มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับสถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ เปิดศูนย์ฝึกอบรม หลักสูตร “นิติเวชเบื้องต้น​ และการรักษาวัตถุพยาน ณ จุดเกิดเหตุ”

      วันนี้​ วันพุธ​ที่​ 26 มิถุนายน 2562 เวลา​ 09.00​ น.​ ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัย
หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ วิทยาเขตยศเส กรุงเทพฯ : คุณวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดย พลตำรวจ​ตรี​ ภวัต ประทีปวิศรุต ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา จัดพิธีเปิดหลักสูตรเชิงปฏิบัติการ “นิติเวชเบื้องต้นและการรักษาวัตถุพยาน ณ จุดเกิดเหตุ” [เต็มรูปแบบ]

      แก่อาสาสมัครของมูลนิธิฯ และมูลนิธิพันธมิตรทั่วประเทศ โดยให้ศูนย์ฝึกอบรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นศูนย์กลางภาคเอกชน และดำเนินการอบรมโดยวิทยากรหลักจากสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของอาสาสมัครในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ณ จุดเกิดเหตุ ทั้งในอุบัติเหตุ อุบัติภัย และสาธารณภัย ตามหลักสากล โดยมีคณะผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงอาสาสมัครกู้ภัยจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ร่วมโครงการอบรมฯ รุ่นที่ 1 ร่วมในพิธี

      คุณวิเชียรฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรดังกล่าวเป็นอันดับต้นๆของหลักสูตรทั้งหมด ที่มูลนิธิฯมีการจัดอบรม อีกทั้งมูลนิธิฯ เป็นหน่วยงานในสังกัด “กลุ่มงานพิเศษ” สนับสนุนงานนิติเวชวิทยา โดยเจ้าหน้าที่ น.เขต (ชุดสีไพร) หนึ่งในทีมบรรเทาสาธารณภัย ของมูลนิธิฯ ทำหน้าที่สนับสนุนงานนิติเวชวิทยา โดยตลอดระยะที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าฝึกอบรมและทบทวนหลักสูตรอยู่เป็นประจำ

      และในปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเล็งเห็นถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควบคู่กับระบบการปฏิบัติการ ด้วยการยกระดับศักยภาพอาสาสมัคร ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้ไปถึงที่เกิดเหตุอันดับต้นๆ ให้มีองค์ความรู้ มีศักยภาพในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และหน่วยงานภาครัฐ ณ ที่เกิดเหตุ จึงได้ประสานกับสถาบันนิติเวชวิทยา ร่วมกันจัดโครงการอบรมฯ โดยศูนย์ฝึกอบรมมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดให้เป็นหลักสูตรพื้นฐานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเป็นศูนย์กลางในการประสานอบรมหลักสูตรนี้แก่มูลนิธิพันธมิตรทั่วประเทศ

      พล.ต.ต.ภวัตฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณมูลนิธิฯ​ ที่ให้ความสำคัญในการจัดอบรมหลักสูตร“นิติเวชวิทยาเบื้องต้นและการรักษา วัตถุพยาน ณ จุดเกิดเหตุ” ซึ่งการอบรมดังกล่าวเป็นการอบรมที่ให้ประโยชน์สังคมในด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้แก่อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง บทบาทของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเพื่อช่วยแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรักษาสภาพศพ และสถานที่เกิดเหตุ​ หลักการนิติเวชฯ

หลักการทางด้านนิติเวชศาสตร์เบื้องต้น และการเปลี่ยนแปลงหลังการเสียชีวิตเป็นต้น รวมถึงการชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ และการประเมินเวลาตายเบื้องต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญและส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์นิติเวช เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และอาสาสมัคร

      ศูนย์ฝึกอบรม มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ รวมถึงลดการสูญเสีย ด้านการกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัย การให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินแก่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ให้ความรู้โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกอบรม เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย และวิทยากรภายนอก ซึ่งมากด้วยความรู้ ความสามารถ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ทั้งนี้อาสาสมัคร ประชาชน และหน่วยงานใดสนใจ สามารถเข้าชมหลักสูตรได้ทางเว็บไซต์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.pohtecktung.org หรือโทร 02-225-0020 ต่อ ศูนย์ฝึกอบรม (ในวัน – เวลาราชการ)

      มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร : โทร 086-854-1418 รัตติยา โต๊ะสัน (บี) ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร โทร.086-386-0257 เตือนจิต พุฒิพงศ์โภไคย (ส้ม) ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร โทร.089-694-6935

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

อำเภอวังโป่ง จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562

      นายวรวุฒิ อินตะมะ นายอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เป็นประธานเปิด กิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิดและคำขวัญ “มุ่งมั่น แก้ไข ขจัดภัยยาเสพติด” เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ หน้าที่ว่าการอำเภอวังโป่ง โดยศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอวังโป่ง ได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 ภายใต้กรอบแนวคิด “มุ่งมั่น แก้ไข ขจัดภัยยาเสพติด”26 มิถุนายน วันต่อต้านยาเสพติดโลก และร่วมแสดงสัญลักษณ์โดยการสวมเสื้อสีเหลือง ในวันต่อต้านยาเสพติดโลก เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชน สถานศึกษา องค์กรเยาวชน องค์กรศาสนา สถานประกอบการ หน่วยงานองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ ได้รับรู้และเข้าใจถึงโทษ พิษภัยจากยาเสพติด โดยมีนายณัฐพัชร์ ภัทรพิศิษฐ์ ปลัดอาวุโส อำเภอวังโป่ง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กร ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวอำเภอวังโป่ง เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวน 2,652 คน
      ซึ่งการจัดกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการปัญหายาเสพติด โดยนายอำเภอวังโป่ง ได้อ่านสารเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก และนำพลังมวลชนกล่าวคำประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด พร้อมปล่อยแถวระดมกวาดล้างยาเสพติด การจัดระเบียบสังคม และเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนทุกประเภท เพื่อปลุกกระแสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงพลังต่อต้านยาเสพติด ประชาสัมพันธ์ในสถานศึกษา หมู่บ้าน/ชุมชน และสถานประกอบการต่าง ๆ โดยมี น้องๆนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมแสดงกิจกรรมดังกล่าว ช่วยสร้างสีสันได้เป็นอย่างดี

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์

จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพรแด่สมเด็จพระสังฆราช

      วันที่26มิถุนายน2562​ ท่านเจ้าคุณพระสุนทรธรรมภา​ณ​ เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี​(ธรรมยุต)​ เจ้าอาวาสวัดพระพุทธแสงธรรม​ พร้อมพระราชธีราภรณ์​ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี​ (นิกาย)​ ร่วมเป็นประธานคณะสงฆ์​มีนายสมภพ​ สมิตะสิริ​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีประธานฝ่ายฆารวาส มีหัวหน้าส่วนราชการ​ ผู้บริหารการศึกษา​ องค์การหารส่วนจังหวัดสระบุรี​ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น​ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกและประชาชน​ ร่วมพิธี
ตามที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบให้กำหนดวันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ​ สมเด็จพระสังฆราช​ สกลมหาสังฆปริณายก​ ซึ่งคณะสงฆ์ในจังหวัดสระบุรีร่วมกับจังหวัดสระบุรีได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์​ ณ​ อุโบสถ วัดพระพุทธแสงธรรม​ ตำบลหนองนาก​ อำเภอหนองแค​ จังหวัดสระบุรี​ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน​ ประชาชน​ เจริญจิตตภาวนา ถวายพระพรแด่สมเด็จพระสังฆราช​

/ดำรงค์ชื่นจินดา​ รายงาน

ผู้ว่าฯสระบุรีเปิดกิจกรรมเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2562 พร้อมนำกล่าวปฏิญาณตนประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด

      วันที่26​มิถุนายน​ 2562​ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานในพิธีพิธีถวายสักการะหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนำหัวหน้าส่วนราชการ นักเรียนและ เยาวชน มีนายพีระพล​ตันฑโอภาส​ ปลัดจังหวัดสระบุรีกล่าวรายงาน​ มีผู้ร่วมพิธีปฏิญาณตนประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด และเป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน สถานประกอบการ ผู้ปฎิบัติงานด้านป้องกันและปราบปรามด้านยาเสพติดดีเด่นทั้งส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่น อ่านสารนายกรัฐมนตรีเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 ณ หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งประเทศไทยได้ยึดถือปฏิบัติร่วมกับประชาคมโลกในการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด สำหรับวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2562 รัฐบาล และศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้กำหนดกรอบแนวทางการจัดกิจกรรมเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด โดยให้จังหวัดดำเนินการจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนในระดับพื้นที่ได้ร่วมแสดงพลังและเข้ามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดให้เดือนมิถุนายน 2562 เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ภายใต้คำขวัญ “มุ่งมั่น แก้ไข ขจัดภัยยาเสพติด”
ทางศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสระบุรี ได้จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติด มีกิจกรรมประกอบไปด้วยนิทรรศการวันต่อต้านยาเสพติด นิทรรศการกองทุนแม่ของแผ่นดิน นิทรรศการของ TO BE NUMBER ONE และนิทรรศการการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้านการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษา ชมการแสดงดนตรีของนักเรียนโรงเรียนเสาไห้วิมลวิทยานุกูล การแสดงของเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสระบุรีการแสดงของชมรม TO BE NUMBER ONE โรงเรียนเทพศิรินทร์พุแค การแสดงของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

แม่ทัพภาค 2 ลงพื้นที่มุกดาหาร ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วย และมอบแนวทางการส่งมอบงาน กอ.รมน.มุกดาหาร

      มุกดาหาร แม่ทัพภาค 2 พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วย และมอบแนวทางการส่งมอบงานของ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยภายในจังหวัดมุกดาหาร ให้กับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร

      เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อม พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. จ.มุกดาหาร พ.อ.โกมล วงศ์อนันต์ หน.กลุ่มงานแผนนโยบายและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหารให้การต้อนรับ พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วย และมอบแนวทางการส่งมอบงานของ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยภายในจังหวัดมุกดาหาร ส่งไม้ต่อ ให้กับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร

      ณ ที่ห้องประชุมดอกช้างน้าว ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ หัวหน้ากลุ่มงาน กอ.รมน.จังหวัดมุกดาหาร และ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 50 คน โดยผลการประชุมสรุป การส่งมอบงานโดยต้องเป็นไปอย่างมีระบบมีผู้รับผิดชอบชัดเจน กำลังพลต้องมีคุณภาพ แหล่งข่าวจะช่วยงานให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ

      ต้องช่วยกันปลูกป่าให้ได้ 40 เปอร์เซ็นของพื้นที่ประเทศภายในปี 68 ให้ กอ.รมน.จังหวัดมุกดาหาร ใช้งานขุนด่าน สร้างความสัมพันธ์ในพื้นที่ หากมีข่าวโจมตีเชิงลบให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรีบตอบโต้ชี้แจงข้อเท็จจริงทันที ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมืองอาจมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง เราควรนำมาปรับแก้เพื่อเดินหน้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อย งาน กอ.รมน. เกี่ยวข้องกับทุกส่วนราชการ ต้องร่วมบูรณาการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความพึงพอใจของประชาชน

      รัฐบาลให้ความสำคัญกับกล้อง CCTV เป็นอย่างมากเพราะช่วยลดอาชญากรรม ขอให้ตำรวจภูธรจังหวัดช่วยเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ขอให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และกองทุนพลังงาน มีงบประมาณสนับสนุน ซึ่งหลังจากมอบงานดังกล่าวเป็นทางการ พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะเข้าเยี่ยมชมที่ทำการของ กอ.รมน. บนชั้น 2 ศาลากลาง จ.มุกดาหารก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำมาน้ำโขง อำเภอ เขมราฐเ จ.อุบลราชธานีต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงา

ตำรวจสันติบาลจับผู้ต้องหาค้ามนุษย์หนีหมายศาลจังหวัดพัทยามา 4 ปี

      วันนี้ 25 มิ.ย.2562 เวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ได้จับกุมตัวนายสยาม แก้วสุกใส อายุ 53 ปี ปัจจุบันพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 207/49 หมู่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งต้องคดีอาญา ในฐานความผิดกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ ไม่มาศาลตามกำหนดนัด พฤติการณ์จงใจหลบหนี ตามหมายจับของศาลพัทยาที่ บ.473/2558 ลง 2 ก.ย.2558 คดีหมายเลขดำที่ 4533/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 11812/2556 ของศาลจังหวัดพัทยา จึงได้สืบสวนและได้พบตัวนายสยาม แก้วสุกใส จำเลยตามหมายจับดังกล่าวขณะทำงานอยู่ในร้านโพไซดอนคาร์แคร์ ซอยโพธิสาร ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้ตรวจสอบเอกสารบัตรประจำตัวพร้อมสอบถามแล้วรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับและไม่เคยถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อน จึงได้แจ้งเหตุแห่งการจับกุม พร้อมทั้งแจ้งสิทธิผู้ต้องหาให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่า (1) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (2) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน (3) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร (4) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (5)ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับแล้ว ขอไม่ให้การใดๆทั้งสิ้น จึงควบคุมผู้ถูกจับนำส่งศาลจังหวัดพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย


ภาพ/ข่าวนายโยธิน พรมแตง
ศูนย์ข่าวพัทยา ชลบุรีรายงาน

หนีไม่รอด ตร. รวบหนุ่มหนีหมายศาลคดีค้ายาบ้าถูกศาลพิพากษาจำคุก 33ปี

      จังหวัดมุกดาหาร ตำรวจชุดสืบเมืองมุกดาหาร ร่วม ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.นำกำลังบุกจับผู้ต้องหาหลบหนีหมายศาลคดีค้ายาบ้า ถูกศาลพิพากษาจำคุก 33 ปี หนีมากบดานที่บ้านเกิดถูกเจ้าหน้าที่บุกจับคาบ้านพัก และเจอคดีหนีหมายศาลเพิ่มอีกหนึ่งคดี

      เมื่อเวลา 16.00น.วันที่ 24 มิถุนายน 2562 พล.ต.ต.อัครพงศ์ พิมลศิริ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.จตุรงค์ กลิ่นศรีสุข ผกก.สืบสวน ภ.จว.มุกดาหาร นำกำลังลงพื้นที่สืบหาผู้ต้องหาหลบหนีหมายศาลและหมายจับที่อยู่ในพื้นที่ได้สืบทราบ มีนายชาญชัย เชียงขวาง อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ ข.245/2560 ลงวันที่ 8 พ.ย.2560 คดีดำหมายเลข อ.2091/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อ.4279/2559 ภายใต้อายุความ 20 ปี นับตั่งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่เกิน 8 พฤศจิกายน 2580

      สืบเนื่องเมื่อช่วงกลาง พ.ศ.2559 นางชบาฯซึ่งเป็นคนรู้จักกันกับ นายชาญชัย เชียงขวาง ได้ถูกจับกุมยาบ้าที่ สภ. กุฉินารายณ์ ของกลางยาบ้า 1900 เม็ด ถูกจับกุมก่อนนายชาญชัยฯโดยในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนขยายผลโดยให้นางชบาฯติดต่อทางโทรศัพท์มาหานายชาญชัยฯและให้นายชาญชัยฯมาเก็บเงินกับนางชบาฯที่เป็นนี้เงินที่นายชาญชัย นำยาบ้าจำนวน 1900 เม็ด มาส่งให้นางชบาฯแต่นางชบาฯยังไม่มีเงินให้ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงให้นางชบาฯโทรให้นายชาญชัยฯมารับเงินที่นำยาบ้ามาขายให้โดยให้นายนายชาญชัยฯเดินทางมารับเงินอยู่ที่รีสอทร์แห่งหนึ่งใน อำเภอกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์

      นายชาญชัยฯจึงได้เดินทางไปตามจุดนัดหมายรีสอทร์ดังกล่าวเพื่อรับเงินที่นางชบาฯติดนี้ที่รับชื้อยาบ้าจากนายชาญชัย เชียงขวาง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมนายชาญชัย เชียงขวางเป็นผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาส่ง สภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ส่งศาล จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องนายชาญชัย เชียงขวาง ต่อมา พนักงานอัยการ ได้ทำการยื่นอุทธณ์คดีต่อมานายชาญชัยฯได้หลบหนีและไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลศาลจึงได้ออกหมายจับนายชาญชัยฯ

      ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 33 ปีส่วนนางชาบาฯผู้ต้องหาที่ 2 ถูกโทษจำคุก 25 ปีโดยนายชาญชัยฯ ได้หลบหนีกลับไปกบดานที่บ้านเกิดดังกล่าวโดยจากการสืบทราบนายชาญชัย เชียงขวางผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ หลบหนีมากบดานอยู่ที่บ้านเลขที่ 126 ม.6 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.มุกดาหารบ้านเกิดจึงประสาร พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. จ.มุกดาหารขอสนับสนุนกำลังร่วมจึงสั่งการให้ พ.อ.โกมล วงศ์อนันต์ หน.กลุ่มงานแผนนโยบายและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหารนำกำลังร่วมเข้าปิดล้อมจับกุมนายชาญชัยฯผู้ต้องหาหนีหมายศาลยอมจำนนโดยละม่อมไม่มีการขัดขืนจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ว่าได้หลบหนีหมายศาล จ.กาฬสินธุ์จริงเจ้าหน้าที่จึงประสารเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.กาฬสินธุ์ มารับตัวผู้ต้องหาส่งศาล จ.กาฬสินธุ์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา. /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หน.ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร ดำเนินกิจกรรมมาตรการลด และคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐ

      เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้ นายสุวิทย์ จันทร์หวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจกรรมมาตรการลด และคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐ ของหน่วยงานราชการในพื้นที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร สำนักงานจังหวัดมุกดาหาร สำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดมุกดาหาร สำนักงานแรงงานจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งกิจกรรมมาตรการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย หน่วยงานราชการภายในพื้นที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร มีการดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้บุคลากรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลด คัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงาน การลดใช้โฟมบรรจุอาหารในร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งในหน่วยงาน และงดนำโฟมบรรจุอาหารเข้ามาในหน่วยงาน , การกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนการใช้แก้วส่วนตัว เพื่อลดการใช้แก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

      โดยเป็นการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อ 17 ก.ค.61 โดยมอบหมายทุกหน่วยงานภาครัฐดำเนินงานพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ส.ค.61 และกำหนดให้เป็นตัวชี้สำหรับผู้บริหารองค์การ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ผู้ถูกประเมิน ได้แก่ ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าอธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เป้าหมายตัวชี้วัด ประกอบด้วย อาคารสำนักงานของหน่วยงานภาครัฐ ร้อยละ 100 มีการดำเนินกิจกรรม ขยะมูลฝอยของหน่วยงานภาครัฐลดลง ร้อยละ 5 ถุงพลาสติกหูหิ้วของหน่วยงานภาครัฐลดลงร้อยละ 10 แก้วพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งของหน่วยงานภาครัฐลดลงร้อยละ 10 และงดใช้โฟมบรรจุอาหารในหน่วยงาน
   

ธานินทร์, ฐานิตา. / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

กรมควบคุมมลพิษ จัดงาน “รัฐ-ราษฎร์ รวมพลัง ร่วมใจ แก้ปัญหาน้ำเสีย”

นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “รัฐ-ราษฎร์ รวมพลัง ร่วมใจ แก้ปัญหาน้ำเสีย” ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และสถาบันอุดมศึกษา ผลักดันอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมวายุภักษษ์ โรงแรมเซ็นทาราศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

           กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงาน“รัฐ-ราษฎร์ รวมพลัง ร่วมใจ แก้ปัญหาน้ำเสีย” ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และสถาบันอุดมศึกษา  ผลักดันอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย  ในวันที่ 24 – 25 มิถุนายน 2562  ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทาราศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

           นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา คพ. ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำสายหลักทั่วประเทศ โดยพบว่าคุณภาพน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี มีเพียงร้อยละ 45 ส่วนที่เหลืออยู่ในเกณฑ์พอใช้และเกณฑ์เสื่อมโทรม ซึ่งแหล่งน้ำที่มีคุณภาพเสื่อมโทรม ยังคงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะช่วงที่ไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีสาเหตุมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ทั้งจากชุมชน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ที่ไม่ผ่านการบำบัด หรือบำบัดไม่ได้ตามค่ามาตรฐาน ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียและส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งอาคารที่ทำการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการอิสระ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในกำกับของรัฐอีกเป็นจำนวนมาก เข้าข่ายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม จึงต้องปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง และเป็นต้นแบบที่ดีให้กับภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการจัดการน้ำเสีย และการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ไว้

           นายสมชาย กล่าวว่า คพ.ได้จัดงาน“รัฐ-ราษฎร์ รวมพลัง ร่วมใจ แก้ปัญหาน้ำเสีย” เพื่อส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตระหนัก ให้ความสำคัญและร่วมกันลดการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพน้ำ รวมถึงเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับอาคาร สถานประกอบการที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างถูกต้อง ซึ่งในวันที่ 24 มิถุนายน 2562 เป็นการอบรมให้ความรู้และชี้แจงแนวทางดำเนินการภายใต้ “โครงการอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสีย” ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานกำหนดนโยบายในการจัดการน้ำเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง มีการจัดการน้ำเสียจากอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเป็นอาคารราชการต้นแบบ ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการตรวจสอบ และควบคุมการระบายน้ำทิ้งตามกฎหมาย ส่วนในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จะเป็นการชี้แจง ทำความเข้าใจกับอาคาร สถานประกอบการภาคเอกชน ในแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมกำหนด  เพื่อลดการระบายน้ำทิ้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้แหล่งน้ำมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เอื้อประโยชนต่อชุมชนอย่างยั่งยืน โดยขั้นตอนต่อจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ จะลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียและการระบายน้ำทิ้งต่อไป  

 ——————————————————————————————————————————————

ส่วนสื่อสารองค์กรกรมควบคุมมลพิษ โทรศัพท์ 022982065-69 โทรสาร 022985108

จับตา”โจ๊ก”ผงาด DSI

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว วงการตำรวจและสังคมทั่วไปฮือฮากันมากต่อการปรากฏตัวของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ถูกพิษ ม.44 โยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี
ที่เดินทางไปสักการะศาลหลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช เพียงแค่ข้ามวันมีการปล่อยข่าวแบบโยนหินถามทาง อ้าง “บิ๊กโจ๊ก” จะกลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง ในตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเดิม ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นแรงกระเพื่อมระดับพลังสึนามิ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาทันทีทันใดมีการแชร์เรื่องนี้ในโลก โซเชียลอย่างเมามัน ตั้งวงวิจารณ์กันสนุกปาก โดยไม่คำนึงถึงหลักความเป็นจริงเป็นตัวตั้งก่อนแชร์ขณะที่ต้นตอการแชร์เรื่องนี้ อาจมีธง เพื่อตรึงไว้ซึ่งอำนาจบารมีในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในแต่ละระนาบต่อๆไป
อย่างน้อย เพื่อประคองเก้าอี้ให้กับบรรดาลูกทีม ลูกศิษย์ ที่อาจจะถูกย้ายกระเด็นเตะโด่งคนละทิศทางโฟกัสข่าวการกลับมานั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ของ”บิ๊กโจ๊ก” เมื่อว่ากันด้วยเหตุผลและกฏระเบียบแล้วเป็นไปไม่ได้ !! หากย้อนกลับไป “บิ๊กโจ๊ก” ถูกเด้งตกเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ครั้งแรกโดยคำสั่ง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เข้ากรุประจำ ศปก.ตร.ด้วยนัยยะมีความผิดต้องสอบสวน เพียงวันเดียว “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สะบัดปากกาลงนามในฐานะหัวหน้า คสช. ใข้ มาตรา 44 เด้งข้ามสังกัด มาเป็นข้าราชการพลเรือน ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรอการสอบสวน พร้อมกับการหายตัว หรือเก็บตัวเงียบ ของ”บิ๊กโจ๊ก” ขณะที่ในเวลาต่อมา “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาประกาศผ่านสื่อมวลชน อ้าง ” เรื่องนี้จบแล้ว ไม่มีการสอบสวนใดๆ ” หากห้วงเวลานี้ทำไม ?? “บิ๊กโจ๊ก” จึงยากจะกลับมาในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ดูที่การย้ายหลุดออกนอกอาณาจักรตำรวจมาจากคำสั่ง คสช. มาตรา 44 จู่ๆจะตัดโอนกลับจากที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกฯ กลับมาถึงขั้นผงาดใหญ่กว่าเดิม เป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.แบบ “โตเขย่ง ” ทำได้ยาก ขั้นตอนการกลับมาใช้ ม.44 อาจทำไม่ได้ง่ายๆแล้ว ทำได้เพียงนำเรื่องนี้เข้าบรรจุในวาระการประชุม ครม.เพื่อขอมติให้กลับมาเป็นข้าราชการตำรวจ เมื่อครม.เห็นชอบแล้วจึงส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต้องให้”บิ๊กตำรวจ” ที่มีส่วนเป็นกรรมการนำเรื่องส่งต่อเป็นวาระประชุม ก.ตร.เพื่อขอมติเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบแล้ว จะสามารถกลับเข้ามาได้ในตำแหน่งระนาบเดิมจากที่โดนย้ายออกไปเท่านั้น คือตำแหน่งผู้บัญชาการที่ใดที่หนึ่ง จะตั้งสูงขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ไม่ได้
หากจะดันตำแหน่งให้สูงขึ้น ทำได้เพียง การออก ม.44 ใหม่อีกครั้ง ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนี้การเมืองไทย มีรัฐบาลใหม่แล้ว และยังมี ส.ส.ฝ่ายค้านที่เสียงปริ่มกัน คอยจ้องฟาดฟันการทำงานฝ่ายรัฐ อีกทั้ง ม.44 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะสิ้นสภาพหลังการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หากใช้ ม.44 ตั้งคนๆเดียว ในช่วงรอยต่อ มีหวังโดนฝ่ายค้านและสังคมถล่มเละแน่ฟันธง ” บิ๊กโจ๊ก” ยังกลับมาไม่ได้ แต่ตำแหน่งใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ต้องรอภายหลังมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงานเต็มทีม จับตามองที่ เก้าอี้อธิบดี ดี.เอส.ไอ. เพื่อทำงานระดับประเทศ มีงานถนัดให้ทำ รวมไปถึงการเตะตัดขาการเมืองฝ่ายตรงข้าม และจัดการกับม็อบต่อต้านรัฐ ตำแหน่งนี้สามารถทำได้ เพียงแค่เสนอชื่อเข้าครม.ลงมติเห็นชอบ รอดูกัน เรื่องนี้ไม่ได้พูดเล่น หรือพูดลอยๆ แต่มีที่มีจากทีมงานที่ปรึกษาบางคนในรัฐบาลชุดใหม่ ครม.ประยุทธ / 2 ถึงเวลานั้น คำตอบจะลงตัวให้เวลาหายใจหายอีกนิด.

เธียร ทวินัย.