ชาวบ้าน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ รวมตัวร้องกองปราบฯ​ ตรวจสอบกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ หลังพบความผิดปกติเงินกองทุนรวม 16 ล้านสูญหาย

วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 24 พ.ค.62​ เวลา 09.30 น.ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้พา น.ส.กาญจนะพัฒน์ มรกต อายุ 54 ปี อาชีพเกษตรกรชาว จ.บุรีรัมย์ พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ อ.กระสังฯ จำนวนกว่า 10 คน

เดินทางเข้าพบ ร้อยตำรวจ​เอ​ก​ เอกรัตน์ ขวัญฤทธิ์ รองสารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​ปราบปราม​ (รอง​สว.กก.3 บก.ป.)​ เพื่อร้องขอให้ช่วยตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกลุ่มที่ไม่โปร่งใสจากกรณีเงินสะสมสมาชิกของกลุ่มดังกล่าวจำนวน 16 ล้านบาท สูญหายไป จนทำให้บรรดาสมาชิกกว่า 1 พันคนได้รับความเดือดร้อน โดยนำเอกสารหลักฐานมายื่นให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

น.ส.กาญจนะพัฒน์ฯ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ อ.กระสังฯ นั้นก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนกว่า 1 พันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านและผู้สูงอายุในพื้นที่ อ.กระสังฯ ตนและชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีอีกทั้งยังหวังว่าหากตนเสียชีวิตไปอย่างน้อยบุตรหลานหรือคนในครอบครัวของตนจะได้รับเงินจำนวน 4 หมื่นบาท จากทางกลุ่มกลับคืนมาบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาตนและสมาชิกรายอื่นๆก็ได้จ่ายเงินค่าสมาชิกให้กับทางกลุ่มอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตามเงื่อนไขที่มีการตกลงกันไว้ ในข้อแม้ที่ว่าหากมีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกคนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องจ่ายเงินให้กับทางกลุ่มเพื่อนำไปใช้เป็นทุนช่วยเหลือมอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ศพละ 50 บาท โดยบางเดือนตนเองต้องยอมจ่ายเงินค่าดังกล่าวให้กับทางกลุ่มเป็นจำนวนเงินมากถึง 3-4 พันบาท หากเดือนนั้นมีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิตจำนวนหลายราย

น.ส.กาญจนะพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาตนเองและสมาชิกคนอื่นๆไม่เคยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่ายของทางกลุ่มเลยว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเมื่อช่วงปี 2560 เริ่มมีสมาชิกบางรายไม่ได้รับเงินค่าช่วยเหลือจากทางกลุ่มตามที่ตกลงกันไว้ อ้างว่ายอดเงินกองทุนของกลุ่มมีไม่เพียงพอที่จ่ายให้กับสมาชิกที่เหลือ

ตนและบรรดาสมาชิกรายอื่นๆจึงเกิดความสงสัย เพราะหากนับเงินที่เรียกเก็บจากสมาชิกตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนกลุ่มดังกล่าวน่าจะมียอดเงินรวมไม่ต่ำกว่า 16 ล้านบาท แต่เมื่อสอบถามทางคณะกรรมการกลับบอกว่าเงินกองทุนหมด เมื่อสอบถามทางคณะกรรมการกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน กระทั่งเมื่อไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อ.กระสังฯ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระสัง ก็ไม่มีหน่วยงานไหนให้การช่วยเหลือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัดและปล่อยเวลาล่วงเลยมานานเกือบปี ก่อนจะมาประกาศยุบกลุ่มปล่อยลอยแพสมาชิกเมื่อวันที่ 19 พ.ค.62​ ที่ผ่านมา

ส่วนยอดเงินกองทุนของกลุ่มที่เหลืออยู่ 6 หมื่นบาทนั้นก็ให้นำไปแบ่งกันเอง ตนและบรรดาสมาชิกจึงมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะพวกตนส่งเงินตามเงื่อนไขให้กับกลุ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี แต่กลับไม่ได้รับเงินชดเชยแต่อย่างใด อีกทั้งการตรวจสอบกลุ่มดังกล่าวก็ไม่โปร่งใสและเชื่อว่ามีผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการท้องถิ่นระดับสูงหนุนหลัง เพราะคณะกรรมการกลุ่มส่วนใหญ่เป็นข้าราชการท้องถิ่น จึงได้รวมตัวมาร้องกองปราบฯ​ ในวันนี้เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆของคณะกรรมการกลุ่มรวมถึงไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับเงินกองทุนจำนวน 16 ล้านบาทที่หายไป

นายรณณรงค์ฯ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มดังกล่าวจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่ได้มีการจดทะเบียนหรือขออนุญาตจัดตั้งทั้งในรูปแบบสหกรณ์หรือสมาคม ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องดูว่าเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ รวมไปถึงความผิดฐานยักยอก หรือไม่ กรณีนี้ไม่อยากให้ปล่อยผ่านเพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านผู้สูงอายุ เงินที่พวกเค้านำมาจ่ายให้กับทางกลุ่มก็เป็นเงินเบี้ยชราที่ได้รับจากภาครัฐ เพื่อหวังว่าจะมีเงินให้ลูกหลานได้ใช้หลังจากตนเองเสียชีวิต

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่นำมามอบให้ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับทางผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์!! ร่วมกับสโมสรไลออนส์และสมาชิก นำรถวีลแชร์พร้อมถุงยังชีพ”มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” ช่วยเหลือเยียวยา ผู้สูงอายุยากไร้ วัย 64 ปี ป่วยติดเตียง!!

      เมื่อวันที่ 23 พ.ค.62 เวลา 14.00 น. โดย พ.อ.กรกานต์ นาเวชวนิชกุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด ป.ข.พร้อมด้วย จ.ส.อ.นิติเทพ จิตประสงค์ เจ้าหน้าที่ส่วนประสานงาน กกล.รส.ประจำจังหวัด ป.ข.พื้นที่ อ.หัวหินจ.ส.อ. สมพร หงษ์ทอง มว.รส.ที่ 2(หัวหิน) ร่วมกับ นายวัฒนชัย กาญจนโพธิ์ นายกสโมสรไลออนส์หัวหิน น.ส.เฌอมาลย์ อุทัยวรรณวงศ์ เลขาธิ การสโมสรไลออนส์หัวหินและสมาชิก

      เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทองคำ อยู่มุด อายุ 64 ปี ชายชรายากไร้ป่วยติดเตียง เนื่องจากขาไม่แรง ยืนได้สักพักก็จะล้มเป็นประจำไม่มีรายได้เลี้ยงชีพด้วยเบี้ยผู้สูงอายุ และอาศัยกับครอบ ครัวของพี่สาว คือ นางสมเกลี้ยง อยู่มุด อายุ 70 ปี ซึ่งก็มีฐานะยากจนอยู่ภายชุมชนแออัด หลังสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟขอเช่าโดยสนามกอล์ฟ ปัจจุบันสนามกอล์ฟยังคงอนุเคราะห์ให้อาศัยอยู่

      พร้อมทั้งมอบสิ่งของเพื่อเป็นการช่วยเหลือ โดยสโมสรไลออนส์หัวหิน มอบรถวีลแชร์สำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และข้าวสารอาหารแห้ง ถุงยังชีพซึ่ง กอ.รมน.จังหวัด ป.ข.ได้รับการบริจาคจาก ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษา “ชมรมFC สัญญาใจ..คนไทยไม่ทิ้งกัน”และประธานที่ปรึกษา”มูลนิธิ พระราหู ใจถึงใจ “มอบน้ำดื่มจาก นายณภัทร จันทร์เที่ยง ผู้จัดการบริษัท อึ้งง่วนไต๋อีซูซุเซลล์ จำกัด สาขาปราณบุรีและมอบแพมเพิสจาก กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์!!

ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จว.ประจวบคีรีขันธ์!!

ร.อ.ดร.เมตตา เต็มชำนาญ “ทหารนักบุญ” เปิดบ้านพักพหลโยธิน

วันพุธที่ 22 พ.ค.62 เวลา11.00 น. ร.อ.ดร.เมตตา เต็มชำนาญ “ทหารนักบุญ” เปิดบ้านพักพหลโยธิน กอล์ฟ พาร์3 19/1 เขตจตุจักร ให้การต้อนรับท่านพล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประธานมูลนิธิจราจรและคุณไม้เอก ฤทธิ์ณประภา (รองประธานมูลนิธิ) ประชุมการจัดแรลลี่การกุศล วันที่ 29-30 มิ.ย 62 ระหว่างกรุงเทพฯ-ระยอง-จันทบุรี และร่วมทอดผ่าป่าสามัคคี
ณ.วัดท่าศาลา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมทั้งจิตอาสามูลนิธิร่วมใจ ทาสีใหม่ให้โรงพัก สภ.อ.เมืองจันทบุรี เงินที่เหลือจัดซื้อเสื้อกั๊กจราจร มอบเป็นสาธารณะกุศลและร่วมรับประทานอาหารข้าวต้มกลางวัน สุดอร่อย โดยมีท่าน อ.ธงชัย นิติกุล (เทพหัสดิน ณ อยุธยา) คุณกริชสุวรรณ ดีสุข อ.อ๊อฟ- มหาดไทย (ประธานบริหารสำนักข่าวความมั่นคง+ผู้อำนวยการสำนักข่าวสมาคมตำรวจ) คุณธนอนันต์ บุณยรัตพันธุ์ กระบี่มือหนึ่ง – แมนซิตี้ ร่วมหารือกัน
ท่านสมาชิก Line ที่เคารพ ที่มีจิตอันเป็นกุศล สนใจร่วมเดินทางสายบุญ ติดต่อเบอร์โทรหน้าจอ คุณไม้เอก คุณปิยฉัตร JJ.MORNING ตลอดเส้นทางระยอง- จันทบุรี คุณภีมเดช อมรสุคนธ์ (ทนายอ๊อด -ระยอง) อำนวยความสะดวกตลอดเสันทาง โทร 082 4568585
เลขาแอนนา ถ่ายภาพ – รายงาน บริการประทับใจ

เหตุว.40 ไฟไหม้รถเทรลเลอร์ 18 ล้อ บรรทุกทราย เบรคล้อหลังติด จนเกิดความร้อนไฟลุกไหม้ท้ายรถ

      มุกดาหาร ศูนย์วิทยุ 191 ได้รับแจ้งเหตุ ว. 40 ไฟไหม้รถเทรลเลอร์ 18 ล้อ บรรทุกทราย บริเวณถนนบายพาสเลี่ยงเมือง ระหว่างสามแยกโคกสุวรรณ ไปทางวิลัยการอาชีพ จึงประสานไปยัง ศูนย์วิทยุไข่มุก แจ้งรถดับเพลิง และรถกู้ชีพธงแดง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจออกระงับเหตุ

      เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 13.40 น. สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจาก ศูนย์วิทยุ 191 ว่าเกิดเหตุ ว. 40 ไฟไหม้รถเทรลเลอร์ 18 ล้อ บริเวณ ถนนบายพาสเลี่ยงเมือง ระหว่างสามแยกโคกสุวรรณ ไปทางวิลัยการอาชีพ จึงประสานไปยัง ศูนย์วิทยุไข่มุก แจ้งรถดับเพลิง 2คัน และรถกู้ชีพธงแดง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกระงับเหตุดังกล่าว

      จุดที่เกิดเหตุพบ รถเทรลเลอร์หัวลากสีขาว ยี่ห้อ UD หมายเลขทะเบียน 83-4521 อุบลราชธานี ตัวลูกทะเบียน 83-3863 ซึ่งขณะนั้นเพลิงกำลังลุกไหม้ล้อหลังช่วงท้ายของตัวรถ เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงฉีดน้ำสกัดเพลิงนาน 15 นาที เพลิงจึงสงบลงตรวจสอบรถคันดังกล่าวคนขับคือนายประวัติ คำเกิด อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 7 ตำบลสว่าง กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยรถคันดังกล่าว เป็นของบริษัทแห่งหนึ่งอยู่ จ.อุบลฯ บรรทุกทรายมาจากท่าทรายอยู่ริมฝั่งโขง กำลังบรรทุกทรายเต็มคันรถเตรียมจะไปส่งอยู่ที่ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

      แต่มาถึงจุดเกิดยางระเบิดจนเกิดไฟรุกไหม้สอบถามคนขับเล่าว่ากำลังขับมาถึงจุดเกิดเหตุได้ยินเสียงยางระเบิดเสียงดังสนั่น จึงมองกระจกส่องด้านหลัง เห็นควันขึ้นบริเวณล้อหลังอย่างรุนแรง จึงหยุดรถกระโดดลงมาถอดหัวลากออกจาก ตัวพ่วงเทรลเลอร์ แล้วขับออกมาจอดห่างๆ ก่อนโทรแจ้ง 191 ประสานหน่วยดับเพลิงร่วมทำการช่วยเหลือทันเหตุการณ์ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ก่อนถูกไฟเผาวอดรถทั้งคัน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกนายประวัติ คำเกิด คนขับมาสอบสวนหาสาเหตุไฟลุกไหม้รถที่แท้จริงในครั้งนี้ต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา / ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร
เดวิด มุกดาหาร หน.ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

การประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร​ การพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงาน​ ของคลัสเตอร์ภูมิพรรณไพร​ กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายสมุนไพร​ ภายใต้โครงการการสนับสนุนSME.ปี2562

      วันที่23​พฤษภาคม​2562​เวลา10.00น. ผศ.ดร.​กรวินทวิชญ์​ บุญพิสุทธินันท์​ ผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายสิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพร้อมเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการ​ SME ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหลังจากที่ดำเนินโครงการสนับสนุนที่ร่วมกลุ่มแบบคลัสเตอร์สมุนไพรจากความสำเร็จในปี2560-2561มีการรวมกลุ่ม​ ต้นน้ำ​ กลางน้ำ​ ปลายน้ำ​ เพื่อให้มีคนรู้จักแลกเปลี่ยนความรู้ประสบประการณ์ความคิดต่างระหว่างกันทำให้สมาชิกคลัสเตอร์
      เป็นการพัฒนาจากการก้าวกระโดดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการกระจายรายได้ก่อให้เกอดการจับจ่ายและการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง
      ในปีนี้2562สสว.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเครือข่ายหรือคลัสเตอร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมี2กบุ่ทคือกบุ่มเครือข่ายสมุนไพรที่เข้มแข็งแบะเน้นผลิตภัณฑ์ดพื่อการนำสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นสำคัญกลุ่มที่2คลัสเตอร์เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ยุคไทยแลนด์4.0เป็นการดำเนินงานในปีแรกเน้นการร่วมกลุ่มการทำแผนยุทธศาสตร์รวมถึงการพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งตามความต้องการของกลุ่มคลัสเตอร์ให้เกิดกลุ่มที่มีความแข็งแรงเชิงปฏิบัติการให้กับคลัสเตอร์ภูมิพรรณไพรซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตราฐานระบบการจัดการคลังสินค้าและช่องทางค้าขายบนตลาดออนไลน์แนวทางการเพิ่มยอดขายกับเทคนิคตลาดออนไลน์ที่เหมาะสมกับสินค้าและการวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์คลัสเตอร์ภูมิพรรณไพรพร้อมให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาระบบPGSและด้านการวางแผนการเงินสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการดำเนินงานในปี2562ต่อไป/ดำรงค์ชื่นจินดา,ผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

มอบเมล็ดพันธุ์ผักและกิ่งไม้ผลพระราชทานช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่วัดมงคลชัยพัฒนา จ.สระบุรี

      ที่บริเวณศาลาอเนกประสงค์วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานรับมอบเมล็ดพันธุ์ผักและกิ่งไม้ผลพระราชทานจากมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อมอบให้กับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่วัดมงคลชัยพัฒนา มีนายโสภน พวกอิ่ม ผู้จัดการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดสระบุรี นายอำนาจ ขำมาลัย เจ้าหน้าที่โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ มูลนิธิชัยพัฒนา หัวหน้าส่วนราชการ พี่น้องเกษตรกร ร่วมพิธีรับมอบ
      สำหรับเมล็ดพันธุ์ผัก และกิ่งพันธุ์ไม้ผลพระราชทาน ที่มอบให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งประกอบไปด้วยเมล็ดพันธ์จำนวน 20 ชุด มีถั่วฝักยาวสิรินธรเบอร์ 1 มะเขือยาว โหระพา มะเขือเจ้าพระยา บวบหอม น้ำเต้า ถั่วฝักยาวลายเสือจักรพันธ์เบอร์ 1 คะน้า มะเขือกรอบขาว และพริกขี้หนู ส่วนกิ่งพันธ์ไม้ผลได้แก่ ฝรั่ง แดงทับทิมสยาม 20 ต้น มะม่วงน้ำดอกไม้มันและแก้วขมิ้นอย่างละ 20 ต้น มะขามเปรี้ยวฝักตรง 20 ต้น ขนุนทองสิน เพชรดำรง เพชรราชา และทองประเสริฐอย่างละ 5 ต้น รวม 100 ต้น
      ทั้งนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริได้พัฒนาพันธุ์พืชและมอบให้เกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่อยมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ โดยมูลนิธิชัยพัฒนา ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มอบเมล็ดพันธุ์ผัก และกิ่งพันธุ์ไม้ผล ให้กับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งทางสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่วัดมงคลชัยพัฒนา ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยจะได้นำไปปลูกและขยายผลต่อไป/ดำรงค์ชื่นจินดาผู้สื่อข่าวสระบุรีรายงาน

เพชรบูรณ์ ชาวบ้าน เฮลั่น ฝนตกห่าแรก ได้ทั้งน้ำทำการเกษตร ได้ทั้งจับอึ่งอย่างคึกคักหลังจากฝนตกหนัก

      หลังจากช่วงดึกที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะช่วยคลายร้อนจากสภาพอากาศที่อบอ้าว และส่งผลดีแก่พื้นที่ทางการเกษตรเป็นวงกว้างแล้วนั้น ยังพบว่าถือเป็นช่วงนาทีทองของชาวบ้าน ในพื้นที่อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่างพากันจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ออกหาจับอึ่ง จับกบ จับเขียด ซึ่งออกมาเล่นน้ำ ส่งเสียงร้องหาคู่ผสมพันธ์กันตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ช่วยให้ชาวบ้าน มีรายได้จากการจับอึ่ง กบ เขียด ขายสร้างรายได้งาม
      สอบถาม นายสมบุญ บุตรสุ่ย อายุ 59 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 159 หมู่7 บ้านวังไทรทอง ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เล่าให้ฟังว่า ในทุกปีหลังจากฝนแรก ที่ตกลงมาอย่างหนัก จนมีน้ำท่วมขังตามท้องทุ่งนาและตามแหล่งน้ำในธรรมชาติ ชาวบ้านจะรีบพากันจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้จับ อึ่ง กบ และเขียด ลักษณะเป็นบ่วงตาข่ายต่อด้ามไม้ยาวพอเหมาะ เพื่อนำมาทำเป็นอาหารรับประทานในครัวเรือน ลดรายจ่าย และส่วนหนึ่ง จะนำมาแบ่งขายในชุมชน และตามท้องตลาด เพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งแต่ละคนสามารถจับอึ่งได้มากถึงคนละ 5-10 กิโลกรัม ส่วนตนเองจับได้ถึง 18 กิโลกรัม และบางคนสามารถจับได้มากสุดถึงกว่า 30 กิโลกรัม ทำให้มีรายได้เฉลี่ยครั้งละกว่า 500 – 3,000 บาทเลยทีเดียว
      ทั้งนี้ นายสนุรัตน์ อุทัยคำ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198 หมู่7 บ้านวังไทรทอง เล่าว่า ตนเองได้ออกไปจับอึ่งเหมือนกันได้มาเพียง 10กิโลกรัม ถึงแม้ราคาซื้อขายอึ่ง จะมีราคาดี สร้างรายได้อย่างงาม แต่เนื่องจากเป็นอาหารตามฤดูกาล ทำให้ในแต่ละปี จะสามารถจับอึ่งได้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น และไม่เพียงพอต่อความต้องการของท้องตลาด เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภค มาเลือกซื้อหาไปทำอาหาร ในเมนูยอดฮิต ตนเองจึงนำมาขาย เช่น อึ่งย่าง ไม้ละ20 บาท ต้มยำอึ่งใส่ใบมะขามอ่อน ถุงละ 30 บาท หรือจะนำไปถนอมอาหาร ด้วยวิธีการหมักเป็นปลาร้าอึ่ง เพื่อเก็บไว้รับประทานนานๆ ก็ได้
      โดยในปีนี้ พบว่าราคาซื้อขายอึ่ง จะแบ่งออกเป็น อึ่งโกรกหรืออึ่งข้างลาย ตัวที่มีไข่ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท อึ่งโกรกหรืออึ่งข้างลาย ไม่มีไข่ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท อึ่งยาง ขายรวมราคากิโลกรัมละ 100 บาท นอกจากนั้น ชาวบ้านยังสามารถหาจับ กบ และ เขียด มาขายในคราวเดียวกัน โดย กบนา ขายราคา กิโลกรัมละ 200 บาท เขียดสด ขายราคากิโลกรัมละ 150 บาท และ หากนำเขียดสดมาแปรรูปเป็นเขียดแดดเดียว ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่า ขายได้ราคากิโลกรัม

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์

สมาคมช่างภาพและผู้สื่อข่าวประเทศไทย​ พร้อมคณะ​มอบข้าวสาร​ “โครงการ น้องๆ​ อิ่มท้อง พี่ๆ อิ่มบุญ ครั้งที่ 3​ ปี 2562”

      วันนี้ วันพฤหัสบ​ดี​ที่​ 23 พ.ค.62 เวลา 11.00​ น. ณ โรงเรียนวัดอินทร์​ ต.เสาธงหิน​ อ.บางใหญ่​ จ.นนทบุรี​ : นายเจริญศักดิ์ จิรธัญญ์วรภัทร นายกสมาคมช่างภาพและผู้สื่อข่าวประเทศไทย​ เดินทางมาพร้อมคณะ นำข้าวสารมามอบให้โรงเรียนวัดอินทร์​ อ.บางใหญ่​ จ.นนทบุรี​ เพื่อใช้เป็นอาหารกลางวันของนักเรียนในปีการศึกษา 2562 จำนวน 17 กระสอบ และเงินสดจำนวน 18,000 บาท เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเสาธงชาติที่ชำรุดเสียหายจากกรณีน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ทำให้พื้นเสาธงทรุดตัวลง

      โดยนางสาวสิริวรรณ สังข์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอินทร์ กล่าวว่าตนเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ยังไม่สามารถจะหางบประมาณมาเพื่อซ่อมแซมโรงเรียนได้ จึงดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ทางสมาคมช่างภาพและผู้สื่อข่าวนำข้าวสารและเงินมามอบให้ทำให้ตนนั้นไม่ต้องคอยกังวน เรื่องค่าอาหารของนักเรียน

      นายเจริญศักดิ์ ฯ กล่าวว่าในปีหน้าก็จะมามอบข้าวสารและเงินอีกเพื่อเป็นการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนของคณะครูอาจารย์ ให้สามารถสอนนักเรียนได้อย่างเต็มที่ โดยผ่าน​ “โครงการ น้องๆ​ อิ่มท้อง พี่ๆ อิ่มบุญ ครั้งที่ 4 ปี 2563” อีกครั้ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ตำรวจ​บก.น.8​ พบศพอดีตสามีแล้วหลังจากกรณีที่​ น.ส.ปวริศาฯ​ ร้องกองปราบฯ

      จากกรณีที่​ น.ส.ปวริศา อภินันท์รัตนกุล อายุ 34 ปี เดินทางเข้าร้องกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยติดตามตัวนายวันชาติ อภินันท์รัตนกุล อายุ 44 ปี อดีตสามี ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ผ่านมา และสันนิษฐานว่าอาจเกิดอันตรายที่มีสาเหตุจากการเล่นพนัน

      ต่อมาน.ส.ปวริศา​ฯ ก็รับแจ้งจากชุดสืบสวนของ​กองบังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 8​ (บก.น. 8)​ ว่าพบศพนายวันชาติฯ​ แล้วขณะนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เบื้องต้น ทราบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย.62​ ที่ผ่านมา โดยมีพนักงานของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ย่าน ซ.ท่าดินแดง 5 พบตัวนายวันชาติฯ หมดสติอยู่บริเวณด้านหน้าร้าน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลตากสิน แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ก่อนมีการนำศพส่งต่อมายังโรงพยาบาลศิริราช ขณะนี้ญาติอยู่ระหว่างติดต่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

      ความคืบหน้า วันนี้​ วันพฤหัสบ​ดี​ที่ 23 พ.ค.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม​ : พัน​ตำรวจ​เอก​ ธงชัย อยู่เกศ ผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​ปราบปราม​ (ผกก.1 บก.ป.)​ เปิดเผยว่า ตนรับรายงานจาก​ พัน​ตำรวจ​โท​ ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​ปราบปราม​ (สว.กก.1 บก.ป.)​ ซึ่งรับผิดชอบคดีดังกล่าวว่า ได้รับแจ้งจากตำรวจสน.สมเด็จเจ้าพระยา ว่า พบศพของนายวันชาติฯ​ แล้ว

      ส่วนรายละเอียดต่างๆก็เป็นไปตามที่เป็นข่าว ก็คือนายวันชาติฯ​ ไปประสบเหตุอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ บริเวณซอยท่าดินแดง​ 5 และถูกนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลตากสิน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ผู้เสียหายไม่ได้ตรวจสอบหาบุคคลสูญหายไปยังโรงพยาบาล หรือมูลนิธิต่างๆ ก็เลยทำให้ไม่ทราบเรื่องว่า นายวันชาติฯ​ ไปประสบเหตุเสียชีวิต

      ประกอบกับทางเจ้าหน้าที่เองก็ไม่สามารถติดต่อกับญาติของคนตายได้ ก็เลยทำให้น.ส.ปวริศาฯ​ ต้องเข้าร้องเรียน เพื่อให้ช่วยติดตาม เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอัยตราย อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางคดี ตนก็สั่งการให้ไปขอผลการชันสูตรพลิกศพนายวันชาติฯ​ จากทางแพทย์แล้ว ว่า มีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว หรือว่าถูกทำร้ายจนทำให้เสียชีวิต

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“สันธนะ​” เดินทางไปพรรคประชาธิปัตย์​ และพรรค​ภูมิใจ​ไทย​ เพื่อยื่น​หนังสือ​สำเนาการร้องเรียนต่อกกต.ขอให้ยื่นศาลรธน.พิจารณายุบพรรคพลัง​ประชารัฐ

      วันนี้​ วันพฤหัสบ​ดี​ที่ 23 พ.ค.62​  เวลา 10.00 น.ที่​พรรคประชาธิปัตย์​ : นายสันธนะ​ ประยูรรัตน์​ สมาชิกพรรค​เพื่อ​ไทย​ เดินทางมายื่​นสำเนาการร้องเรียนต่อกกต.​ โดยมีเจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์​ เป็นตัวแทนรับเอกสารเพื่อส่งมอบให้กับหัวหน้าพรรค​ฯ​ เพื่อให้รับทราบจุดประสงค์​ที่มายื่นหนังสือฉบับดังกล่าว​ และต่อมาเวลา 14.00​ น. นายสันธะฯ​ ได้ส่งตัวแทนมายื่น​หนังสือสำเนาการร้องเรียนต่อกกต.ต่อที่พรรคภูมิใจไทย โดยมีเจ้าหน้าที่​พรรค​ภูมิใจ​ไทย​​ เป็นตัวแทนรับเอกสารเพื่อส่งมอบให้กับหัวหน้าพรรค​ฯ​ เพื่อให้รับทราบจุดประสงค์​ที่มายื่นหนังสือฉบับดังกล่าว​ โดยขอให้รอการตัดสินใจ และดูเอกสารของตนก่อน​ ถ้าบอกว่ายังไม่ชัด ก็จะเห็นแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ต้องรอกกต.ยุบพรรคฯ ประชาชนจะยุบพรรคฯ​ ของท่านเอง

      จากกรณีที่เมื่อวานนี้​ วันที่​ 22​ พ.ค.62​ นายสันธนะฯ​ พร้อมด้วยผู้สมัคร​ สมาชิกสภา​ผู้แทน​ราษฎร​ (ส.ส.)​ พรรคเพื่อไทย​ (พท.)​ จ.สมุทรปราการ​ และผู้สมัคร​ สมาชิกสภา​ผู้แทน​ราษฎร​ (ส.ส.)​ ในเขตอื่นอีกรวม​ 7​ เขต​ เดินทางร่วมกันมายื่นหนังสือขอให้​ กกต.มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.)​ และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค​พลัง​ประชารัฐ​ (พปชร.)

      โดยนำหนังสือมายื่นถึงด่วนที่สุด​ ยื่นต่อกกต.เพื่อทวงถามความคืบหน้าหลังจากที่ได้เคยมายื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบพรรคพลังประชารัฐ และขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายุบพรรคฯ จากกรณีที่พรรคพลังประชารัฐให้ นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ขึ้นเวทีปราศรัยที่​ จ.สมุทรปราการ และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 92 ประกอบมาตรา 28 โดยด่วน

      นายสันธนะฯ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.62​ มายื่นหนังสือถึงกกต.ถือว่า เป็นการเปิดงานไปแล้ว และวันนี้มาเพื่อปิดเกม การดำเนินการของกกต.ถ้าเทียบเคียงกับกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าอนาคตใหม่ ถือหุ้นสื่อฯ ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่​ จ.สมุทรปราการไม่ใช่แค่ปากน้ำเดือด แต่ส่อเห็นถึงการกระทำของฝ่ายอำนาจรัฐ ที่พรรคตัวเองจะดำเนินการอะไรก็ทำได้ จึงนำหนังสือด่วนที่สุด มายื่นว่าท่านพร้อมหรือยังที่จะพิจารณาเรื่องนี้ หากยังไม่ดำเนินการควรจะตัดสินใจ เลือกระหว่างความเที่ยงธรรมกับความขลาด

      นายสันธนะฯ กล่าวอีกว่า ถ้ายังไม่มีการนำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณา หรือยังไม่มีความคืบหน้า จะฟ้องคดีกับเลขาธิการ กกต. ส่วนเรื่องทางการเมือง ขอเปิดมิติใหม่ นับแต่นี้จะมีเพียงมิตรแท้กับศัตรูถาวรเท่านั้น พรรคการเมืองขั้วที่ 3 พรรคพังงา พรรคบุรีรัมย์ พรรคสุพรรณบุรี ตนจ​ะนำคำร้องฉบับนี้ไปยื่นที่ทำการพรรคฯ

      ต่อมาช่วงบ่ายของ วันเดียวกัน​ เวลา 14.00 น.นายสันธนะฯ​ เดินทางไปยื่นสำเนาการร้องเรียนต่อกกต.ที่พรรคพลังประชารัฐ​ โดยมีนายเลิศบุตร​ บูรณะคุนาภรณ์ เจ้าหน้าที่​รับเรื่องราว​ร้องทุกข์​ เป็นตัวแทนรับเอกสารเพื่อส่งมอบให้กับหัวหน้าพรรค​ฯ​ เพื่อให้รับทราบจุดประสงค์​ที่มายื่นหนังสือฉบับดังกล่าว

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​