อ.ยะหา – พลังสตรีสานรัก สานสัมพันธ์ สร้างชุมชนพหุวัฒนธรรมเพื่อพึ่งพาตัวเองได้ และขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ

          (15 ตุลาคม 2562 ) ที่ลาน หน้าที่ว่าการอำเภอยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา พลังสตรีอำเภอยะหา จำนวนกว่า 500 คน จัดกิจกรรมสานเสวนา “ สตรีในบทบาทเครือข่ายผู้นำภาครัฐและเอกชน” นำความเด่นชัดในการทำงานทุกอาชีพ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ เป็นพลังแข็งแกร่งในการป้องสถาบันชาติ เพื่อดำรงคงอยู่คู่ประเทศไทยชั่วนิจนิรันดร์ โดยมีนายนิมะ มะกาเจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงานสตรียะหาสานรักสามัคคีชุมชนพหุวัฒนธรรม ร่วมด้วยพัฒนาชุมชนจังหวัดยะลา หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดอำเภอยะหา ผบ.ฉก.ทพ.47 ผกก.สภ.ยะหา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และสตรีอำเภอยะหา

         “กิจกรรม สตรียะหาสานรักสานสามัคคีชุมชนพหุวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันสตรีที่บทบาทมากขึ้นมีความสามารถเท่าเทียมผู้ชายเป็นที่ยอมรับจากสังคม จึงมีสตรีเข้ามามีบท บาทเป็นผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยน คิด สนทนา ให้สตรีมีความรู้ความสามารถครบถ้วนทุกๆด้าน ทั้งการงานและครอบครัว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายตามความคาดหวังของทางราชการ และของพี่น้องประชาชนให้เกิดผลสำเร็จในทุกด้านสู่ความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยื่น” นานนิมะ มะกาเจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าว

          สำหรับเป้าหมายกิจกรรมดังกล่าวนี้นางนิเด๊าะ อิแตแล ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอยะหา กล่าวว่า กลุ่มสตรีต้องการยกระดับคุณภาพชีวิต ให้สตรีพึงพาตนเองได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ โดยฝึกทำขนมโบราณหลากหลายชนิด เพื่อเป็นอาชีพเสริมและเป็นแรงพลัดดันสร้างความสุขให้ครอบครัว และชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีประสิทธิภาพ พร้อมนำไปสู่การสร้างสันติสุข

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews สื่อสันติสร้างสรรค์สังคม

จ.ยะลา – ประชาชนยังคงคับคั่ง ร่วมงานบุญ “ชักพระ” สืบสานประเพณี

ประชาชนยังคงคับคั่ง ร่วมงานบุญ ชมความสวยงามเรือพระ สืบสานประเพณี ”ชักพระ” จ.ยะลา ในคืนที่สอง

           วันนี้ (15 ต.ค 62) คืนที่สอง งานประเพณีชักพระ จังหวัดยะลา  ประชาชนยังคงหลั่งไหลเดินทางมาร่วมงานบุญกันอย่างคับคั่ง เพื่อชมความสวยงามของเรือพระ เรือยอด  ซึ่งในปีนี้มีเรือพระในพื้นที่ 3 จชต. และสงขลา บางส่วน เข้าร่วมชุมนุมเรือพระ จำนวน 59 ลำ  โดยจะจอดเรียงราย ภายในศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมอนุรักษ์สืบ สานประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ให้คงอยู่ รวมทั้ง ได้ร่วมทำบุญเรือพระตามประเพณี

           ประชาชนที่มาร่วมทำบุญเรือพระ บอกว่า ปีนี้เรือพระแต่ละวัดมีความสวยงามมาก ได้พาครอบครัวมาทำบุญ โดยจะแลกเหรียญ 1 บาท 5 บาท 10 บาท ไว้ และเดินใส่บาตรไปตามเรือพระจนครบเพื่อความเป็นสิริมงคล  นอกจากนี้ก็ยังได้ถ่ายรูปความสวยงามของเรือพระเก็บไว้อีกด้วย

          สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถร่วมงานบุญประเพณีชักพระ จังหวัดยะลา ได้ ณ ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา ซึ่งงานจะมีไปจนถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2562

#จังหวัดยะลา #งานบุญชักพระ #สืบสานประเพณี #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILANDข้อมูลข่าวและที่มา

ขอบคุณข้อมูล : thainews

ผู้สื่อข่าว : รุ่งสุรีย์ กิตติกุลสวัสดิ์ /ผู้เรียบเรียง : วรัญญา นันตาแก้ว

แหล่งที่มา : สทท.ยะลา

จังหวัดยะลา – ประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ “ชิม ช้อป ใช้” แล้วร้อยละ 86

จังหวัดยะลา ประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ “ชิม ช้อป ใช้” แล้วร้อยละ 86 มียอดการใช้จ่าย 149.13 ล้านบาท

         นางลัดดา พุทธชาติ คลังจังหวัดยะลา เผย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ชิม ช้อป ใช้” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2562 พบว่าประชาชนจังหวัดยะลา ได้ลงทะเบียนรับสิทธิคนละ 1,000 บาทแล้ว จำนวน 96,344 คน ขณะที่ ประชาชนจังหวัดอื่นประสงค์ใช้สิทธิ “ชิม ช้อป ใช้”ที่จังหวัดยะลา รวม 172,823 คน จำนวนมากเป็นอันดับ 16 ของประเทศ มียอดการใช้จ่ายแล้วรวมทั้งสิ้น 149.13 ล้านบาท ใช้จาก G-1 เงินรัฐ จำนวน 147 ล้านบาท และ G-2 เงินตนเอง 2.13 ล้านบาท

          โดยภาพรวมทั้งประเทศใช้จ่ายแล้ว 8,071.15 ล้านบาท จังหวัดยะลามียอดการใช้จ่ายสูงเป็นอันดับ 16 ของประเทศ โดยผู้ประสงค์ใช้สิทธิที่จังหวัดยะลาได้เดินทางมาใช้สิทธิแล้วร้อยละ 86 ในขณะที่จำนวนร้านค้า “ชิม ช้อป ใช้”ในจังหวัดยะลา มีจำนวน 1,040 ร้านค้า

#จังหวัดยะลา #ประชาชนใช้สิทธิชิม ช้อป ใช้ #ร้อยละ 86 #ยอดการใช้จ่าย 149.13 ล้านบาท #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : thainews

ผู้สื่อข่าว : รุ่งสุรีย์ กิตติกุลสวัสดิ์ /ผู้เรียบเรียง : วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สทท.ยะลา

ชาวยะลา – ร่วมทำบุญคึกคัก! แห่เรือตกแต่งอย่างสวยงาม

ชาวพุทธยะลา ร่วมตักบาตรเทโวโรหณะ ชักพระออกจากวัด เรือพระตกแต่งอย่างสวยงาม กว่า 50 ลำ

         เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 ที่วัดคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย วัฒนธรรมจังหวัดยะลา พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน อบต.หน้าถ้ำ และพุทธศาสนิกชนในจังหวัดยะลากว่า 300 คน ร่วมกันประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา โดยมีการจำลองรูปแบบการออกบิณฑบาตของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนเสด็จลงจากชั้นดาวดึงส์ในสมัยพุทธกาล โดยมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูป ออกรับบิณฑบาต

          นำประชาชนชักพระออกจากวัด ซึ่งเป็นประเพณีของพี่น้องชาวใต้ที่ได้กระทำกันมาเป็นประจำทุกปี สำหรับเรือพระที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามกว่า 50 ลำ เพื่อประชันความสวยงาม ซึ่งเรือพระทั้งหมดก็จะไปรวมกันที่บริเวณสนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา เพื่อไปร่วมประกวดเรือพระในประเภทต่างๆ ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : NEWS ข่าวด่วน ข่าวเด่น สถานการณ์ชายแดนใต้

ที่ปัตตานี – ศูนย์สันติวิธี มอบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง แก่กลุ่มเกษตรเสื้อเขียว

          พ.อ.ฐกร เนียมรินทร์ รอง ผอ.ศูนย์สันติวิธี เป็นประธานในพิธีมอบรถจักรยานยนต์พ่วงสามล้อ จำนวน 3 คัน และปัจจัยสมทบทุนให้กับองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกลุ่มเสื้อเขียวของหน่วยงานทหารที่สนับสนุนภาคประชาชน ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ได้แก่

  1. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.คลองมานิง อ.เมืองปัตตานี
  2. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์
  3. ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อ.กะพ้อ ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

           เพื่อสร้างงานสร้างรายได้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการว่างงาน การขาดรายได้ โดยสมาชิกมีการทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน มีการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มคุณค่าผลผลิต ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญา มีการกระจายผลิตผล และสร้างรายได้ ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ผาสุข มีความรักสามัคคีกันนำไปสู่การสร้างสันติสุขในพื้นที่

ขอบคุณข้อมูล : NEWS ข่าวด่วน ข่าวเด่น สถานการณ์ชายแดนใต้

พิธีเปิดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ครั้งที่ 70 ประจำปี 2562

          เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ครั้งที่ 70 ประจำปี 2562 และงานมหกรรมสินค้าชุมชน “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP” ครั้งที่ 19 โดยมี พลตรี ปิยพงษ์ วงศ์จันทร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี, ดร.พงศ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายเศวต เพชรนุ้ย นายอำเภอโคกโพธิ์, หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนร่วมให้การต้อนรับและร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก


         นายเศวต เพชรนุ้ย นายอำเภอโคกโพธิ์ กล่าวว่า งานประเพณีชักพระโคกโพธิ์จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 70 โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ การสืบสานประเพณีของจังหวัดปัตตานีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสร้างความสุขให้กับประชาชนทุกคนที่มาร่วมงาน กิจกรรมในปีนี้ประกอบด้วย การประชุมของเรือพระหรือการชักลากเรือพระ โดยแยกเป็น 3 ประเภทคือ ประเภทเรือยอด ซึ่งแบ่งเป็นเรือยอดใหญ่ และเรือยอดเล็ก, ประเภทเรือโฟม และประเภทความคิดของแต่ละวัดในอำเภอโคกโพธิ์และอำเภอใกล้เคียง, การจัดแห่ริ้วขบวนเรือพระในแต่ละวัดของอำเภอโคกโพธิ์และอำเภอต่างๆจากจังหวัดใกล้เคียง โดยแต่งกายชุดวัฒนธรรมท้องถิ่นในขบวนแห่เรือพระ, การประกวดแข่งขันตีกลองเรือพระ, การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ประเภทผู้นำ และประเภททั่วไป, การประกวดยุวบุตรและยุวธิดาเรือพระ, การจัดแสดงศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นในชุมชนของแต่ละตำบลของอำเภอโคกโพธิ์, การแสดงศิลปะภาคใต้ หนังตะลุง มโนราห์, การจัดให้มีการถวายสังฆทานและถวายภัตตาหารเช้าเพลแด่พระภิกษุ- สามเณร รวมทั้งการจัดพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปที่มากับเรือพระของแต่ละวัด

          สำหรับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย พลตรี ปิยพงษ์  วงศ์จันทน์ ได้กล่าวว่า หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ได้ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43, สถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์, อำเภอโคกโพธิ์ พร้อมกำลังภาคประชาชน จัดวางกำลังรักษาความปลอดภัยแบ่งเป็น 3 วงคือ วงใน จะมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนและกำลังภาคประชาชนดูแลรับผิดชอบ,  วงกลาง มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน, กำลังภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารร้อย ร.เชิงรุกส่วนดูแลรับผิดชอบ ส่วนวงนอกจะเป็นการดูแลรับผิดชอบโดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และหน่วยเฉพาะกิจใกล้เคียง ทั้งนี้ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจในความปลอดภัยของพื้นที่ และขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ได้มาร่วมงานประเพณีชักพระโคกโพธิ์ประจำปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 ถึง 20 ตุลาคม 2562 นี้

          สำหรับบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความคึกคัก มีเรือพระจากวัดต่างๆในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ และอำเภอใกล้เคียง มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าที่ทางอำเภอโคกโพธิ์ได้คาดการณ์ไว้ โดยพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงาน ได้เดินชมความสวยงามของขบวนเรือพระ รวมถึงได้ร่วมทำบุญเพื่อสืบสานประเพณีนี้ให้คงอยู่สืบไป ในขณะที่งานมหกรรมสินค้าชุมชน “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP” ครั้งที่ 19 ก็ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเช่นเดียวกัน

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง


คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขับเคลื่อน นโยบายรองรับสังคมสูงวัย พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อย่างยั่งยืน

          วันนี้ (16 ตุลาคม 2562) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2562 โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

          ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าและข้อจำกัดของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 41 กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) จัดให้มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยในมาตรา 42 บัญญัติให้ คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) เพื่อทำหน้าที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และมาตรา 45 กำหนดให้ในกรณีที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติหรือนำไปพิจารณาประกอบในการกำหนดนโยบายเพื่อสุขภาพ โดยเสนอต่อ คสช. พิจารณาแล้วนั้น เพื่อให้การติดตามผลการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นระบบและมีความต่อเนื่องในการประชุม คสช. ครั้งที่ 4/2562 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะองค์กรเลขานุการ ได้เสนอ คสช. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงามตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ควบคู่ขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาระบบการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติฯ มาอย่างต่อเนื่อง

          พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบสติสมัชชาเฉพาะประเด็นว่าด้วยนโยบายรองรับสังคมสูงวัย 4 มิติ ประกอบด้วย 1) การออมเพื่อสังคมสูงวัย มุ่งเน้นการนำเสนอเรื่องการออมหลากหลายรูปแบบ คือการออมด้วยการปลูกไม้ยืนต้น จัดตั้งองค์กรส่งเสริมการปลูกไม้เพื่อการออม โดยรับรองให้ไม้ดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ในการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การประกันตัว การกู้ยืม เป็นต้น 2) การเสริมสร้างศักยภาพและการจัดการของชมรมผู้สูงอายุ เน้นการเสริมสร้างศักยภาพและชมรมผู้สูงอายุ การรวมกลุ่มทำให้เกิดการทำกิจกรรมภายใต้การบริหารงานของผู้สูงอายุเองสามารถสนับสนุนผ่านพื้นที่กลางเพื่อให้เกิดการบูรณาการ 3) การปรับสภาพแวดล้อมรองรับสังคมสูงวัย ด้วย 1 ตำบล 1 ศูนย์อยู่ดี ซึ่งเป็นการนำร่องที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ออกแบบ Universal Design Center ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของหลายภาคส่วนออกไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และ 4) ร่วมสร้างชุมชนรอบรู้สุขภาพและพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ระดมทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ศาสนสถาน สถาบันการศึกษา หน่วยบริการสุขภาพ เข้ามาช่วยดูแลคนในชุมชน สร้างสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารเวลา สนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว รวมถึงการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านเครื่องมืออย่างสมัชชาสุขภาพพื้นที่ ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ ทั้งนี้ ประธานได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ประสานกับองค์กรภาคีหลักดำเนินงานให้เกิดการขับเคลื่อนตามมติดังกล่าว โดยรับข้อเสนอจากที่ประชุมไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งรวบรวมประเด็นและข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

DSI ยืนยัน ครม.โยกย้ายรองอธิบดี เป็นการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น เน้นย้ำ “คดีบิลลี่” โปร่งใส – ไม่มีการแทรกแซง

          ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 โดยแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม 4 ราย ประกอบด้วย พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร รองธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายพยนต์ สินธุนาวา รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ และนายมณฑล แก้วเก่า รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมว่า เป็นการโยกย้ายให้พ้นหน้าที่การเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 13/2562 (คดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่) นั้น

         พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้าย ตามมติ ครม.ดังกล่าว เป็นการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่าอธิบดี ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่ง ของข้าราชการ โดยพันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ ได้สมัครใจเข้ารับการคัดเลือกตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เรื่อง รับสมัครคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือก เพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงยุติธรม ลงวันที่ 20 กันยายน 2562 จึงมิได้เป็นการโยกย้ายให้พ้นหน้าที่การเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีการหายตัวไปของนายพอละจี แต่อย่างใด “ขอให้สาธารณชนอย่าได้เข้าใจคลาดเคลื่อน และขอให้มั่นใจการทำงานแบบสหวิชาชีพของกรมสอบสวนคดีพิเศษในรูปแบบคณะกรรมการ โดยปราศจากแทรกแซง ซึ่งประกอบด้วย พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีพันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ตามคำสั่งเดิมที่มีอยู่แล้ว และยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่จะมีรองอธิบดีท่านอื่น ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคมาทำหน้าที่แทน พันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ ตามสายบังคับบัญชา ทั้งนี้ คดีหายตัวไปของนายพอละจี ฯ เป็นคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสำคัญ โดยตัวผมเองจะเข้าไปกำกับดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดด้วย”

         อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษอาจเชิญพันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ เนื่องจากพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ 2547 ได้เปิดกว้างในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษใด มีเหตุจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนอาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษได้

คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
16 ตุลาคม 2562

การประชุม นขต.กอ.รมน. ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๒

         วันนี้ (๑๖ ต.ค. ๖๒) เวลา ๑๓.๓๐ น. พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้จัดการประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๒ สรุปผลการปฏิบัติงานในรอบเดือน กันยายน ๒๕๖๒ โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของ กอ.รมน. (ส่วนกลาง) และผู้แทนของ กอ.รมน.ภาค ๑ – ๔ เข้าร่วมประชุมฯ บริเวณชั้น ๓ อาคารรื่นฤดี กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานการประชุมฯ สรุปเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

เรื่องแรก กอ.รมน.ร่วมสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ ๙ “พัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน”

         การพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน เป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ ๙ โครงการหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการกำจัดน้ำเน่าเสียได้อย่างเป็นระบบ โดยทรงมีพระราชดำรัส เปรียบว่า “ที่นี่เราถือว่าเป็นไตกำจัดสิ่งสกปรกและโรค” การดำเนินการสืบสาน สานต่อโครง การดังกล่าว กอ.รมน. โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔(ศปป.๔) รับผิดชอบงานด้านทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่บูรณาการและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง

          โดยในห้วงที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าและกำหนดกรอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ โดยที่ประชุมฯได้มีมติให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบรอบบึงมักกะสัน โดยได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ร่วมสำรวจแนวเขตที่ดินที่อยู่ในความดูแล และบริหารจัดการให้ชัดเจน ส่วนของกรุงเทพมหานคร(กทม.) และมอบให้สำนักงานเขตราชเทวี ดำเนินการสำรวจจำนวนบ้านเรือนและจำนวนประชากรของชุมชนที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้ร่วมกันร่างแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน ซึ่งมีการพัฒนาใน 4 มิติ ได้แก่

  • มิติด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของเมือง
  • มิติด้านการพัฒนาชุมชนริมคลอง
  • มิติด้านการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วม
  • มิติด้านกฎหมายและการขับเคลื่อนการดำเนินงาน

          โดยมีเป้าประสงค์ให้เป็นบึงมักกะสันเป็นบึงรับน้ำขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตพญาไท และเขตราชเทวี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวหรือแก้มลิง เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อไป

          อย่างไรก็ตามการพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสันยังต้องประสบปัญหามีผู้บุกรุก จำนวน ๒๗๙ ครัวเรือน หากมีการดำเนินการตามแผนดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อไป กอ.รมน. จะเข้าร่วมดำเนินการพบปะพูดคุย สร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชนผู้บุกรุกพื้นที่ให้ทราบถึงประโยชน์ที่ได้รับของโครงการฯต่อไป

เรื่องสุดท้าย กอ.รมน. ร่วมกับ ศอ.บต. ดัน “ฮาลาลไทยสู่ครัวโลก”(HALAL THAILAND ONLY ONE)

         รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในพื้นที่ และหาแนวทางพัฒนาสู่ตลาดโลกอันจะเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จชต. ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนโยบายดังกล่าวเป็นผลให้เกิดโครงการย่อยภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาร้านอาหารมุสลิม/ฮาลาลไทยสู่สากล”

         การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ กอ.รมน.ภาค ๔ สน. และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาผู้ที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการประกอบอาหารฮาลาล เป็นการการสร้างโอกาสให้เยาวชนหรือคนในพื้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น ยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นเชฟฮาลาลที่มีประสิทธิภาพ สามารถออกไปประกอบอาชีพร่วมกับ โรงแรม, ร้านอาหาร, ภัตตาคาร และอื่นๆ

         โดยในห้วงที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ได้จัดกิจกรรม “ศอ.บต.พารวย ตลาดออนไลน์ กับ Thailandpostmart.com” เพื่อให้ผู้ประกอบการสินค้าฮาลาลในพื้นที่ จชต. ก้าวทันยุคไทยแลนด์ ๔.๐ นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาธุรกิจของตนเอง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพื้นที่ จชต.ต่อไป

มทบ.15 จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9

มทบ.15 จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”

          เมื่อวันที่ 16 ต.ค.62 ที่ศูนย์ประสานงานเพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลนของกองทัพบก (ภาคกลาง) ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พล.ต.กัณฑ์ชัย ประจวบอารีย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 (ผบ.มทบ.15) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” โดยมี ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

          กิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมปลูกป่าต้นโกงกาง จำนวน 500 ต้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งยังเป็นการสนองแนวพระราชดำริในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและรักษาระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประชาชน และประเทศชาติ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

         พล.ต.กัณฑ์ชัย กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่พวกเราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจโดยพร้อมเพรียงกัน ในการแสดงออกถึงความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมนำพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปรับปรุง และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ โดยเชื่อมโยงกับการจัดการดินและน้ำเป็นแนวทางหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมฉลับพลันและการพังทลายของดินอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการอนุรักษ์และการพัฒนาป่าต้นน้ำและป่าชายเลน อันเป็นแหล่งกำเนินแหล่งอาศัย และแห่งอาหารตามธรรมชาติของสรรพชีวิต ซึ่งเป็นฐานและต้นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

////////