นายกรัฐมนตรีย้ำความสำเร็จของไทยในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และเป็นต้นแบบการพัฒนาสาธารณสุข

          เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 2562) เวลา  9.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเต็มคณะระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (High-level Meeting on Universal Health Coverage) โดยระหว่างการประชุมฯนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงสรุปสาระสำคัญดังนี้

          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าความสำเร็จด้านสาธารณสุขของไทยมีพื้นฐานจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ การลงทุนด้านสุขภาพเป็นการลงทุนทั้งเพื่อปัจจุบันและอนาคต ประชาชนที่มีสุขภาพดีจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน เป้าหมายการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถทำได้จริง หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยแบ่งปันประสบการณ์ของไทย ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ดังนี้

          หนึ่ง ความเท่าเทียม รัฐบาลไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรค ซึ่งรวมถึงโรคเรื้อรังและโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ไทยจะขยายสิทธิประโยชน์ให้รวมถึงการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงสานต่อความสำเร็จของโครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทูตสันถวไมตรีของโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติในการป้องกันเอชไอวีในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

          สอง ประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยจัดสรรงบประมาณ15%ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ สำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ แม้ว่าจะมีงบประมาณจำกัด โดยเพิ่มการใช้งบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ และสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสุขภาพท้องถิ่น

         สาม การมีส่วนร่วม หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความยั่งยืนคือการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนในทุกระดับ ตามแนวทางประชารัฐ ให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งเน้นการส่งเสริมบริการสุขภาพในระดับมูลฐานที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

          ทั้งนี้ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดียิ่งขึ้น ให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และจะร่วมมือกับทุกหุ้นส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้ประชากรโลกมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน

          *ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมผลักดันให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มนโยบายต่างประเทศและสุขภาพโลก (Foreign Policy and Global Health : FPGH) ในปี 2560 โดยเมื่อวันที่12 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 72 (UNGA72) ได้รับรองข้อมติ Global Health and Foreign Policy : addressing the health of the most vulnerable for an inclusive society ซึ่งเสนอให้จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี2562

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 73(UNGA73) ได้รับรองข้อมติ Scope, modalities, format and organization of the high-level meeting on universal health coverage ซึ่งกำหนดให้จัดการประชุมดังกล่าวในวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยให้จัดการอภิปรายระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 รายการ ในลักษณะคู่ขนานกับ การประชุมเต็มคณะด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี ค.ศ. 2030 ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals – SDGs) ใน ปีเดียวกันโดยเร่งรัดให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มความพยายามในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางงบประมาณบนพื้นฐานของระบบสาธารณสุขที่แข็งแรง

          ไทยสนับสนุนให้ทุกประเทศบรรลุเป้าหมายของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยไทยเป็นตัวอย่างของประเทศรายได้ต่อหัวระดับปานกลางที่ประสบความสำเร็จรวมทั้ง ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมและไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม

          ทั้งนี้ ไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการบริการสาธารณสุขและการสร้าง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงในรูปแบบของความร่วมมือ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

          วันนี้ (24 ก.ย 62) เวลา 13.30 น. ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ถึงมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากอุทกภัยโดยกระทรวงมหาดไทยเสนอขออนุมัติกรอบวงเงิน 2,092,400,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามข้อมูลครัวเรือนผู้ประสบภัยเบื้องต้นที่สำรวจจริง และกรอบวงเงิน 5,550,000,000 บาทเพื่อช่วยเหลือ

          โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยรับและดำเนินการ ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่างบประมาณการช่วยเหลือ ดังกล่าวจะทำให้ประชาชนได้กลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรัฐบาลจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ โดยได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานในเรื่องงานการเบิกจ่ายให้เป็นไปด้วยความรัดกุม โปร่งใส และเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุด

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ตำบลท้ายดงช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

https://youtu.be/VL6RosTcUMk

         ที่บริเวณ สระน้ำบ้านดงหลง ม.8 ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ น.ส.ฉัตรนภา เ มืองแป้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายดง ได้นำคณะผู้บริหาร, สมาชิกสภาฯ, พนักงาน, ผู้นำ, ชาวบ้าน, ตัวแทนเหมืองทองอัคราและนักเรียนโรงเรียนบ้านวังชะนาง ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้พันธุ์หายาก เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์ไว้ตามโครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

         สำหรับพันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกในวันนี้มีพันธุ์ทุเรียน, อโวคาโด, ตะขบยักษ์, สาเก, สมอไทย เป็นต้น ต่อจากนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากตำบลท้ายดงจะเป็นผู้ดูแลต่อไป

ยุทธ ศรีทองสุข ภาพ/ข่าว

ลพบุรี ปู่วัย 82 ปีเดินข้ามถนนไม่ทันระวังกระบะทางตรงเสยดับสยอง

          วันที่ 24 ก.ย. 62 ร.ต.อ.หญิง เรณู ศุกรวัชรินทร์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ชัยบาดาล อ.ชัยบาดาล ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถยนต์กระบะชนบุคคลเดินเท้า ที่หน้า รพ.ชัยบาดาล หมู่ที่ 5 ต.ลำนารายณ์ ถนนสายชัยบาดาล-ลำสนธิ ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ชัยบาดาล มูลนิธิพุทธธรรมสงเคราะห์ลำนารายณ์ พ่งไล้ (16)

          ในที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลน พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีดำ หมายเลขทะเะบียน 4กฌ-2424 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนน สภาพรถกระโปรงยุบ กันชนพัหลุดลุ่ย ไฟหน้าด้านซ้ายแตก ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร พบร่างนพพร ศิริสัมพันธ์ อายุ 82 ปี สวมเสื้อยืดแขนสั้น สีขาว กาเกงขาสั้นสีคราม มีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย แขน ขาหัก เลือดไหลนองพื้น

          จากการสอบสวนคนขับรถยนต์กระบะ ซึ่งยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เล่าว่าตนเองขับรถมาจากเส้นทาง อ.ลำสนธิ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองชัยบาดาล เมื่อมาถึงจุดที่เกิดเหตุ จู่ๆ ผู้เสียชีวิตได้วิ่งข้ามถนนโดยที่ไม่ทันระวัง ซึ่งตนเองไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ได้พุ่งชนจนร่างลอยกระเด็นไปไกล เสียชีวิตคาที่ ซึ่งมีแม่ค้าเล่าว่าคุณตานพพร ชอบข้ามถนนมาซื้อไก่ย่างแล้วเดินข้ามฝั่งถนนเป็นประจำ ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้ควบคุมตัวคนขับรถยนต์กระบะส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชัยบาดาล ส่วนศพผู้เสียชีวิตได้นำส่งพิสูตรที่ รพ.ชัยบาดเพื่อติดต่อญาตินำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ภาพ/ข่าว นายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี
0890899090 /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

ลพบุรี-ฝนตกถนนลื่นกระบะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมทางจนถอนรากสาหัสติดซาก3ราย

https://youtu.be/pwIKq6ef9Y8

          วันที่ 24 ก.ย. 62 ร.ต.อ.พิษณุ อุงจิตต์ตระกูล รอง สว(สอบสวน) สภ.ม่วงค่อม อ.ชัยบาดาล ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักชนต้นไม้ใหญ่ริมถนนหมายเลข 205 บ้านโพธิ์ทอง หมู่ที่ 1 ต.ชัยบาดาล ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 3 รายติดคาซากรถอยู่ จึงได้ประสานแพทย์เวรฉุกเฉิน รพ.ชัยบาดาล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิพุทไธสวรรย์ลพบุรี พร้อมอุปกรณ์ในการตัดถ่างรุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

          ที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลน มีฝนตกลงมาปรอยๆ พบรถยนต์กระบะยี่ห้อ ฟอร์ดสีดำ หมายเลขทะเบียน ณก-6061 กรุงเทพมหานคร พลิกคว่ำตะแคงขวาอยู่ริมถนนในสภาพพังยับเยิน เศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถกระเด็นกระจายกระจายไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ที่ตอนหน้าของรถพบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย นอนกองรวมกัน ในสภาพบาดแผลฉกรรจ์ ร้องโอดโอย ขอความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บออกมาจากรถได้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ต้องใช้อุปกรณ์ในการตัดถ่างนำร่างหมดสติ ออกมาทางแคปหลังอย่างทุลักทุเล นำส่ง รพ.ท่าหลวง จำนวน 1 ราย และ รพ.ชัยบาดาลอีก 2 ราย ทราบชื่อนายวิรุณ แทบทาม อายุ 34 ปี นายกนก เชียงสุ อายุ 27 ปี และชายไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 30 ปี

          ซึ่งจากการสอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมาปรอยๆ รถกระบะคันที่เกิดเหตุได้วิ่งมาจากเส้นทางสามแยกถนนโค้ง มุ่งหน้า ม่วงค่อม มาด้วยความเร็วสูง ก่อนรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ขนาดใหญ่เสียงดังสนั่นจนต้นไม่ใหญ่ล้มถอนราก ชาวบ้านใกล้เคียงพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บ แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ ทั้งนี้ร้อยเวรได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อที่จะได้สรุปหาสวาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าวนายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090 /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

มุกดาหาร # ทพ.2110 จับสาวใหญ่เอเยนต์ค้ายานรกกลางถนน

มุกดาหาร กองร้อยทหารพรานที่ 2110 สกัดจับหญิงคิดรวยทางลัด ไปหากลุ่มขบวนการค้ายาบ้าในพื้นที่เพื่อผันตัวเป็นเอเยนต์ค้ายาบ้า แล้วตระเวนค้ายาบ้าถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับกลางถนนพร้อมยาบ้า 540 เม็ด ยาไอช์ จำนวน 97 กรัม

          เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 กองร้อยทหารพรานที่ 2110 โดย พ.ต.อัครเดช อัครสาร ผบ.ร้อย ทพ.ได้รับแจ้งจากสายลับว่าได้มีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ 110 สีแดงบอร์น หมายเลขทะเบียน กธน-862 มุกดาหารกำลังตระเวนขายยาบ้าและยาไอซ์อยู่บริเวณ พื้นที่ ชุมชนตาดแคน ซอยที่ 12 ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหารเจ้าหน้าที่จึงวางแผนก่อนแบ่งกำลังเข้าตรวจสอบ

          พื้นที่ได้รับแจ้งได้พบหญิงขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับออกมาจากปากซอยดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวตรวจสอบหญิงที่ขับรถจักรยานยนต์ ทราบชื่อนางสาวนิภาพร โพธิสรรค์ อายุ 36 ปีอยู่บ้านเลขที่ 16 ซ.จันทร์อนุสรณ์ ณ พิทักษ์พนมเขต ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร ในตัวพบกระเป๋าสะพาย ในตัวจำนวน 2 ใบตรวจค้นภายในกระเป๋าใบที่หนึ่งพบยาบ้ารวมจำนวน 540 เม็ดส่วนกระเป๋าใบที่ สองตรวจค้นด้านในพบยาไอซ์จำนวน 97 กรัม

          ซึ่งยาไอซ์ ส่วนหนึ่งถูกคัดแยกออกมาขายเพื่อความสะดวกในการชื้อขายโดยเครือข่ายต้องการชื้อในจำนวนเงินเท่าไหร่จะหยิบขายให้ตามจำนวนเงิน เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาหากลับไปที่บ้านตรวจค้นแต่ไม้พบสิ่งผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาที่กองร้อย ทหารพรานตรวจสอบให้ละเอียดก่อนนำส่งสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหารเพื่อขยายผลตามจับกุมเครือข่ายกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

รอง โฆษก พปชร. กรีดลั่นโดนฉกรูปเอาไปสร้างข่าวปลอม โร่แจ้งความ ปอท.สืบหาตัวคนทำมาดำเนินคดี

         เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ชั้น4 ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 ( บก. ปอท. ) ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินการเอาผิดกับต้นตอผู้จัดทำ และเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมนำหลักฐานเป็นภาพของตนเองพร้อมข้อความด้านล่าง “ ใครเห็นต่างจากนายก ก็ระวังตัวไว้นะคะ ดิฉันคิดว่าพวกที่เห็นต่างคือพวกที่เป็นขบวนการทำลายประเทศ และทางทหาร ก็ได้ลงรายชื่อไว้หมดแล้วทุกคนในกลุ่ม ที่ชื่อว่าโครงข่ายขบวนการทำลายชาติ คนพวกนี้ต้องประหารชีวิตให้หมดคะ “ มามอบให้กับพนักงานสอบสวน

          น.ส.ทิพานัน เปิดเผยว่า สืบเนื่องเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีเพื่อนในกลุ่ม “อนาคตใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มปิด ได้เห็นโพสต์ของ “Kevin Phongoumdom” ลงภาพตัดต่อและคำพูดที่เกี่ยวกับความคิดเห็นต่างกับนายกรัฐมนตรีจะมีความผิดส่งมาให้ตนดู ซึ่งตนไม่เคยรู้จักกับเจ้าของชื่อบัญชีคนดังกล่าวและไม่เคยพูดถึงเรื่องนั้นแต่อย่างใด โดยตนรู้สึกกังวลเพราะอาจทำให้ประชาชนในสังคมเกิดความสับสนและรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ จึงเดินทางมาปรึกษากับ ปอท. เพื่อสืบสวนหาคนกระทำผิด นอกจากนี้ อยากให้คนเห็นโพสต์ดังกล่าวช่วยกลั่นกรองก่อนจะแชร์ข้อมูลต่อด้วย

          ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ เผยว่า เบื้องต้น ได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบหลักฐานก่อนว่าเข้าข่ายความหมิ่นประมาทหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ พร้อมพิสูจน์ตัวตนเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความดังกล่าวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

CR. เค

มุกดาหาร # รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่มุกดาหาร

          นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ลงพื้นที่สหกรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พบมีศักยภาพส่งออกไปตลาดต่างประเทศ แนะใช้โอกาสจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นใบเบิกทางส่งสินค้าโคเนื้อออกไปขาย หลังคู่ค้าลดภาษีนำเข้าให้ไทย ชี้ตลาดอาเซียน จีน มีโอกาสสูง นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด

         เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 จังหวัดมุกดาหาร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล) มอบหมายให้ตนนำคณะผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีการทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรของไทยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ขยายตลาดสินค้าศักยภาพของสหกรณ์ออกสู่ต่างประเทศ ซึ่งพบว่า สินค้าโคเนื้อของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เป็นสินค้าที่มีศักยภาพและมีการส่งออกไปต่างประเทศบ้างแล้ว แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณใกล้เคียง อาทิ ลาวและเวียดนาม ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังมีการเก็บภาษีนำเข้าเนื้อโคแปรรูปจากไทยอยู่ ซึ่งตนมองว่ายังมีช่องทางที่จะขยายการส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะในประเทศที่ไทยทำเอฟทีเอด้วย เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียนยกเว้นลาวและเวียดนาม ที่ไม่เก็บภาษีสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์จากไทย ดังนั้น จึงต้องการให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอให้มากขึ้น และได้มอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ช่วยเร่งให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ต่อไป

          นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร เป็นศูนย์กลางการรวบรวมโคเนื้อเพื่อชำแหละแปรรูปเนื้อโคคุณภาพ ส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 6,560 ราย มีสมาชิกที่เลี้ยงโคเนื้อ 3,181 ราย สหกรณ์ได้มีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน 15 จังหวัด ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้ขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนที่ได้มาตรฐานสากล ประกอบกับมีสมาชิกผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ส่งให้สหกรณ์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโคที่ขึ้นทะเบียนกว่า 4,200 ตัว ทำให้สหกรณ์สามารถ วางแผนการผลิตได้ทั้งปี มีปริมาณการผลิตซากโค ได้เดือนละกว่า 270 ตัว ตัวละ 80,000 บาท ทำให้สหกรณ์สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่าปีละ 3,000 ตัว โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน ปี 2565 สหกรณ์จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัวต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุน พันธุ์ชาโลเล่ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิล ลูกผสม ซึ่งจากการประเมินรายได้เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุน 10 ตัว จะมีรายได้ประมาณ 8 แสนบาทต่อปี

          ทั้งนี้ สถิติการส่งออกโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ของไทยปี 2561 ส่งออกโคเนื้อจำนวน 262,730 ตัว คิดเป็นมูลค่า 3,985.77 ล้านบาท เนื้อโคและผลิตภัณฑ์ ปริมาณ 104.01 ตัน คิดเป็นมูลค่า 50.89 ล้านบาท ราคาส่งออกโคมีชีวิตอยู่ที่ 15,170.59 บาทต่อตัว เนื้อโคและผลิตภัณฑ์ 489.28 บาท ต่อกิโลกรัม โดยตลาดส่งออก สำคัญของโคมีชีวิต ได้แก่ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ส่วนเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ มีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และกัมพูชา เนื่องจากเป็นตลาดที่ไทยได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีภายใต้เอฟทีเอ.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จจ.นราธิวาส และใกล้เคียง เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๖ ก.ย.๖๒

          เมื่อ ๒๓ ก.ย.๖๒ เวลา ๐๙๑๐ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน โดยเครื่องบินพระที่นั่งถึง ณ ท่าอากาศยานนราธิวาส ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จว.นราธิวาส เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๖ ก.ย.๖๒

           ในการนี้ พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ พล.นย./พัน.ฉก.ทม.รอ.๙๐๔ พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ พล.นย.จัดกองเกียรติยศ เฝ้ารับ-ส่งเสด็จฯ จำนวน ๑ กองร้อย โดยมี น.ท.ร่มเกล้า เปี่ยมอ่อน ผบ.พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ พล.นย./ผบ.พัน.ฉก.ทม.รอ.๙๐๔ พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ พล.นย.เป็น ผบ.กองเกียรติยศ พร้อมกันนี้ กรม ร.๓ พล.นย./ฉก.นย.ทร./ฉก.นย.ภต.ได้จัดตั้ง กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย

          กรม ร.๓ พล.นย.ประจำพื้นที่ โดยมี น.อ.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผบ.กรม ร.๓ พล.นย./ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต.เป็น ผู้อำนวยการ กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย กรม ร.๓ พล.นย.ประจำพื้นที่ พร้อมกับจัดกำลังพล และตัวแทนชมรมแม่บ้านนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนราธิวาส พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า เฝ้ารับ – ส่งเสด็จ ฯ

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี

สำนักข่าวความมั่นคง

นครนายก นักวิ่งสายบุญ กว่า 5,257 คน ฝ่าสายฝน วิ่ง แบ่งปัน สานฝันน้องฯ CDF Charity Run 2019

         22 กันยายน 2562นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิด และอัญเชิญถ้วยรางวัลฯ กิจกรรม เดิน วิ่ง แบ่งปัน สานฝันน้อง กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (CDF CHARITY RUN 2019) โดยมีนายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน ในการนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติในงาน ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก

          นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ เปิดเผยว่า “ท่ามกลางสายฝน สายหมอกที่หนาวเย็น แต่ยังมีสิ่งที่ลบเลือนความหนาวเย็นคือ ความอบอุ่น รอยยิ้มแห่งมิตรไมตรีของครอบครัวพัฒนาชุมชน นักวิ่ง นักท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่ง จากจังหวัดนครนายกและจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคีเครือข่าย รวมทั้งสิ้น 127 ราย อาทิ ธนาคารออมสิน การประปานครหลวงบริษัทไทยเบฟวอเรจ จำกัด (มหาชน) เครือข่ายผู้ประกอบการ OTOP ตลอดจนจิตอาสาต่าง ๆ ทำให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี”

         ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนจัดกิจกรรมเดิน วิ่ง แบ่งปัน สานฝันน้อง กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (CDF CHARITY RUN 2019) ขึ้นเพื่อ เป็นการประชาสัมพันธ์การดําเนินงานกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ และจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ สําหรับใช้ในการจัดกิจกรรมสนับสนุนและช่วยเหลือเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสให้ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามวัย

มีผู้รักสุขภาพ และใจบุญ ร่วมสมัครวิ่ง จำนวน 5,257 คน แบ่งเป็น
-ประเภท ฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร จำนวน 393 ราย
– ประเภท มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร จำนวน 1,294 ราย
-ประเภทฟันรัน ระยะทาง 5 กิโลเมตร จำนวน 2,769 ราย
-ประเภท VIP จำนวน 801 ราย

         และมีผู้สมทบทุนสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ ด้วยการบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ อาหาร เครื่องดื่ม ดูแลนักวิ่ง ตลอดจนเป็นจิตอาสาในการร่วมแรง ร่วมใจขับเคลื่อนงาน โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมลุล่วงไปด้วยดี ทำให้มียอดเงินบริจาค จำนวนมาก ถึง 572,680 บาท

         สำหรับผลการแข่งขันกิจกรรมโครงการเดิน วิ่ง แบ่งปัน สานฝันน้อง กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในครั้งนี้ มีผู้ชนะได้รับรางวัลประเภทถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี Half Marathon 21 กิโลเมตร ประเภทชาย ได้แก่คุณสมพงษ์ บรรดาศักดิ์ ,ประเภทหญิง ได้แก่คุณนารี ประดิษฐ์พงษ์

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก