ม.หาดใหญ่ จัดแถลงข่าว “เดิน-วิ่ง เพื่อสันติสุขจชต. และรณรงค์การไม่สูบบุหรี่ ครั้งที่ 7” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลเงินสด

          วันนี้ (4 กันยายน 2562) เวลา 14.30 น. ที่ ห้องนิทรรศการพสุ สัตถาภรณ์ (U-101) อาคาร U-Plaza มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีการจัดงานแถลงข่าว “เดิน-วิ่ง ม.หาดใหญ่ เพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ และรณรงค์การไม่สูบบุหรี่ ครั้งที่ 7” โดยมี ดร.นิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์และคณบดีคณะรัฐศาสตร์ นายธีรพงษ์ เพชรรัตน์  ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนใต้ (กรมประชาสัมพันธ์) คุณอุทัย ไชยสมิต  รองผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด มหาชน คุณเจ๊ะอับดุลลา แลหวั่น ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต12 สงขลา (สปสช.) คุณวิชัยสิทธิ์ โง้วเจริญไพศาลสิน ผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันแถลงข่าวการจัดโครงการในครั้งนี้

          ดร.นิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์/คณบดีคณะรัฐศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) บริษัท หาดทิพย์ จำกัด มหาชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดงาน “เดิน-วิ่ง ม.หาดใหญ่ เพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ และรณรงค์การไม่สูบบุหรี่ ครั้งที่ 7” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเป็นการประชาสัมพันธ์การไม่สูบบุหรี่และรณรงค์เพื่อสร้างวัฒนธรรมสันติสุขในจังหวัดขายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 21 กันยายน ก่อนถึงวันจัดการแข่งขัน 1 วัน จะตรงกับวันสันติภาพสากลโลกของทุกปี (The International Day Of Peace) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและงดใช้ความรุนแรง หยุดสงคราม และร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วโลก และการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เสริมสร้าง ปลูกฝังความสามัคคีในหมู่ประชาชนโดยมีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในการรวมพลังเพื่อแสดงอุดมการณ์ ความสามัคคีและเจตคติที่ดีให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม อันนำมาซึ่งสันติสุขต่อไป

          ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เวลา 05.00 น เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Mini-Marathon ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ราคาคนละ 350 บาท (พร้อมเสื้อ 1 ตัว) ประเภท Fun Run ระยะทาง 4 กิโลเมตร ราคาคนละ 300 บาท (พร้อมเสื้อ 1 ตัว)      และกลุ่มนักเรียน / นักศึกษา ราคาคนละ 150 บาท (ไม่มีเสื้อ) โดยทุกคนจะได้รับเหรียญวิ่งเป็นของที่ระลึกทุกคน และสำหรับผู้ที่สนใจในการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้หลายช่องทางคือ สมัครตนเองได้ที่ชั้น 2 อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาสิทยาลัยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.hu.ac.th/runforpeace สอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 074-200300 ต่อ 617,620

สำนักข่าวความมั่นคง ข้อมูล: ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต)

สนง.วัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับ ศอ.บต.จัดกิจกรรม “Southernmost Technology and Innovation Festival” สร้างการรับรู้แก่ ประชาชน จชต. เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับประเทศ

         วันนี้ (4 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น.) ที่ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี​ นายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวง  การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม​เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Southernmost Technology and Innovation Festival” ครั้งที่ 2​ โดยมี ​นายไกรศร​ วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี​ นายอิสระ​ ละอองสกุล​  ผู้ช่วยเลขาธิการ​ ศอ.บต.​ นายวิเชียร​ สุขสร้อย​ รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม​ สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ​ นักธุรกิจ​ ผู้ประกอบการในพื้นที่​  พร้อมนิสิต​ นักศึกษา​ เข้าร่วม

          สำหรับกิจกรรม “Southernmost Technology and Innovation Festival” ครั้งที่ 2 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม  ได้ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนใต้ (ศอ.บต.)  จัดขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมให้แก่ ประชาชนภายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และกระตุ้นให้นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ ผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและ ประชาชนในพื้นที่ ได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญในการนำนวัตกรรมมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4 – 5 กันยายน 2562  ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจาก คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ นิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวน มากกว่า 500 คน เข้าร่วม

           นายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ทางปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง ศอ.บต. เห็นความสำคัญของการที่จะต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการผลักดัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ให้เจริญก้าวหน้า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ทางกระทรวงให้ความสำคัญ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้จัดกิจกรรมงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการทั้งในแง่การให้ความรู้ การชี้ช่องทางการตลาด การสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้เติบโตไปจนสามารถเป็นผู้ประกอบการตั้งต้นและขยายธุรกิจต่อไป เชื่อมั่นว่านวัตกรรมจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดี

          ด้าน นายอิสระ ละอองสกุล  ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต.  กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป้าหมายหลักคือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งผู้ประกอบการ ภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตร ซึ่งเชื่อมั่นว่า การได้ร่วมมือกับทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางการผลิต ทั้งในเรื่องของการท่องเที่ยว เกษตร ประมง อย่างครบวงจร โดย ศอ.บต. พร้อมจะจับมือกับทาง สนช. และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้าดำเนินการให้บรรลุตามเป้าที่ได้วางไว้ต่อไป

          ทั้งนี้ ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการด้านนวัตกรรมและงานสัมมนาด้านวิชาการที่สอดคล้องสำหรับการประยุกต์นวัตกรรม เพื่อปรับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้แนวคิด “Groom Grant Growth” รวมทั้งมีกิจกรรมการบรรยาย การเสวนา และการสัมมนาด้านวิชาการต่าง ๆ อาทิ การแนะนำกลไกการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ มีการบรรยายด้านนวัตกรรมจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกิจกรรมแสดงนิทรรศการของผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ที่ดำเนินธุรกิจนวัตกรรม 10 ราย​ กิจกรรม Workshop สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนวัตกรรม​ นิทรรศการของหน่วยงาน ศอ.บต. และนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนกว่า 30 หน่วยงาน

ข้อมูล: ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต)

ศอ.บต.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือเพื่อส่งเสริมเกษตรผสมผสานผ่านการปลูกไผ่เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เป็นพืชพลังงานส่งออกแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวลอัดเม็ด

          วันนี้ (4 กันยายน 2562 เวลา 9.30 น.) ที่ ห้องประชุมเจริญจิตต์ ณ สงขลา นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขต 7 เป็นประธานการประชุมเรื่องแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสานผ่านการปลูกไผ่เศรษฐกิจ โดยมี  นายชนธัญ แสงพุ่ม ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. นางสาวนฤมล นุตยะสกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ผู้แทนสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

          สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการรายงานความคืบหน้าในการขับเคลื่อนโครงการ ตลอดจนพูดคุยหารือด้านปัญหาอุปสรรค และแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะรวมทั้งหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการส่งเสริมเกษตรผสมผสานผ่านปลูกไผ่เศรษฐกิจภายใต้ชื่อ “Yala Bamboo” เป้าหมายพื้นที่ปลูกไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ ในปี 2565 กรอบเวลาดำเนินการ 21 ปี เพื่อการสร้างงาน    สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และผลักดันให้เป็นพืชพลังงานส่งออกโดยการพัฒนาแปรรูปเป็น เชื้อเพลิงพลังงานชีวมวลอัดเม็ด ขณะนี้นำร่องไปแล้วในพื้นที่ จ.ยะลา 5,000 ไร่ รวมทั้งวางแผนที่จะจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนโดยสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามี      ส่วนร่วมโดยระยะแรกทางภาครัฐจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน

          ทั้งนี้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสานผ่านการปลูกไผ่เศรษฐกิจ พืชแห่งอนาคตจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเกษตรกรรมของพี่น้องในพื้นที่จากเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน ให้สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างหลากหลาย สร้างความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเข้มแข็งทั้งในเชิงการบริหารจัดการและการประสานความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่โดยมุ่งประโยชน์ของเกษตรกรสูงสุด โดยมี สภาเกษตรกรแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บริษัทวู้ดพลัส จำกัด และภาคีภาคเอกชนจากประเทศเกาหลีใต้ ร่วมลงนาม

ข้อมูล : ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศฮ.บต)

ศอ.บต. ดึงน.ศ ที่กำลังศึกษาในพื้นที่จชต.ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกิจกรรม Ambassador Network (SBPAC) หวังสร้างทัศนคติที่ดีต่อพื้นที่และเป็นเครือข่ายสื่อสารเชิงบวกในอนาคต

          วันที่ 4 กันยายน 2562 ที่โรงแรม ซีเอส ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวทีเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2562 จัดโดย กลุ่มบริหารยุทธศาสตร์การต่างประเทศ กองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. โดยมี นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. นางสาวโรฮานา หะยียูโซะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ กลุ่มบริหารยุทธศาสตร์การต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ ศอ.บต. และผู้เข้ากิจกรรมที่เป็นนักศึกษาจากทั้งในและต่างประเทศในพื้นที่ จชต. จำนวน 140 คน

         พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า SBPAC (Ambassador Network) เป็นการสร้างเครือข่ายยุวทูตของ ศอ.บต. ให้เป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายในการดึงนักศึกษาต่างประเทศกว่า 17 ประเทศที่กำลังศึกษาอยู่ในพื้นที่ จชต. และนักศึกษาในพื้นที่ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 มหาวิทยาลัย ซึ่งนอกเหนือจากการมาเล่าเรียน เพื่อได้รับวุฒิทาง การศึกษาแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ยังต้องการสร้างเสริมประสบการณ์อีกด้วย จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ ศอ.บต. ได้เป็นแม่งานในการจัดให้ทุกคนมาเจอกัน โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รวมไปถึงมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอื่น อาทิ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

          โดยรูปแบบการจัดกิจกรรม เป็นการเสวนาและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงบวก 2 วัน และลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 วัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ดึงนักศึกษามาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเปิดโอกาสในการสื่อสารให้ทุกคนได้รู้ว่าแผ่นดินใต้มีอะไร บ้านเมืองเป็นอย่างไร และมีทิศทางในการพัฒนาอย่างไร เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และหล่อหลอมเจตคติที่ดีแก่เยาวชน โดยหวังว่านับจากนี้เครือข่ายเยาวชนเชิงบวกจะขยายในวงกว้างมากขึ้น นำไปสู่การสร้างเครือข่ายเยาวชนอาเซียน และการสร้างเครือข่ายเชิงบวกอื่นๆ ต่อไป อีกทั้งเมื่อเยาวชนเหล่านี้ได้สำเร็จการศึกษาออกไป และกลับคืนสู่ประเทศมาตุภูมิของตนเอง ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายและสัมพันธ์ที่ดี ตลอดจนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารเรื่องราวดี ๆ ต่อไปด้วย

ข้อมูล : ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

องคมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามผลการดำเนินงาน และเปิดอาคารละหมาดหญิง ร.ร.ราชประ ชานุเคราะห์ 40 จ.ปัตตานี

          วันนี้ ( 5 กันยายน 2562) เวลา 08.00 น. ที่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 บ้านรูสะมิแล หมู่ที่ 1 ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี/ ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะ ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานี โดยมี พลตรีสมพล ปานกุล รองแม่ทัพภาคที่ 4/ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า , ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี , หัวหน้าส่วนราชการ , คณะครู บุคลากร นักเรียน ให้การต้อนรับ

          โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานีเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนให้นักเรียนเป็นคนดี และน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทางด้านการศึกษา มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้นักเรียนนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตในการดำรงชีพอย่างพอเพียง จัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในลักษณะนักเรียนอยู่ประจำ ปัจจุบันมีนักเรียน 653 คน ชาย 322 คน หญิง 331 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีบุคลากรครู และเจ้าหน้าที่รวม 76 คน

          ในการนี้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ได้เชิญอุปกรณ์เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬาพระราชทาน มอบให้แก่นักเรียน เพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมได้เปิดอาคารละหมาดหญิง และพบปะประชาชน และสอบถามถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้สร้างขวัญและกำลังใจในดำเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะครู บุคลากร นักเรียนต่อไป

ข่าว – ศิรดาฯ
ภาพนิ่ง – ศอ.บต.

สุโขทัย – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานทางการศึกษา

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 6 กันยายน 2562 เวลา 08.30 น. ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะ ลงพื้นที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานทางการศึกษา พื้นที่จังหวัดสุโขทัย ณ ห้องสมุด “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โดยมี นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 3 คณะผู้บริหาร ครู กศน.นักศึกษา ประชาชน ภาคีเครือข่าย ผู้นำชุมชน และบุคลากร กศน.จังหวัดสุโขทัย ให้การตอนรับ

          สำนักงาน กศน.จังหวัดสุโขทัย นับเป็นหน่วยงานในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลงานเชิงประจักษ์การส่งเสริม สนับสนุนและประสานภาคีเครือข่ายให้มีส่วนร่วมในจัดการศึกษาการดำเนินกิจกรรมของศูนย์การเรียนชุมชนและแหล่งการเรียนรู้อื่นในรูปแบบต่าง ๆ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเรียนรู้ลายสือไทย “สุโขทัยเมืองนักอ่าน” ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ส่งเสริมบุคลากรในการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ

          รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนและประชาชนอย่างทั่วถึง ผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนส่งเสริมผู้เรียนในทุกช่วงวัย ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน กิจกรรม
ส่งเสริมอาชีพ ทักษะอาชีพ การอบรมพัฒนาครู กศน. ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไปถ่ายทอดให้กับชุมชน จัดตั้งการค้าออนไลน์ผ่านศูนย์ OOCC การนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการด้านการเกษตร ให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ (Master Trainer) เพื่อนำความรู้ไปขยายผล ขับเคลื่อนการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนั้นการทำงานในพื้นที่ของครู กศน. ยังทำให้การทำงานด้วยความทุ่มเทในพื้นที่ ส่งผลให้ได้รับรางวัลต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น รางวัลศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยประจำตำบลดีเด่นระดับประเทศ / รางวัลชุมชนต้นแบบ ระดับจังหวัด ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน และรางวัลโครงงานนักศึกษา กศน.ดีเด่น ประจำปี 2562 เป็นต้น

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “เปิดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน” ครั้งที่ 51

          วันนี้ (6 กันยายน 2562) เวลา 9.30 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วยบุคคลสำคัญ อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รัฐมนตรีคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน รัฐมนตรีคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน และเลขาธิการอาเซียน สรุปสาระสำคัญดังนี้

          นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเน้นย้ำจุดกำเนิดของอาเซียนที่เกิดจาก “ความกล้าฝัน” ของผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 52 ปีที่แล้ว และเติบโตอย่างเข้มแข็งจาก “ความกล้าลงมือ” เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยอาเซียนได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแนวคิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) โดยใช้กลไกการลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกัน ทำให้การค้าภายในภูมิภาคขยายตัว อาเซียนยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน ตลอดจนเสนอข้อริเริ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เพื่อรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกับคู่ภาคีภายนอกอาเซียน ทั้ง 6 ประเทศ ทั้งนี้ การกล้าลงมือของผู้ขับเคลื่อนอาเซียนมีจุดประสงค์เพื่อให้พลเมืองของอาเซียนทุกคนได้รับประโยชน์และโอกาสอย่างแท้จริง

          ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ พร้อมร่วมมือกับประเทศสมาชิกและสานต่อการขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียน ตามแนวคิดหลัก คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” เพื่อสร้างอาเซียนที่มั่นคงแข็งแรง รองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอาเซียนได้ตลอดเวลา อาทิ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายทางการค้าโลก และความตื่นตัวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

          นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการประชุมร่วมกันในวันนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความฝันของอาเซียน ผ่านการเตรียมตัวรับมือกับอนาคต เสริมสร้างความเชื่อมโยง และส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อให้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนเจริญก้าวหน้าและใกล้ชิดกันมากขึ้น

          นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าก่อนพิธีเปิดการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รัฐมนตรีคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน รัฐมนตรีคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน และเลขาธิการอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อรับมือกับสงครามการค้า และเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างกันซึ่งต้องอาศัยพลังของอาเซียน โดยย้ำประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจได้แก่ การผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป ให้สำเร็จภายในปีนี้ การส่งเสริมการค้าชายแดน การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การเตรียมความพร้อมอาเซียนสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 การพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัลและเมืองอัจฉริยะ  การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาขยะทะเล การสนับสนุน SMEs และการพัฒนาแรงงานฝีมือ

          ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรียืนยันว่าในฐานะประธานอาเซียนมุ่งมั่นและพร้อมร่วมมือกับสมาชิกอาเซียนเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตลอดไป

เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ฯ เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ และพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือในมิติต่างๆ

          วันนี้ (วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562) เวลา 11.00 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เชค ญัสซิม บิน อับดุลเราะฮ์มาน บิน มุฮัมมัด อาลอับดุลเราะฮ์มาน อัษษานี (H.E. Sheikh Jassim Bin Abdulrahman Bin Mohammed Alabdulrahman Al-Thani) เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ สาระสำคัญการหารือดังนี้

          นายกรัฐมนตรีขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ สำหรับบทบาทอย่างแข็งขัน บทบาทการเป็น Friend of Thailand ในการดำรงตำแหน่ง เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างไทย-กาตาร์ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และขอให้ถือว่าประเทศไทยเป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ในโอกาสนี้ขอแสดงความยินดีที่เอกอัครราชทูตฯ ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำรัฐสุลต่านโอมาน เชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตฯ จะประสบความสำเร็จ และส่งเสริมให้ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับโอมานด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลยินดีร่วมงานกับเอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ฯ คนใหม่ และสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยและกาตาร์ให้แน่นแฟ้น

         เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ฯ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ชื่นชมวัฒนธรรมและความสวยงามในไทย โดยระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งเห็นว่าไทยและกาตาร์มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิด และมีพลวัตมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูง ทั้งระดับราชวงศ์ และระดับรัฐบาล มีการหารือระดับสูง ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้นำผลจากการหารือไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันต่อไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกาตาร์ และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ฝากความปรารถนาดีมายังนายกรัฐมนตรีด้วย

          ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า พร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือในมิติต่างๆ และสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้หารือและพร้อมมีความร่วมมือ ได้แก่ ด้านพลังงาน อาหาร อาหารฮาลาล และการค้าการลงทุน พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้กาตาร์พิจารณาร่วมลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เพิ่มขึ้น

          นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่กาตาร์ยินดีสนับสนุนและมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย เพื่อเพิ่มโอกาสและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยินดีที่ชาวกาตาร์เดินทางมาท่องเที่ยวและรับการรักษาพยาบาลในไทยจำนวนมาก โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวระหว่างกันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระดับประชาชน ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้รัฐบาลกาตาร์พิจารณานำเข้าสินค้าเกษตรกรรมของไทยที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ยาง และปาล์ม

พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4 /ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน การประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจนโยบาย ของภาครัฐในการจัดตั้งและปฏิบัติงานของ ชป.กร.

           พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4 /ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน การประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจนโยบาย ของภาครัฐในการจัดตั้งและปฏิบัติงานของ ชป.กร. ให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุธประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ จชต. ณ ห้องประชุมวิภาวังศิริกุล  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพลเรือน, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

          จากการจัดตั้งชุดปฏิบัติกิจการพลเรือนขึ้นปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากกำลังพลในชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน เป็นบุคคลนอกชุมชน จึงไม่เข้าใจความต้องการในการแก้ไขปัญหา ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านได้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงจัดประชุมพบปะหารือขึ้น เพื่อหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่างก็เป็นบุคคลที่พี่น้องประชาชนในหมู่บ้านให้การยอมรับ ฉะนั้น พี่น้องชาว อสม. จะสามารถช่วยนำทางหรือชี้นำให้เข้าถึงปัญหาในหมู่บ้าน ทั้งยังชี้แนะถึงความต้องการของประชาชนในหมู่บ้านได้อย่างแท้จริง

          โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ตามนโยบายหลักที่ตั้งไว้ คือ ทำพื้นที่ให้ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัย, ร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด, เป็นมิตรทุกภาคส่วน, รวมใจไทยเป็นหนึ่งเดียว และสามัคคี กลมเกลียวสร้างสรรค์สันติสุข อันจะนำมาซึ่งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สู่หมู่บ้านของพวกท่านทุกคน

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สมศ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ลงพื้นที่ ติดตาม “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ตามแนวพระราชดำริฯ

          วันที่ 5 กันยายน 2562 เวลา 09.30 น. พันเอก สุธรรม กังแฮ รองผู้อำนวยการสำนักมวลชนและกิจการพิเศษ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ณรงค์ ธนานันทกุล รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ โรงเรียนบ้านน้ำเค็ม ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยมี ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง และบุคลากรโรงเรียนบ้านน้ำเค็ม ร่วมให้การต้อนรับ

          รองผู้อำนวยการสำนักมวลชนและกิจการพิเศษ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าของโครงการในครั้งนี้ ในภาพรวมถือว่าโรงเรียนบ้านน้ำเค็มทำได้ดี แต่อาจมีข้อขัดข้องในเรื่องของการดำเนินการบ้าง ซึ่งวันนี้ก็ได้ร่วมพูดคุยและให้ข้อแนะนำกับทางโรงเรียน เกี่ยวกับการดำเนินงานในระยะต่อไป

          สำหรับ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยทรงเล็งเห็นว่าการพัฒนาเด็กทั้งร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ อย่างเต็มศักยภาพ จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนของตนเองและประเทศชาติต่อไป โดยทรงเริ่มต้นการดำเนินงานในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ก่อนที่จะขยายผลต่อไปยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม โดยมุ่งเน้นให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง ร่วมกันทำการเกษตรในโรงเรียนแล้วนำผลผลิตที่ได้มาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันแล้ว ยังทำให้นักเรียนได้รับความรู้ด้านโภชนาการ และด้านการเกษตรแผนใหม่ ที่สามารถนำไปใช้ประกอบเป็นอาชีพได้ต่อไป

          โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 102 โรงเรียน ซึ่งแต่ละโรงจะได้รับงบประมาณสนับสนุน ในปีแรก 20,000 บาท ส่วนปีต่อไปปีละ 10,000 บาท เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการ ฯ ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน มาอย่างต่อเนื่อง

ข่าว / ธนากรฯ
ภาพ / จัสมินฯ