ย้าย ‘คณากร’ ผู้พิพากษายิงตัวเอง ช่วยงานกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 5

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ครั้งที่ 16/2562 ณ ห้องประชุมอาคารศาลยุติธรรม ชั้น 3 ศาลฎีกา มีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม ว่า วันนี้(18 พ.ย.)ที่ประชุม ก.ต. รับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนยิงใส่ตัวเอง หลังพิจารณาคดีเกี่ยวกับความมั่นคงเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมาของคณะอนุกรรมการตุลาการวิสามัญแล้ว

ที่ประชุมก.ต.มีมติตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นายคณากร เพียรชนะ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 68 คือเป็นกรณีที่ถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย และมีมติให้นายคณากรไปช่วยทำงานชั่ว คราวในกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ที่ประชุม ก.ต. ยังมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีการตรวจร่างคำพิพากษาของภาค รวมทั้งมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก” นายสราวุธ กล่าว

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง

ยะลา – ชาวเบตง ได้ใช้สถานีขนส่งแห่งใหม่ มีนาคมปีหน้า รองรับเศรษฐกิจเติบโตในอนาคต

ยะลา – เทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารใหม่ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเบตงในอนาคต ทั้งด้านการลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงลดความแออัดจราจรในเขตเมือง

วันนี้ (18 พ.ย.2562) ที่สถานที่ก่อสร้างสถานีขนส่งใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา นายใช้ วงศ์นิตยลัภย์ ผู้อำนวยการกองช่าง รักษาราชการแทนปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างสถานีขนส่งที่ดำเนินการก่อสร้างไปกว่า 70% ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.63 ซึ่งสถานีขนส่งอำเภอเบตง จ.ยะลา ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 13 ไร่ ซึ่งในการดำเนินก่อสร้างสถานีขนส่งอำเภอเบตง เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่อำเภอเบตงให้มีศักยภาพในการรองรับการขนส่งและนักท่องเที่ยว

นายใช้ วงศ์นิตยลัภย์ กล่าวว่า การก่อสร้างสถานีขนส่งอำเภอเบตง นั้นเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลเพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเบตงในอนาคต รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาระบบขนส่งในเขตเมือง ซึ่งในปัจจุบันในตัวเมืองเบตงประสบปัญหาการจราจรแออัด และ เมื่อการดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถช่วยลดปัญหาความแออัดในเขตตัวเมืองเบตงได้ รวมทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ผ่านพรมแดนไทย-มาเลเซีย เข้ามาทางอำเภอเบตง อีกทั้งเพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจของเมืองเบตงในอนาคต และยังเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางเชื่อมโยงไปยังจังหวัดอื่นๆ และต่างประเทศ สอดรับการเปิดใช้สนามบินในเดือน มิ.ย.63 ด้วย

โดยสถานีขนส่งอำเภอเบตงแห่งใหม่นี้จะมีความทันสมัย ผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัย นอกจากนั้น ในโซนที่ก่อสร้างสถานีขนส่งใหม่จะเกิดย่านเศรษฐกิจ มีธุรกิจการค้าขายรองรับผู้โดยสารที่ผ่านไปมา รวมทั้งราคาที่ดินบริเวณใกล้เคียงจะสูงขึ้นด้วย.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง

โฆษกกองทัพภาค 4 – อัดสื่อยับ กรณีการนำเสนอข้อมูล จนท.เข้าตรวจค้นปอเนาะลำใหม่ ไม่ตรงข้อเท็จจริง ชี้ระวังความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์

โฆษกกองทัพภาค 4 อัดสื่อยับ กรณีการนำเสนอข้อมูล จนท.เข้าตรวจค้นปอเนาะลำใหม่ ไม่ตรงข้อเท็จจริง ชี้ระวังความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์

จากกรณีเจ้าหนัาที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าก็บหลักฐานภายใน รร.พัฒนาอิสลามวิทยา(ปอเนาะลำใหม่) เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2562 และได้มีการนำเสนอข่าว ว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปจัดเก็บ DNA นักเรียนเกือบ 500 คน และล่าสุดได้เสนอข่าวคำให้สัม ภาษณ์ นายสะมะแอ ฮารี ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาต รร.พัฒนาอิสลามวิทยา โดยมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหลายเรื่องอันอาจทำให้สังคมเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เช่น มีการเก็บ DNA 20- 30 คน และเข้าปฏิบัติโดยไม่แจ้งวัตถุประสงค์และไม่พบหลักฐานที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย.2562 เวลา 11.20 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ได้แถลงชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า เหตุผลและความจำเป็นในการเข้าตรวจค้นโรงเรียนปอเนาะดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการการเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย จากเหตุคนร้ายเข้าโจมตี ชรบ.เสียชีวิต 15 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย โดยผู้ถูกควบคุมตัว 1 คน ให้การยอมรับว่าร่วมก่อเหตุจริง โดยก่อนเกิดหตุได้ไปรวมตัวกันบริเณหลังโรงเรียนพัฒนาอิสลามวิทยา (ปอเนาะลำใหม่) ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อแจกจ่ายอาวุธปืน โดยมีนายสุดิน เจ๊ะแว อุสตาส โรงเรียนพัฒนาอิสลามวิทยาหรือปอเนาะลำใหม่ เป็นคนร่วมวางแผนอำนวยความสะดวกและทำหน้าที่ดูแลตันทางก่อนเข้าโจมตี ชรบ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เสริมกำลังเข้าควบคุมตัวอุสาส คนดังกล่าว ได้ที่บ้านพักหลังปอเนาะลำใหม่เมื่อ 14 พย.2562 เวลา 04.00 น.และนำไปควบคุมตัวเพื่อซักถามที่หน่วยซักถามกรมทหารพรานที่ 43 ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร

นอกจากนี้ ขั้นตอนในการเข้าตรวจสอบภายหลังควบคุมตัวอุสตาส เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจสอบภายใน รร.พัฒนาอิสลามวิทยา เพื่อหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมทั้งนี้ได้ร่วมกับกำลัง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง ส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจและชุดนิติทยาศาสตร์เข้าไปประสานกับนางรุสนีแมเราะ ผู้จัดการโรงเรียน และนายมะสบรี ฮารี ผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์และขอความร่วมมือในการขอเข้าตรวจสอบหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้อง กับการก่อเหตุเนื่องจากอุสตาสที่ถูกควบคุมตัวเป็นครูสอนศาสนาใน โรงเรียนดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมีบุคคลากรของโรงเรียนเป็นผู้นำตรวจบริเวณห้องธุรการบ้านพักครู 2 หลังและที่พักนักเรียน 22 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังภายในเขตรั้วโรงเรียน ผลตรวจพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยไม่พบสิ่งผิดปกติภายในบ้านพัก แต่ได้ตรวจพบโสร่งมีรอยคล้ายเปื้อนเลือดตกอยู่ ระหว่างบ้านพักครู 2 หลัง สอบ ถามไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงได้จัดเก็บหลักฐานที่โสร่งและขอตรวจ DNA อุสตาส ที่เป็นเจ้าของบ้านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยทั้ง 2 คนคือนายยูโส้ะ เด็นอะสัน และนายซูลกิฟลี ฮารี ได้ลงนามยินยอมให้ตรวจเป็นอย่างดี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นเลือดแต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นเลือดคนหรือเลือดสัตว์” พันเอกปราโมทย์ กล่าว

โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ยังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงขอยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นยางกล้วยตามที่นายมะสบรี ฮารี ผอ.รร.พัฒนาอิสลามวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อไป ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ส่งหลักฐานดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กทม. โดยจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกโดยไม่ใช้กำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นดังที่เป็นข่าว ทั้งนี้ ได้ร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ ส่วนท้องที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปประสานขอความร่วมมือและแจ้งวัตถุประสงค์ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทราบล่วงหน้า และภายหลังได้รับอนุญาตแล้ว จึงได้แจ้งให้ชุดนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปตรวจเก็บหลักฐานดังกล่าว โดยไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษที่มีอยู่เข้าไปข่มขู่ขู่เข็ญและคุกคามบุคลากรและนักเรียนแต่อย่างใด จากเหตุผลและขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าว เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติทุกขั้นตอนด้วยความระมัด ระวัง และโปร่งใสภายใต้การรับรู้และมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหาร และบุคลากรภายในโรงเรียนต่างก็รับรู้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการด้านหลักฐานและไม่เคยสรุปว่า ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ในโรงเรียนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่มีการตรวจเก็บ DNA นักเรียนจำนวน 500 คน หรือ 20-30 คน ตามที่ถูกนำเสนอข่าวผ่านสื่อไป แต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนได้ระมัดระวังในการให้ข่าวและเสนอข่าวที่ถูกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าทางคดี ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจพิสูจน์หลักฐานต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ในที่เกิดเหตุทั้งปลอกกระสุนปืนรอยเลือด และวัตถุพยานอื่นๆ รวมทั้งผลจากการชักถามทำให้สามารถระบุคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุได้แล้ว 2 คน นอกจากนี้ยังสามารระบุอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุได้แล้ว1 กระบอก จากทั้งหมด 25 กระบอก,ตรวจพบหลักฐาน DNA จากรอยเลือดและลายนิ้วมือแฝงของคนร้ายโดยสามารถยืนยันตัวบุคคลได้แล้ว 3 คน

สรุปผลคืบหน้าในภาพรวม ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 17 คน ปล่อยกลับ 6 คน คงเหลือ11 คน ให้การรับสารภาพ 1 คน และสามารถออกหมายจับ ป.วิอาญา ได้แล้ว 3 คนและหมาย พรก.ฉุกเฉิน 5 คน และจะเร่งรัดขยายผลติดตามจับกุมส่วนที่เหลือต่อไป” พันเอกปราโมทย์ กล่าว

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี/ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำนักข่าวความมั่นคง

นครนายก – ศิริพร อำไพพงษ์ เลี้ยงอาหารเพล พระบวชใหม่ หรือพระโหน (โหน ธนากร)

ศิริพร อำไพพงษ์ นักร้องลูกทุ่งอีสาน หมอลำซุบเปอร์สตาร์ ได้นำญาติพี่น้องพร้อมคณะเลี้ยงอาหารเพลพระภิกษุสงฆ์และพระ( โหน ธนากร ศรีบรรจง) ดารานักแสดงช่อง 7 สี บวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่

ที่วัดพรหมมหาจุฬามณี (หรือวัดชวดบัว) ตำบลดอนยอ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระครูโสภณพรหมรังสี เจ้าคณะตำบลท่าทราย เจ้าอาวาสวัดพรหมมหาจุฬามณี หรือวัดชวดบัว ว่าวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น. คุณศิริพร อำไพพงษ์ นักร้องลูกทุงอีสาน หมอลำซุปเปอร์สตาร์ ซึ่งคุ้นเคยรู้จักกับพระ โหน ธนากร หรือฉายาทางพระว่า (ธนากะโร) ดารานักแสดง มาบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงได้นำคณะญาติๆ นำข้าวปลาอาหาร มาถวายเลี้ยงเพลพระสงฆ์และสามเณรจำนวน 16 รูป

จากการสอบถามคุณศิริพร อำไพพงษ์ เล่าว่า รู้จักกับพระโหน เนื่องจากเป็นศิลปินรุ่นน้อง ซึ่งในวันอุปสมบท ตนติดธุระไม่สามารถมาร่วมงานได้ และในวันนี้ตนและญาติพร้อมคณะได้นำอาหารมาเลี้ยงเพลพระที่วัดพรหมมหาจุฬามณี ก็เพื่อร่วมทำบุญกับพระโหน พระบวชใหม่ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและญาติๆสืบต่อไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ผู้สื่อข่าว จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เปิดงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยชุด “อดีตพระพุทธเจ้า” ผลงานศิลปินจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป กรมศิลปากร ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ​ : นายอนันต์ ชูโชติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ชุด “อดีตพระพุทธเจ้า” THE BUDDHAS OF THE PAST จากจินตนาการด้วยศิลปะแนวจัดวางของศิลปิน

รศ.ดร.ฉลองเดช คูภานุมาต อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนเปิดงาน รศ.ดร.ทิพวรรณ ทั่งมั่งมี พิธีกรเรียนเชิญ คุณดาริกา ธนะศักดิ์สิริ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติ หอศิลป กล่าวต้อนรับประธานในพิธีและท่านผู้มีเกียรติว่า การแสดงนิทรรศ การชุดนี้ได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ทำการคัดเลือกผลงานเพื่อจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน

เพื่อเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้แก่นัก เรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนผู้สนใจทั่วไป ตั้งแต่ 16 พ.ย. ถึง 26 ธ.ค.62 จากนั้น ด.ช. มินเมฆ คูภานุมาต วัย 8 ปี แสดงเดี่ยวเปียโนจำนวน 4 บทเพลง เสร็จแล้วพิธีกรเรียนเชิญ รศ.ดร.ฉลองเดช คูภานุมาต อาจารย์ประจำ ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ฯ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ว่า

ต้องการสื่อความหมายถึง แนวคิดพระอดีตพุทธเจ้า ตลอดจนการเลือกสรรแนวคิดเชิงสัญญาลักษณ์จากผลงานพุทธศิลป์ล้านนา อันได้แก่ แนวคิดจากพุทธธรรม คติไตรภูมิ มหาปุริสลักษณะ สัญลักษณ์ดอกบัว รอยพระพุทธบาท และพระฉัพพรรณรังสี นำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะแนวจัดวาง

เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมวิธีคิด อันเป็นผลผลิตทางพุทธิปัญญาของชาวพุทธ ทัายนี้ขอขอบพระคุณท่าน อนันต์ ชูโชติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดนิทรรศการครั้งนี้ คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป คณะวิจิตรศิลป์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ทำให้การจัดแสดงนิทรรศการสำเร็จได้ด้วยดี

จากนั้นนายอนันต์ ชูโชติ ประธานพิธีกล่าวเปิดงานว่า จากผลงานในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “อดีตพระพุทธเจ้า” THE BUDDHAS OF THE PAST ที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคติความเชื่อเรื่องอดีตพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในวรรณกรรมพุทธศาสนา มาเป็นเวลาช้านาน และถูกถ่ายทอดผ่านงานพุทธศิลป์ อันวิจิตรงดงาม โดยเฉพาะในงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม ซึ่งศิลปินเองได้ซึบซับมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าดังกล่าวนี้

จากดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรมและพุทธศาสนาในอดีตได้แก่อาณาจักรล้านนา จากนั้นจึงกล่าวแสดงความยินดีแก่ศิลปิน รศ.ดร.ฉลองเดช คูภานุมาต ซึ่งมีความมุ่งมั่นตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการได้อย่างมีคุณภาพและน่าชื่นชม สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ ในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลและเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจ จนปรากฏเป็นผลสัมฤทธิ์ ผ่านผลงานที่โดดเด่นทั้ง 3 ชุดในนิทรรศการในครั้งนี้ เสร็จแล้วจึงได้เปิดนิทรรศการ โดยมีศิลปินเจ้าของผลงานนำประธานในพิธีพร้อมทั้งผู้มีเกียรติรับชมผลงานที่นำมาจัดแสดง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“บิ๊กอ้อ” ประธานศิษย์เก่า ACS รุ่น 3720 จัดงานพบปะสังสรรค์ ประจำปี 2562

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 เวลา 18.00 น.ณ โรงแรมเครีสอร์ท ซอยโยธินพัฒนา : พล.ต.ต. อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3 ประธานรุ่น 3720 ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ ศรีราชา​ (ACS) เป็นประธานจัดงานพบปะสังสรรค์ประจำปี 2562 โดยมีนายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี อดีตประธาน ACS รุ่น 3720 ให้เกียรติมาร่วมงาน รวมทั้งเพื่อนๆศิษย์เก่า ACS รุ่น 3720 และครอบครัวมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ซึ่งภายในงานได้มีการแจกรางวัลพร้อมกับมอบสิ่งที่ของที่ระลึกให้กับเพื่อนๆที่มาร่วมงาน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นสนุกสนาน อย่างเป็นกันเอง

ด้าน พล.ต.ต.อัคราเดชฯ กล่าวว่า “การจัดงานพบปะสังสรรค์ในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระชับมิตรระหว่างเพื่อนกับเพื่อนรวมทั้งครอบครัว ซึ่งเรามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ซึ่งวันนี้เป็นวันที่รอคอยกันที่พวกเราอยากจะมาเจอกัน พบปะกัน​ อย่างน้อยก็ปีละหน​ สำหรับผมเองผมดีใจมาก ที่เห็น​ว่าเราไม่ทอดทิ้งกัน​ พวกเรารักกัน​ ตามสโลแกนปีนี้ที่เรากำหนดไว้ว่า​ ยิ่งกว่าคำว่าเพื่อน​ เพราะพวกเราคือครอบครัว ACS​ 3720​ ในรอบปีที่ผ่านมา​

มีกิจกรรมหลากหลายที่รุ่นเราได้เข้าไปร่วมกัน แสดงให้เห็นถึง​ ความสมัครสมานสามัคคีเพื่อความเป็นปึกแผ่นและแสดงได้เห็นว่า ACS 3720​ เรามีตัวตน ACS 3720​ เรารักกันไม่ได้เป็นเพียงแค่ลมปากสิ่งที่ทุกท่านอยู่กัน เรารักกันจับมือกันให้เป็นปึกแผ่นแสดงให้ทุกคนได้เห็นพลังของเรามีอยู่จริง​ และงานที่เราจะมาร่วมกันครั้งต่อไปคือ​ คืน​สู่เหย้า​ เราจะจัดงานในเดือนกุมภาพันธ์​ 2563​ และที่สำคัญคือโรงเรียนเราก่อตั้งครบ​ 75​ ปี​ เพชรแห่งบูรพาที่พวกเรา​”

“การจัดงานในวันนี้​ ต้องขอขอบคุณ ตั้งแต่ท่านประธานรุ่นที่ 1 และประธานรุ่นที่ 2 และคณะกรรมการรุ่นทุกๆท่าน ที่ให้การช่วยเหลือเสียสละกำลังกายกำลังใจ รวมทั้งทุ่มเททำเพื่อรุ่น ผมสัญญาว่า “อ้อ” เมื่อ​ 30 ปีที่แล้ว จะเป็น​ “อ้อ” ของเพื่อนๆตลอดไป​ ถึงแม้จะมียศฐาบรรดาศักดิ์นั่นคือหัวโขน​ ผมไม่เปลี่ยน เราจะรักกันตลอดไป​” พล.ต.ต.อัคราเดช กล่าวทิ้งท้าย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบ​ฯ​ รวบหนุ่มใหญ่ ใช้สปาต้าฟันหน้ากิ๊กชาย แอบตีท้ายครัวเจ็บปางตาย

วันที่ 17 พ.ย.62 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.​ และพ.ต.ต.กรกฤช งามวงศ์วาน สว.กก.4 บก.ป.นำกำ ลังจับกุม นายเอียด สมสวย อายุ 52 ปี​ อยู่บ้านเลขที่ 35/26 ถ.เสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม ตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ 39/2555 ลงวันที่ 11 ม.ค.55 ข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น, บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ” โดยสามารถจับกุม​ผู้ต้องหา​ได้ที่บริเวณบนถนนหลวงชนบท นม.1016 ม.11 ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราช สีมา

สืบเนื่องจากเมื่อปี​ 2554 นายเอียดฯ ผู้ต้องหารายนี้ได้คบหากับน.ส.บุญเลิศ หลอมนาค ในลักษณะกิ๊ก กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.54 นายเอียดฯ​ ได้ไปหา น.ส.บุญเลิศฯ ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ที่หอพักวีไอพี ภายในซ.รามคำแหง 43 แต่เมื่อไปถึงหน้าห้องได้ยินเสียง น.ส.บุญเลิศฯ​ กับผู้ชายอยู่ด้วยกันภายในห้อง จึงเกิดความโมโหเพราะหึงหวง เลยใช้เท้าถีบพังประตูเข้าไป เมื่อเห็นว่าชายคนดังกล่าวคือนายทินกรฯ นายเอียดฯ จึงได้หยิบมีดสปาต้าที่วางอยู่ภายในห้องวิ่งตรงเข้าไปไล่ฟันนายทินกรฯ จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าจำนวน 2 แผล ก่อนจะรีบวิ่งหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่าภายหลังก่อเหตุนายเอียดฯ ได้หลบหนีคดีมาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว​ สอบสวนนายเอียดฯ ให้การรับสารภาพ เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนนำตัวส่ง สน.หัวหมากดำเนินคดี​ตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง​ และวิทยุบังคับได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน เครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับแบบปีกหมุนชนิด 4 ใบพัด ประเภท “ปีกหมุนประลองปัญญา” ชิงชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17​ พฤศจิกายน 2562 ณ โรงยิมจิตต์มิตรภาพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ซึ่งมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 18 ทีม จาก 10 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ผลการแข่งขันรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ ทีม RB 1 จากโรงเรียนวัดราชบพิธ กรุงเทพมหานคร ได้รับเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม TRP 1 จากโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก จังหวัดชุมพร ได้รับเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมเตรียมอุดมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสกลนคร ได้รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท, และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ได้แก่ ทีมพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ได้รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท

การแข่งขันในครั้งนี้ วช. เป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งได้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14.00 น.โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการมอบรางวัลในการแข่งขัน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 51 ประจำปี 2562 “สืบสานพระราชปณิธาน คนพิการร่วมจิตอาสา”

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562​ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำของขวัญ ได้แก่ ผ้าห่มกันหนาว และร่มกอล์ฟ รวมจำนวน 2,500 ชิ้น รวมมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 375,000 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาท)​ มอบให้กับคนพิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 51 ประจำปี 2562 “สืบสานพระราชปณิธาน คนพิการร่วมจิตอาสา” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ฮอลล์ 5)

นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังได้จัดบูธ “แอปป่อเต็กตึ๊ง 1418″ เพื่อให้ผู้พิการ และประชาชนทั่วไปได้ฝึกการกู้ชีพ (CPR)​ และการใช้เครื่อง AED รวมทั้งการแจ้งเหตุ เมื่อพบเห็นเหตุฉุกเฉิน ผ่าน แอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418” แอปแรกในไทยที่สามารถติดตามการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยบูธกิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้-17 พฤศจิกายน 2562

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม #ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

การประชุม นขต.กอ.รมน. ครั้งที่ 11/2562

วันนี้ (18พ.ย.62) เวลา 09.30 น. พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้จัดการประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ครั้งที่ 11/2562 สรุปผลการปฏิบัติงานในรอบเดือนที่ผ่านมา โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของ กอ.รมน.(ส่วนกลาง) และผู้แทนของ กอ.รมน.ภาค 1- 4 เข้าร่วมประชุมฯ บริเวณชั้น 3 อาคารรื่นฤดี กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานการประชุมฯ สรุปเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

เรื่องแรก นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. มอบแนวทางการบูรณาการเครื่องมือพิเศษในการแก้ไขปัญหา

จชต. นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ได้มอบแนวทาง/นโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในพื้นที่จชต.ด้วยการบูรณาการเครื่องมือพิเศษในการแก้ปัญหาจชต. เพื่อสกัดกั้นตามแนวชายแดน ไทย-มาเลเซีย ดำเนินการวางระบบเฝ้าตรวจโดยประสานเครื่องมือประเภทต่างๆให้เป็นเครือข่ายเต็มพื้นที่แนวชายแดนและนำเทคโนโลยีมาดัดแปลงประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จชต. ของทั้งสองประเทศ พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงาน และการแก้ปัญหาตามแนวชายแดนร่วมกันให้เป็นผลดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

โดยในปี 2563 ได้เน้นแผนการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ 3 จชต. จำนวน 3 ด้าน กล่าวคือ

  • ด้านความมั่นคง ให้เร่งสร้างความสงบสุขในพื้นที่ฯ จะต้องมีความชัดเจน และมีเอกภาพในการแก้ไขปัญหา เพื่อยุติสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่
  • ด้านการพัฒนา ใช้การพัฒนาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการปรับลดพื้นที่ 9 อำเภอ ออกจากพื้นที่ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และนำมาตรการตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แทน ซึ่งจะทำให้มีส่วน ช่วยส่งเสริมการพัฒนา รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง
  • ด้านการสร้างความเข้าใจ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการใช้กฎหมายพิเศษ เพื่อรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะใช้เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น โดยไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

เรื่องที่สอง การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ
ตามที่ได้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่, จ.ลำปาง, จ.ลำพูน, จ.แม่ฮ่องสอน, จ.น่าน, จ.แพร่ และ จ.ตาก อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ผอ.รมน.ภาค 3 ในฐานะผู้บัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ ได้เตรียมการวางแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการกำหนดห้วงระยะเวลาการปฏิบัติการ, กำหนดหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัด ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณา จักร(ฝ่ายทหาร) เป็นผู้ประสานงานหลัก, การติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อให้หน่วยงานในความรับผิดชอบได้ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างการรับรู้ในการแก้ปัญหา ไฟป่าและหมอกควัน ให้กับประชาชนได้อย่างถูกวิธี, การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเกิดไฟป่ารวมทั้งขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน จะประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนและถาวรได้นั้นต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

เรื่องสุดท้าย การเสนอแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กอ.รมน.
ตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2560 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 มีการแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอา ณาจักร พ.ศ.2551 ให้มีความหมายรวมถึง การดำเนินการเพื่อป้องกันควบคุมและแก้ไขฟื้นฟูสถานการณ์ กรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 นั้น

กอ.รมน. ได้จัดทำแผนรองรับบทบาทหน้าที่ดังกล่าวโดย ผอ.รมน. ได้กรุณาอนุมัติแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กอ.รมน. เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในราชาณาจักร ครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กอ.รมน. มีความสอดคล้องกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 ซึ่งเนื้อหาสาระหลักของแผนดังกล่าว กอ.รมน. จะมุ่งเสริมการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และไม่ซ้ำซ้อน กับการปฏิบัติของหน่วยงานอื่น โดยมีกลไกหลักในการปฏิบัติคือ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ด้วยการ บูรณาการอำนวยการประสานงานและเสริมการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยทหารในพื้นที่ และ กลุ่มมวลชนในเครือข่าย กอ.รมน.

บทบาทของ กอ.รมน.ภาค จะประสานการปฏิบัติกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในระดับต่างๆ เพื่อร่วมปฏิบัติ หรือเสริมการปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค โดยเฉพาะกรณีที่เกิดในพื้นที่ตั้งแต่ 2 จังหวัด ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมช่องว่างในการจัดการกับสาธารณภัย ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ระหว่างกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (กอปภ.จ) กับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ทำให้การอำนวยการประสานงานการบูรณาการและการสนับสนุนการปฏิบัติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในส่วนของ กอ.รมน.จังหวัด จะร่วมปฏิบัติงานในศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็น ผอ.รมน.จังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดตามแผนป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 เป็นผู้สั่งการ ควบคุม และบัญชาการ ในการระดมสรรพกำลังทรัพยากร จากฝ่ายพลเรือนและภาคประชาชน ทำให้เกิดเอกภาพในการจัดการกับสาธารณภัย ไม่เกิดความซ้ำซ้อน และนำไปสู่การบูรณาการอย่างแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นในระดับปฏิบัติการ

นอกจากนั้น ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ยังมิได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติและประ กาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน กอ.รมน.ภาค สามารถสั่งการหรือประสานการปฏิบัติให้ กอ.รมน.จังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานทหารในพื้นที่ และกลุ่มมวลชนในเครือข่าย กอ.รมน.ดำเนินการเตรียมการก่อนและเกิดเหตุสาธารณภัยโดยทันที เพื่อยับยั้งป้องกันหรือลดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้น

18 พ.ย. 62