียน เครื่องบวงสรวงที่โต๊ะบวงสรวง บริเวณแท่นลานหน้าพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช จากนั้น ปู่บัน บันทอน ทำพิธีบวงสรวง ผู้ร่วมในพิธี อธิฐานขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และการรำบวงสรวงของ นักเรียน โรงเรียนเมืองมุกวิทยาคม และประชาชนตณะต่าง ๆ และการลั่นฆ้องชัย เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งตลอดทั้งวันมีประชาชน นักท่องเที่ยวขึ้นไปสักการะองค์พญานาคอย่างต่อเนื่องและจำนวนมาก

      สำหรับพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช หรือเรียกสั้น ๆ ว่า องค์พญานีลปาลนาคราช สร้างขึ้น เมื่อเดือน เมษายน 2560 โดยพุทธศาสนิกชนและผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์พญานาค ตามดำริของพระมหามงคลพระมหามงคล มังคลคุโณ.รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารและ เจ้าอาวาสวัดรอยพระพุทธบาทรูปปัจจุบัน โดยแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561 และเป็น องค์ที่ 3 ที่ได้สร้างขึ้นในพื้นที่หวัดมุกดาหาร โดยองค์แรกคือพญาอนันตนาคราช ตั้งอยู่จุดชมวิวสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 องค์ที่ 2 ได้แก่ พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช ตั้งอยู่แก่งกะเบา อำเภอหว้านใหญ่ และองค์ที่ 3 ได้แก่ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ณ วัดรอยพระพุทธบาท ภูมโนรมย์ โดยมีขนาดลำตัวยาว 122 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำตัว 1.50 เมตร ลำคอสูง 20 เมตร

      เพื่อถวายการอภิบาลพระมหามุนีพุทธเจ้าพระนามว่าศรีมุกดาหาร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขาวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ หน้าตักกว้าง 39.99 เมตร สูง59.99 เมตร และถ้านับจากฐานถึงยอดเศียรองค์พระสูง 84 เมตร ซึ่งคณะสงฆ์ ส่วนราชการและพุทธศาสนิกชน จังหวัดมุกดาหาร ได้ก่อสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรมหรือแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดมุกดาหาร เมื่อนักท่องเที่ยวหรือประชาชนขึ้นไปสักการบูชาองค์พญานีลปาลนาคราช สามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองมุกดาหาร สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 หอแก้วมุกดาหาร และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว และแม่น้ำโขง ได้อย่างสวยงาม และปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว ขึ้นไปกราบไหว้พระใหญ่และสักการะองค์พญานาคอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

คณะชมรมแม่บ้านกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ตรวจเยี่ยมโครงการศูนย์เรียนรู้และการส่งเสริมอาชีพและตรวจเยี่ยมบุตรข้าราชการใน”โครงการห่วงใยบุตร”

      เมื่อ วันที่29พ.ค.62เวลา10.00น. พ.อ.ศรัณย์ รอดบุญธรรม ผบ.ม.4 รอ. และ คุณอมรรัตน์ รอดบุญธรรม ประธานชมรมแม่บ้าน พล.ม.2 รอ. สาขา ม.4 รอ. พร้อมด้วยคณะนายทหารหน่วยขึ้นตรงกรมทหารม้าที่4รักษาพระองค์ และภริยา ร่วมให้การต้อนรับ พ.อ.หญิง มนต์ภัสสร เกตุศรี ประธานชมรมแม่บ้าน พล.ม.2 รอ.พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุปโครงการขอชมรมแม่บ้าน พล.ม.2 รอ. ในส่วนหน่วยขึ้นตรงกรมทหารม้าที่4รักษาพระองค์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมโครงการศูนย์การเรียนรู้ กรมทหารม้าที่4รักษาพระองค์​ ชมร้านตัดผมสวัสดิการ, การเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ การเลี้ยงวัวเนื้อ และการปลูกอ้อย ณ ศูนย์การเรียนรู้ ด้านหลังกรมทหารม้าที่4รักษาพระองค์ พร้อมทั้งมอบชุดนักศึกษาให้กับ นายธนพันธ์ ศรีหมาตร ซึ่งเป็นบุตรที่มีความต้องการพิเศษของกำลังพล ณ บ้านพักนายทหารชั้นประทวน ม.4 พัน.5 รอ. คณะเดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินการโครงการสมาคมแม่บ้าน ทบ. ของหน่วย ม.4 พัน.25 รอ. และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับบุตรที่ความต้องการพิเศษ และคู่สมรสที่ทุพพลภาพ ของหน่วย ณ บ้านพักกำลังพลชั้นสัญาบัตร,บ้านพักกำลังพลชั้นประทวน ม.4 พัน.25 รอ. คณะเดินทางตรวจเยี่ยม และมอบของช่วยเหลือให้กับบุตรที่มีความต้องการพิเศษโครงการ ม.35 จำนวน 1 ราย คือนายลัทพล ใจบุญ บุตรของ จ.ส.อ.เขมวัฒน์ ใจบุญ และเยี่ยมชมกิจกรรมพัฒนาอาชีพเสริมกลุ่มแม่บ้าน ของ ม.4 พัน.11 รอ. ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยพร้อมให้กำลังใจแก่กำลังพลด้วย
ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน