สัตหีบรวมพลังจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจพัฒนาลำน้ำคูคลองให้สะอาดงามตา

      วันนี้ 11 ก.ค.62 นาย อนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ มาเป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ณ คลองเขาขะแบก หมู่ที่6 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี ผู้แทนหน่วยงานกองทัพเรือ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก
      นาย อนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ กล่าวว่า หัวหน้าจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวงหัวหน้าหน่วยทหารสังกัดกองทัพเรือพื้นที่อำเภอสัตหีบผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บนทุกตำบล หมู่บ้าน นายกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ พ่อค้าและประชาชนจิตอาสาทุกท่านด้วยสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ด้วยทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของของชาติ คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนาสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนศูนย์อำนวยการใหญ่โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ (ศอญ.)จึงถือกำเนิดขึ้นตามแนวพระราโชบายเป็นเครื่องมือในการทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการในพระองค์หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าให้มีส่วนร่วมทำงานแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐานของชาติให้คนในชาติในชุมชน มีความสุขอย่างยั่งยืน สนองพระราชปณิธานที่ว่ารักษสืบสานต่อยอดเป็นที่นยินดียิ่งที่ในวันนี้ท่านทั้งหลายได้มาชุมนุมโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อร่วม
      กิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยพื้นฟูและพัฒนาลำน้ำคูคลอง เพื่อสิ่งแวดล้อมและตระหนักในความสำคัญต่อการรักษาความสะอาดอันเป็นส่วนรวม และเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนให้มีความสะอาดสวยงามและมีความพร้อมต่อกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต้องขอขอบคุณบรรดาจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ทุกท่านที่ได้ร่วมกันกระทำกิจกรมในครั้งนี้และขอให้กิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ สำเร็จลุลวงด้วยดีและขอให้ท่านทั้งหลาย ทำงานด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญด้วย

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จนท.รวบตัว พ่อค้ายา ฉายาตี๋คลอง 14 พร้อมเพื่อนขณะสั่งซื้อยา แลกกับอาวุธ และ จยย.หลังติดตามมานาน

      เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 พ.ต.อ.คงศักดิ์ บุญสื่อสุวรรณ ผกก.สภ.องครักษ์ จ.นครนายก พ.ต.ท.สุรพัชร์ โตแย้ม รอง ผกก.สส. พร้อมกำลังชุดสืบสวนเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 54 หมู่ 8 ต.บึงศาล อ.องครักษ์ จ.นครนายก จับกุมนายสมรัก วันหมัด หรือตี๋คลอง 14 อายุ 27 ปี ลูกชายเจ้าของบ้าน นายวิทยา อุหมัด อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ 3 ต.ชุมพล อ.องครักษ์ นายนาทัศน์ มูหมัดอารีย์ หรือมิ้ล อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 4 ต.ชุมพล อ.องครักษ์ ของกลางยาบ้าประมาณ 4,000 เม็ด ยาไอซ์ประมาณ 93 กรัม รถ จยย. 5 คัน รถกระบะ 1 คัน
      จากการสอบสวนนายสมรัก ให้การว่า สั่งซื้อยาเสพติดมาจากนายโย ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง บ้านอยู่ จ.ปราจีนบุรี นำยาเสพติดมาส่งมอบให้แรกกับอาวุธปืนขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก รถ จยย. 1 คัน เป็นจังหวะที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมจึงโยนปืนทิ้งน้ำ นายโย ขับรถหลบหนีไปได้หวุดหวิด สอบถามทั้ง 3 คน ยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้าได้ไม่นาน จึงนำตัวพร้อมของกลาง ส่ง ร.ต.อ.สุระชัย กมลวิบูลย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.องครักษ์ ดำเนินคดี และให้มูลนิธิร่วมกตัญญู (จุดองครักษ์) งมค้นหาอาวุธปืนที่ผู้ต้องหาโยนทิ้งน้ำแต่ยังไม่พบ

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

โครงการศึกษาความเหมาะสมและการเตรียมความพร้อมในการเข้าบริหารและประกอบการท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2562 ในวันนี้ที่ผ่านมา

      เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 เวลา 15.30 น. ตราด/ที่ท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด โดย เรือโท ดร.ชํานาญ ไชยฤทธิ์ รองผู้อํานวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทยจํานวน 10 คน โดยมีว่า พ.ท.ไม้โท รัตนโยธินณรงค์ หัวหน้าควบคุมดูแลท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ นายวิระชาญ ประทีปาระยะกุล นายกเทศบาลตําบลคลองใหญ่ นายอาภากร เจริญผล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคลองใหญ่ พร้อมด้วย นางวิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เข้าร่วประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยวและเส้นทางระหว่างประเทศกัมพูชา และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ด้วยกระทรวงคมาคม พิจารณาให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นผู้บริหารการท่าเรือของท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด โดยได้ดําเนินการตามกฎหมายระเบียบและมติรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าบริหารและประกอบการท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่และการท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จึงจําเป็นต้องลงพื้นที่ เพื่อสํารวจท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ เพื่อประมาณสินค้าการเข้าออกและเส้นทางการขนส่งสินค้า พร้อมกันนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทความสัมพันธ์และเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจังหวัดตราด และเชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และประเทศกัมพูชา ในการนี้กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตราด จึงได้เข้ารับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะข้อมูลต่างๆทั้งหน่วยงานในพื้นที่

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

“โตโยต้า​ไทยแลนด์​โอเพ่น​ 2019” ชิงถ้วย​พระราชทาน​พระบาท​สมเด็จ​พระเจ้าอยู่หัว​

วันที่ 10 กรกฎาคม​ 2562
นาวาตรี​ ว​ร​วิทย์​ เต​ชะ​สุภา​กูร​ ผู้ช่วย​รัฐมนตรี​ประจำ​กระทรวงการ​ท่องเที่ยว​และ​กีฬา​ ร่วมแถลงข่าว​การแข่งขัน​แบดมินตัน​ “โตโยต้า​ไทยแลนด์​โอเพ่น​ 2019” ชิงถ้วย​พระราชทาน​พระบาท​สมเด็จ​พระเจ้าอยู่หัว​ ทัวร์นาเมนต์​ระดับเอชเอสบีซี บีดับเบิ้ลยูเอ​ฟเวิร์ลทัวร์​ ซูเปอร์ 500 โดยมีคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์​ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ดร.ก้อง​ศักด​ ยอด​มณี​ ผู้ว่าการ​การกีฬา​แห่ง​ประเทศไทย​ ผู้ให้การสนับสนุนและแขก​ผู้​เกียรติ​ร่วมแถลงข่าว​ ณ โรงแรมอโนมา​แกรนด์​ กทม. ชิงเงินรางวัลสูงถึง 11 ล้านบาท โดยมีนักแบดมินตันจากทั่วโลกมากกว่า 20 ประเทศ ซึ่งเป็นระดับแชมป์โลก เหรียญทองโอลิมปิก หรือมือของโลกอันดับต้นๆของโลก ทั้งประเภทชายเดี่ยว หญิงเดี่ยว ชายคู่ หญิงคู่ และคู่ผสม จัดระหว่างวันที่ 30 ก.ค. ถึง 4ส.ค.62 นี้ ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก
ขอเชิญพี่น้องคนไทยส่งแรงเชียร์ให้กับทีมนักแบดมินตันทีมชาติไทยกัน เยอะๆนะครับ(big smile)

ศุภเดช ธนูศร/ข่าว/สภท.54ปี

ตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์สถานีตำรวจภูธรวังโป่ง

      ที่บ้านโนนตูมใต้ หมู่ที่ 12 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค ผกก.สภ.วังโป่ง พร้อมด้วย พ.ต.ท.กฤษณะพงษ์ แพทย์สิทธิ์ รอง.ผกก.ป.สภ.วังโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมนำคณะกลองยาวในชุมชน พร้อมขบวนนางรำ ซึ่งมีการแต่งหน้า ทำผม แต่งกายอย่างสวยงาม ออกมารำแสดงต้อนรับคณะกรรมการตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์สถานีตำรวจภูธรวังโป่ง นำโดย พ.ต.อ.ฉัตรชัย ธรรมวิชัย ผู้กำกับการอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ ประธานคณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ ซึ่งได้เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย ที่บ้านโนนตูมใต้ เพื่อเข้าตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ตามโครงการตำรวจเตือนภัย ห่างไกลอาชญากรรม พร้อมทั้ง รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา และรับชม VTR จาก สภ.วังโป่ง
      จากนั้น ทางคณะกรรมการฯ จะต้องเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยมความเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 คุ้ม ประกอบด้วย คุ้มที่1 อรุณพัฒนา คุ้มที่2 เนินสูงพัฒนา คุ้มที่3 ร่วมใจพัฒนา คุ้มที่4 สุขใจพัฒนา คุ้มที่5 บ้านล่างพัฒนา และ คุ้มที่6 ประดู่งามพัฒนา โดยระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมชมคุ้มต่างๆในครั้งนี้นั้น ได้สร้างความประทับใจ และสร้างสีสันให้แก่คณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ และแขกผู้มีเกียรติเป็นอย่างมาก เมื่อพบว่าชาวบ้านโนนตูมใต้แห่งนี้ ได้ร่วมแรงร่วมใจ นำเอา รถไถ และ รถอีโก้ง มาจัดแต่งใส่หลังคากันแดด กันฝน พร้อมให้บริการคณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ เดินทางไปยังคุ้มต่างๆ เพื่อตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ นอกจากนั้น ยังเป็นการได้รับชมวิถีชีวิต และวัฒนธรรมในชุมชนอย่างใกล้ชิด อีกทางหนึ่งด้วย

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำข้าราชการ ประชาชน ร่วมวางพวงมาลารำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

      วันนี้ ( 11 ก.ค.62 ) ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมชานบุรี บูติค รีสอร์ท นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18 ภายใต้ชื่อ “เมืองอัจฉริยะแบบไหน ที่ใช่เมืองจันท์? Smart Move For Smart City” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี และผู้ประกอบกิจการ นักธุรกิจในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ตามนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ ในปัจจุบันการขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน และเป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยจากนโยบายข้างต้นหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จึงได้ตระหนักถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ที่จะทำให้สามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการทำงาน และยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยให้ผู้ร่วมรับฟังบรรยายได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและปรับใช้เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและช่วยพัฒนาจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

หอการค้าจังหวัดจันทบุรีจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18

      ยกระดับความสามารถผู้ประกอบการเพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล วันนี้ ( 11 ก.ค.62 ) ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมชานบุรี บูติค รีสอร์ท นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18 ภายใต้ชื่อ “เมืองอัจฉริยะแบบไหน ที่ใช่เมืองจันท์? Smart Move For Smart City” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี และผู้ประกอบกิจการ นักธุรกิจในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ตามนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ ในปัจจุบันการขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน และเป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
      โดยจากนโยบายข้างต้นหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จึงได้ตระหนักถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ที่จะทำให้สามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการทำงาน และยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยให้ผู้ร่วมรับฟังบรรยายได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและปรับใช้เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและช่วยพัฒนาจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดสระบุรีประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะและถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

วันนี้ (11 กรกฎาคม 2562) เวลา 08.29 น. ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนงานราชการ ร่วมกันวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 เห็นชอบให้วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐพิธี โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าปราสาททอง และพระนางศิริธิดา ต่อมาภายหลังถูกยกเป็นพระราชเทวี เสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าว่าเมื่อแรกเสด็จพระบรมราชสมภพนั้น พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชกุมาร” สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อเวลาสองนาฬิกา วันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 12 จุลศักราช 1018 ปีวอก (ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199) มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุกๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มิได้มีแต่เพียงการสร้างลพบุรีเป็นราชธานีที่สองเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบผู้กล้าหาญ ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ ด้วยทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในบูรพาประเทศ ที่เป็นมิตรและสนิทสนมกับชาวยุโรป ที่ต่างมุ่งหวังครอบครองอาณาจักรสยาม และด้วยพระปรีชาญาณ ได้ทรงตัดสินพระทัย เลือกเจริญสัมพันธไมตรีอย่างแน่นแฟ้น กับประเทศฝรั่งเศสเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับประเทศฮอลันดา แม้ว่าการคบค้าสมาคมกับฝรั่งเศส เปรียบเสมือนหนีเสือปะจระเข้ ก็ทรงเลือกเพราะได้ทรงตระหนักดีว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีเจตนาชักชวนให้เข้ารีต ดังนั้น ด้วยพระวิจารณญาณอันสูงส่ง จึงได้ดำเนินการทางการทูต ด้วยความละเอียด สุขุม รอบคอบ ทรงจัดให้มีการแลกเปลี่ยนทูต ทรงขอเวลาศึกษาไตร่ตรองหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา ให้ถ่องแท้เสียก่อน นับได้ว่าทรงบรรลุจุดสุดยอดของการทูตไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลแห่งการกระชับสัมพันธไมตรี กับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เป็นผลให้เกิดการถ่ายเทอารยธรรม ยังความเจริญในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การค้า และสถาปัตยกรรมแก่สยามประเทศ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาในด้านศิลปะวรรณคดีเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไทยไว้หลายเรื่อง ได้แก่ พระราชนิพนธ์โคลงเรื่อง ทศรถสอนพระราม พาลีสอนน้อง ราชสวัสดิ์ และสมุทรโฆษคำฉันท์ เป็นต้น
พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติเป็นเวลา 32 ปี มีพระชนมายุ 56 พรรษา

/ดำรงค์ขื่นจินดารายงาน

“รวบโจ๋ ซิ่งเก๋ง พกปืน กระสุนอื้อ”

      วันนี้ 11 กค.2562 เวลาประมาณ 15.00 น. พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.สน.บุคคโล สั่งการให้ฝ่ายจราจร นำโดย พ.ต.ท.ชยันต์ เบ็ญจาธิกุล รอง ผกก.จร.ฯ พ.ต.ต.อัครพล ถิรพงศานุรักษ์ สว.จร.ฯ พร้อมทีม จร.ร่วมกันกวดขันป้องกันอาชญากรรม และสามารถจับกุมตัวนาย ธานิน ธเนศว์พร อายุ 33ปี พร้อม อาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด9 มม.1กระบอก แมกกาซีน 2 อัน กระสุน34 นัด จับกุมที่บริเวณถนนมไหสวรรย์ ใกล้แยกบุคคโล จึงนำตัวผตห.พร้อมของกลางส่ง พนง.สอบสวนดำเนินคดีต่อไป…


ขอบคุณ​ข้อมูล​ข่าวสาร​

cr.ป๋าหรั่ง/ฝั่งธน​ “ผู้​สื่อข่าว​หนังสือ​พิมพ์​พิมพ์​ไทย”
ธีรพล​ ปลื้มถนอม​ รายงาน

ปคม.รวบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังในเชียงใหม่ หนีคดีตุ๋ยเด็ก

      วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่ 11 ก.ค.62​ ที่กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้า​มนุษย์​ (บก.ปคม.)​ : พลตำรวจ​ตรี​ วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (ผบก.ปคม.)​ และพัน​ตำรวจ​เอก​ มานะ กลีบสัตบุศย์,พัน​ตำรวจ​เอก​ ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (รอง​ผบก.ปคม.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ มารุต กาญจนขันธกุล ผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (ผกก.1 บก.ปคม.) และพัน​ตำรวจ​ตรี​ ต่อสกุล แสนสุรีย์รังสิกุล สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (สว.กก.1 บก.ปคม.)​

      ได้ร่วมกันนำกำลังเข้าจับกุมพระครูสีลธาดาธีรเดช ขจรสุข หรือนายธีรเดช ขจรสุข อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 716/2559 ลงวันที่ 5 ต.ค.59 ในฐานความผิด “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำชำเราเด็กอายุเกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตน,กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” โดยจับกุมได้ที่ วัดสายวารี ต.เสด็จ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี

      พ.ต.ต.ต่อสกุลฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อราวเดือนพ.ย.56 ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 14 ปี จำนวน 8 ราย เข้าแจ้งความและขอความช่วยเหลือผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี และเยาวชน และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ตำรวจภูธรภาค 5 ว่าถูก ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งขณะนั้นได้ใช้ชื่อว่าพระธีรเดช สีลธโร เจ้าอาวาสวัดสันป่าสัก จ.เชียงใหม่ พร้อมพวกซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดชื่อดังทางภาคเหนือ ประกอบไปด้วยอดีตพระครูปลัดเปี๊ยก โอกาโส อายุ 54 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, อดีตพระครูประภัสร์วรการ อายุ 60 ปี เจ้าอาวาสวัดกู่ป่าลาน จ.ลำพูน, อดีตพระครูวิทิตรัตนคุณ หรือเสาร์แก้ว เกี๋ยงหล้า อายุ 49 ปี เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่,, อดีตพระจำรัส อธิมุตโต หรือ จำรัส วิรัญชัย อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าผา จ.เชียงใหม่ และอดีตพระดำ หรือ นายธวัชชัย มูลปานันท์ อายุ 45 ปี อดีตพระลูกวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่ ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายทางทวารหนัก ผ่านการออกอุบายจากพระดำ หรือพระชัย หรือนายธวัชชัย มูลปานันท์ หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ว่า จะพาไปอยู่ด้วยมีเงินมีทองให้ใช้ แต่แท้จริงแล้ว กลับพาไปให้ กลุ่มของผู้ต้องหาบังคับข่มขืนกระทำชำเรา โดยสนนราคาที่ 300​ บาท เหตุเกิดระหว่างเดือนก.ค.-ก.ย. ปีเดียวกัน

      ต่อมาตำรวจบช.ภ.5 ได้ทำการจับกุมได้ทั้งขบวนการ ซึ่งภายหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล พบผู้เสียหายเพิ่มอีกหลายราย จึงขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นลักษณะต่างกรรมต่างวาระ และทราบว่าได้หลบหนีออกจากพื้นที่ภาคเหนือ ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม. สืบทราบว่า กลับมาบวชใหม่อีกครั้งที่วัดดังกล่าว โดยใช้ชื่อพระครูสีลธาดาธีรเดช ขจรสุข จึงนำกำลังเข้าจับกุม ทั้งนี้จากการสอบปากคำได้ให้การปฎิเสธ จึงเชิญตัวให้พระสังฆาธิการ จับศึก และนำตัวส่งดำเนินคดี ที่ สภ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​