
สืบสวน ตม.2 ขยายผลจับขบวนการทำ VISA U.S.A. ปลอม และรวบ 2 แรงไทยลักลอบขนไอซ์กว่า 8.140 กก. ออกนอกประเทศ
วันที่ 24 ธ.ค.63 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาทร กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง,พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.รุ่งศักดิ์ แสงเสียงฟ้า รอง ผบก.ตม.2 ได้สั่งการให้ ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขันจับกุมการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ,พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกระทำความผิดกรณีมีการกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ขายเกินราคา ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ชัยธนันท์ จิรปิยเศรษฐ์ ผกก.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่ากองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และงานสืบสวนในส่วนของ ตม.ทอ.ในสังกัด บก.ตม.2 มีผลการจับกุมคดีสำคัญๆ คือ

1.สืบสวน ตม.2 รวบขบวนการทำ VISA U.S.A. ปลอม จากกรณีการจับกุม 2 คนไทย ใช้ VISA U.S.A. ปลอม เดินทางออกนอกประเทศ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.63 เป็นต้นมา กองกำกับสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้สืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้จับกุมชายไทยซึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศปานามา ทราบภายหลังว่าไม่สามารถเดินทางต่อไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้
สืบเนื่องมาจากได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ กรณีมีชายไทยได้มาขอออกบัตรที่นั่งโดยสารเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยมีปลายทางคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยภายในเล่มหนังสือเดินทางมี VISA U.S.A.ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างไปจากของจริงจึงได้บันทึกภาพพร้อมประสานข้อมูลมายังกองกำกับสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งได้ทำการสืบสวนขยายผลอันนำมาซึ่งการจับกุมชายไทยรายนี้ ซึ่งได้ให้การรับสารภาพและนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และในเวลา
ต่อมา กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลร่วมกับกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 จนสามารถขออนุมัติหมายจับ โดยล่าสุด 21 ธ.ค.63 ได้ดำเนินการจับกุมหญิงไทยผู้ร่วมขบวนการทำ VISA USA ปลอม และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ขอประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีได้ไปติดต่อผู้แทน หรือ AGENT เพื่อทำ VISA USA ที่จังหวัดเชียงราย แล้วไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้มาชี้ตัวและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อไป
2.สืบสวน ตม.2 ร่วมกับ นปส.กก.1 บก.ปส.3 ร่วมกันจับ 2 แรงงานไทยลักลอบขนไอซ์กว่า 8.140 กิโลกรัม และจับกุมชาวไนจีเรียหวังนำเข้าโคคาอีน กว่า 606 กรัม คาสุวรรณภูมิ กล่าวคือ ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ในระดับสำนักตำรวจแห่งชาติ และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการปฏิบัติระหว่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมถึงกลุ่มบุคคล หรือขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ที่จะเข้ามาดำเนินการสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศได้ ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติ ที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการบูรณาการปฏิบัติด้านการข่าวระหว่าง กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ กองกำกับการ 1 (นปส.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใต้การปฏิบัติการ AITF ในการลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษ และจากการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องได้ดำเนินการจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โดยปรากฏผลดังนี้

2.1 ได้ดำเนินการจับกุมชายไทยซึ่งคาดว่าเป็นแรงงานจะเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล ได้ลักลอบขนยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 1 (Methamphetamine) บรรจุในซองเกลือแร่ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนักกว่า 4.1 กิโลกรัม โดยเชื่อว่า ผู้ถูกจับกุมอาจจะนำไปจำหน่ายที่ประเทศอิสราเอล จึงได้ดำเนินการจับกุมในฐานความผิด “พยายามนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” และนำส่ง พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2.2 ได้ดำเนินการจับกุมชายชาวไนจีเรียซึ่งเป็นผู้ลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) กล่าวคือ ชายชาวไนจีเรียรายดังกล่าวได้มาแสดงตัวขอรับพัสดุที่ บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งภายในพัสดุเป็นกล่องซึ่งได้บรรจุยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ซุกซ่อนอยู่ในโครงขอบด้านล่างของกล่อง โดยพัสดุดังกล่าวถูกส่งมาจากประเทศจิบูตี (Djibouti) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวชายชาวไนจีเรียรายดังกล่าว และได้วางแผนเพื่อสืบสวนขยายผลไปยังที่พักและพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ซึ่งบรรจุซุกซ่อนอยู่ภายในกล่อง ซึ่งมีลักษณะของพฤติการณ์กระทำความผิดเดียวกัน จึงได้ดำเนินการจับกุมในฐานความผิด “นำยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมนำส่ง พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
2.3 ได้ดำเนินการจับกุมชายไทยซึ่งคาดว่าเป็นแรงงานได้ได้ตรวจพบชายสัญชาติไทย ซึ่งเป็นแรงงานจะเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล ได้ลักลอบขนยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 1 (Methamphetamine) บรรจุในซองเกลือแร่ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนักกว่า 4.04 กิโลกรัม โดยเชื่อว่า ผู้ถูกจับกุมอาจจะนำไปจำหน่ายที่ประเทศอิสราเอล จึงได้ดำเนินการจับกุมในฐานความผิด “พยายามนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” และนำส่ง พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ดังนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลมิจฉาชีพที่มักจะแอบอ้างว่าสามารถดำเนินการจัดทำวีซ่าให้ได้โดยง่าย และอ้างว่ารู้จักเจ้าหน้าที่และสามารถอำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าประเทศต่างๆ ได้ ทั้งนี้ ให้ประชาชนติดต่อประสานงานการทำวีซ่า หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดกับสถานทูตของประเทศนั้นๆ โดยตรง อีกทั้ง ขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยังแรงงานไทยที่จะเดินทางไปขายแรงงานยังต่างประเทศว่าอย่าหลงเชื่อบุคคลหากมีการฝากสิ่งของไปยังประเทศที่ไปค้าแรงงาน โดยอย่ารับฝากเพื่อสวัสดิภาพของตนเอง ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดแล้วอาจะต้องรับโทษถึงจำคุกได้
อนึ่ง หากพบคนต่างด้าวมีท่าทีพิรุธอาจจะเข้ามากระทำผิดกฎหมาย หรืออาจจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการขายสินค้าอุปโภคบริโภคเกินราคา หรือจำหน่ายสินค้าควบคุมเกินราคากลางที่กฎหมายกำหนดซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สามารถ แจ้งหรือสอบถาม ผ่านสายด่วน 1178 หรือกก.สส.ปป.บก.ตม.2 หมายเลขโทรศัพท์ 02-134-0303 ตลอด 24 ชั่วโมง
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน