นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานพิธี มอบอุปกรณ์​ และอบรมวิธีการตัดผมให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด​ บช.น.

      วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 14 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ ห้องบุณยะจินดา สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต : ดร.บุษบา ชัยจินดา นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานในพิธี มอบอุปกรณ์​ และอบรมวิธีการตัดผมให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล​ (บช.น.)​

      โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ อันเนื่องมาจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามระเบียบวินัยข้าราชการตำรวจ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเข้าใจถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ภาระค่าใช้จ่ายของข้าราชการตำรวจ ทางสมาคมฯ จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น

      เพื่อหวังว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่เพื่อนข้าราชการตำรวจ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้เป็นอาชีพเสริมในอนาคตได้ การฝึกอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติวิทยาการจากโรงเรียนเสริมสวย อ.ทรัพย์,อ.ญาธิกา รุ่งขจรวงศ์,คณะทีมงานข้าราชการตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน และตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่มีความเชี่ยวชาญในการตัดผม มาร่วมเป็นวิทยากรในการตัดผม

      โดยมี คุณสุดาพร วงษ์ปิ่น ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล​ และคณะแม่บ้านตำรวจ​จากกองบังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ ​1​-9 (บก.น.1-9) เข้าร่วมในการฝึกอบรมครั้งนี้ด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ดัสกร ทองเหลา อดีตแข้งทีมชาติ ยกทีมสีหมอก ร้องกองปราบฯ​ หลังถูกเบี้ยวค่าเหนื่อยกว่า 10 ล้านบาท

      วันนี้​ วัน​อังคาร​ที่ 14 พ.ค.62​ เวลา 13.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : นายดัสกร ทองเหลา อายุ 35 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย พร้อมด้วย นักฟุตบอลและเจ้าหน้าที่ทีมงานสต๊าฟโค๊ชสโมสรฟุตบอลสีหมอก เอฟซี กว่า 10 คน เดินทางเข้าพบ พัน​ตำรวจ​ตรี​ ธีรพจน์ คงหนู สารวัตร​สอบ​สวนกอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.สอบสวน กก.5 บก.ป.)

      เพื่อร้องขอความเป็นธรรมหลังสโมสรฟุตบอลดังกล่าวซึ่งมีนายธนเดช ยงกิจจาธร เป็นประธานสโมสร แต่กลับไม่ยอมทำตามสัญญาโดยการค้างค่าจ้างเงินเดือนค่านักฟุตบอลและทีมงานในสโมสรมานานร่วม 5 เดือน รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารสัญญาการว่าจ้างมามอบให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

      นายดัสกรฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงประมาณปลายเดือน พ.ย. 2561 ตนได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรดังกล่าว ซึ่งเป็นทีมในไทยลีก 3 ในระยะสัญญา 1 ปี แต่นับจากที่ตนได้เป็นนักฟุตบอลของสโมสรดังกล่าวแล้ว​ ยังไม่เคยได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลานานร่วม 5 เดือน และไม่ใช่เพียงแค่ตนเท่านั้น เหล่าบรรดานักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีมงานสต๊าฟโค๊ช คนอื่นๆอีกกว่า 40 คน ของทีมก็ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างด้วยเช่นกัน

      เมื่อทวงถามก็บอกว่าจะพยายามหาเงินมาจ่ายให้ โดยอ้าวว่าขณะนี้กำลังรวบรวมเงินทุนจากต่างประเทศ ก่อนจะเงียบหายไป ซึ่งที่ผ่านมาตนและนักฟุตบอลคนอื่นๆ ต้องยอมควักกระเป๋าตนเองเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าอาหาร ที่พักโรงแรม ค่าเดินทาง ในการเดินทางไปแข่งขัน เพื่อให้ตนเองสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้ต่อ

      นายดัสกรฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการที่ตนเลือกเซ็นต์สัญญาร่วมกับสโมสรดังกล่าวนั้น เนื่องจากตนเห็นว่ามีทีมงานสต๊าฟโค๊ชที่รู้จักสนิทสนม และเป็นอดีตทีมชาติหลายคน อีกทั้งท่านประธานสโมสรเองก็มีประวัติโปรไฟล์ดี เป็นนักธุรกิจใหญ่ และมีความน่าเชื่อถืออยู่ใน จ.สุพรรณบุรี จึงตัดสินใจเข้าร่วมทีมด้วย และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ผ่านมาตนและนักฟุตบอลคนอื่นๆได้เคยไปยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมที่ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

      ก่อนจะมีคำสั่งให้ยุบทีมจากระบบการแข่งขันทุกรายการ พร้อมทั้งมีการเจรจากับประธานสโมสร ซึ่งท่านประธานเองก็รับปากว่าจะดำเนินการจ่ายเงินค่าจ้างที่ติดค้างให้กับทุกคน แต่เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายเดือนกลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆตามที่กล่าวอ้าง ด้วยเหตุนี้ตนและนักฟุตบอลคนอื่นๆ​ จึงได้รวมตัวกันมาเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับทางตำรวจกองปราบฯ​ ในวันนี้ โดยหลังจากนี้ก็คงปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

“สโมสรฟุตบอลดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่นักฟุตบอลคนไทยเท่านั้นยังมีนักฟุตบอลชาวต่างชาติ อีก 2 คน มีชาวญี่ปุ่น 1 คนและ ชาวนามิเบีย อีก 1 คน ซึ่งทั้ง 2 คนเบื้องต้นทราบว่าได้มีการยื่นเรื่องร้องต่อทางฟีฟ่าไปบ้างแล้ว ซึ่งหากยังไม่มีการแก้ไขเกรงว่าวงการฟุตบอลไทยจะได้รับความเสื่อมเสีย และในอนาคตนักฟุตบอลชาวต่างชาติอาจจะไม่กล้ามาค้าแข้งในเมืองไทย” นายดัสกรฯ กล่าว

      ด้านพนักงานสอบสวน เบื้องต้นได้ทำการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ไว้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนประมวลเรื่องราวทั้งหมดส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ​ เดินทางมายัง รร.ตชด.บ้านน้ำอ้อม จ.สระแก้ว​เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคฯ

      เมื่อวันจันทร์​ที่ 13 พฤษภาคม 2562 เวลา 14.00 น. ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม จ.สระแก้ว​ : ดร.บุษบา ชัยจินดา นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย​ ผศ.ดร.อุมา แสงคร้าม อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เดินทางมายัง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญ คณะครู ตชด., นักเรียน ข้าราชการตำรวจ ตชด. พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียน และร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายกิจกรรมในโรงเรียน จากนั้นได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยมี พัน​ตำรวจ​โท​ สุกัน ลอมไธสง ครูใหญ่ รร.ตชด.​ และ​ นักเรียน ให้การต้อนรับ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจร่วมเปิดโครงการ “เพ้นท์ถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน” เพื่อนำถุงผ้าไปมอบให้กับโรงพยาลแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ

      เมื่อวันจันทร์​ที่ 13 พฤษภาคม 2562 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมตำรวจภูธร​จังหวัด​สระแก้ว​ (ภ.จ.สระแก้ว)​ : ดร.บุษบา ชัยจินดา นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ​ พร้อมด้วย​ ผศ.ดร.อุมา แสงคร้าม อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมเปิดโครงการ “เพ้นท์ถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน” โดยมี บุตร-ธิดา ข้าราชการตำรวจ,เยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมทำกิจกรรม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเป็นการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก โดยมีคณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2)​ ให้การต้อนรับ จากนั้นจะนำถุงผ้าไปมอบให้กับโรงพยาล เพื่อไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผู้บัญชาการ​ สตม.คนใหม่ รุดตรวจเยี่ยมด่านชายแดนแม่สาย พร้อมประสาน ตม.เมียนมา

      วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 13 พ.ค.62​ เวลา 15.20 น. : พล​ตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รักษา​ราชการ​แทน​ ผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ คนใหม่ได้เดินทางไปตรวจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจเข้าเมือง (ตม.) อ.แม่สาย จ.เชียงราย ชายแดนไทย-เมียนมา ติดกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดยมี พลตำรวจ​ตรี​ พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 5​ กอง​บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (ผบก.ตม.5​ บช.สตม.),พัน​ตำรวจ​เอก​ เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง​ผู้​บังคับการ​ตำรวจ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 5ฯ​ (รองผบก.ตม.5ฯ)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ชัชชัย สำเนียง ผกก.ตม.เชียงรายฯ นำเจ้าหน้าที่ตรวจดูการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ประจำอยู่ที่ด่านพรมแดนอำเภอแม่สาย สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 1 ในเขตเทศบาล อ.แม่สาย จ.เชียงราย​

      โดยตรวจเยี่ยมสะพานแห่งที่ 1 การเดินทางเข้าออกของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั้ง 2 ฝั่งประเทศ รวมทั้งรถเล็กที่ใช้สัญจรทั่วไป ยังคงมีสภาพที่แออัดด้วยยานพาหนะและผู้คน การเปิดด่านพรมแดนตั้งแต่เวลา 06.30-21.00 น.ทุกวันโดยปกติจะมีผู้คนเดินทางเข้าออกวันละประมาณ 1,000-2,000 คน แต่หากเป็นช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลจะมีนับหมื่นคน  ขณะที่สะพานแห่งที่ 2 ใช้เฉพาะเพื่อการขนส่งสินค้าชายแดนที่มีมูลค่าปีละจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าส่งออกจากประเทศไทยไปยังรัฐฉานของประเทศเมียนมา ปัจจุบันทางคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (อ.แม่สาย) หรือทีบีซีฝ่ายไทย ได้เสนอไปยังทีบีซีฝ่ายเมียนมาให้ขยายการใช้สะพานแห่งที่ 2 ดังกล่าวเพื่อการเดินทางงเข้าออกของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั้ง 2 ฝั่งประเทศ เพื่อลดความแออัดของแห่งที่​ 1 แล้ว แต่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการเมียนมาอยู่

      พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ ยังได้เดินทางไปพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเมียนมาที่เกี่ยวข้องบริเวณสะพานแห่งที่ 1 โดยทาง พ.อ.ชาตรี สงวนธรรม ผบ.ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง ในฐานะประธานทีบีซีฝ่ายไทยได้ร่วมประสานงาน ซึ่งพบว่าทาง พ.ท.ต้านสิ่นอ่อง ผบ.กองพันเคลื่อนที่เร็วที่ 227 ในฐานะประธานทีบีซีฝ่ายเมียนมา (จ.ท่าขี้เหล็ก) ได้ประสานนำคณะฝ่ายเมียนมานำโดย พ.ต.อ.ทูนทูนไหน่ ผกก.ตรวจคนเข้าเมือง จ.ท่าขี้เหล็ก นายคิมหม่องลิน นายด่านศุลกากรจังหวัดท่าขี้เหล็ก นายซีทูหม่อง คณะกรรมการดูแลรักษาเจรจาต่อรองเพื่อประชาชน ไทย-เมียนมา เข้าพบปะกับฝ่ายไทย ในโอกาสที่ทาง พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ พึ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่เพื่อจะได้ประสานความร่วมมือในเรื่องกิจการชายแดนที่เกี่ยวข้องในอนาคตต่อไป

      ด้าน พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ตนได้เดินทางไปตรวจตราตามแนวชายแดนด้านต่างๆ ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบเพื่อขอความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยในฝั่งของ ตม.พม่า นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องการประสานขอข้อมูลด้านยาเสพติดและการช่วยติดตามค้นหาผู้ที่หลบหนีคดีจากฝั่งไทยไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งเท่าที่สอบถามในพื้นที่แล้วพบว่าที่ผ่านมาการประสานงานระหว่างกันยังไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง กระนั้นงานด้านชายแดนนั้นนอกจากจะเน้นความมั่นคงแล้วยังมีเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวด้วย จึงจำเป็นต้องรักษาความสมดุลย์เอาไว้ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายก็พยายามร่วมมือกันโดยมีการจัดประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่อง

Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ สตม.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ศาลมณฑลทหารบกที่18ปล่อยตัวผู้ต้องขัง​ พระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

      วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 เวลา 13.30 น. พลเรือเอก​ ปรีชา​ญ​ จามเจริญ​ เจ้ากรมพระธรรมนูญ พลโท​ เชิดชัย​ อังศุสิงห์​ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ​ พลตรี​ นพพร​ โคงหกุล​ ผู้ช่วยเจ้ากรมพระธรรมนูญ​ พันเอก​ ธนา เลาหะณิช ผู้อำนวยการกองนิติธรรมทหาร​ กองนิติธรรมทหาร​ กรมพระธรรมนูญ​ ร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยตัวผู้ต้องขังทหาร​ พลตรี​ อัศวิน​ บุญธรรมเจริญ​ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่18มอบให้​ พันเอก​อภิชัย​ วิไลเนตร​ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่18 ประธานพิธีปล่อยตัวผู้ต้องขังในเรือนจำทหารมณฑลทหารบกที่18จำนวน15​ นาย​ เป็นเรือนจำทหาร1ใน34​ ศาลทหาร ชั้นต้นศาลทหารกรุงเทพมหานคร
      ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาล อัยการจังหวัดรองผู้บังคับการ หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมโดยผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับการปล่อยตัว15​ รายได้รับทุนประกอบอาชีพ15รายและเงินค่าพาหนะ จากหน่วยงานกองนิติธรรมทหารได้มอบให้อีกคนละ300บาท และมีญาติมารับตัวผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นดีใจที่บุตรหลานตนได้พระทานอภัยต่อไปนี้ครอบครัวตนและลูกหลานได้ซาบซึ่งและเป็นคนดีของสังคมและจได้นำวิชาอาชีพที่ได้รับการอบรมและฝึกฝนไปดำเนินชีวิตให้อยู่กับสังคมภายนอกได้พร้อมที่จะอยู่ร่วมครอบครัวให้ได้และจะเป็นคนดีของสังคมและจะประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

ลมฝน หมุนโค่นต้นโพธิ์อายุกว่า200ปีทับบ้านเรือนเจ้าของบ้านรอดหวุดหวิด

      วันที่ 12พ.ค.62 ช่วง เวลา 18 .00 น. หลังจากที่ มีฝนและลมพัดแรง กระหน่ำที่ตำบลหนองโรง หมุ่ที่ 6-7 ต.หนองโรง อ.หนองแค​ จ. สระบุรี ซึ่งลมและฝนดังกล่าวได้พัดกระหน่ำมีลมหมุนทำให้บ้านเรือนของประชาชน หมุ่ที่ 6 หมู่7 ต. หนองโรง ได้รับความเสียหายหนัก1หลัง ผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสำรวจที่ บ้านเลขที่62/1หมู่ที่6 ซึ่งเป็นบ้านของนาย​ วิรัตน์​ ศรีไปล่​ อายุ60 ปี​ และญาติอาศัยอยู่3คน​ได้รับความเสียหายมากที่เนื่องจากกระแสลมแรงทำให้ต้นโพธิ์ที่มีอายุเก่าแก่กว่า200ปีโค่นล่มลงทัยบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง และ ใหล้กันมีรถยนต์ที่จอดไม่เสียหาย นายวิรัตน์​ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณแขนขวามีรอยแผลขีดยาว ไม่ลึกมากและที่ที่ศรีษะได้ถูกกระทบรอดหวุดหวิดจากถูกต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ล้มทับบ้านพังได้รับความเสียหายทั้งหลัง ซึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือว่าได้มีบารมีรัชกาลที่9ที่ตนและครอบครัวคล้อวคอเป็นประจำจึงโชคดีที่ไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นในวาตภัยในครั้งนี้
      ด้านเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการ​ กองช่าง​ กองป้องกันพร้อม สมาชิก อบต.หนองโรง เผยว่า ช่วงเย็นประมาณ หกโมงเย็น ที่ผ่านมา เกิดมีลมฝนพัดแรงและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้หลังคาบ้านเรือนประชาชนเปิดและเสียหายเป็นบ้างบ้าน จึงรีบลงพื้นที่สำรวจ
      ส่วน ทางด้านนาย​ แปลก​ เทพรักษ์​ นายอำเภอหนองแคได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้เบื้องต้นและสั่งการให้หน่วยงาน​ อบต.หนองโรงนำกำลังมาเพื่อให้การช่วยเหลือ​ พร้อม​ด้วยชุด รส.จว.สบ.โดย รต.สุพจน์​ พานิช กำนันสำรวย​ ดีปัญญา​ กำนันตำบลหนองโรง​ นายนเรศ​ คำเปรว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่6​ ตำบลหนองโรง​ ​เจ้าหน้าที่ป้องกัน​อบต.หนองโรง​ ลงตรวจเยี่ยมให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น
      ให้กับผู้เสียหายนาย​ วิรัตน์​ ศรีไปล่​ อายุ60ปี​ บ้านเลขที่62/1​ หมู่6​ ตำบลหนองโรง​ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฝน​ ต้นไม้ล้มทับบ้านพัง​เสียหายด้วย/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

เสี่ยโป้” อานนท์ พาผู้เสียหายร้องกองปราบฯ​ ถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบ ลูกน้องนักการเมืองดังฝั่งธนข่มขู่ทำร้ายเรียกเก็บดอกเบี้ยโหด

      วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 13 พ.ค.62​ เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : “เสี่ยโป้” อานนท์ อายุ 27 ปี เน็ตไอดอลชื่อดัง พา นายณัฐพัฒน์ สุรินต๊ะ อายุ 30 ปี ผู้ประกอบการรับเหมาติดตั้งและรับผลิตอุปกรณ์สัญญาณจราจร เดินทางเข้าพบ พัน​ตำรวจ​ตรี​ หญิง บุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สารวัตร​สอบสวน​ กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.สอบสวน กก.1 บก.ป.)​ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม​หลังถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบรายหนึ่งและเป็นลูกน้องคนสนิทของนักการเมืองชื่อดังรายหนึ่งย่านธนบุรี (วัน อยู่บำรุง) ข่มขู่ทำร้ายร่างกาย หากไม่ยอมจ่ายเงินดอกเบี้ยเงินกู้ โดยนำคลิปเสียงที่มีการข่มขู่ระหว่างการสนทนาระหว่างนายทุนเงินกู้กับนายณัฐพัฒน์ฯ มามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

      นายณัฐพัฒน์ฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตนได้ไปกู้ยืมเงินจากนายทุนเงินกู้รายหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของนักการเมืองชื่อดังฝั่งธนฯ ในจำนวนเงิน 290,000 บาท เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจรับเหมาติดตั้งอุปกรณ์สัญญานป้ายไฟจราจร ของตนเอง โดยไม่มีการทำสัญญาเงินกู้อย่างเป็นทางการ มีเพียงแค่การตกลงกันด้วยวาจา โดยตนรับปากว่าจะยอมจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับนายทุนคนดังกล่าวในอัตราร้อยละ 10 ของเงินที่กู้ยืมมาต่อเดือน

      นายณัฐพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในช่วงแรกที่ยืมเงินมาตนพยายามจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยตรงตามกำหนดทุกเดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พ.ค.62 ที่ผ่านมา ตนไม่สามารถนำเงินมาจ่ายค่าดอกเบี้ยให้กับนายทุนคนดังกล่าวได้ เนื่องจากธุรกิจของตนประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงได้โทรศัพท์ไปขอไกล่เกลี่ยเพื่อขอผลัดผ่อน โดยจะขอจ่ายให้ในจำนวนเงิน 3 หมื่นบาทต่อเดือน จำนวน 10 เดือน แต่นายทุนคนดังกล่าวยังไม่พอใจ พร้อมทั้งพูดจาข่มขู่ตนว่าจะทำร้ายตนและคนในครอบครัวของตน อีกทั้งยังนำตนไปโพสต์ประจานในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค โดยหาว่าตนเป็นพวกมิจฉาชีพ ทำให้ตนได้รับความเสื่อมเสีย ประกอบกับกลัวว่าคนในครอบครัวจะได้รับอันตรายถูกนายทุนคนดังกล่าวส่งคนมาทำร้าย จึงตัดสินใจนำเรื่องไปปรึกษากับ “เสี่ยโป้” ก่อนจะมีการพามาพบตำรวจกองปราบฯ​ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมในวันนี้

      “ตนรู้ว่าเป็นคนผิดที่ยืมเงินมาแล้วไม่มีเงินจ่ายคืนให้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะหนีหรือไม่จ่ายหนี้ เพียงแต่อยากขอเวลาหาเงินก่อน เพราะตอนนี้ธุรกิจของตนประสบปัญหาจริงๆ อีกทั้งอยากฝากบอกว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างตนกับนายทุนเงินกู้คนดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองลูกพี่ของนายทุนคนดังกล่าวแต่อย่างใด​ ”นายณัฐพัฒน์ กล่าว

      ด้าน​ “เสี่ยโป้” กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้รับฟังเรื่องราวของนายณัฐพัฒน์ฯ แล้วนั้น ตนรู้สึกว่าการเรียกเก็บเงินค่าดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินร้อยละ 10 ต่อเดือนนั้นถือเป็นยอดที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งนายทุนเงินกู้คนดังกล่าวยังมีพฤติกรรมข่มขู่ทำร้ายร่างกายลูกหนี้ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐควรจะเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบดังกล่าว

      สำหรับนายทุนคนดังกล่าวนั้น ตนทราบชื่อว่า นายต๋อง ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีประวัติถูกจับเกี่ยวกับคดีอาวุธปืน และเคยมีประวัติทำร้ายร่างกายผู้อื่นหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งล่าสุดไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะใช้อาวุธปืนข่มขู่หญิงสาวรายหนึ่ง หลังจากมีปากเสียงกันระหว่างการเจรจาซื้อขายรถยนต์

      เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนจะรวบรวมส่งต่อเรื่องให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รวบ!! โจ๋แว้นลักทรัพย์ยามวิกาล

      วัน​จันทร์ที่ 13 พ.ค.62 เวลา 13.45 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคาร บช.น.: พล​ตำรวจ​โท​ สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.) พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ดาวลอย เหมือนเดช,พล​ตำรวจ​ตรี​ นิตินันท์ เพชรบรม รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.),พล​ตำรวจ​ตรี​ กัมปนาท โสภโณดร ผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 9​ (ผบก.น.9),พัน​ตำรวจ​เอก​ สุริยา นาคแก้ว รองผู้บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 9 (รอง​ผบก.น.9),พัน​ตำรวจ​เอก​ ธีระ เถระพัฒน์ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​ท่าข้าม​ (ผกก.สน.ท่าข้าม),พัน​ตำรวจ​โท​ สุกฤต มังคละสวัสดิ์ รอง​ผู้กำกับ​การ​ปราบปราม​ สถานีตำรวจ​นครบาล​ท่าข้าม​ (รองผกก.ป.สน.ท่าข้าม)​,พัน​ตำรวจ​โท​ ธงชัย บัวรังษี รองผู้กำกับ​การ​สืบสวน​ สถานีตำรวจ​นครบาล​ท่าข้าม​ (รอง​ผกก.สส.สน.ท่าข้าม)​ มีเจ้าหน้าที่​ตำรวจชุดจับกุมนำโดย พัน​ตำรวจ​ตรี​ ปิติพล พรหมแก้ว,พัน​ตำรวจ​ตรี​ วรัษฐา วุฑฒิรักษ์ สารวัตร​สืบสวน​สถานีตำรวจ​นครบาล​ท่าข้าม​ (สว.สส.สน.ท่าข้าม)​,พัน​ตำรวจ​ตรี​ ณัฏฐวรรษ ฐากูรไชยกรณ์ สารวัตร​ปราบ​ปรามสถานีตำรวจ​นครบาล​ท่าข้าม​ (สวป.สน.ท่าข้าม)​ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าข้าม

      ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ หนูแย้ม อายุ 21 ปี ตามหมายจับของ ศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.266/2562 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือรับของโจร”,นายธนู หรือไอซ์ สุคนธสิงห์ อายุ 23 ปี ตามหมายจับของ ศาลอาญาธนบุรีที่ จ.265/2562 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือรับของโจร” และ​ นายนฤพล หรือนิว อิ่มจิตร อายุ 22 ปี ตามหมายจับของ ศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.267/2562 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือรับของโจร” พร้อมด้วยของกลางคือ
        1.กุญแจแบบตัวที จำนวน 1 ตัว
        2.แท่งแม่เหล็กทรงสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับเปิดรูกุญแจ จำนวน 1 แท่ง
        3.แท่งเหล็กปีกนกใช้สำหรับทำกุญแจ สตาร์ทรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 แท่ง
        4.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ซัมซุง เจ7 สีขาว จำนวน 1 เครื่อง
        5.หมวกกันน็อค แบบเต็มใบ สีขาว ยี่ห้อ อินเด็กซ์ จำนวน 1 ใบ
        6.เสือแขนยาว สีส้ม-ดำ พิมพ์อักษร MARBORO ที่หน้าอก จำนวน 1 ตัว
        7.กางเกงขายาวลายพราง สีส้ม-ฟ้า จำนวน 1 ตัว
        8.รองเท้าแตะ สีขาว-ดำ จำนวน 1 คู่
        9.รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง-ขาว เลขตัวรถ MLHJA1422E894920
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน (พบที่ซอยเอสเค ถ.แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ)
        10.รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีขาว เลขตัวรถ MLHJA1449D5335123
เลขเครื่อง JA211E-0335123 หมายเลขทะเบียน 1กฆ 350 มหาสารคาม จำนวน 1 คัน (พบที่ลานจอดรถห้างโฮมโปร สาขากัลปพฤกษ์ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ)
        11.รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีขาว เลขตัวรถ MLHJA2113E5223600
เลขเครื่อง JA211E-0223600 หมายเลขทะเบียน 2หอ 4473 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน
(พบที่ลานจอดรถห้างบิ๊กซี สาขากัลปพฤกษ์ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ)
        12.เสื้อยืดคอวี สีเทา จำนวน 1 ตัว (นายนฤพลฯ สวมใส่ในวันก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์สมัครใจนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

      สืบเนื่องมาจากวันที่ 11 พ.ค.62 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.ท่าข้ามได้ออกตรวจพื้นที่พบ นายสมบูรณ์ฯ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มากับนายธนูฯ บริเวณซอยเอสเค ถนนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ มีลักษณะพิรุธต้องสงสัยจึงเข้าตรวจค้นตัวพบกุญแจตัวที จำนวน 1 ตัว,แท่งแม่เหล็กทรงสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับเปิดรูกุญแจ จำนวน 1 แท่ง​ และแท่งเหล็กปีกนกใช้สำหรับทำกุญแจ สตาร์ทรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 แท่ง

        จากการสอบถามนายสมบูรณ์ฯ ให้การว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีไว้ใช้ในการกระทำความผิดลักรถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจึงได้ขยายผลจึงทราบว่าผู้ต้องได้กระทำความผิดโดย ก่อนการออกตระเวนลักทรัพย์นั้น นายสมบูรณ์ฯ​ จะได้รับออเดอร์มาจากนายแบงค์ฯ แล้วจึงออกไปวนดูเป้าหมายตามจุดต่างๆ โดยเลือกเป้าหมายรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ในละแวกที่ลับตาคนและไม่อยู่ใกล้ถนน เมื่อเลือกเป้าหมายแล้วจะเข้าไปและใช้วิธีการใช้เหล็กแหลมแทงกุญแจและใช้เหล็กตัวทีงัดกุญแจเพื่อติดเครื่องรถจักรยายนต์แล้วขับหลบหนีไปโดยใช้เวลาก่อเหตุเพียง 5 วินาทีหลังก่อเหตุ นายสมบูรณ์ฯ จะติดต่อกับนายแบงค์ (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ผ่านทางช่องทาง Messenger ของ Facebook ชื่อบุคคล “สาบสูญ(ไม่รู้ดิ)” เพื่อติดต่อขายรถให้กับนายนวย ไม่ทราบชื่อสกุลจริง โดยรถที่ลักมาได้นายสมบูรณ์ฯ จะนำไปจอดไว้​ ในที่ใดที่หนึ่ง
แล้วติดต่อนายนวยฯ ออกมาดูรถหากดูแล้วนายนวยฯ​ ตกลงซื้อ นายนวยฯ​ จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขบัญชี 041-3-90410-2 ชื่อบัญชีนายสมบูรณ์ฯ ซึ่งผู้ต้องหาได้กระทำความผิดในพื้นที่สน.ต่างๆ ดังนี้
คือสน.ท่าข้าม จำนวน 2 คัน,สน.พลับพลาไชย​ 1 จำนวน 4 คัน
และสน.บุปผาราม จำนวน 1 คัน

        จากการสอบถามนายสมบูรณ์ฯ​ ยอมรับว่าเสพยาเสพติดมา จึงดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป​ รวมทั้งสิ้น จำนวน 7 คัน โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์จริง​ จากนั้นควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบหนุ่มหื่นแอบย่องเข้าบ้านหวังตีท้ายครัวเพื่อน

      วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 13 พ.ค.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ ธงชัย อยู่เกษ ผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.1 บก.ป.) พร้อมด้วย​ พัน​ตำรวจ​โท​ พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ,พัน​ตำรวจ​โท​ ภาณุมาศ แสงส่ง รองผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​ผกก.1 บก.ป.) และ​ ร้อยตำรวจ​โท​ ชัยเวง พาด้วง รองสารวัตร​กอง​กำกับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​สว.กก.1 บก.ป.)

      ร่วมกันนำกำลังเข้าจับกุม นายเวนิต หรือก่ำ สามาอาพัฒน์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ 5 ต.โพนงาม อ.กุดชุม จ.ยโสธร ตามหมายจับศาลจังหวัดยโสธร ลงวันที่ 13 พ.ค.59 ข้อหา “บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำอนาจาร” ได้ภายในซอย อินทามระ 29 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย เเขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.

      ทั้งนี้เมื่อต้นปี พ.ศ.2559 นายเวนิตฯ ผู้ต้องหาได้เข้ามาร่วมวงดื่มเหล้ากับเพื่อนๆ หนึ่งในนั้นมีแฟนหนุ่มของผู้เสียหายอยู่ด้วย เมื่อเมาได้ที่ผู้ต้องหาออกอุบายขอตัวกลับบ้านไปพักผ่อน แต่กลับแอบย่องปีนเข้าบ้านของผู้เสียหายที่อยู่ละแวกใกล้เคียง ก่อนใช้กำลังปลุกปล้ำพยายามข่มขืนแฟนสาวของเพื่อน โชคดีที่ชาวบ้านมาช่วยไว้ได้ทัน ส่วนผู้ต้องหาหลบหนีไป

      ต่อมาผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา กระทั่งเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ป.ตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คำผักกูด จ.ยโสธร ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​