“ประธานณัฏฐ์” ปฎิเสธข่าวลือป่วยเป็นมะเร็ง ยันแค่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง และยังคงปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่งได้ตามปกติ

“ประธานณัฏฐ์” ปฎิเสธข่าวลือป่วยเป็นมะเร็ง ยันแค่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง และยังคงปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่งได้ตามปกติ

จากกระแสข่าวลือว่า ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา,ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต,นายกสภาธรรมาภิบาล,ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และอนุกรรมาธิการ วุฒิสภา อีกหลายคณะ มีอาการป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือด เคลื่อนไหวไม่สะดวกต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งข่าวลือดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนและห่วงใยในกลุ่มมิตรสหาย และเพื่อนร่วมงานในองค์กรต่างๆ ซึ่งอาจเชื่อในข้อมูลคลาดเคลื่อนไป

ล่าสุดได้รับการยืนยันจากครอบครัวของ “ประธานณัฏฐ์” ว่า แท้จริงทางการแพทย์ตรวจพบปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายน้อยเนื่องจากเม็ดเลือดขาวกินเม็ดเลือดแดง จึงต้องควบคุมอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งปัจจุบัน “ประธานณัฏฐ์” กำลังอยู่ในช่วงทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูตามคำแนะนำทางการแพทย์ เพื่อให้กลับมามีสภาพร่างกายแข็งแรงโดยเร็ว จึงขอยืนยันว่า “ประธานณัฏฐ์” ไม่ได้มีอาการป่วยเป็นมะเร็งตามกระแสข่าวลือดังกล่าว

ทั้งนี้ “ประธานณัฏฐ์” ขอขอบพระคุณมิตรสหายทุกๆท่าน ตลอดจนเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่แสดงความเป็นห่วง และขอขอบพระคุณในทุกๆกำลังใจจากทุกๆท่าน มาด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสูง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

คืบหน้า ตำรวจคุมตัว ไอ้แตร์ มือฆ่าสุดโหด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ล่อลวงสาวใหญ่ ไปฆ่าจับศพแขวนคอเพื่ออำพรางคดี

ล่าสุดความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว ไอ้แตร์ มือฆ่าสุดโหด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ล่อลวงสาวใหญ่ ไปฆ่าหวังตบตาเจ้าหน้าทีตำรวจ จับศพแขวนคอเพื่ออำพรางคดี แล้วหนีแต่ไม่พ้นมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จอมพล รุจิรดำรงค์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และ พ.ต.อ.มานะ สำราญวงศ์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนและสอบสวน ได้นำตัว นายสมรอ ผู้ต้องหา ผู้ก่อเหตุ ฆ่าข่มขืนสาววัย 45 ปี เหตุเกิดที่ ต.บ้านเก่า อ.มือง จ.กาญจนบุรี ก่อนหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามไล่ล่า แต่ไม่พ้นมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมตัวได้และ นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ ที่เกิดเหตุ เปิดเผยถึงนาทีพฤติกรรมโหดเหี้ยม

โดยใช้ภรรยาตัวเองขี่รถพาผู้เสียชีวิตมายังจุดที่เกิดเหตุ ก่อนลงมือล่วงละเมิด ฯ จากนั้นได้ทำร้ายร่างกาย และทุบตี ก่อนใช้เชือกรัดคอจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปแขวนคอกับต้นไม้อย่างโหดเหี้ยม หวังตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย จากการตรวจสอบ พบประวัติ นายสมรอ ผู้ต้องหา เคยก่อคดีทั้งฆ่าคนตายและล่วงละเมิดทางเพศ ก็คดีมาอย่างโชกโชน ตำรวจแจ้งหลายข้อหา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


/////////#กัมพล ทันเวลา / ทีมข่าวภาคตะวันตก

“สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ลาสิกขาอย่างงดงาม ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติและปัญญาในโลกยุคดิจิทัล

“สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ลาสิกขาอย่างงดงาม ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติและปัญญาในโลกยุคดิจิทัล

สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม 17 พฤษภาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ. ทรู คอร์ปอ เรชั่น จัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณรในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ส่งท้ายอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่งดงามตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งมุ่งขัดเกลาสามเณรทั้ง 12 รูปให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของชีวิต ตลอดระยะเวลาการบรรพชาสามเณรได้ซึมซับบทเรียนแห่งการเข้าใจตนเอง เรียนรู้การให้โดยไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง และใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่าทันโลก ภายใต้ความเมตตาของพระพรหมบัณฑิต ในฐานะพระอาจารย์ใหญ่ ผู้ถวายการสอนและติดตามการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด โดยหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของวันลาสิกขา คือการที่ตัวแทนสามเณร 4 รูป ขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา ในหัวข้อ “สติสัมปชัญญะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รักจักรวาล แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” เพื่อถ่ายทอดปัญญาธรรมที่ได้รับสู่สาธารณชน เผยให้เห็นความงอกงามจากการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมอย่างเด่นชัดและเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ /ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมทั้ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

และในปีนี้โครงการยังได้รับความเมตตาจากพระผู้ใหญ่ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระพรหมพัชรญาณมุนี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิปัญญาประทีป พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี พระราชภาวนาวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) วัดไร่เชิญตะวัน พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลา ราม ราชวรมหาวิหาร พระมหาภูมิชาย อคฺคปญฺโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวัง มาให้โอวาทแก่สามเณร ซึ่งหลังจบโครงการฯ จะรวบรวมคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย มาเป็นคลังธรรมะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเนื้อหาหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ซึ่งสามารถรับชมได้ทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ธรรมะที่ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ได้จัดบรรพชาแก่สามเณรและแม่ชีน้อยรวมแล้วกว่า 154 รูป เพื่อบ่มเพาะเยาวชนต้นแบบที่มีคุณธรรม และส่งต่อหลักธรรมสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการเติบโตเป็นคนดี มีธรรมะเป็นหลักยึด และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองได้จริง ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการสื่อสารธรรมะสู่ผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น ผ่านคอนเทนต์รูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะคลิปสั้นบน TikTok ช่อง “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ที่ช่วยให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและใกล้ตัวขึ้น อีกทั้งตลอดการออกอากาศในปีนี้ โครงการยังได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ชมทั่วประเทศและทั่วโลก สะท้อนผ่านข้อความร่วมอนุโมทนาบุญและกำลังใจที่ส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ยืนยันถึงพลังของธรรมะที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจน


กันตินันท์ รายงาน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา รุกภูเก็ต! ปักธงยุทธศาสตร์ “Hub เรือสำราญอาเซียน 2026” ยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนควบคู่โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา รุกภูเก็ต! ปักธงยุทธศาสตร์ “Hub เรือสำราญอาเซียน 2026” ยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนควบคู่โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ รองประธาน และ นายจำลอง อนันตสุข รองประธานและโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์, นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล, นางประทุม วงศ์สวัสดิ์, นายสุวิทย์ ขาวดี, นายสุวิช จำปานนท์, นายณรงค์ จิตราช และประกาสิทธิ์ พลซา และคณะเดินทางลง พื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อปฏิบัติภารกิจศึกษาดูงานและจัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026” ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤษภาคม 2569

โดยวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้เริ่มต้นภารกิจ ณ บ้านทองตัน ถนนดีบุก เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้นำชุมชนสำคัญ นายดอน ลิ้มนันทพิสิฐ ประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต และ นายสมยศ ปาทาน รองประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต พร้อมนายนิวัฒน์ เอ่งฉ้วน เลขานุการนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต การหารือเน้นไปที่การรักษาอัตลักษณ์ของเมืองควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมากับเรือสำราญ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การคมนาคม ซึ่งนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภาภูเก็ตก็ได้มาร่วมหารือด้วย

และเพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่เดินเท้าสำรวจย่านเมืองเก่าภูเก็ตด้วยตนเองอย่างละเอียดเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความพร้อมของเส้นทางเดินท่องเที่ยว การจัดการจราจร และความปลอดภัย ซึ่งข้อมูลจากการสัมผัสพื้นที่จริงนี้จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายยกระดับเมืองท่าท่องเที่ยวสู่ระดับสากลต่อไป

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปยัง ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เพื่อตรวจเยี่ยมและศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับให้เป็น ท่าเรือต้นทาง โดยได้รับฟังข้อมูลการดำเนินงานจากคณะผู้บริหารบริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต จำกัด นำโดย นายอดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป นางสาวอรสา พงศ์พัฒนคม รองผู้จัดการทั่วไป และนายปรีชา ปานเถื่อน ผู้จัดการแผนกปฏิบัติการฝ่ายเรือและสินค้า ซึ่งคณะก็ได้ดูงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการบนเรือสำราญ Genting Dream เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนามาตรฐานท่าเรือและการให้บริการนักท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการศึกษาแนวทางเพื่อผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมทั้งด้านโครง สร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการชุมชน เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคภายในปี 2026 โดยความสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการ จัดลำดับความสำคัญ ในการพัฒนาเมืองท่าเรือสำราญของไทยให้เป็นศูนย์กลางในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนาเกาะในประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลมากแล้ว ขณะที่ประเทศไทยเรากลับล่าช้ามาก แม้แต่ท่าเรือขนาดใหญ่เช่นแหลมฉบัง ก็ยังไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ดี การพัฒนาเกาะภูเก็ตก็ยังเผชิญกับปัญหาการลำเลียงนักท่องเที่ยวนับพันคนขึ้นจากเรือก็ใช้เวลามาก ตรงนี้คือปัญหาที่ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการฯ ลงมาภูเก็ตในครั้งนี้” ประธาน กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภากล่าว

ด้านนายจำลอง อนันตสุข โฆษก กมธ.การท่องเที่ยวและการกีฬา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประ เทศไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาเกาะและท่าเรือไปอย่างก้าวหน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผลักดันให้มีเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะกระบวนการลำเลียงนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญขนาดใหญ่ขึ้นสู่ฝั่งที่ปัจจุบันยังมีความล่าช้า ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

“การที่คณะเข้าศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต และเรือสำราญ Genting Dream มีวัตถุ ประสงค์เพื่อนำมาตรฐานสากลมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภูเก็ตสามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่และบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับโลก” สว.จำลอง กล่าวในตอนท้าย


ตร.เมืองคอน สกัดยาบ้า 2.8 แสนเม็ด ซุกพัสดุบริษัทเอกชนทุ่งสง

สถานีตำรวจภูธรเมืองคอน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สกัดจับยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนจำนวน 280,000 เม็ด ที่ถูกส่งผ่านทางบริษัทพัสดุเอกชนในพื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรม ราช ก่อนถึงมือผู้รับ การสกัดครั้งนี้เพื่อยับยั้งการลักลอบขนส่งสารเสพติดผ่านช่องทางการขนส่งสินค้า

ตำรวจภภูธรนครศรีธรรมราช นำโดย พ.ต.อ.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน ผู้กำกับการ พ.ต.ท.ณรงค์ชัย ดำเอียด หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองคอน และ ร.ต.ท.สมชาย ขวดทอง ตรวจสอบและยึดยาบ้าจำนวน 280,000 เม็ด ที่ถูกบรรจุในพัสดุที่ส่งผ่านบริษัทพัสดุเอกชนแห่งหนึ่ง

สอบสวนเบื้องต้น พบว่าพัสดุดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงราย และมีปลายทางอยู่ที่ อ.รัษฎา จ.ตรัง เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามและตรวจสอบพัสดุดังกล่าวที่จุดตรวจในพื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.ดนครศรีธรรมราช ยึดยาเสพติดไว้ได้ทันเวลา ก่อนที่จะถึงมือเครือข่ายผู้รับ

หลังจากการสกัดจับยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว ตำรวจส่งตัวอย่างยาบ้าไปให้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบเพื่อยืนยันชนิดและปริมาณของสารเสพติด ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งขยายผลสืบสวนเพื่อติดตามตัวตน ของเจ้าของยาเสพติด ผู้ส่ง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการลักลอบขนส่งสารเสพติดนี้

ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (สส.ส.) และหน่วยงานสอบสวนยาเสพติดอื่น ๆ ให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถดำเนินคดีตามกฎ หมายได้อย่างเต็มที่

การสกัดจับยาบ้าจำนวน 280,000 เม็ดในครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จที่สำคัญในการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยการสกัดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการยับยั้งการลักลอบขนส่งสารเสพติดผ่านช่องทางต่าง ๆ


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

หนูน้อยนักสู้ชีวิตวัย 10 ขวบ ! ถือไมค์ร้องเพลงลูกทุ่งกลางตลาดนัด หาเงินส่งตัวเองเรียน เสียงใสสะกดคนฟังทั้งตลาด

มุกดาหาร – โลกออนไลน์และชาวตลาดต่างพากันชื่นชม “น้องชนารดี สิริวารินทร์” เด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดอนฮี ตำบลสวาท อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร หลังใช้ความสามารถด้านการร้องเพลงลูกทุ่งออกแสดงตามตลาดนัด เพื่อหารายได้ช่วยส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณตลาดนัดนิคมคำสร้อย ข้างร้านซีเจมอลล์ อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พบ “น้องชนารดี” กำลังถือไมโครโฟนลอย ร้องเพลงลูกทุ่งผ่านลำโพงบลูทูธอย่างตั้งใจ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนที่เดินจับจ่ายสินค้าในตลาด

แม้อายุยังน้อย แต่น้องมีน้ำเสียงใสสะอาด ถ่ายทอดอารมณ์เพลงลูกทุ่งได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งลีลาการร้อง การเอื้อนเสียง และความกล้าแสดงออก สร้างความสนใจให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินผ่านไปมา หลายคนถึงกับหยุดฟัง พร้อมมอบเงินเป็นกำลังใจให้กับหนูน้อยนักสู้ชีวิตรายนี้

จากการสอบถามทราบว่า น้องชื่นชอบการร้องเพลงลูกทุ่งเป็นอย่างมาก และใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน รวมถึงวันหยุด ออกตระเวนร้องเพลงตามตลาดนัด เพื่อหารายได้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนและแบ่งเบาภาระครอบครัว

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างชื่นชมในความขยัน อดทน และความกตัญญูของน้อง พร้อมยกให้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเด็กสู้ชีวิต ที่ใช้ความสามารถและความพยายามสร้างอนาคตให้ตัวเองอย่างน่ายกย่อง

เสียงเพลงลูกทุ่งจากไมโครโฟนตัวเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ อาจไม่ใช่เพียงบทเพลงเพื่อความบันเทิง แต่ยังสะท้อนพลังหัวใจของ “เด็กนักสู้” ที่กำลังเดินตามความฝันด้วยสองมือของตัวเองอย่างแท้จริง


มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

ช็อกทั้งรถทัวร์ ผู้โดยสารหญิงชาวลาว เสียชีวิตบนรถ

มุกดาหาร – ช็อกทั้งรถทัวร์ ผู้โดยสารหญิงชาวลาว เสียชีวิตบนรถ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 69 พ.ต.ท กิจติวัตฒ์ คนหาร (สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตอยู่บนรถทัวร์โดยสารประจำทางสายกรุงเทพ-มุกดาหาร ที่จอดส่งผู้โดยสารอยู่บริเวณสถานีขนส่งมุกดหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์โรงพยาบาลมุกดาหาร ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณที่นั่งหลังสุด นอนบริเวณพื้นคือ นางพร พันทิราด อายุ 29 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้น เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

จากการสอบถาม นายสุรพล กุลบก อายุ 61 ปี พนักงานขับรถ กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตขึ้นมาจาก บขส.หมอซิต เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 69 ที่ผ่านมา โดยจะลงปลายทางที่ บ ข ส มุกดาหารก่อนถึง บ ข ส มุกดาหาร ประมาณ 10 กิโลเมตร ตนเองได้จอดทำธุระพร้อมเดินตรวจรถพบว่าหญิงคนดังกล่าวได้นอนอยู่กับพื้นตนเองเลยแจ้งกู้ชีพจึงพบว่าเสียชีวิตแล้วตนจึงขับรถเข้าจอดที่ บ ข ส จนกระทั่งมาถึงปลายทาง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ

ด้าน นายสาว เติม ชาวลาวอายุ เปิดเผยว่า จากการสังเกตเห็นอาการไม่ดี ตั้งแต่จะขึ้นรถที่ กทม ตนเองเลยถามว่าเป็นอะไรมาไหม ผู้เสียชีวิตบอกว่าจะเมารถ ช่วยไปซื้ออาหารให้ลูกได้ไหม ต่อมาผู้ตายเลยขอนั่งด้วยแต่ทางคนรถบอกว่านั่งไม่ได้เพราะต้องนั่งตามเลขที่ ผ่านไปเกือบหลายชั่วโมงก่อนจะถึงปลายทางพบว่านอนเสียชีวิตแล้ว

จากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์โรงพยาบาลมุกดาหาร ต้องรอนสูตรที่แน่ชัดอีกครั้ง ส่วนตอนนี้ญาติทาง สปป ลาว ได้รับทราบว่าเสียชีวิตแล้ว พร้อมรับศพไปดำเนินการตามพิธีทางศาสนาต่อไป


จ .มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

สสจ.มุกดาหาร ลงพื้นที่คลายกังวล “ผีปอบ” ย้ำผู้เสียชีวิตเกิดจากโรคประจำตัว พร้อมเยียวยาจิตใจผู้ถูกกล่าวหา ชาวบ้านร่วมปรับความเข้าใจกันอย่างสงบ

มุกดาหาร – สสจ.มุกดาหาร ลงพื้นที่คลายกังวล “ผีปอบ” ย้ำผู้เสียชีวิตเกิดจากโรคประจำตัว พร้อมเยียวยาจิตใจผู้ถูกกล่าวหา ชาวบ้านร่วมปรับความเข้าใจกันอย่างสงบ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่บ้านดอนม่วย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้ นายแพทย์ณัฐนนท์ พีระภาณุรักษ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ภายหลังเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “ผีปอบ” จนสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ และมีการกล่าวหาบุคคลในชุมชน

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจขาดเลือด และภาวะหัวใจวาย ซึ่งเป็นข้อมูลจากการประเมินทางการแพทย์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความตื่นตระหนก และป้องกันการเข้าใจผิดภายในชุมชน

ขณะเดียวกัน ทีม MCATT หรือทีมเยียวยาสุขภาพจิต ได้เข้าประเมินสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ โดยพบว่าผู้ถูกกล่าวหามีภาวะเครียดสะสมและมีอาการซึมเศร้าในระดับหนึ่ง แต่ไม่พบแนวโน้มคิดทำร้ายตนเอง เจ้าหน้าที่จึงได้ให้กำลังใจ พร้อมส่งต่อเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในเวลา 18.30 น. ณ ศาลาการเปรียญวัดบ้านดอนม่วย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเปิดใจรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ พร้อมร่วมกันปรับความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง และยืนยันให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อยของชุมชนต่อไป โดยไม่พบเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่แต่อย่างใด


มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

ระทึก !! ชาวบ้านช่วยกันจับโจรย่องขโมยของวัด ก่อนพามอบตัวต่อหน้าเจ้าอาวาส สุดท้ายได้รับโอกาสครั้งใหม่ หลังเจ้าอาวาสเทศน์สอนธรรมะและให้อภัย หวังกลับตัวเป็นคนดี

ระทึก!! ชาวบ้านช่วยกันจับโจรย่องขโมยของวัด ก่อนพามอบตัวต่อหน้าเจ้าอาวาส สุดท้ายได้รับโอกาสครั้งใหม่ หลังเจ้าอาวาสเทศน์สอนธรรมะและให้อภัย หวังกลับตัวเป็นคนดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ วัดหนองสองห้อง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จัง หวัดนครราชสีมา ถูกคนร้ายลักขโมยทรัพย์สินภายในวัดหลายรายการ ทั้งเหล็กสำหรับใช้ก่อสร้างกว่า 30 ท่อน รวมถึงโกศทองเหลือง และภาชนะทองเหลืองสำหรับใส่ดอกไม้และจุดธูป สร้างความเดือดร้อนให้กับทางวัดและญาติโยมที่เดินทางมากราบไหว้บรรพบุรุษเป็นอย่างมาก

ล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายชูเอกราช พิมพ์ชู ชาวบ้านหนอง สองห้อง พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ ได้ช่วยกันเฝ้าสังเกตการณ์ภายในวัด หลังสงสัยว่าคนร้ายอาจย้อนกลับมาก่อเหตุอีก กระทั่งพบชายต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต ก่อนช่วยกันควบ คุมตัวมาพบ พระอาจารย์สายันต์ ฐานิสโร เจ้าอาวาสวัดหนองสองห้อง พร้อมคณะกรรมการวัดและพระลูกวัด เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง

จากการสอบถาม นายอานนท์ อายุ 30 ปี ชาวตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา ยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุลักขโมยทรัพย์สินภายในวัดจริง โดยอาศัยช่วงเวลาปลอดคนแอบเข้ามาก่อเหตุหลายครั้ง ก่อนนำของที่ขโมยไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำเงินไปซื้อกาวมาดม

หลังจากรับสารภาพ พระอาจารย์สายันต์ ได้เทศนาสั่งสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ และการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง พร้อมตักเตือนไม่ให้กลับไปก่อเหตุอีก ก่อนตัดสินใจ “บิณฑบาตชีวิตใหม่” ให้กับผู้ก่อเหตุ โดยไม่แจ้งตำรวจดำเนินคดี หวังให้โอกาสกลับตัวกลับใจ

นายอานนท์ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า รู้สึกซาบซึ้งใจที่เจ้าอาวาสเมตตาไม่ดำเนินคดี พร้อมสัญญาว่าจะเลิกพฤติกรรมดังกล่าวและไม่กลับไปก่อเหตุอีก

ด้านพระอาจารย์สายันต์ เจ้าอาวาสวัดหนองสองห้อง กล่าวว่า อาตมาต้องการให้โอกาสคนที่หลงผิด เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้ หากได้รับการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง พร้อมฝากเตือนว่า อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมและชาวบ้านอีก เพราะโอกาสในชีวิตไม่ได้มีบ่อยครั้ง หากได้รับโอกาสแล้วไม่คว้าไว้ สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเวรกรรมตามที่กระทำไว้


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ชีวิตรันทด ครอบครัวแม่ลูกอ่อน กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนประสานผู้ใจบุญยื่นมือช่วย ย้ายสู่ห้องใหม่ น้ำตาแห่งความหวังไหลทั้งชุมชน

ชีวิตรันทด ครอบครัวแม่ลูกอ่อน อยู่ห้องเช่าสุดแออัดกับลูกวัย 6 เดือน สภาพสกปรกเสี่ยงโรค-สัตว์มีพิษ กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนประสานผู้ใจบุญยื่นมือช่วย ย้ายสู่ห้องใหม่ น้ำตาแห่งความหวังไหลทั้งชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวกรชวัล อินทร์ชะมาต กลุ่ม “ซานตาคลอสข้างถนน” ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือครอบครัวของ นางบี (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานชายวัยเพียง 6 เดือน ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพบว่าสภาพความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ภายในห้องมีทั้งกองเสื้อผ้า ที่นอน หมอน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เด็กเล็กวางระเกะระกะในพื้นที่คับแคบ อากาศอับชื้นและสกปรก เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ รวมถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษกัดต่อย

หลังเห็นสภาพชีวิตที่น่าเวทนา กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนจึงเร่งประสานผู้ใหญ่ใจบุญเข้าช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวดังกล่าวให้ดีขึ้น

ต่อมา คุณภัคชัญญา สุขนิษฐากุล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท พีทีเอสเค จำกัด และบริษัทในเครือ ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที โดยพาครอบครัวย้ายเข้าอยู่ห้องเช่าแห่งใหม่ ในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม พร้อมมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อมเด็ก ที่นอน เครื่องครัว และอุปกรณ์จำเป็นในการดำรงชีวิตอีกจำนวนมาก

บรรยากาศขณะนำสิ่งของเข้าช่วยเหลือเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ทำเอา กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม. ในพื้นที่ ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นสภาพชีวิตของครอบครัวที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักมาโดยตลอด

คุณภัคชัญญา เปิดเผยว่า หลังได้รับการประสานจากกลุ่มซานตาคลอสข้างถนนว่ามีครอบ ครัวหนึ่งกำลังใช้ชีวิตอย่างลำบาก ตนจึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทันที เพราะเป็นคนชอบทำ บุญและอยากเห็นคนที่ลำบากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เช่าห้องพักใหม่ให้ในราคาเดือนละ 1,500 บาท พร้อมทำสัญญาเช่านาน 1 ปี รวมถึงจัดซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้หลายรายการ หวังว่าตลอด 1 ปีจากนี้ ครอบครัวดังกล่าวจะสามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้

ด้าน นางบี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ห้องพักเก่าทั้งแออัดและสกปรก ไม่มีเงินพอจะปรับปรุงคุณภาพชีวิต จนเมื่อมีผู้ใหญ่ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นคนดีของสังคมต่อไป


กันตินันท์ รายงาน