รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารพราน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพล

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารพราน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพล

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 เวลา 08.30 น. พันเอก อรรถพล คงสง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ให้การต้อนรับ พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยฯ เพื่อให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติงาน พร้อมมอบนโยบายกำลังพล ตลอดจนมารับปัญหาข้อขัดข้อง เพื่อนำไปแก้ปัญหาต่อไป ณ ห้องประชุมเจนบรรจง กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

โดยมี กำลังพล ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 และ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 เข้าร่วมรับฟังนโยบายเป็นจำนวนมาก

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า
#ช่างภาพสนาม

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news.blogspot.com /southpeace.

ทหารพราน คือ ลูกหลานของพวกเรา

ทหารพราน คือ ลูกหลานของพวกเรา ผมก็คือ คนไทยคนหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อผมได้มาเป็น อาสาสมัครทหารพราน ผมก็มีโอกาสเต็มที่ที่ได้เข้ามาดูแลเด็กๆในโรงเรียนตาดีกา ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผมและญาติพี่น้องของผม

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /พุทธรักษา ศรีสาคร

นายกรัฐมนตรี แนะใช้ศิลปวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่ช่วยพัฒนาเมือง พร้อมย้ำใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อย่างระมัดระวัง ควบคุมและคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ให้กลายเป็นสารเสพติด

นายกรัฐมนตรีแนะใช้ศิลปวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่ช่วยพัฒนาเมือง พร้อมย้ำใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อย่างระมัดระวัง ควบคุมและคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ให้กลายเป็นสารเสพติด

วันนี้ (11 ธันวาคม 2562) เวลา 08.30 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เยี่ยมชมนิทรรศการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) ผลงานการจัดแสดง Roadshow เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก 2) โครงการรณรงค์การใส่หมวกกันน็อกในเด็กวัยเรียน และ 3) ประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และนายศักดิ์ชัย บุญมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหารเสนอผลงานการจัดแสดง Roadshow เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก โดยยูเนสโกประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการออกแบบ และจังหวัดสุโขทัย ยังได้รับเลือกให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน ปัจจุบันเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบมี 40 เมืองทั่วโลก และเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านมี 49 เมืองทั่วโลก ซึ่งเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์และเครือข่ายเมืองแห่งศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้เมืองเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ต่อจากนั้น พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำคณะผู้บริหารสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการรณรงค์การใส่หมวกกันน็อกเพื่อป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนนแก่เด็กวัยเรียน ภายใต้ชื่อโครงการ “พี่หัวดี” เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน เน้นผู้ปกครองและเด็กเล็กวัย 3-7 ปี เห็นถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ต้องเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุที่นำไปสู่ความพิการตลอดชีวิต

อนึ่ง นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารเข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์นิทรรศการ “ประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์” กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ โดยจัดทำ www.medcannabis.go.th ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องแก่ประชาชน ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การผลิต การรักษา และการวิจัย รวมทั้งกรณีศึกษาของประเทศต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ ประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลกัญชาทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเมือง โดยใช้ศิลปะและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ มาเป็นจุดดึงดูดสร้างความน่าสนใจ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า พร้อมทั้งฝากไปยังพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของบุตรหลานขณะใช้จักรยานยนต์บนท้องถนนเพื่อความปลอดภัย รวมถึงฝากให้ดูแลผู้สูงวัยและคนพิการอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้สูงวัย ทั้งด้านการฝึกอบรม พัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ เพื่อผู้สูงวัยยังคงสร้างประโยชน์สูงสุด โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับถึงการใช้กัญชาทางการแพทย์ว่า ต้องมีความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลการใช้อย่างเหมาะสม และจำเป็นปลูกในพื้นที่สามารถควบคุมได้ เพื่อไม่ให้กัญชากลายเป็นสารเสพติดหรือกลายเป็นปัญหาในอนาคต

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นนทบุรี – 10 ล้อเปลี่ยนเลนเกิดเฉี่ยวชน จยย.ทหารยศจ่าสิบเอก ดับคาที่

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 11 ธ.ค.62 ร.ต.ท.จักรี ทองศักดิ์ รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีรถ จยย.ถูกรถบรรทุกเฉี่ยวชนมีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดถนนติวานนท์บริเวณทางเข้าโรงพยาบาลศรีธัญญา ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จากนั้นจึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบร่างของจ่าสิบเอกสุชาติ สมบัติวงษ์ อายุ 38 ปี สังกัดกองทัพบก นอนเสียชีวิตอยู่กลางถนนมีเลือดไหลนองเต็มพื้น ข้างตัวพบกระเป๋าเป้ลายพรางทหารและหมวกกันน็อควางอยู่ ไกลกันพบรถ จยย.ยี่ห้อห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ-แดง ทะเบียน 3กฎ 5894 กทม ล้มคว่ำ ส่วนคู่กรณีเป็นรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อ อีซุซุ ทะเบียน 97-5116 กทม จอดอยู่มีร่องรอยเฉี่ยวชนที่โครงเหล็กด้านขวาของรถ โดยผู้ขับขี่คือนายสิทธิ จูเจ๊ก อายุ 38 ปี ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ

นายสิทธิฯ คนขับรถบรรทุกกล่าวว่า ตนเองขับมาจากแยกแครายมุ่งหน้าถนนนครอินทร์ ขับในช่องทางกลางมาตลอด เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุกำลังเบียงเพื่อเปลี่ยนช่องทางมาในช่องทางขวา จู่ๆก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถ จยย.คันดังกล่าว จากนั้นจึงได้จอดรถเข้าขางทางทันที แต่ก็ยืนยันว่าในระหว่างเปลี่ยนช่องทางนั้น มองไม่เห็นรถ จยย.ของผู้เสียชีวิตจริงๆ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบปากคำคนขับรถบรรทุกไว้ และได้ตรวจสอบร่องรอยที่เกิดเหตุ พบรอยขูดเป็นทางยาวกว่า 20 เมตร โดยสันนิษฐานว่ารถบรรทุกน่าจะเบียดรถ จยย.ในขณะที่กำลังเปลี่ยนช่องทาง จึงเป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนรถ จยย.คันดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามจะทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในระแวกที่เกิดเหตุอีกครั้ง ว่าจะสามารถบันทึกภาพขณะเกิดไว้ได้หรือไม่ ส่วนผู้เสียชีวิต ได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป

สาโรจน์ สว่างศรี /ผู้สื่อข่าวนนทบุรี

ตม.จ.มุกดาหาร​ รวบหนุ่มลาว อยู่เกิน (Overstay)

วันที่​ 10 ธ.ค.62​ เวลา 09.00 : พ.ต.อ.ชนะพณ สุวรรณศรีนนท์ ผกก.ตม.จ.มุกดาหาร บก.ตม.4,พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ทิพย์ธนาวิวัฒ รองผกก.ตม.จ.มุกดาหาร บก.ตม.4,พ.ต.ท.ยศพร มาศรีนวล และ พ.ต.ท.อุดร ชาวแขก​ สว.ตม.จ.มุกดาหาร บก.ตม.4 โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนปราบปรามและเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบุคคลและพาหนะ สะพานมิตรภาพ 2 ได้ร่วมทำการจับกุม MR.PHONEXAY (ไม่มีนามสกุล) อายุ 19 ปี สัญชาติ ลาว ถือหนังสือเดินทางเลขที่ P 1585937 ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

โดยจับกุมผู้ต้องหาได้​บริเวณจุดตรวจบุคคลและพาหนะสะพานมิตรภาพ 2 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณจุดตรวจสะพานมิตรภาพ 2 ผู้ถูกจับได้ยื่นหนังสือเดินทางเลขที่ P 1585937 แสดงต่อ ร.ต.อ.โสภณ ศิลารัตน์ รอง สว.ตม.จ.มุกดาหาร พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำช่องตรวจ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจอนุญาตตามระเบียบพิธีการเข้าเมือง จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบบไบโอเมทริกซ์​ (BIOMETRICS)

พบข้อมูลว่าผู้ถูกจับ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 (16 NOV 2019) ได้รับการตรวจลงตราประเภท NON-LA อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึง วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 (18 NOV 2019) แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดข้อหา“เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎมายต่อไป​ เหตุผลที่อยู่เกิน เนื่องจากไม่มีเงินเดินทางกลับบ้าน

พ.ต.อ.ชนะพณฯ​ ฝากประชาสัมพันธ์​ให้ทราบว่า​ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) และผู้กระทำผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

น.1​ แถลงข่าว​ กก.ดส. จับกุมยาบ้า 1,200,000 เม็ด

วันนี้​ วัน​พุธที่ 11 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น.ณ ลานแถลงข่าว ชั้น 1 อาคาร บช.น. : พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายใต้การอำนวยการของนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส., นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายบัญชา โทสมัย ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด, พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ผกก.ดส., พ.ต.ท.วิทวัส บูรณะ รอง ผกก.ดส., พ.ต.ท.เนติ รุ่งฟ้าแสงอรุณ สว.กก.ดส.​ ร่วมทำการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ผู้ต้องหา จำนวน 3 คนโดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน​ (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”

พ.ต.อ.จิรกฤตฯ​ กล่าวว่า​ สืบเนื่องมาจากการจับกุม​ นายอาทิตย์หรือ อาท ชื่นตา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 พร้อมของกลางยาไอซ์ 150 กิโลกรัม และจากการจับกุมนายกิติพงษ์ หรือโม ขจัดภัย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 พร้อมของกลางยาไอซ์ 132 กิโลกรัม และยาเคตามีน 5 กิโลกรัม จากการสืบสวนขยายผลและเฝ้าติดตามพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดนี้ ของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม จนกระทั่ง​สืบทราบว่าเครือข่ายที่นำยาเสพติดมาจำหน่ายให้ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายก่อนหน้านี้ คือนายสุริยาฯ, นางสาวอ้อยใจฯ,น ายสายัณห์, นายเสกสรรค์ฯ และชายไทยไม่ทราบชื่อ ทราบชื่อภายหลังการจับกุมว่านายนิเวศน์ฯ

โดยกลุ่มคนดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดมาจากชายเเดนประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลงมาจำหน่ายที่พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายสายัณห์ฯ​ จะมีหน้าที่ขับรถตู้ที่ทำการดัดแปลงเพื่อซุกซ่อนยาเสพติดและลำเลียงลงมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้าเลขที่ 25/29 หมู่ 14 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่นายเสกสรรค์ฯ​ เปิดไว้บังหน้า และต่อจากนั้นนายสุริยาฯ, นายนิเวศน์ฯ และน.ส.อ้อยใจ จะทำหน้าที่นำยาเสพติดออกจากช่องลับของรถตู้ที่นายสายัณห์ฯ ขับมา​ และมีหน้าที่ไปรับรถขนยาเสพติดของลูกค้าที่จอดทิ้งไว้มาเพื่อขนยาเสพติดใส่ไว้​ และนำไปจอดคืนให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ และทำการประชุมวางแผนเพื่อเข้าทำการจับกุม

ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2562 พบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเพื่อเข้าทำการจับกุม จนกระทั่ง​เวลาประมาณ 19.50 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ดส.ได้พบนายสุริยาฯ, นายนิเวศน์ฯ และน.ส.อ้อยใจฯ ได้เดินออกมาจากบริเวณโกดังสินค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมผลการตรวจค้น​ โดย​สามารถ​จับกุมผู้ต้องหา​ได้​พร้อมด้วยของกลางคือ

  1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกใบใหญ่ลายการ์ตูน จำนวน 4 ห่อใหญ่ ภายในมียาบ้าบรรจุอยู่ในห่อกระดาษสีเหลือง ประทับตรา 999 และแอปเปิ้ล สีน้ำเงิน รวมยาบ้าทั้งหมดประมาณ 1,200,000 เม็ด
  2. รถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน นข 6336 ลำปาง
  3. รถกะบะ ยี่ห้ออีซุซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บห 8458 ราชบุรี

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ธรรมนัส” ขอชี้แจง ประเด็นแถลงข่าว กรณีการครอบครองที่ดิน สปก.

ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รมช.เกษตร​และ​สหกรณ์​ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว​ว่า​ ตามที่ปรากฏข่าวเรื่องนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ครอบครองที่ดินตั้งอยู่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ประกอบธุรกิจเป็นฟาร์มไก่ชื่อ “เขาสนฟาร์ม” นั้น สปก. ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

  1. ที่ดินบริเวณดังกล่าวได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อปี พ.ศ.2554
  2. นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ได้ครอบครองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 การครอบครองดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการตราพระราชกฤษฎีกาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกที่ดิน สปก.
  3. อำนาจหน้าที่ของ สปก. คือการรวบรวมที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปเพื่อนำมาจัดให้กับเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อนางสาวปารีณา​ ไกรคุปต์ ได้ส่งมอบที่ดินคืนให้กับ สปก. ตามที่เป็นข่าวแล้ว การดำเนินการในส่วนของ สปก. จึงสิ้นสุดลง
  4. แม้การครอบครองที่ดินของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ จะไม่เป็นความผิดพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แต่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พรบ.ป่าไม้ แต่กฎหมายดังกล่าวมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของ สปก. แต่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมที่ดินและกรมป่าไม้ซึ่งจะต้องไปร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยว ข้องต่อไป ดังนั้น การที่ สปก. มิได้ดำเนินคดีอาญากับนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ จึงมิได้เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหากแต่เนื่องจาก สปก. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช. ร่วมกับ CASS ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์ไทย – จีน

วช. ร่วมกับ CASS ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์ไทย-จีน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CASS) ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์ระหว่างไทย-จีน ผ่านกิจกรรมการสัมมนาร่วมทางวิชาการด้านคลังสมองระหว่างไทย – จีน ครั้งที่ 2 เรื่อง “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทย – จีน ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการไทยและจีน ในประเด็นที่เกี่ยวกับการขจัดความยากจน ความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างจีนกับไทย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม รวมถึงเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยทางสังคมศาสตร์ การศึกษา วิคราะห์ประเด็นสำคัญร่วมกัน เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ที่ได้จากการสัมมนาฯ ไปใช้ประโยชน์ในวงวิชาการ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาประเทศร่วมกันต่อไป

โดยการสัมมนาดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ เกา เผยหย่ง รองประธานสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานกล่าวเปิดเวทีสัมมนา ทั้งนี้มีภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์จากทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วม

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

หลอกเป็นอาชีพ ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เฒ่าวัย 65 ปี ยังไม่เข็ดหลาบ หลอกเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.อ.อีกแล้ว !!

หลอกเป็นอาชีพตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เฒ่าวัย 65 ปี ยังไม่เข็ดหลาบ หลอกเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.อ.อีกแล้ว ล่าสุดพ้นโทษออกมาก็ยังหลอกชาวบ้านอีกถูกตำรวจทางหลวงจับได้คาชุดตำรวจปลอม

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 ธค.2562 ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พ.ต.อ.จิรประภาพ สุทธปรีดา ผกก. ๗ บก.ทล. พ.ต.ท.อภิชาติ จินาเพ็ญ รองผกก.๗ บก.ทล, พ.ต.ท. คมเทพ เปาอินทร์ รอง ผกก.๗ บก.ทล , พ.ต.ท.ศุภกร ตังคะประเสริฐ สว. ส.ทล.๔ กก.๗ บก.ทล. ได้สั่งการให้ ร.ต.อ.แสงโรจน์ สมโรจน์รัตน์ รอง สว.ส.ทล.4. พร้อมพวกไปตั้งจุดตรวจจุดสกัดบนถนนสายเอเชีย 41 บริเวณระหว่างหลัก กม.348-349 ท้องที่ ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย แก่ผู้ที่ขับรถสัญจรไปมาเพื่อความสงบสุขของประชาชน

ปรากฏว่าขณะนั้นได้มีชายวัยสูงอายุคนหนึ่งขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีเทา ทะเบียน ศน-3210 กทม.ผ่านมาด้วยท่าทางมีพิรุธ แต่งกายสวมเสื้อยืดคล้ายตำรวจ นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ โดยแขวนเสื้อชุดนายตำรวจยศ พ.ต.อ.ไว้ด้านเบาะหลังรถ มีป้ายชื่อที่หน้าอกเสื้อว่า “คมกฤษ วงศ์สวัสดิ์” พร้อมเข็มขัดและรองเท้าประกอบเครื่อง1 ชุด, วิทยุสื่อสารตำรวจ1เครื่อง จนท.ตำรวจจึงเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบและขอดูบัตรประจำตัว ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวไม่สามารถแสดงบัตรประจำตัวนายตำรวจยศ พ.ต.อ.มาแสดงให้ดู ซึ่งจนท.ชุดดังกล่าวได้มีการตรวจสอบชื่อตามที่ปรากฏตามหน้าอกเสื้อ ปรากฏว่าไม่มีชื่อนายตำรวจดังกล่าวในสารระบบของ สนง.ตำรวจแห่งชาติ จึงนำตัวชายสูงอายุคนดังกล่าวมาทำ การสอบสวนจนทราบชื่อจริงว่าชื่อ นายปราโมทย์ มณีโรจน์ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88/1 หมู่ 3 ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา

โดยจากการตรวจสอบประวัตินายปราโมทย์ พบว่ามีประวัติเคยถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากชอบแต่งชุดนายตำรวจยศ พ.ต.อ.ปลอมไปหลอกลวงชาวบ้านและพระสงฆ์ตามวัดต่าง ๆ ทั่วภาคใต้ อ้างว่าจะขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐินหรือทอดผ้าป่า แล้วหลอกเอาเงินล่วงหน้าจากทางวัด อ้างว่าจะนำไปใช้เตรียมงานแล้วเชิดเงินหนี สร้างความเดือดร้อนไปทั่วภาคใต้ จนถูกผู้เสียหายแจ้งความจับกุมมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่อายุ 40 ปีเศษ เมื่อพ้นโทษก็ออกมาแต่งชุดตำรวจยศ พ.ต.อ. ออกตระเวนหลอกชาวบ้านอีก จนถูกจับกุมอีกหลายครั้ง เข้าๆออกๆคุก หลายครั้งแต่ยังไม่เข็ดหลาบ จนอายุ 65 ปี แล้วก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมหลอกลวงอีกจนมาถูกตำรวจทางหลวงจับกุมอีกครั้ง โดยมีผู้เสียหายเป็นหญิงสาวหลายคนมาชี้ตัวว่าถูกนายปราโมทย์หลอกหลวงเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.อ.หลอกลวงเอาเงินไปเป็นจำนวนมาก

และจากการตรวจสอบป้ายทะเบียนรถเก๋งคันดังกล่าวพบว่าเป็นป้ายทะเบียนปลอมและจนท.ยังพบป้ายทะเบียนอื่นๆในรถอีก 2 แผ่น สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงคุมตัวนำส่ง สภ.ชะอวดแจ้งข้อกล่าวหา ”แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ มีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการโดยผิดกฏหมาย”

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

มุกดาหาร # ทหารพรานร่วมหน่วยความมั่นคง สกัดจับเรือลักลอบลำเลียงไม้พะยูงข้ามโขง ขายประเทศเพื่อนบ้าน

มุกดาหาร ทหารพราน ร่วม ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.สกัดเรือลักลอบลำเลียงไม้พะยูง ส่งขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับไม้พะยูงจำนวน 13 ท่อน คาเรือส่วนคนขับเรือเห็นเจ้าหน้าที่ ตกใจกระโดดลงในแม่น้ำโขง ยังไม่เห็นโผล่ขึ้นมาเ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยรอบบริเวณก็ไม่พบชายดังกล่าว

เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 11 ธันวาคม 2562 กองร้อยทหารพราน 2110 มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายหลับว่ามีกลุ่มขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติบรรทุกไม้พะยูงมาเต็มคันรถกระบะมาจอดอยู่ริมฝั่งโขงบริเวณถนนสำราญชายโขงเหนือบ้านนาโปใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหารโดยมีกลุ่มชายรับจ้างแบกลงเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาว เตรียมลำเลียงข้ามโขงส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน

จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงชุดเคลื่อนที่เร็ว ลงสกัดเรือลำดังกล่าวที่กำลังออกจากฝั่งเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุด ชายที่ขับเรือไม่ทราบเป็นคนสัญชาติใดตกใจกระโดดลงน้ำโขง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยชายดังกล่าวไม่เห็นโผล่ขึ้นมาเลย เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นไปแพเลียงปลากระชังหาก็ไม่พบไม่รู้ว่าไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหน

เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในเรือ พบไม้พะยูงสภาพใหม่สด มีความยาวขนาด 2 เมตรรวมจำนวน 13 ท่อน เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดไม้ของกลางทั้งหมด พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนประสานป่าไม้มุกดาหาร นำไปเก็บรักษาไว้ต่อไป.


////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// 092-5259-777