กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 450,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 450,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 13.45 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ จัดกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณช่องทางเขาหัวโล้น บ้านหนองเต่า (บริวาร บ้านม่วงชุม) หมู่ 10 ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียง ใหม่ ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 3 – 5 คน สะพายกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง เดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ หน่วยจึงให้สัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม 2 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการโดรน และ ชุดสุนัขตรวจค้นยาเสพติด เข้าวางกำลังควบคุม และตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจพบ กระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 450,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 17.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก เดชาธร สาหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดจำนวนดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้กับ สถานีตำรวจภูธรฝาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 268 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 273 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 152,676,019 เม็ด, เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม, ไอซ์ 2,947.2 กิโลกรัม, ฝิ่น 169.4 กิโลกรัม และ คีตามีน 431.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 36 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 25 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 26,289 ล้านบาท (26,289,949,352 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง#กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

“ชปส.ภ.จว.ลำพูน” กวาดล้างยาเสพติด ตามหมายจับ รวบสาวพร้อมแฟนหนุ่ม พบยาบ้าซุกซ่อนกว่า 1.2 หมื่นเม็ด พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน

“ชปส.ภ.จว.ลำพูน” กวาดล้างยาเสพติด ตามหมายจับ รวบสาวพร้อมแฟนหนุ่ม พบยาบ้าซุกซ่อนกว่า 1.2 หมื่นเม็ด พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.ณัฐพล จันมะโน ผกก.สืบสวน ภ.จว. ลำพูน นำโดย พ.ต.ท.ทนันชัย พอพิน รอง ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ลำพูน พร้อมชุด ชปส.กก. สืบ สวน ภ.จว.ลำพูน ได้ดำเนินการติดตามหมายจับคดียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเข้าดำเนินการจับกุม น.ส.ลดาวัลย์ หรือ หญิง ได้ภายในบ้านพักพื้นที่ ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน จากการตรวจค้นภายในบ้านพบนายอัครชัย หรือ ปอ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของหญิง ร่วมพักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว

จนท.ได้สอบถามนายปอ ว่าตนเสพยาเสพติดหรือไม่ นายปอยอมรับว่าเสพ จนท.จึงทำการค้นตัวแต่ไม่พบยาเสพติดดังกล่าวและสอบถามว่ามียาเสพติดเหลืออยู่ในครอบครองหรือไม่ นายปอให้การว่าตนมียาเสพติดเหลืออยู่ในความครอบครอง มีไว้เพื่อเสพและเตรียมจำหน่ายให้กับลูกค้าในพื้นที่ โดยได้เก็บซุกซ่อนไว้ภายในห้องเก็บของหลังบ้าน จนท. ได้ตรวจค้น ตรวจพบยาเสพติด จำนวนประมาณ 12,122 เม็ด พร้อมอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 5 นัด ซึ่งตนได้ซื้อมาในราคา 5,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา ทั้ง 2 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เหมืองจี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลต่อไป

เพื่อเป็นการป้องกัน ปราบปราม ยับยั้งยาเสพติดแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เพื่อความอยู่ดี มีสุข ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของพ่อแม่พี่น้องชาวลำพูน โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดลำพูนและศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเข้มข้นต่อไป

ทั้งนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือพบเห็นอาชญากรรม โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790

#ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 จังหวัด ปัตตานี มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 จังหวัด ปัตตานี มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติภารกิจของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับ พร้อมรายงานสรุปสถานการณ์และผลการปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบ โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะพูดคุยให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบ ยึดมั่นในระเบียบวินัย และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการปฏิบัติงานอย่างเข้าใจบริบทของพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตของประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในความแตกต่างทางพหุวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขและความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่

ในโอกาสเดียวกันนี้ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจดูแลความสงบเรียบร้อย สร้างความปลอดภัย และสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดำรงอยู่อย่างสงบสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม


พรพิพัฒน์ รายงาน

อยุธยา บุกโกดัง เครือข่าย ค้าไม้ บางปะหัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วม “รมว.ทส.สุชาติ” พร้อมด้วย “รมว.ยธ. พล.ต.ท.รุทธพลฯ” ตรวจสอบโกดังบางปะหัน ลุยเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลปราบเครือข่ายค้าไม้มีค่า

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวและนำทีมลงพื้นที่ติดตามการตรวจสอบโกดังของบริษัท ภาคินเทรดดิ้ง (5588) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 43/1 หมู่ 5 ตำบลหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรี อยุธยา

พร้อมด้วยพล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิกร ศรีโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้กำกับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายชวนินทร์ย์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชนุดม เพชรสังข์ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นายชุติเดช กมนณชนุตม์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม พ.ต.อ.ปองพล ประสบภัย ผู้กำกับสภจ.พระนครศรีอยุธยา นายชัยชาญ ศรียงค์ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

จากผลการตรวจสอบโกดังดังกล่าว พบว่าไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมป่าไม้จึงมีการอายัดและตรวจนับไม้ของกลาง พร้อมอุปกรณ์ในการกระทำความผิดตรวจสอบอีกครั้งเนื่องจากไม้มีจำนวนมาก ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้อายัดเอกสารและรวบ รวมพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยจะนำไปตรวจสอบเพื่อใช้ประกอบการตรวจพิสูจน์และขยายผล พร้อมทั้งรวบรวมเป็นไฟล์ข้อมูลประสานกรมป่าไม้อายัดไม้และจะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป หากไม่สามารถยืนยันที่มาของไม้ได้ เบื้องต้นพบว่าเอกสารไม้ภายในบริษัทดังกล่าว มีพิรุธหลายอย่าง เชื่อได้ว่าอาจจะไม่ตรงกันจึงได้มีการอายัดไว้ เป็นไม้แปรรูป ไม้ท่อน ปีกไม้ ปลายไม้ ไม่ต่ำกว่า 3,350 ท่อน/แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1,100 ลบ.ม. มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งหากคำนึงถึงคุณภาพไม้อาจมีมูลค่าทางการค้าสูงถึง 3,000 ล้านบาท

โดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ติดตามขยายผลความเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 01.30 น. มีการนำเข้า – ส่งออกไม้จากโกดังแห่งนี้ โดยใช้รถบรรทุกเทรลเลอร์มุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี พบไม้ประดู่จำนวน 34 ท่อน ปริมาตรและความยาวไม่ตรงกับเอกสารที่นำมาแสดงให้กับทางเจ้าหน้าที่ จึงได้อายัดรถบรรทุกเทรลเลอร์ พร้อมไม้ประดู่ 34 ท่อน ซึ่งอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ และได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชบ.1 (บางละมุง) จ.ชลบุรี และเมื่อเวลา 10.00 น. ได้ตรวจยึดและอายัดรถบรรทุกจำนวน 2 คัน โดยได้มีการดำเนินคดี จำนวน 1 คัน ซึ่งบรรทุกไม้มาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีลักษณะการลักลอบซ่อนไม้ประดู่โดยสำแดงสินค้าเป็นมันสำปะหลังเพื่ออำพรางการตรวจสอบ ส่วนรถบรรทุกอีก 1 คัน ที่บรรทุกไม้มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการอายัดเพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ระบุชนิดเป็นจำพวกนกได้จำนวน 10 ชนิด 28 ซาก จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ทราบชนิดจำนวน 4 ชิ้นเนื้อ เกล็ดลิ่นน้ำหนัก 900 กรัม และระบุเป็นกลุ่มได้อีกจำนวน 21 กลุ่ม จำนวน 68 ซาก รวมซากสัตว์ป่าของกลางทั้งสิ้น 96 ซาก และ 4 ชิ้นเนื้อ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะนำไปตรวจสอบพิสูจน์ชนิดซากสัตว์ป่าของกลาง และเก็บรักษาตามระเบียบหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ในการเดินหน้าสืบสวนขยายผล และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อตัดวงจรการลักลอบค้าไม้ข้ามชาติอย่างถอนรากถอนโคน และปกป้องผืนป่าอันเป็นสมบัติค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

รมช. กลาโหม ตรวจเยี่ยมสายการผลิตศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพไทย

จังหวัดลพบุรี – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ ด้วยการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ของศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ที่ ลพบุรี

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยมี พลโท รณรงค์ โรจนเสน ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร พร้อมคณะ ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุป เกี่ยวกับผลดำเนินงานที่สำคัญของหน่วยเกี่ยวกับความคืบหน้า และปัญหาต่างๆ ในโครงการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติงานของกองทัพ และประเทศชาติ ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด

พร้อมทั้ง นำคณะเยี่ยมชมงานวิจัยการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ และ สายการผลิตของหน่วย ณ โรงงานสร้างปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด และ โรงงานต้นแบบการวิจัยพัฒนาอาวุธ โดยโรงงานดังกล่าวมีภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาและผลิตปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาดต่าง ๆ สนับสนุนให้กองทัพมาตั้งแต่ปี 2521 เพื่อเป็นหลักประกัน ในความมั่นคง ด้านการทหารที่สามารถพึ่งตนเองได้ในภาวะปกติและไม่ปกติ เพื่อลดการสูญเสียงบประมาณให้แก่ต่างประเทศให้มากที่สุด ในการที่จะต้องจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ตลอดจนเพื่อเป็นแหล่งหารายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง หากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความเจริญ ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตรวจเยี่ยมโครงการซ่อมบำรุงเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 120 มม. โครงการปรับปรุงพัฒนาปืนใหญ่ขนาด 155 ม.ม. ให้เป็นอัตราจรล้อยาง เพื่อความเหมาะสมกับการใช้งานจริงตามแนวชายแดนให้แก่กองทัพไทย และ สายการผลิต ปืนเล็กยาวขนาดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธฯ พร้อมทั้งได้ทดสอบการยิงปืนเล็กยาวขนาดต่าง ๆ ด้วยตนเอง ณ สนามยิงปืนทดสอบของหน่วย โดยก่อนเดินทางกลับ คณะยังได้เข้ากราบสัการะ พระพิชิตไพรีศรีสยามวงศ์ ณ โบสถ์ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รองแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบข้าวโพดหวานจากเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก สนับสนุนผลผลิตทางการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด

รองแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบข้าวโพดหวานจากเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก สนับสนุนผลผลิตทางการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 16.50 นาฬิกา พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบข้าวโพดหวานจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวาน บ้านเนินสะอาด หมู่ที่ 7 ตำบลท่าตาล อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งดำเนินการผลิตภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร (GAP) ของสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก โดยมีการส่งมอบ ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

โดย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ร่วมอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและขนย้ายข้าวโพดหวาน เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับหน่วยทหารนำไปประกอบอาหารสนับสนุนแก่กำลังพลพร้อมทั้งมอบให้แก่กำลังพลนำไปบริโภคแก่ครอบครัวเพื่อเพิ่มสุขภาวะที่ดีต่อร่างกาย ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 นี้ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

การรับมอบข้าวโพดหวานในครั้งนี้เป็นไปตามดำริของแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวานบ้านเนินสะอาด ซึ่งกำลังประสบปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ กองทัพภาคที่ 3 จึงได้ดำเนินการสั่งซื้อผลผลิตข้าวโพดหวานจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานที่รับมอบจะนำไปใช้ในการประกอบอาหารและสนับสนุนการดำรงชีพของกำลังพลภายในหน่วย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการบริโภคผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่น อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคการเกษตรในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

“ใบไม้แลกไข่” ปีที่ 2 อ.สันกำแพง ชวนชุมชนลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 เปลี่ยนใบไม้ แลกเป็นไข่ CP

“ใบไม้แลกไข่” ปีที่ 2 อ.สันกำแพง ชวนชุมชนลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 เปลี่ยนใบไม้ แลกเป็นไข่ CP

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและใบไม้แห้งในชุมชน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดกิจกรรม “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เชิญชวนประชาชนรวบรวมใบไม้แห้งจากบริเวณบ้านและพื้นที่เกษตรมาแลกไข่ไก่ เพื่อลดการเผาและเปลี่ยนเศษวัสดุเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน

กิจกรรมเปิดให้ประชาชนนำใบไม้แห้ง 2 กิโลกรัม แลกไข่ไก่ CP 1 ฟอง แลกได้ 20 กิโลกรัมต่อครั้งต่อวัน (10 ฟอง) โดยใบไม้ที่รวบรวมได้จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักแจกจ่ายให้ชุมชนใช้บำรุงดิน ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดการเผาเศษวัชพืช

นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่นำเศษใบไม้วัชพืชไปเผา และเป็นอีกแนวทางที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมลดการเผาและดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมเปลี่ยนเศษใบไม้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยกิจกรรมครั้งแรกสามารถรวบรวมเศษใบไม้ได้ถึง 25,000 กิโลกรัม

“กิจกรรมนี้ทำให้การจัดการใบไม้แห้งในชุมชนเปลี่ยนจากสิ่งที่อาจถูกเผา กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ประชาชนได้มีส่วนร่วมลดการเผา ลดฝุ่นควัน ขณะเดียวกัน ก็ได้รับไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการกลับไปบริโภคในครัวเรือน ถือเป็นความร่วมมือที่ช่วยทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่”

ด้าน นายภิญโญ ร่มเกตุ รองผู้อำนวยการไก่รุ่น–ไก่ไข่ ภาคเหนือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟเชื่อว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กิจกรรมใบไม้แลกไข่เป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผาที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งส่งต่อโปรตีนคุณภาพให้กับครัวเรือนในพื้นที่

“ซีพีเอฟยินดีสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการดูแลชุมชน โดยการส่งต่อไข่ไก่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพให้กับครัวเรือนในพื้นที่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน”

นายอุทัย กุณามี ชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่าเขามาร่วมแลกไข่แทบทุกสัปดาห์ ใบไม้จากบ้านและไร่นาถูกเก็บรวบรวมใส่กระสอบนำมาแลก ไข่ที่ได้ก็นำไปทำอาหารในครัวเรือน “มีไข่อยู่ในตู้เย็นก็เหมือนมีตลาดอยู่ในบ้าน” ขอขอบคุณซีพีเอฟอยากให้จัดโครงการแบบนี้ทุกปี

กิจกรรมจัดขึ้น ทุกวันพุธ ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม – 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 – 11.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับผู้มีทะเบียนบ้านในพื้นที่อำเภอสันกำแพง./


นที มีเดช รายงาน

ลงมติจัดงานพ่อตัวอย่างแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2569

เมื่อ 10 มีนาคม 2569 พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสมาคมผู้อาสาสมัครช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสมาคมและได้มีมติสำคัญให้มีการจัดงานพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2569 โดยจะมีการแจกจ่ายแบบฟอร์ม พ่อตัวอย่างแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และหมดเขตรับคืนในวันที่ 15 มิถุนายน 2569

สำหรับคุณสมบัติของพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ได้แก่

  1. มีความจงรักภักดีต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์
  2. มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุต้องมีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป
  3. มีภรรยาตามที่กฎหมายกำหนด จำนวนบุตร-ธิดาไม่จำกัด (ไม่ใช่บุตร/ธิดาบุญธรรม)
  4. เป็นครอบครัวที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่แตกแยก
  5. ส่งบุตรธิดาให้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับไม่ทอดทิ้ง
  6. บุตร-ธิดาประกอบอาชีพสุจริต และเป็นพลเมืองดี
  7. เป็นผู้มีความเสียสละมีจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
  8. เป็นผู้ประพฤติดีและปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่เคยต้องโทษทางคดีอาญา(ยกเว้นลหุโทษ)
  9. ประกอบสัมมาอาชีพโดยสุจริตเป็นหลักฐาน ไม่สนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  10. ไม่เป็นผู้มั่วการพนัน และลุ่มหลงในอบายมุข
  11. ไม่เป็นผู้ดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนเกี่ยวกับยาเสพติดทุกรูปแบบ

“ห่างไกล แต่การดูแลไม่เคยห่างกัน” แพทย์ทหารใช้เส้นทางน้ำเข้าพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา ดูแลทั้งประชาชนและกำลังพลแนวหน้า อย่างต่อเนื่อง

“ห่างไกล แต่การดูแลไม่เคยห่างกัน” แพทย์ทหารใช้เส้นทางน้ำเข้าพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา ดูแลทั้งประชาชนและกำลังพลแนวหน้า อย่างต่อเนื่อง

พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 มอบหมายให้ พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ของโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ลงพื้นที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ในพื้นที่ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยการเดินทางเข้าพื้นที่ต้องใช้เส้นทางน้ำ “แม่น้ำเมย”ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ชุดแพทย์เคลื่อนที่ได้ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านแม่ลอ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป พร้อมจ่ายยาแก่ประชาชนและน้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ รวมทั้งให้บริการด้านทันตกรรม ได้แก่ การตรวจสุขภาพช่องปาก การเคลือบฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และการสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธี เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมให้กับเด็กนักเรียน

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS) เพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในสถานการณ์ฉุกเฉินให้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ พร้อมทั้งดำเนินการพ่นหมอกควันกำจัดยุงและแมลงพาหะนำโรค ภายในบริเวณโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ชุดแพทย์เคลื่อนที่ยังได้ออกให้บริการทางการแพทย์แก่กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 3502 ซึ่งปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดนและรักษาอธิปไตยของชาติ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านแม่ลอ และฐานปฏิบัติการบ้านแม่เหว่ย โดยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป ตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้คำแนะนำด้านการส่งเสริมสุขภาพ พร้อมแจกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS) เพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน เพิ่มโอกาสรอดชีวิตในภาวะวิกฤต พร้อมตรวจประเมินสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาและดูแลด้านจิตใจแก่กำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ มีการตรวจคัดกรองโรคมาลาเรียให้กับกำลังพล เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ควบคู่กับการพ่นหมอกควันกำจัดยุงและแมลงพาหะนำโรค รวมถึงตรวจสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ตรวจคุณภาพน้ำดื่มและแหล่งน้ำใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางสุขภาพแก่กำลังพลในพื้นที่

การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกและกรมแพทย์ทหารบก ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง ทั้งการดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและการอนุรักษ์กำลังรบของกำลังพลแนวหน้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

โอกาสสู่การเป็นศิลปินมาถึงแล้ว!! สำนักงานพระคลังข้างที่ เตรียมจัดประกวดร้องเพลงโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” เปิดรับสมัคร 15 พ.ค. – 15 ก.ค. นี้

โอกาสสู่การเป็นศิลปินมาถึงแล้ว!! สำนักงานพระคลังข้างที่ เตรียมจัดประกวดร้องเพลงโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” เปิดรับสมัคร 15 พ.ค. – 15 ก.ค. นี้

วันนี้ (9 มี.ค. 69) ที่ห้องปฏิบัติการ POC ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายปัทมนิธิ เสนาณรงค์ หัวหน้าสำนักงานบริหารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ สำนักงานพระคลังข้างที่ และคณะ เข้าพบ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการดำเนินโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่”

โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ปี 2569 จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของยาวชน ผ่านทักษะด้านคีตศิลป์และดุริยางคศิลป์ โดยให้เยาวชนมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้ในอนาคต รวมถึงเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอด ศิลปวัฒนธรรมมรดกเพลงไทยให้คงอยู่กับประเทศชาติตลอดไป ผ่านการประกวดร้องเพลงประเภทเพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง และเพลงไทยร่วมสมัย

คุณสมบัติผู้เข้าประกวดต้องเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี หรือกำลังศึกษาไม่เกินระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 3 ยกเว้นผู้ได้รับรางวัลอันดับ 1 2 และ 3 โครงการประกวดร้องเพลง เยาวชนสืบสาน รักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” สำหรับผู้สมัครที่ติดสัญญากับบริษัทด้านธุรกิจบันเทิง สามารถสมัครได้ โดยผู้สมัครต้องได้รับการยินยอมจากบริษัทต้นสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร

การประกวดร้องเพลงโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” เตรียมเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 15 กรกฎาคม 2569 โดยให้ผู้ที่สนใจสมัครและส่งคลิปการร้องเพลงผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะได้ประชาสัมพันธ์ลิงค์รับสมัครในโอกาสต่อไป หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกรอบออดิชันทั้ง 4 ภูมิภาค โดยเริ่มที่ภาคเหนือ วันเสาร์ที่ 5 – อาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ณ เซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต, ภาคกลาง วันเสาร์ที่ 12 – อาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 ณ บิ๊กซี ราชดำริ, ภาคใต้ วันเสาร์ที่ 19 กันยายน – 20 กันยายน 2569 ณ เซ็นทรัลนครศรีธรรมราช และภาคอีสาน วันเสาร์ที่ 26 -วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ณ เซ็นทรัลโคราช ซึ่งคณะกรรมการจะทำการคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบในแต่ละภูมิภาคเพื่อเข้าค่าย workshop พัฒนาทักษะการร้องเพลง เข้าสู่การประกวดรอบชิงชนะเลิศในเดือนตุลาคม 2569

นอกจากนี้การประกวดดังกล่าว ยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีความสามารถด้านดนตรีที่มีชื่อเสียงร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวด โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีโอกาสก้าวสู่การเป็นนักร้องอาชีพหรือศิลปินในค่ายเพลงที่มีชื่อเสียงในอนาคตต่อไป


นที มีเดช รายงาน