กก.2 บก.สส.สตม. ระดมกวาดล้างคนต่างด้าวกระทำผิด​ จับผู้ต้องหาจีนหนีคดีบ่อนการพนันออนไลน์ หลบซุกไทย อีกรายตรวจสอบร้านสปาสำหรับผู้ชาย จับกุมหมอนวดต่างด้าวหลายราย

      วันนี้​ วันศุก​ร์ที่​ 28​ มิ.ย.62​ เวลา​ 10.30​ น.​ : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย,พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รอง​ผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7 (รอง​ผบช.ภ.7)​ รักษา​ราชการ​แทน​รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.รอง​ผบช.สตม.),พลตำรวจ​ตรี​ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.สส.บช.สตม.)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ วิญญู อำนวยสมบัติ รอง​ผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบก.สส.สตม.)​ และ พัน​ตำรวจ​เอก​ กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผู้กำกับ​การ​ 2​ กอง​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผกก.2 บก.สส.บช.สตม.)​ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีสำคัญ จำนวน 2 คดี

      จากการที่ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รรท.ผบช.สตม.ได้กำชับให้ทุก บก. ระดมกวาดล้างการกระทำผิดของคนต่างด้าวที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นที่กระทำความผิด หรือก่อคดีแล้วอาศัยไทยเป็นพื้นที่หลบซ่อน โดยประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งของไทย และหน่วยงานระหว่างประเทศ ผลการปฏิบัติ สามารถติดตามจับกุม ผู้ต้องหาสัญชาติจีน ซึ่งได้กระทำความผิดข้อหาเปิดบ่อนการพนันออนไลน์ แล้วหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย และยังจับกุมต่างด้าวลักลอบทำงานร้านนวดใจกลางกรุงเทพมหานครได้อีกหลายราย

      รายที่ 1 : รวบจีนหนีคดีข้อหาเปิดบ่อนการพนันออนไลน์​ เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ กก.2 บก.สส.สตม. จับกุม นายฉาง ยี่เฟย (MR. ZHANG YIFEI) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ซึ่งทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกหมายจับในความผิดฐานข้อหาลักลอบเปิดบ่อนการพนันออนไลน์ ร่วมกับเพื่อนร่วมแก๊งค์อีก 17 คน ซึ่งถูกตำรวจจีนจับกุมตัวได้หมดแล้ว แต่นายฉาง ยี่เฟย ได้หลบหนีออกจากประเทศจีน ลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 จนท.สืบสวน กก.2 บก.สส.สตม. สามารถสืบสวนจนพบและจับกุมตัวได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต ซึ่งการกระทำผิดนี้ทางการประเทศจีนเกิดความเสียหายมูลค่าประมาณ 400 ล้านหยวน (2,000 ล้านบาท)

      รายที่ 2 : จับต่างด้าวลักลอบทำงานหมอนวด ร้านนวดและสปาสำหรับผู้ชาย​ โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ กก.2 บก.สส.สตม.ได้เข้าตรวจสอบร้านนวดสปา ภายในซอยสวนพลู หลังจากได้รับการร้องเรียนว่ามีต่างด้าวลักลอบทำงานเป็นหมอนวด จากการตรวจสอบพบว่าเป็นร้านนวดแผนไทย และสปา เปิดให้บริการสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยหมอนวดต่างด้าวเป็นชายทั้ง 15 คนจะนั่งรอลูกค้าผู้มาใช้บริการอยู่ในห้องกระจกที่มองเห็นได้จากล็อบบี้ เมื่อลูกค้าพอใจหมอนวดคนใดก็จะเรียกออกมาใช้บริการนวดในห้องที่เตรียมไว้ จากการตรวจสอบพบว่าคนต่างด้าวมีทั้งชาวเวียดนาม,เมียนมา,ลาว และกัมพูชา ทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตทำงาน และมีจำนวน 2 คน ที่วีซ่าหมดอายุ จนท.กก.2 บก.สส.สตม.จึงได้แจ้งข้อหา และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

      พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ ยังกล่าวด้วยว่า คนต่างด้าวที่ต้องการทำงานในประเทศไทยต้องลงทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะออกวีซ่าประเภท แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ให้ และงานที่ทำนั้นต้องไม่เป็นงานต้องห้ามที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ต้องไม่แย่งอาชีพคนไทย ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะได้ระดมกวาดล้าง จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ออกตรวจสถานบริการ สถานประกอบการ โรงงาน ที่มีคนต่างด้าวทำงาน โรงแรมและคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตลอดเวลา และหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ใประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ สตม.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ์พระบรมราชินี

      วันที่28​ มิถุนายน2562​ เจ้าคุณพระธรรมปิฎกเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท​ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์​ พระราชธีราภรณ์​ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย​ พระวิสิฐคณาภรณ์​ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีเจ้าอาวาสวัดมงคลชัยพัฒนา​ และคณะสงฆ์และนายสมภพ​ สมิตะสิริ​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี​ ประธานฝ่ายฆารวาส​ มีหัวหน้าส่วนราชราชการ​ พสกนิกรชาวจังหวัดสระบุรี​ พุทธศานิกชนชาวจังหวัดสระบุรีร่วมในพิธี
ตามที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติมีมติของมหาเถรสมาคมใ​นประเทศไทยให้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์​ พระบรมราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี
พสกนิกรอำเภอเสาไห้จังหวัดสระบุรีได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล​ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว​ ทรงหาวงใยและคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญพระองค์มีพระราชปณิธานแน่วแน่จะทำให้ประเทศชาติมั่งคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์จะสืบสาน​ รักษาต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ​ พระบาทสมเด็จพระบรใชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหราช​ บรมนาถบพิตร​
ชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างชื่นชมพระบุญญาบารมีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมทรงมีต่อต่อปวงพสกนิกรชาวไทย

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

ตชด.ร่วมทหาร ยึดยาบ้า 5.4​ ล้านเม็ด ยาไอซ์​ 145 กก. และยาคีตามีน 40 กก.ซุกซ่อนในถ้ำแกลบ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

      เมื่อ​วันที่​ 27​ มิ.ย.62​ เวลา​10.00​ น.: พล​ตำรวจ​ตรี​ สุนทร เฉลิมเกียรติ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ (รองผบช.ตชด.)​ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่​ทหารจากกอง​กำ​ลังผา​เมือง​ (กกล.ผาเมือง)​,ชุดเฉพาะกิจ​ (ฉก.ม.5)​,เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​จาก​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 5​ (บช.ภ.5)​,เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​ภูธร​จังหวัด​เชียงใหม่​ (บช.ภ.จ.เชียงใหม่),เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​สถานีตำรวจ​ภูธรเชียงดาว​ จังหวัด​เชียงใหม่​ (สภ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่),เจ้าหน้าที่​ฝ่ายปกครอง​ และเจ้าหน้าที่​สำนักงาน​ปราบปราม​ยาเสพติด​ภาค​ 5​ (จนท.สนง.ปปส.ภาค​ 5)

      ได้ร่วมกันเดินทางมายัง​ กองร้อยตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ที่​ 335 กองบัญชาการ​ตำรวจ​ตระเวน​ชายแดน​ (ร้อย ตชด.335​ บช.ต​ชด.​)​ ต.ทุ่งข้าวพวง​ อ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ เพื่อร่วมแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติด​รายใหญ่ในเขตอิทธิพล​ของชนกลุ่มน้อยชาวมูเซอ​ ของประเทศ​เพื่อนบ้าน​ โดยลักลอบขนยาเสพติดเป็นขบานการในรูปแบบกองทัพมด​ ขนยาเสพติดเดินเท้าข้ามมาจากตามตะเข็บ​ชายแดน​ เพื่อนำมาพักไว้ในถ้ำต่างๆตามแนวชายแดนไทย​ เพื่อกระจายส่งขายต่อให้ลูกค้า​

      พ.ต.ท.ดิลก​ อารินเป็ง​ ผบ.ร้อย​ ต​ชด.335ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มิ.ย.62​ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีผู้ลักลอบ​นำยาเสพติด​มาซุกซ่อน​ตามตะเข็บ​แนวชายแดน​ไทย-เมืยนมา ต.ปิงโค้ง​ อ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ จึงนำกำลัง​เดินทางออก​ตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลัง​ผาเมือง​ ได้พบว่ามีสิ่งของต้องสงสัย​ ตามที่แหล่งข่าวแจ้งมาใส่กระสอบจำนวนมากมาวางซุกซ่อน​อยู่ภายใน​ถ้ำ​แกลบ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน​ถ้ำแกลบ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่​ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบปรากฏ​ว่า​ พบกระสอบ​ จำนวน​ 64​ ใบ​ ภายในกระสอบ​ที่วางเรียงไว้เป็นยาเสพติดประเภท​ยาบ้า จำนวนประมาณ 5.4 ล้านเม็ด ยาไอซ์ จำนวนประมาณ 145 กิโลกรัม และ ยาคีตามีน จำนวนประมาณ 40 กิโลกรัมโดยไม่พบผู้ต้องสงสัย

      พ.ต.ท.ดิลกฯ กล่าวต่อว่า​ จากการสอบสวนจากแหล่งข่าวจนกระทั่งทราบภายหลังว่ามีเครือข่ายชนกลุ่มน้อยเผ่ามูเซอ​ ของ​ พ.อ.จะลอโบ​ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งชายแดน​ไทย​-เมียนมา​ ลักลอบนำเข้ามาซุกซ่อนไว้ภายในถ้ำแกลบ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน​ถ้ำแกลบ อ.​เชียงดาว จ.เชียงใหม่​ จึงได้ทำการตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดที่​ซุกซ่อน​ไว้​ พร้อมส่งมอบของกลางทั้งหมด​ ให้พนักงาน​สอบสวน​สภ.เชียงดาว​ จ.เชียงใหม่​ เพื่อติดตาม​จับกุม​ผู้ลักลอบนำยาเสพติด​มาซุกซ่อน​ไว้​ ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป​

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองทัพภาคที่ ๓ การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓(RBC – 33)

      พลโท ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ ๓ เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโท อ่องโซ ผู้บัญชาการสำนักปฎิบัติการพิเศษที่ ๔ เป็นประธานฝ่ายเมียนมา ในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓ (RBC – 33) ณ โรงแรมดิอิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. กองทัพภาคที่ ๓ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ ๓/ศูนย์ควบคุมชายแดนไทยกับประเทศเพื่อน
      บ้านด้านเมียนมา กองทัพภาคที่ ๓ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการในการประสานงาน และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ไทย -เมียนมา อย่างมีเอกภาพ จึงจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ ๓๓ (RBC-33) ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วจำนวน ๓๒ ครั้ง ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา สลับกันเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม สำหรับการประชุมครั้งที่ ๓๓ ฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมมีความมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกัน ส่งเสริมการพัฒนาสัมพันธ์ในทุกระดับ อันจะก่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวชายแดน เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงที่มีอยู่ ตลอดจนการพัฒนาส่งเสริมในเรื่องของการประสานประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ตามแนวชายแดนด้วยมาตรการที่ถูก และเหมาะสมบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และผลักดันให้เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการพัฒนาสัมพันธ์ทางทหารในพื้นที่ชายแดน,ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ,สังคม,สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม,การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้,การบรรเทาสาธารณภัย,การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด,การต่อต้านขบวนการก่อการร้ายและการค้าอาวุธสงคราม,การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย,การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และความร่วมมือต่อโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งสองประเทศตามแนวชายแดน ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ต้องสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง และ ที่สำคัญจะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ศุภเดช ธนูศร /ข่าว/กองทัพภาค ๓

วช.ผลักดัน ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน

      สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Huaqiao University: HQU) สถาบัน China Society for Southeast Asian studies (CSSAS) และสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน กำหนดจัด “การสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 8” ภายใต้หัวข้อเรื่อง “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีนยุคใหม่ : โอกาสและวิสัยทัศน์ใหม่” (The Eighth Thai – Chinese Strategic Research Seminar Chinese – Thai Strategic Cooperation for a New Era : New Opportunity and New Vision) ระหว่างวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2562 ณ หอประชุมนานาชาติหวังหยวนซิ่ง มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

      โดยมีวัตถุประสงค์เป็นเวทีให้กับนักวิชาการไทยและจีน ได้มีโอกาสมาพบปะและแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการระหว่างกัน เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยและบทความเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ไทย-จีน โดยประมวลเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการร่วมกันปรึกษาหารือ ร่วมกันสร้างสรรค์ และร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศต่อไป

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

      ทั้งนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย – จีน ครั้งที่ 7 เมื่อปีที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “ความริเริ่มแถบเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมยุคใหม่ : สู่การพัฒนาร่วมกัน”หรือ“The Belt and Road Initiative (BRI) and Thailand 4.0: Towards Common Development” ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 สิงหาคม 2561 ณ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทยเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย โดยในการสัมมนาครั้งที่แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นทั้งนโยบายระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และแผนพัฒนาระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่

      เพื่อส่งเสริมความสร้างสรรค์ประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค โดยที่จีนเป็นประเทศผู้นำนวัตกรรมของโลก ในขณะที่ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งติดต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจของจีนกับอินโดจีนภายใต้กรอบข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศ หรือ EEC เป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะสนับสนุนต่อ ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางและจะเป็นช่องทางที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสองมหาสมุทร รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางสายไหมทางทะเลกับเส้นทางสายไหมทางบก

      การสัมมนาครั้งนี้ นอกจากจะมีการนำเสนอผลงานการวิจัยของนักวิชาการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอันมีคุณค่าต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของประเทศทั้งสองแล้ว ยังจะมีการหารือร่วมกัน ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการให้มีความคล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นการขยายผลของการสัมมนาครั้งที่ผ่านมา ให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

      โดยเฉพาะการผลักดันการสร้างและพัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ด้วยการเสนอแผนงานที่มีคุณภาพเพื่อความร่วมมือเชิงลึกใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ ในการลงทุน การค้า การเงินและอีคอมเมิร์ซ  ด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม ในการสร้างความเป็นเมืองและลดปัญหาความยากจน ด้านความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม ด้านความร่วมมือในนโยบายการทูตและการป้องกันประเทศ ด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการขนส่ง รวมทั้ง ด้านกิจการชาวจีนโพ้นทะเลในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน อันจะทำให้เกิดการประสานความเข้าใจที่สอดคล้องกัน และนำไปสู่การเสริมสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

SACICT ชวนเที่ยวงาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” รวมผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายที่ยิ่งใหญ่ และหลากหลายที่สุด 27-30 มิ.ย.62 นี้

      วันนี้​ วัพฤหัสบดี​ที่​ 27 มิถุนายน 2562​ : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เปิดงานใหญ่ เอาใจคนรักผ้าฝ้าย ในงาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” ภายใต้แนวคิด “ฝ้ายทอใจ สไตล์ ลายอย่าง” จัดเต็มผลิตภัณฑ์ฝ้ายกว่า 150 ร้านค้า จากฝีมือชั้นครูทั่วประเทศ และกิจกรรมบันเทิงอัดแน่นตลอดงาน พร้อมเปิดตัวผ้าฝ้ายพิมพ์ลายพิเศษลิมิเต็ด อิดิชั่น 5 ลาย เฉพาะในงานนี้เท่านั้น เริ่มวันนี้ – 30 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

      นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า “งานฝ้าย ทอใจ”เป็นงานที่ SACICT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และอยู่กับคนไทยมายาวนานถึง 12 ปี เพื่อมุ่งมั่นที่จะสานต่อ พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต้องการจะให้ประชาชนคนไทยมีรายได้เสริมและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยงานศิลปหัตถกรรม ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสให้กับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACICT ที่เป็นผู้ผลิตงานผ้าฝ้ายได้มีช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบทบาทและภารกิจการดำเนินงานนี้จึงมีความสอดคล้องกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน มีคุณธรรม เพื่อให้เกิด การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

      ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ฝ้ายทอใจ สไตล์ ลายอย่าง” โดยรับแรงบันดาลใจมากจากความงดงามและลวดลายของผ้าลายอย่าง ที่มีสันสัน เทคนิคการพิมพ์ลายที่มีความโดดเด่น เป็นมรดกทางงานศิลปหัตถกรรมที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ซึ่ง SACICT จึงเป็นผู้คิดริเริ่มในการนำผ้าฝ้ายที่มีเอกลักษณ์ในกระบวนการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี เหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทย มาออกแบบและจัดพิมพ์ลายพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่น เปิดตัวเฉพาะในงานฝ้ายทอใจนี้เท่านั้น จำนวน 5 ลาย จากดาราและดีไซนเนอร์ในแวดวงแฟชั่นของไทย ได้แก่ เจี๊ยบ-เอกมล อรรถกมล เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า EAGGAMON ผู้สร้างสรรค์ลาย “อย่างนี้ก็ดี”,มะพร้าว-ก้องเกียรติ เกตุแก้ว เจ้าของห้องเสื้อก้องเกียรติ ผู้สร้างสรรค์ลาย “เถามัทนา”,อ้อ-ณัฏฐิญาณ์ สุขสถาน เจ้าของแบรนด์ NADYN JADYN ผู้สร้างสรรค์ลาย “เครื่องแขวนริมหน้าต่าง”,ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ นักแสดงจาก ช่อง 7 สร้างสรรค์ลาย “ทับทิมสยาม ” โจ้ – อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ เจ้าของร้านเสื้อ SURFACE สร้างสรรค์ลาย “ รัชฉลอง ” และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายโดยฝีมือครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACICT อาทิ เสื้อผ้า ของใช้ ของขวัญ ของฝาก เครื่องประดับ และของตกแต่งบ้าน รวมไปถึงการจัดจำหน่ายสินค้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯและโครงการกำลังใจฯ รวมกว่่า​ 150 ร้าน

      อีกทั้ง ภายในงาน ยังมีการเสวนาพิเศษ “เล่าเรื่องเอกลักษณ์ ผ้าลายอย่าง” โดย ดีไซนเนอร์กูรู นักสะสม ได้แก่ คุณศักดิ์ชัย กาย นักสะสมผ้าลายอย่าง และ อ.เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล นักออกแบบผ้า ลายอย่าง ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และถ่ายทอดความรู้ด้านผ้าลายอย่างไว้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ SACICT ยังได้มีการเปิดตัวคอเล็กชั่นผ้าในโครงการเส้นทางสายผ้าทอ (Weaving Streets) ซึ่งส่งเสริมให้ครูช่างและชุมชนร่วมกันพัฒนาผ้าทอมือที่เป็นเอกลักษณ์ในชุมชนของตนเอง มาแปรรูปเป็นสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้านที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน กับนิทรรศการ “ผ้าพื้นถิ่นนวัตศิลป์ สู่สากล” และตลอด 4 วันของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมความบันเทิงอีกมากมายจากดาราและนักแสดงชื่อดัง อาทิ กิจกรรมเวิร์คช้อป ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับงานผ้าฝ้าย การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าฝ้ายประกอบวงดนตรีมินิออเครสตร้าโดย มาสุ–จรรยางค์ ดีกุล,ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์,แยม-มทิรา ตันติประสุต นักแสดงจากช่อง 3 และบูม–กิตตน์ก้อง ขากฤษ นักแสดงจาก ช่อง 7 เป็นต้น

      SACICT ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นกำลังใจและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยจากฝีมือชั้นครูที่งาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” ระหว่างวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00–19.00 น.ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1289 หรือ facebook.com/sacict สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นางสาวพัดชา ทองไซร้ ที่ปรึกษาโครงการ โทร. 086-987-2059 และนายนิพัทธ์ เทศทรงธรรม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โทร.092-360-5757

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ทหารพราน 2110 ร่วมกำลัง 4 ฝ่ายจับแก๊งค้าไม้พะยูงข้ามชาติ 3 รายพร้อมไม้พะยูง 95 ท่อน

      มุกดาหาร ทหารพราน ที่ 2110 ร่วมฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. กองกำลังรักษาความสงบ ป่าไม้และตำรวจภูธร อำเภอดอนตาล นำกำลังเข้าปิดล้อมกระท่อมกลางสวนยาง ตรวจค้นจับกุมแก๊งค้าไม้พะยูงข้ามชาติได้ผู้ต้องหา 3 รายพร้อมไม้พะยูงซุกใต้กระท่อมจำนวน 90 ท่อนไม้แดงแปรรูปจำนวน 5 แผ่นรวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท พร้อมรถเก๋งป้ายแดง 1 คันจักรยานยนต์ 2 คัน

      เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 กองร้อยทหารพราน ที่ 2110 อำเภอดอนตาล สนธิกำลังฝ่ายความมั่นคง นำกำลังร่วมกันเข้าปิดล้อมกระท่อมกลางสวนยาง หลังได้รับแจ้งจากเหล่งข่าวว่ามีแก๊งค้าไม้พะยูงข้ามชาติ มีการลักลอบขนไม้พะยูงมาซุกซ่อนอยู่ที่กระท่อมกลางสวนยาง อยู่ริมฝั่งโขง บ้านโนนสีทอง ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เตรียมลำเลียงข้ามโขงทางเรือหางยาว ส่งขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงนำกำลังร่วมเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามที่ได้รับแจ้ง

      เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจค้นโดยมีกลุ่มชายจำนวน 3 คนอยู่ในที่เกิดเหตุ มีนายสำราญ แสนคำสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 54/4 ม. 4 บ้านนาห้วยกอก ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร นายสุวัตน์ ซาเสน อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 125 ม.5 บ้านโพนสว่าง ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และนายฉัตรพล สารี อายุ 22 ปี บ้านเลขที่ 24 ม.4 บ้านนาห้วยกอก ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร อยู่ในกระท่อมรับเป็นเจ้าของไม้ทั้งหมด

      ตรวจสอบพบไม้พะยูงแปรรูปท่อนซุกซ่อนอยู่ใต้กระท่อม โดยไม้พะยูงมีหลายขนาดรวมจำนวน 90 ท่อน และยังพบไม้แดงแปรรูปแผ่นความยาว 3 เมตรสภาพใหม่สด จำนวน 5 แผ่น พบเลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมบาร์ จำนวน 1 เครื่อง บาร์ 22 นิ้ว รถจักรยานยนต์จำนวน 2 คันยังพบรถเก๋ง ยี่ห้อ ซูซูกิ Caiz สีดำ ป้ายแดงหมายเลขทะเบียน ก – 3628 อุบลราชธานี เตรียมใช้รถเก๋งป้ายแดง เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ขนลำเลียงไม้พะยูงขึ้นเรือหางยาวเตรียมส่งข้ามโขง

      ส่งขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้านซึ่งไม้ทั้งหมดจะมีมูลค่ากว่า 5 แสนบาท แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับกุมไว้ได้ ก่อนถูกลำเลียงส่งขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไม้ทั้งหมดนำส่ง หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มห.4 ( คำอาฮวน ) เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 3 ถูกนำส่ง สภ. ดอนตาลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปต่อไป .


ธานินทร์, ฐานิตา. /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หน.ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร จัดงาน MUKDAHAN OPEN HOUSE ภายใต้ชื่อ EWEC BUSINESS FORUM 2019 ผสานพลัง 4 ประเทศ ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

      จังหวัดมุกดาหาร พาณิชย์ จังหวัดได้รับอนุมัติงบประประมาณตามแผนพัฒนาจังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ภายใต้โครงการสงเสริมการเปิดตลาดและพัฒนาความร่วมมือทางการค้า การลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรมจัดงานสัมมนาธุรกิจ BUSINESS FORUMว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษกับประเทศเพื่อนบ้าน บูรณาการร่วมกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

      วันที่ 26 มิ.ย. 2562 ที่ห้องดุสิตาโรงแรมมุกดาหารแกรนด์ จังหวัดมุกดาหาร นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดงาน EWEC BUSINESS FORUM 2019 ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของเขตพัฒนาเศรษฐกิจมุกดาหาร ให้มีการลงทุนมากขึ้น เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการจังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดต่าง ๆ กับแขวงสะหวันนะเขต แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จังหวัดกวางตรี จังหวัดกวางบิงห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ และเพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนด้านการค้าการลงทุนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

      โดยมีท่านสีทน นันทะลาด หัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและการค้าแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่านเล กว่าง วิ๋ง หัวหน้าสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้าจังหวัดกวางตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านเล มิน เงิน รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางบิงห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านแสงพะจัน สีมางขะลา รองหัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและการค้าแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว Mrs. ตินติน แม๋ท ประธานหอการค้าจังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา

      นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่าน ฮอง ง๊อก ซัน กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำจังหวัดขอนแก่น ท่านสมบัติ เพ็งพระจันทร์ กงศุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำจังหวัดขอนแก่น ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ท่านธีรสิทธิ เศวตศิลา รองประธานสายงานโลจิสติกส์การค้าชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ / ประธานคณะอนุกรรมการด้านการค้าชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน ผู้ประกอบการ เข้าร่วมงาน

      นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า การจัดงาน EWEC BUSINESS FORUM 2019 ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากจังหวัดมุกดาหาร มีวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการเปิดตลาดและพัฒนาความร่วมมือทางการค้าการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง หอการค้าจังหวัดมุกดาหาร สภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร และสมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันจัดงานขึ้น เนื่องจากจังหวัดมุกดาหาร มีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านการเกษตร การค้าและการท่องเที่ยว มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดมุกดาหาร (GPP) ปี 2560 มูลค่า 25,799 ล้านบาท มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว 74,729 บาทต่อคนต่อปี มูลค่าการค้าชายแดนปี 2561 มูลค่า 214,405.57 ล้านบาท

      จังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่ปลายทางด้านตะวันออกสุดของประเทศไทย ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor : EWEC) ก่อนข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 สู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ซึ่งเป็นแขวงใหญ่อันดับ 2 รองจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนโดยเส้น EWEC มีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สำคัญ ได้แก่ เมาะละแหม่ง เมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตาก มุกดาหาร ประเทศไทย , สะหวัน-เซโน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

      และเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว ดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเชื่อม EWEC กับ EEC และจีนตอนใต้ นอกจากนี้จังหวัดมุกดาหารมีศักยภาพรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในอาเซียน ความเจริญด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต การเติบโตเป็นเมืองธุรกิจอัจฉริยะอันใกล้ ด้วยศักยภาพของจังหวัดมุกดาหาร เล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างการรับรู้ความเข้าใจ และกระตุ้นให้นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้สนใจ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบศักยภาพและความก้าวหน้าในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดมุกดาหาร

      ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้ามาลงทุนในทุกด้าน จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเปิดตลาดและพัฒนาความร่วมมือทางการค้า การลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ โดยจัดให้มีการจัดงานประชาสัมพันธ์ ศักยภาพการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวของจังหวัดมุกดาหาร และประชาสัมพันธ์ศักยภาพการค้าการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้ประโยชน์จากเวทีการประชุม ในการสร้างความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน สร้างโอกาสทางการค้า แสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ สร้างเครือข่าย ความร่วมมือทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

      ด้านนางจันทิภา ปัทมเสวี พาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ และกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักลงทุน ที่เป็นทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ประเภทสินค้าบริการ บริษัทท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออก เข้าร่วมงานจำนวน 134 ราย แบ่งเป็นในประเทศ 74 ราย และต่างประเทศ 60 ราย โดยการจัดงานเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2562 เป็นการประชุมสัมมนา หัวข้อ สถานการณ์ทางการค้าการลงทุนในอาเซียน และมุมมองเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร และการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ( EWEC) การประชุมเจรจาธุรกิจ BUSINESS MATCHING) การเสวนาในหัวข้อ เจาะลึกลู่ทางการค้า นำเข้า-ส่งออก เชื่อมโยงตลาดการค้าอาเซียน และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ระหว่างผู้ประกอบการของประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน.


ธานินทร์, ฐานิตา /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หน.ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่น มุกดาหาร รายงาน

“มหกรรมของดีฉะเชิงเทรา 2019 ครั้งที่ 3” พบกับสินค้าเกษตรปลอดภัย..ผลิตภัณฑ์ชุมชน..ของดีขึ้นชื่อจังหวัดฉะเชิงเทรา 26 – 30 มิถุนายน 2562ณ ศูนย์การค้าเจ.เจ.มอลล์ จตุจักร

      จังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทรา  จัดแสดงสุดยอดของดี..ของเด่น..ของดัง ในงาน “มหกรรมของดีฉะเชิงเทรา 2019 ครั้งที่ 3”ห้ามพลาดกับพาเหรดสินค้าเกษตรปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ชุมชน  พร้อมของดีขึ้นชื่อจังหวัดฉะเชิงเทรากว่า 60 บูทที่ยกทัพมาถึงเมืองกรุง  ระหว่างวันที่26 – 30 มิถุนายน 2562 โดยมีนายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเจ.เจ.มอลล์ จตุจักร

      นายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการนำพาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน พร้อมเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์ 4.0นั้น  จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้กำหนดทิศทางในการดำเนินภารกิจให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในระดับชุมชน และ SMEs ให้มีความเข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน การจัดงานมหกรรมของดีฉะเชิงเทรา 2019 นี้ นับว่าเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวทีนำเสนอสินค้า และสร้างเครือข่ายทางการตลาด รวมถึงพัฒนาศักยภาพทางการตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนหยัดในการดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง และนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจภายในจังหวัดมีความเข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

      นายรณชัย  วิรุฬห์รัฐ  พาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทรา  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงานมหกรรมของดีฉะเชิงเทรา 2019 นี้ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3แล้ว  ซึ่งในครั้งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่มาเที่ยวชมงาน  ภายในงานได้รวบรวมและจัดแสดงสินค้าดังขึ้นชื่อของจังหวัดฉะเชิงเทราไว้มากมายกว่า 60 บูท อาทิ สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลไม้สดๆ จากผู้ผลิตโดยตรง โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ และมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสุดยอดผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดฉะเชิงเทราสินค้าเกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรสินค้าประเภทของใช้และของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องแต่งกาย อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม ขนมไทยขึ้นชื่อประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา และอื่นๆ อีกมากมาย 

      ทั้งนี้  ภายในงานยังมีการจัดแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน พร้อมแสง สี เสียง แบบตระการตา  พร้อมกิจกรรมและของรางวัลพิเศษอีกมากมาย ตลอด 5 วันเต็ม มาช๊อป..มาชิม.. สินค้าดีมีคุณภาพ ราคาย่อมเยาว์กันได้ที่งาน “มหกรรมของดีฉะเชิงเทรา 2019 ครั้งที่ 3”ระหว่างวันที่ 26 – 30 มิถุนายน 2562 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเจ.เจ.มอลล์ จตุจักรสอบถามเพิ่มเติม  โทร. 0 38 511 400

************************************

หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะครูนักเรียน และ ผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมกิจกรรม เดินเชิญชวนรณรงค์และประชาสัมพันธ์การต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2562 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ณ.บริเวณสวนสาธารณะสันติชัยปราการ เขตพระนคร กทม.

วันที่ 26 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิพันธ์ นันทศุภกร “ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระนคร” เป็นประธานเปิด กิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 พร้อมกันนี้ในงานมี ส.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันติ “ส.ส.กทม.เขต 1” พร้อมด้วย พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย “ผกก.สน.ชนะสงคราม” , พ.ต.อ.บารเมษฐ์ มณฑา รอง.ผกก.ปราบปราม “สน.ชนะสงคราม” และ นายคณิต ชุมช่วย “หัวหน้างานตรวจและบังคับการฝ่ายเทศกิจ” ร่วมเปิดงาน ณ.บริเวณสวนสาธารณะสันติชัยปราการ โดยกิจกรรมในวันนี้จะเดินเชิญชวนรณรงค์และประชาสัมพันธ์การต่อต้านยาเสพติด ตั้งแต่ บริเวณสวนสาธารณะสันติชัยปราการ ถึง วิทยาลัยเทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพณิชยการ เขตพระนคร กทม.

ทั้งนี้ในงานมี คณะผู้บริหารเขตพระนคร , คณะผู้บริหารสถานศึกษา , ครู , นักเรียน , จนท.ทหารสื่อสารที่ 1 , จนท.ตำรวจ สน.ชนะสงคราม , จนท. ป.ป.ส. , จนท.คุมประพฤติ , อาสาสมัครกรุงเทพมหานครเฝ้าระวังภัยและยาเสพติด , ข้าราชการและบุคลากร เขตพระนคร , และ ประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

เบื้องต้นงานในวันนี้จะเริ่มปล่อยแถวขบวนเดินรณรงค์ไปตามถนนสายสำคัญต่างๆเพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ให้ทุกคนตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหายาเสพติดโดยเส้นทางขบวนเดินรณรงค์งานในวันนี้ ( แบ่งเป็น 2 เส้นทาง ดังนี้ )

> เส้นทางที่ 1 : เริ่มจากสวนสันติชัยปราการ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ มุ่งหน้าแยกสะพานเฉลิมวันชาติ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนประชาธิปไตย มุ่งหน้าแยกวิสุทธิกษัตริย์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิสุทธิกษัตริย์ มุ่งหน้าแยกบางขุนพรหม เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสามเสน สิ้นสุดที่สำนักงานเขตพระนคร

> เส้นทางที่ 2 : เริ่มจากสวนสันติชัยปราการ เลี้ยวขวาเข้าถนนพระอาทิตย์ ผ่านเข้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านถนนพระอาทิตย์ ผ่านออกประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์ มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนมหาราช สิ้นสุดที่วิทยาลัยเทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพณิชยการ

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และกลุ่มเยาวชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมแสดงพลังและเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดภายใต้กรอบแนวคิดและคำขวัญ “มุ่งมั่น แก้ไข ขจัดภัยยาเสพติด”…


ภาพ/เนื้อข่าว
ธีรพล ปลื้มถนอม รายงาน