กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของกำลังพล สวัสดิการของกำลังพลการบริหารงบประมาณ ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถหน่วยให้ทันสมัย ณ มทบ.23 จ.ขอนแก่น

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของกำลังพล สวัสดิการของกำลังพลการบริหารงบประมาณ ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถหน่วยให้ทันสมัย ณ มณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จังหวัดขอนแก่น

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ภาคบ่าย คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หนึ่ง นายธณัญชพงศ์ วงศ์มุลาลี เลขานุการคณะกรรมาธิ การ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จังหวัดขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อมูลการประเมินระดับความพร้อมของกำลังพลและแนวทางการบริหารจัดการสวัสดิการ ซึ่งเป็นการติดตามการดำเนินงานของกองทัพภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 วรรคสอง ที่ระบุว่ากําลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย โดยมีพันเอก ปิยะ นงค์ชะนา เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 23 และคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ

ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ และคณะ ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานเพื่อแสวงหาข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการยกระดับขีดความสามารถของหน่วยให้มีความทันสมัย โดยเน้นการประเมินความพร้อมของกำลังพล ยุทโธป กรณ์ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อปรับตัวให้เท่าทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพย์สินของทางราชการภายในค่าย โดยมุ่งเน้นหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและเกิดประ โยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 23

นอกจากการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร คณะกรรมาธิการยังได้รับทราบข้อมูลแนว ทางการบริหารจัดการสวัสดิการกำลังพลอย่างรอบด้าน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การศึกษา และการดูแลครอบครัว ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ คุณธรรม และจริยธรรมในองค์กร อันจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่และความมั่นคงในระยะยาว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงานในพื้นที่นำเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลเชิงประจักษ์ในการสนับสนุนหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ได้ให้ข้อแนะนำต่อการบริหารจัดการหน่วยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยให้ตระหนักถึงความสำคัญและหน้าที่ของทหารตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 52 ว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กําลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วยเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของกองทัพในการพิทักษ์ความมั่นคงและดูแลสวัสดิภาพของกำลังพลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามความมั่นคงภายในและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ณ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามความมั่นคงภายในและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ณ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ภาคเช้า คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หนึ่ง นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี เลขานุการคณะกรรมาธิ การ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานเพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการบริหารจัดการความมั่นคงภายใน การป้องกันภัยคุก คามรูปแบบใหม่ และการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนของฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง และฝ่ายพลเรือน ณ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นสำคัญ โดยมี นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับ

ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ และคณะ ได้ประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมาธิการได้รับทราบ

(1) กลไกหลักในการบริหารงานความมั่นคง ที่มีการดำเนินการผ่านคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่นที่มีลักษณะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง และฝ่ายพลเรือน รวมถึงมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดขอนแก่น (กอ.รมน.จว.ขก.) เป็นหน่วยงานประสานการปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ

(2) การจัดการยาเสพติด ถือเป็นวาระสำคัญที่มีการประชุมควบคู่ไปกับการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดขอนแก่น เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการปราบปรามและบำบัดรักษาอย่างเป็นระบบ

(3) การรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งจังหวัดขอนแก่นได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ เพื่อสร้างความปลอดภัยในทรัพย์สินและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการบริหารจัดการความมั่นคงภายในและงานมวลชนสัมพันธ์ที่เน้นการบูรณาการแผนความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงยังได้ให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของสังคม ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และการวางระบบป้องกันภัยไซเบอร์เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคง คณะกรรมาธิการยังได้ติดตามความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะแผนเผชิญเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของกองทัพในการเป็นตัวกลางประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การเข้าช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดวิกฤตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมไปถึงการวางแผนฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดเหตุอุทกภัย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงานในพื้นที่นำเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปพัฒนาการดำเนินงานให้เกิดความคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อแนะนำต่อการดำเนินงานโดยขอให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูภัยหรืออาจเป็นภัยที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบสุข เสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐในพื้นที่รับผิดชอบและในภาพรวมของประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของหน่วยงานความมั่นคงในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมสืบไป


ปธ.กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เข้าพบหารือราชการ ผบ.ทสส. ความมั่นคงชายแดน

ปธ.กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เข้าพบหารือราชการ ผบ.ทสส. ความมั่นคงชายแดน

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 10.40 นาฬิกา ณ กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พลโท บุญชัย เกษตรตระการ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม และคณะเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชา การทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพไทย

ในการนี้ ประธานคณะกรรมาธิการและผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะ ได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับ

(1) ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา แนวทางที่กองทัพไทยเร่งยกระดับความมั่นคงแนวชายแดนในปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างรั้วชายแดนความมั่นคงคู่ขนานกับเทคโนโลยี (รั้วอิเล็กทรอนิกส์ (CCTV)) เพื่อป้องกันการรุกล้ำและลักลอบผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดสระแก้ว เป็นต้น ควบคู่กับการใช้แนว ทางทูตทหารเพื่อความสันติภาพ และการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล ถึงแม้จะมีการเจรจา แต่ไทยยังคงมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หากอธิปไตยหรือความปลอดภัยของประชาชนถูกคุกคาม กองทัพทุกเหล่าพร้อมปฏิบัติการทางทหารและหน้าที่อย่างเต็มกำลังเมื่อถึงคราวจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอก จากนี้ การให้ความสำคัญของหน่วยปฏิบัติการในพื้นทีเป็นสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความเข้าใจในพื้นที่ยังถือเป็นส่วนสำคัญของกองทัพ

(2) ความมั่นคงชายแดนไทย-เมียนมา ในบทบาทกองทัพไทยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่ถือเป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนและเกิดความขัดแย้งจากการสู้รบภายในประเทศหรือกับชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางเมียนมากับชนกลุ่มน้อยมีความตึงเครียดแล้วเปลี่ยนจากการเจรจามาเป็นการสู้รบกันจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจากระยะพรมแดนทางบกระหว่างไทยกับเมียนมามีความยาวรวมทั้งหมดประมาณ 2,400 กิโลเมตร ติดพื้นที่ 10 จังหวัดของไทยกับมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีแม่น้ำสำคัญที่เป็นเส้นกั้นพรมแดน เช่น แม่น้ำสาย, แม่ น้ำเมย, แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี เป็นต้น ตลอดจนด่านผ่านแดนที่เป็นทางการ ด่านธรรมชาติ หรือจุดเสี่ยงที่มีการข้ามหรือลักลอบทำการผิดกฎหมาย ซึ่งความยาวขนาดนี้ทำให้การเฝ้าระวังของกองทัพไทยจะต้องมีความพร้อมและศักยภาพในทุกๆ ด้าน

(3) ความมั่นคงชายแดนไทย-มาเลเซีย สถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันพบว่าได้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและการก่อเหตุรุนแรง โดยกองทัพไทยเห็นความสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและโครงสร้างพื้นฐานโครงการรั้วความมั่นคงตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า เห็นว่าควรมีการผลักดันแผนสร้างรั้วความมั่นคงระยะทาง 100-200 กิโลเมตร เพื่อปิดช่องโหว่ตามแนวชายแดนธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ด่านศุลกากรบูเกะตา จังหวัดนราธิวาส เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และการเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” (คณะกรรมการพิเศษ จชต.) ชุดใหม่จำนวน 22 คน โดยมีเป้าหมายหลักในการบูรณาการงานความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กองทัพไทยจะให้การสนับสนุนตามนโยบายรัฐบาลในการสร้างสันติภาพเพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไปสู่การปฏิบัติจริงก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในความมั่นคงในพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. ยังย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนากอง ทัพในทุกเหล่าทัพให้มีความทันมสมัยและเป็นกองทัพที่เข้มแข็งรองรับภารกิจปัจจุบันและมีความเข้มแข็งในอนาคต จึงฝากคณะกรรมาธิการให้ผลักดันงานที่ดำเนินการทางทหารและความมั่นคงให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน

นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการ ให้ข้อเสนอแนะว่าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการการทหารฯ จะให้การสนับสนุนภารกิจ บทบาท และหน้าที่การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยของกองทัพไทยให้เกิดผลสำเร็จตามกรอบงบประมาณด้านการทหารและความมั่นคงโดยเฉพาะ เรื่อง การแก้ไขกฎหมาย การจัด สรรงบประมาณ และให้ข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการบริหารจัดการความมั่นคงแนวชายแดนไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ความมั่นคงชายแดนไทย-เมียนมา และความมั่นคงชายแดนไทย-มาเลเซีย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของกองทัพในการพิทักษ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ปธ.กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เข้าพบพลโท อดุลย์ฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการ ณ ศาลาว่าการกลาโหมกรุงเทพมหานคร

ปธ.กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เข้าพบพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือราชการเนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคานับและหารือข้อราชการ ณ ศาลาว่าการกลาโหม ถนนสนามไชย กรุงเทพมหานคร

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 เสลา 15.00 -16.00 นาฬิกา ณ ศาลาว่าการกลาโหม ถนนสนามไชย กรุงเทพมหานคร นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด และนายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการ และคณะเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ในการนี้ ประธานคณะกรรมาธิการและพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับประเด็นการดำเนินการในปัจจุบันและในอนาคตของคณะกรรมาธิการ ประเด็นการให้การสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม และประเด็นการให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการในการปฏิบัติภารกิจทางการทหารและภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ได้แก่

(1) งานที่คณะกรรมาธิการดำเนินการในกรอบของวุฒิสภาและสามารถสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม เช่น การมีส่วนช่วยในการดูแลสิทธิประโยชน์ของทหารผ่านศึก การสนับสนุนระบบทหารอาสา การพัฒนากำลังพลสำรองให้สามารถสนับสนุนการกู้ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม การศึกษาเรื่อง Drone การศึกษาเรื่องดาวเทียมเพื่อความมั่นคง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านความมั่นคง เช่น สมช. กอ.รมน. ฯลฯ

(2) เรื่องที่ขอให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาความเหมาะสม ได้แก่ หลักการสนับสนุนค่าตอบแทนพิเศษให้แก่กำลังพลที่เข้าสู้รบในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ในห้วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยยึดถือแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษซึ่งจ่ายให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. ทุกคนต่อเดือน ซึ่งขอความกรุณา รมว.กห. พิจารณาภายใต้กรอบหน้าที่และกฎหมายต่อไป

(3) งานด้านการทหารและความมั่นคงของรัฐที่ถือเป็นความเร่งด่วนที่ต้องเร่งปฏิบัติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์หลัก : การสถาปนาความมั่นคงชายแดน เป็นภาพใหญ่ซึ่งส่งผลถึงภาพรวมของความมั่นคงของประเทศ (การสถาปนาความมั่นคงและการจัดระเบียบความมั่นคงพื้นที่ชายแดน แบบเบ็ดเสร็จ หรือการจัดระเบียบความั่นคงชายแดน การจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานทั้งแบบปกติและไม่ปกติ รวมถึงการแก้ปัญหา จชต. เน้น การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติสุข

นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนากองทัพในทุกเหล่าทัพให้มีความทันมสมัยและเป็นกองทัพที่เข้มแข็งรองรับภารกิจปัจจุบันและมีความเข้มแข็งในอนาคตเพื่อความมั่นคงให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน

นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการ ให้ข้อเสนอแนะว่าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการการทหารฯ จะให้การสนับสนุนภารกิจ บทบาท และหน้าที่ทางทหารในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยของกองทัพไทยหรือการดำเนินภารกิจของกลาโหม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทางทหารและงานความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของกระทรวงกลาโหมและกองทัพในการพิทักษ์ความมั่นคงของชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ร่วมประชุมสัมมนาเรื่องศาลทหารของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ จังหวัดนนทบุรี

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ร่วมประชุมสัมมนาเรื่องศาลทหารของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ จังหวัดนนทบุรี

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้พิจารณาตามมติที่ประชุมมอบหมายนางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการการทหารฯ และประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการ และผู้แทนคณะอนุกรรมาธิ การด้านกิจการทหาร ได้แก่พลตรี ไพโรจน์ มณีอ่อน อนุกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ พลเอก ชัชชัย ภัทรนาวิก ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ และคณะเดินทางเข้าร่วมสัมมนาและรับฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ศาลทหารของสาธารณรัฐฝรั่งเศส” ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 – 12.00 นาฬิกา ณ ห้องสัมมนา ชั้น 6 โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ในการนี้ งานสัมมนาดังกล่าวมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง ศาลทหารของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยได้รับเกียรติจากนางการอลีน ชาร์ปองติเยร์ (Ms. Caroline Charpentier) ผู้พิพากษาประสานงานความร่วมมือในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยที่คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบและยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามประธานรัฐสภาได้กำหนดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยมีร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและกระบวนการยุติธรรมทหาร จำนวน 2 ฉบับ (1) ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พศ. …. เพื่อปรับปรุงการบริหารราชการภายในให้ทันสมัย กับร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พศ. ….

ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มอบหมายคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหารรวบรวมข้อมูลเสนอคณะกรรมาธิการการทหารฯ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 119 ตามแต่กรณีต่อไป


หลอนยาคลั่งรัก อ้างโปรแกรม AI สั่งการ บุกบ้านสาว 16 กลางดึก พ่อเผยลูกเสพตั้งแต่ยังเรียน

นครพนม – หลอนยาคลั่งรัก อ้างโปรแกรม AI สั่งการ บุกบ้านสาว 16 กลางดึก พ่อเผยลูกเสพตั้งแต่ยังเรียน

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 11.30 น. พ.ต.ท.สมพงษ์ หรเพลิด สารวัตรสืบสวน สภ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นำกำลังชุดสายสืบเข้าควบคุมตัวนายสุริยา แก้วปีลา หรือเต๋อ อายุ 38 ปี ในข้อหาบุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยผิดกฎหมาย โดยจับกุมตัวได้ในบ้านเลขที่ 73 หมู่ 2 บ้านนาชุม ต.นาเดื่อ อ.ศรีสง คราม จ.นครพนม นำส่ง พ.ต.ท.สุชาติ อุทโย สารวัตรสอบสวน สภ.ศรีสงคราม สอบปากคำหามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

สืบเนื่อง เวลาประมาณตีหนึ่งเศษของวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ตำรวจสายตรวจ สภ.ศรี สงคราม ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่า มีเหตุบุกรุกยามวิกาลในบ้านเลขที่ 207 หมู่ 11 บ้านนาชุม ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่ 2 ประมาณ 200 เมตร โดยคนร้ายทราบชื่อภายหลังก็คือนายเต๋อ ใช้ก้อนหินทุบบานกระจกหน้าต่างจนแตก ตรงห้องนอนของน้องอิงฟ้า (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง เด็กสาวจึงตะโกนร้องให้คนช่วย เพื่อนบ้านได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทำลายความเงียบสงัดยามราตรีก็เปิดไฟออกมาดู นายเต๋อผู้ก่อเหตุจึงหลบหนีไป กระทั่งรุ่งเช้าสายสืบไปพบตัวหลบอยู่ในห้องน้ำ จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

นายเต๋อให้การอย่างฉะฉาน ว่าไม่ได้ตั้งใจจะบุกเข้าไปในบ้านเลขที่ดังกล่าว แต่เพราะสมองตนเองไปผูกกับไฟล์โปรแกรมเอไอ(AI) ให้มาหาน้องอิงฟ้า ยืนยันไม่มีเจตนาจะบุกรุกแต่อย่างใด และยอมรับว่าก่อนไปบ้านน้องอิงฟ้าเสพยาบ้าไป 1 เม็ด กระดกเหล้าขาวไป 1 ขวด จึงกระทำไปโดยไม่ได้สติเจ้า AI คือตัวการที่สั่งงานตน

ด้านน้องอิงฟ้าผู้เสียหาย ซึ่งยังอยู่ในอาการหวาดกลัว เล่าว่าเวลาตีหนึ่งได้ยินเสียงคนส่งเสียงโวยวายอยู่หน้าบ้าน ตอนนั้นรู้กลัวมาก และไม่คิดว่านายเต๋อจะบุกมาทุบบานหน้าต่างกระจก กวักมือเรียกตนให้ออกไปหา พร้อมใช้เท้าถีบประตูพยายามจะเข้าไปในห้อง จึงตะโกนร้องเรียกให้คนช่วย

ทางด้านนายกองมี แก้วปีลา อายุ 64 ปี ตาของน้องอิงฟ้าเล่าว่า นายเต๋อแอบหลงรักหลานสาวตน ตอนเกิดเหตุได้ยินหลานร้องหวีดด้วยความตกใจกลัว ตนจึงลุกจากที่นอนมาดู เห็นนายเต๋ออยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง กำลังจะใช้มีดพร้าที่อยู่บริเวณนั้นทุบกระจกอีก โชคดีที่เพื่อนบ้าน 2 คนเข้ามาล็อกคอนายเต๋อไว้ ก่อนจะดิ้นหลุดและหลบหนีไป ตนก็คิดว่าคงไม่มาอีกแล้ว ที่ไหนได้นายเต๋อหวนกลับมาอีก พร้อมเรียกให้น้องอิงฟ้าออกไปเคลียร์กัน ก็ไม่รู้เคลียร์เรื่องอะไร จนกระทั่งเช้าหลานไม่กล้าไปโรงเรียนเลย

ซึ่งนายกองมีเล่าเพิ่มเติมว่า ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว นายเต๋อหลอนยาไปเผาเถียงนาตนจนเสียหาย แต่ครั้งนั้นไม่เอาความอะไร เพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่คิดจะบุกเข้ามาถึงในบ้านยามวิกาล ครั้งนี้อย่างไรก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนทางด้านนายเสรี แก้วปีลา อายุ 73 ปี

พ่อผู้ก่อเหตุ เล่าว่าลูกชายติดยาบ้ามานานกว่า 20 ปีตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ มีประวัติพกยาบ้า 9 เม็ดติดคุก 4 ปีกว่า ก็หวนกลับมาเสพเหมือนเดิม ครั้งนี้ตนในฐานะพ่อก็จะชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณี ส่วนทางคดีก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

คลิปวงจรปิดจับภาพคนร้าย บุกปาน้ำปลาร้าใส่บ้านสาวพนักงานห้างกลางดึก แถมถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจเร่งล่าตัว

คลิปวงจรปิดจับภาพคนร้าย บุกปาน้ำปลาร้าใส่บ้านสาวพนักงานห้างกลางดึก แถมถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจเร่งล่าตัว

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา น.ส.สุพัชรินทร์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี พนักงานห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน หลังถูกคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์มาก่อเหตุปาถุงน้ำปลาร้าใส่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 8 ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา พร้อมถ่ายคลิปวิดีโอขณะลงมือ ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

เบื้องต้น พ.ต.ท.จำรัส โพธิ์อินทร์ สว.(สอบสวน) รับแจ้งเหตุและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

ผู้เสียหายเล่าว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ขณะนั้นตนเองยังทำงานอยู่และเลิกงานประมาณ 05.00 น. กระทั่งกลับมาถึงบ้านจึงพบว่ามีคนร้ายเป็นวัยรุ่นชาย 2 คน สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้าน ก่อนขว้างถุงน้ำปลาร้าใส่บ้านจำนวน 2 ถุง และยังมีการใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปขณะก่อเหตุไว้ด้วย จากนั้นได้รีบขี่รถหลบหนีไป

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายมีลักษณะคล้ายตั้งใจมาก่อเหตุที่บ้านหลังดังกล่าวโดยเฉพาะ อีกทั้งยังได้ยินเสียงผู้หญิงในคลิปพูดสั่งการว่าเป็นบ้านหลังไหน ทำ ให้เชื่อว่าไม่น่าใช่การก่อเหตุผิดบ้าน

น.ส.สุพัชรินทร์ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมาตนเองไม่เคยมีปัญหากับใครมาก่อน จึงไม่เข้าใจสาเหตุที่ถูกก่อเหตุในลักษณะนี้ พร้อมยอมรับว่ารู้สึกตกใจและหวาดระแวงอย่างมาก เพราะหากคน ร้ายใช้สิ่งของอันตรายกว่านี้ เช่น ก้อนหิน อาจทำให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายได้ อีกทั้งตนเองพักอาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน รวมถึงขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

กองทัพภาคที่ 2 ยกระดับเทคโนโลยี มอบโดรน 54 หน่วยฝึกทหารใหม่ เสริมศักยภาพการเรียนรู้และขับเคลื่อนภารกิจกองทัพ

กองทัพภาคที่ 2 ยกระดับเทคโนโลยี มอบโดรน 54 หน่วยฝึกทหารใหม่ เสริมศักย ภาพ การเรียนรู้และขับเคลื่อนภารกิจกองทัพ

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ให้กับหน่วยฝึกทหารใหม่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 54 หน่วยฝึกฯ จำนวน 108 ลำ หน่วยละ 2 ลำ โดยมีผู้แทนจากแต่ละหน่วยเข้ารับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการฝึกอบรมและเสริมสร้างทักษะทางเทคโนโลยีให้แก่กำลังพล

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะผู้บังคับบัญชา ได้รับชมการสาธิตการใช้งานและขีดความสามารถของอากาศยานไร้คนขับ จากชุดปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ (ศปอร. ศปก. ทภ.2) พร้อมกันนี้ได้พบปะพูดคุยเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติแก่ผู้บังคับหน่วย, คณะครูฝึก และกำลังพลชุดสาธิต โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการฝึกทหารใหม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อก้าวทันต่อวิวัฒนาการทางการทหารในยุคปัจจุบัน

กองทัพภาคที่2 #ทหารใหม่ #อากาศยานไร้คนขับ #เทคโนโลยีทหาร #UAV #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

อว. ดัน Food Tech ไทยสู่สากล! ผุด “ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก” ยกระดับอาหารฉายรังสี โกอินเตอร์

อว. ดัน Food Tech ไทยสู่สากล! ผุด “ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก” ยกระดับอาหารฉายรังสี โกอินเตอร์

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 : กระทรวง (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยยุคใหม่ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ (สทน.) ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง (อว.) มุ่งเป้าปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้พร้อมนำนวัตกรรมสู่ตลาดโลก จับมือ NIA หนุนทุนนวัตกรรม—ชูเทคโนโลยีเป็น ‘New Growth Engine’ ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง (สทน.) และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในการพัฒนาศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมอาหาร

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เน้นย้ำในปาฐกถาพิเศษ “การปั้น Food Tech ไทยให้กินได้จริงและขายได้ระดับโลก ไม่เน้นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับคุณภาพ รสชาติที่ถูกใจ และเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทย โดยเทคโนโลยีฉายรังสีของ (สทน.) จะเป็น New Growth Engine ที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและการปนเปื้อน เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก”

บ่มเพาะเข้มข้น 15 ทีมสุดท้าย สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์ รองศาสตราจารย์ ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ (สทน.) เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอาหารในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ โดยจัดอบรมเชิงลึกระหว่างวันที่ 18–22 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ เทคโนโลยีการฉายรังสี กฎหมายอาหาร การตลาด และการทำแผนธุรกิจ (Pitching)

ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 ราย จากทั้งหมด 60 ราย ซึ่งทาง NIA จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในฐานะ ‘สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์’ ด้วยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมและโอกาสจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุน กางแผนจัดตั้ง “ศูนย์ฉายรังสี 4 ภาค” ลดต้นทุนโลจิสติกส์
นอกจากกิจกรรมสัมมนาแล้ว ในภาคบ่ายผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฉายรังสี คลอง 5 ของ (สทน.) เพื่อชมโรงงานต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยี “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ที่ทันสมัยที่สุด (สทน.) เผยว่ามีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีประจำภูมิภาคให้ครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง

ศึกษาดูงาน “หงส์ไทย” ต้นแบบความสำเร็จ ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัดซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมมือกับ (สทน.) ในการนำเทคโนโลยี Electron Beam (E-Beam) และโคบอลต์-60 มาใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ ยืนยันความปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง 100% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นโมเดลความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. – กฟผ. เดินหน้าสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR หนุนพลังงานสะอาดยุคใหม่ลดมลพิษ เพื่อความมั่นคงยั่งยืนทางพลังงานชาติ

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. – กฟผ. เดินหน้าสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR หนุนพลังงานสะอาดยุคใหม่ลดมลพิษ เพื่อความมั่นคงยั่งยืนทางพลังงานชาติ

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ รักษาการเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ปส. ให้การต้อนรับ นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ., นายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า, นายโรจน์ยศ มโหธร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า และคณะผู้แทนจาก กฟผ. เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับการ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าอย่างมั่นคง ต่อเนื่อง และสามารถสนับสนุนการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต

ทั้งนี้ ได้ข้อสรุปดังนี้ 1) การจัดทำ MOU ร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, 2) ร่วมจัดทำและขับเคลื่อนแผนสื่อสารสร้างความเข้าใจโรงไฟฟ้า SMR, 3) พัฒนาตามเกณฑ์ 19 มาตรฐาน IAEA (International Atomic Energy Agency), 4) กฟผ. ให้การสนับสนุนการบริจาคเพื่อทุนการศึกษาและสวัสดิการข้าราชการและบุคลากร ปส.

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส เข้าใจง่าย และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้บริหารและผู้มีอำนาจตัดสินใจ ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี SMR และการใช้พลังงานปรมาณูอย่างสันติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามมาตรฐานสากล


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน