กาชาด จ.สุพรรณบุรี มอบถุงยังชีพช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ยากไร้

สุพรรณบุรี – กาชาดมอบถุงยังชีพช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ยากไร้

วันที่ 26 เมษายน 2567 นางนภัสสร สุวรรณประทีป นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายใน นางพชรพรรณ มาตรศรี ที่ปรึกษาเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี นำเหล่ากาชาด ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาสตรี อำเภออู่ทอง ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมถุงยังชีพ ไปมอบให้ประชาชนผู้ยากไร้และผู้สูงอายุ ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุน จากมาตรศรีกรุ๊ป นำข้าวสารมาร่วมมอบให้ให้ผู้ยากไร้ผู้สูงอายุ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ยากไร้อีกด้วย

นางพชรพรรณ มาตรศรี ที่ปรึกษาเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า นางนภัสสร สุวรรณประทีป นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับเกิดสภาวะอากาศร้อนจัด ทำให้การทำมาหากินของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความลำบาก

โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่หาเช้ากินค่ำ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นตนจึงได้รับมอบหมายให้นำคณะเหล่ากาชาด และคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภออู่ทอง ลงพื้นที่นำถุงยังชีพมามอบให้ พร้อมกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือมาตรศรีกรุ๊ป นำข้าวสารมาร่วมมอบให้ เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวของพี่น้องประชาชนอีกด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.สีคิ้วโคราช ช่วยชาวบ้านการรังวัด

ส.ส.พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ อ.สีคิ้วโคราชช่วยชาวบ้านการรังวัด

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 นายพชร จันทรรวงทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต อ.สีคิ้ว โคราช พร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ สุขเกษม ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สภาผู้แทนราษฎร) และนายสานิตย์ ศรีทวีนายอำเภอสีคิ้ว ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านน้ำเมา การรังวัดออก นสล. ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

นายสานิตย์ ศรีทวี นายอำเภอสีคิ้ว กล่าวว่า ชาวบ้านอยากให้ช่วยในเรื่องของการมีอยุ่ตรงนี้ ไม่ว่าสิทธิ์ใดก็แล้วแต่ บางคนอยากได้ สปก. บางคนอยากได้โฉนด ส่วนคนที่มีโฉนดอยุ่แล้ว เราก็ให้เขาได้พิสูจน์ตามกระบวนการ

ทางด้านกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการพิสูจน์สิทธิ์เล่าว่า สาเหตุที่มารวมตัวกันก็เพื่อขอใช้สิทธิ์ในพื้นที่ที่ตนเองมีอยู่ และขัดขวางการรังวัด นสล. ถ้าได้เป็น นสล.แล้ว จะไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่ที่อาศัยอยู่


กันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค นครราชสีมา

ผอ.โรงเรียน ถูกพี่เขยแทงดับคารถในโรงเรียนเอกชน เหตุขัดผลประโยชน์ในโรงเรียน

ผอ.โรงเรียน ถูกพี่เขยแทงดับคารถในโรงเรียนเอกชน เหตุขัดผลประโยชน์ในโรงเรียน ผู้ตายต้องการมาบริหารเอง แต่ญาติไม่ยอม มีปากเสียงทะเลาะกันหลายครั้ง สุดท้ายมีการก่อเหตุสยองขึ้น

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 เม.ย.67 ร.ต.อ.ชัยรัตน์ เจี๊ยะรัตน์ รอง สว.(สอบสวน) สภ. การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุแทงกันตายในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ รับแจ้งแล้วจึงีรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณชัย คงศาลา สารวัตรใหญ่ สภ.การะเกด นำชุดสอบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์พลักฐาน แพทย์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ้งไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นโรงเรียนเด็กเล็กของเอกชน พบรอยเลือดเป็นทางยาวจากถนนเข้าไปในภายในโรงเรียนระยะกว่า 20 เมตร ไปจนถึงรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บห-7877 นครศรีธรรมราช ท้ายกระบะมีรอยยุบ โดยที่เบาะคนขับพบผู้เสียชีวิตคือนายพีระศักดิ์อายุ 38 ปี อยู่หมู่ 5 ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช สภาพถูกแทงด้วยอาวุธมีดปลายแหลมเข้าหน้าอก 1 แผล ราวนมขวา 1 แผล และใบหน้าอีก 3-4 แผล ตายคารถ

และที่ด้านหลังรถยนต์กระบะพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน ขก-7821 นครศรี ธรรมราช หัวรถยุบจากการถูกถอยชน ซึ่งเป็นรถของคนร้ายคือนายปฏิกร (ภูวราพันธ์) อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 ซอยประชาสามัคคี ถนนพัฒนาการคูขวาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรี ธรรมราช ซึ่งพี่เขยของนายพีระศักดิ์ฯ ผู้ตาย หลังจากก่อเหตุนายปฏิกรฯ ได้เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.การะเกด แล้ว

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่านายพีระศักดิ์ฯ ผู้ตายนั้น เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งพื้นที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช (ร.ร.บ้านเกาะทัง) และยังเป็นญาติพี่น้องกับทีมบริหารโรงเรียนเอกชนซึ่งรับสอนเด็กเล็ก ก่อนเกิดเหตุ นายพีระศักดิ์ฯ ผู้ตายได้ไปที่โรงเรียนที่เกิดเหตุเพื่อไปเคลียร์ปัญหากับญาติพี่น้อง แต่ได้มีปากเสียงกับญาติก่อนจะเลิกรากัน หลังจากนั้นต่างคนต่างไปขับรถยนต์ส่วนตัวเพื่อแยกย้ายกันกลับ

ขณะนายพีระศักดิ์ฯ ผู้ตายขับรถนำหน้ากำลังจะออกไปจากโรงเรียนขึ้นถนนใหญ่ โดยนายปฏิกรฯ พร้อมภรรยาและลูกขับรถอีกคันตามหลัง ปรากฏว่านายพีระศักดิ์ฯ ได้ถอยรถไปชนรถของนายปฏิกรฯ พี่เขยอย่างจัง ทำให้นายปฏิกรฯ โมโหเป็นอย่างมาก ได้ลงจากรถของตัวเองเดินตรงไปที่รถนายพีระศักดิ์ฯ แล้วเคาะกระจกประตูรถด้านคนขับ พอนายพีระศักดิ์ฯ ลดกระจกลง นายปฏิกรฯ ก็ชักอาวุธมีดออกมาจ้วงแทงไม่ยั้งจนตายคามือ ก่อนจะไปมอบตัว

ซึ่งขณะเกิดเหตุมีญาติพี่น้องที่อยู่ในเหตุการณ์พยายามเข้าห้าม แต่ไม่เป็นผลเมื่อรู้ว่านายพีระศักดิ์ฯ ถูกแทงจนเสียชีวิต ญาติได้กรีดร้องด้วยความตกใจ ขณะในช่วงเกิดเหตุญาติได้ถ่ายคลิปไว้อย่างละเอียด และหลังเกิดเหตุญาติของนายปฏิกรฯ ได้ไปขอประกันตัว แต่ทางตำรวจได้ระบุว่า เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ในชั้นสอบสวนถือว่าไม่สามารถให้ประกันตัวได้ โดยจะทำการสอบปากคำก่อน โดยได้แจ้งข้อกล่าวฆ่าคนตายโดยเจตนา

ส่วนสาเหตุที่พี่เขยแทงน้อยเมียเสียชีวิตในครั้งนี้ทางตำรวจได้สอบสวนพบว่ามาจากขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของการบริการโรงเรียนเอกชนที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ตายแม้จะเป็น ผอ.โรงเรียนรัฐบาล แต่ได้พยายามที่จะมาบริหารเอกชนแห่งนี้เอง แต่ญาติไม่ยอม ทำให้ขัดแย้งกันเรื่อยมา และเคยมีปากเสียงในเรื่องนี้กันมาแล้วหลายครั้ง สุดท้ายได้มีการก่อเหตุสยองถึงขั้นเสียชีวิตดังกล่าว.


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

“บิ๊กต่าย” พร้อมเป็นคู่ขัดแย้ง “บิ๊กโจ๊ก” ย้ำทำตามหน้าที่รักษาการฯ ไม่มีเวลาเอาสมองไปคิดเรื่องปลดป้ายชื่อ

“บิ๊กต่าย” พร้อมเป็นคู่ขัดแย้ง “บิ๊กโจ๊ก” ย้ำทำตามหน้าที่รักษาการฯ ไม่มีเวลาเอาสมองไปคิดเรื่องปลดป้ายชื่อ ส่วนปมหลอกนายกฯ ยืนยันเป็นตำรวจตัวเล็กจะไปทำกับผู้นำประเทศได้อย่างไร รับ เรื่องที่เกิดไม่กระทบบริหารตำรวจทั่วประเทศ

วันที่ 26 เมษายน 2567 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรภาค 1 : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ได้กล่าวพาดพิงจากประเด็นที่ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ออกจากราชการชั่วคราว

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องยอมรับว่ามีหลายคนที่คิดว่าตนคงจะไม่มาแถลงข่าวการจับยาเสพติดวันนี้ แต่ตนมองว่าผลงานการจับยาเสพติด ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 วันนี้ จะต้องมายกย่องชื่นชมและกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรดำเนินการต่อเนื่องกับขบวนการนี้ ซึ่งตนคิดและทำใจไว้อยู่แล้วว่าสื่อมวลชนคงจะถามคำถามประเด็นระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ

หากผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าอนาคตจะมีการฟ้องร้อง จนนำไปสู่การติดคุกขอเรียนว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนในอำนาจหน้าที่ที่ตนเป็นรักษาการ ผบ.ตร. ตนยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 และ กฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อย่างเคร่งครัดในการพิจารณาข้อเท็จจริงและความร้ายแรงแห่งคดี

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ระบุว่า การที่จะนำมาตราใดมาปฏิบัติเป็นเรื่องที่ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องผ่านการประมวลเรื่องเพื่อเสนอพิจารณาไปตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกอย่าง เมื่อตนในฐานะรักษาการฯตัดสินใจที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆแล้วผลที่จะเกิดขึ้นมา ตนก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงหรือแก้ต่างในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่วนนี้คิดว่าเป็นเรื่องปกติ และเช่นเดียวกับที่มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ที่ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรงทุกกรณีไม่จำเป็นต้องเป็นพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ที่ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เกิดขึ้นใหม่ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ และเป็นสิทธิของทุกคนที่จะฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

ทั้งนี้ทราบมาว่าจะมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ์โดยชอบของผู้ถูกกล่าวหาทุกคนที่จะสามารถกระทำได้และตนมีหน้าที่ในการแก้ต่างหรือชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นขอย้ำว่าตนเตรียมพร้อมรองรับอยู่แล้วไม่ได้หนักใจด้วยซ้ำ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวย้ำว่า ตนเองเป็นรักษาการ ผบ.ตร. แต่มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ ผบ.ตร. ตนมีหน้าที่ที่จะทำให้ตำรวจปรับทัศนคติและค่านิยมมาสู่ความเป็นตำรวจอาชีพ ตนเองพร้อมที่จะทำทุกอย่างในเรื่องที่ควรจะพัฒนาตำรวจไปในทิศทางที่ดีเพื่อให้เป็นที่ยอมรับและศรัทธาของประชาชน

หลายวันก่อนที่ตนเองได้ไปที่ค่ายพระรามหก และค่ายนเรศวร เพื่อดูโครงการของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจที่มีการแข่งขันของตำรวจนักวิทยาศาสตร์ ตนเองได้ไปดูว่าเขาแข่งขันเพื่ออะไรทำอะไร ซึ่งงานของหน่วยงานที่ต้องพิสูจน์ทราบพยานหลักฐานทางนิติ วิทยาศาสตร์จะต้องมีเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวนตนได้ไปเห็นด้วยสายตาของตัวเองและกลับมาคิดว่าต้องทำอะไรต่อ เช่นเดียวกับการไปที่ค่ายพระราม 6 ได้ไปดูโครงการนักเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ต้องการอยากเป็นนักกีฬาอาชีพตนขอไปดูงานแบบนั้นดีกว่า ดีกว่าไปนั่งคิดเรื่องที่มันเกิดขึ้น ณ เวลานี้

เมื่อถามถึงการลงนามให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อนซึ่งควรเป็นลำดับขั้นตอนสุดท้ายเหตุใดถึงได้ตัดสินใจทำแบบนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยืนยันว่า ไม่มีปัจจัยอื่นมาแทรกแซงการพิจารณาเป็นไปตามหลักฐานพยาน ความร้ายแรงของคดี และเหตุที่ให้พักหรือออกราชการไว้ก่อนนั่นเป็นไปตามบัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการไม่มีการใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรืออคติใดๆ

ในระหว่างนั้น นาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแทรกขึ้นมาว่า ตนเชื่อว่าท่านรักษาการฯ ทำไปตามบทบาทหน้าที่ของรักษาการฯ ส่วนท่าน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ฯ ก็มีสิทธิ์ที่จะแก้ต่างตามสิทธิ์ของตัวเองขอวันนี้ท่านรักษาการฯก็ได้บอกกับตนส่วนตัวว่าถ้าไม่กล้าหาญจริงคงไม่กล้ามาแถลงข่าว

เมื่อถามต่อว่าประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็นความขัดแย้งในเรื่องการใช้กฎหมายตำรวจอาจจะมีผลต่อการทำงานของผบ.ตร.ในอนาคต พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่าการพิจารณาของตนเป็นไปตามกฎหมายของตำรวจ พิจารณาตามข้อเท็จจริงจากนี้ขอให้ไปเป็นตามกระบวนการพิสูจน์กระบวนการยุติธรรม

“ตนขอให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอดคำพูดตนสู่ตำรวจทั้งประเทศขอให้ตำรวจทั้งประเทศหันหน้าทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้อย่าได้คิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนตัวไม่เคยคิด และยังเดินหน้าทำงานอยู่ แต่ละวันคิดแค่ว่าจะทำอะไรเพื่อตำรวจและประชาชน อยากให้ตำรวจทุกคนทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดไม่ต้องคิดอะไรไปมากกว่ามีหน้าที่และทำไปเพื่อประชาชนอย่างจริงจังความเชื่อมั่นและศรัทธาจะกลับมา”พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ระบุว่า การลงนามคำสั่งของรักษาการฯ มีการบิดเบือนให้นายกรัฐมนตรีลงนามในการโยกย้ายให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ กลับมาประจำที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะถูกสั่งออกจากราชการชั่วคราว

“ท่านเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของชาติผมคือตำรวจคนหนึ่งจะเอาอะไรไปหลอกลวงระดับผู้บริหารประเทศ ด้วยสติปัญญา ด้วยความคิดต่างๆ ตนจะไปหลอกอะไรท่าน ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนะ” พล.ต.อ. กิตติ์รัฐฯ กล่าว

ประเด็นว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ เป็นคู่ขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ หรือไม่ ระบุว่า ตนไม่เคยเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร แต่ใครจะมองยังไงก็ว่ากัน แต่ตนไม่คิดที่จะขัดแย้งและตนให้เกียรติกับทุกคนเหมือนเดิม

กรณีการปลดป้ายชื่อออกจากหน้าห้องทำงานที่สำนักงานตำรวจฯ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ตนมีอะไรต้องทำมากกว่าไปปลดป้ายชื่อคนอื่น ถ้าจะปลดทำไมไม่ปลดท่านผบ.ตร. หรือพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ด้วย ย้ำว่ามีเรื่องอื่นมากกว่าต้องทำ ใครจะปลดก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันไป

“ผมไม่เอาสมองกับเวลามาทำเรื่องอย่างนี้หรอก คำพูดที่เคยให้ไว้ที่หน้าห้องประชุมศรียานนท์ ว่า ให้เกียรติทั้ง 2 ท่าน สัจจะวาจาเป็นเช่นไร คำว่าให้เกียรติก็ยังมี ในวงการตำรวจต้องให้เกียรติเสมอ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าว

กรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากระเหี้ยนกระหือรือจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น การเป็นผู้นำองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอยากเป็นหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ก.ตร.การใช้อำนาจและการพิจารณาตามกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความคิดเห็นประการใดก็ถือเป็นมุมมองของผู้ถูกกล่าวหา แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องร้ายแรงก็เป็นสิทธิ์ที่คิดได้อยู่แล้ว ตนไม่จำกัดความคิดของใคร

ส่วนกรณีนี้เป็นการพิจารณาข้อกฎหมายที่มีความผิดพลาดหรือไม่นั้นก็เป็นสิทธิ์ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ คิดได้เช่นกัน ต้องเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานที่จะต้องพิจารณาพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ไม่ว่า ศาลปกครอง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีการระบุว่าจะไปยื่นฟ้องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ คนระดับตนเองหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะพลั้งเผลอในข้อกฎหมาย ไม่อย่างนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ จะต้องถูกฟ้องกลับหรือไม่ ที่ให้ข้อมูลเท็จ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ตอบกลับผู้สื่อข่าวว่า พี่ยังคิดได้เลยว่าคนระดับท่านจะพลั้งเผลอหรือ ก็เป็นมุมมองของแต่ละคน และยืนยันว่าไม่กังวล ว่าจะกระทบกับหน้าที่การงาน อะไรที่จะต้องเกิดขึ้น จากดุลยพินิจขององค์กรต่างๆก็ต้องยอมรับ

แต่กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ฝากถึงตนเองในเรื่องจะมีศักดิ์ศรี หรือลาออกนั้น ยืนยันตนคิดเรื่องตั้งใจทำงานอย่างเดียว อยากจะบอกความคิดของตนเองว่าเรื่องศักดิ์ศรี เรื่องติดคุกติดตะราง เรามาเป็นตำรวจเราต้องเตรียมรับสถานการณ์นี้ในเรื่องหน้าที่การงานอยู่แล้ว ทุกวันทุกเวลาตัวเองคิดแต่เรื่องจะบำรุงดูแลขวัญตำรวจอย่างไร ไม่คิดถึงเรื่องติดคุกเลย การที่ผมออกคำสั่งตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนนั้นเป็นเรื่องของการพิจารณาจากข้อเท็จจริงพยานหลักฐานและใช้กฎหมายบทบัญญัติที่ถูกต้อง ส่วนจะมีข้อคิดเห็นอย่างไรก็เป็นมุมมองของแต่ละคน

ส่วนช่วงเวลาในการส่งตัวและระหว่าง สำนักนายกรัฐมนตรี และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถือว่ามีผลในข้อกฎหมายที่ทำให้แก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯฟ้องร้องในครั้งนี้ได้หรือไม่นั้น ตอบว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ และ พล.ต.เอ.สุรเชษฐ์ฯ เองได้มีคำสั่งให้ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีทั้งคู่ การที่ตนเองต้องรายงานไปยังนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องรายงานเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ออกคำสั่งให้ทั้งสองคนไปปฏิบัติหน้าที่ หากเราไม่รายงานก็จะไม่ถูกต้อง กรณีสำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งตัวกลับก็เป็นเรื่องของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปลัดฯที่เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ที่มอบหมายหน้าที่การส่งกลับมาก็ถือเป็นเรื่องปกติเช่นกัน

ตอนนี้ที่ถูกมองว่ากระบวนการในการร่างหนังสือที่ออกจากราชการไว้ก่อนรวมถึงสำนักรัฐมนตรีให้ส่งตัวเพื่อให้ออกจากราชการนั้น ย้ำว่าต้องเคารพในการโต้แย้งและความคิดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ต้องนำมาเป็นประเด็นอะไร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และตนเองในฐานะรักษาราชการแทน ก็ได้ใช้การพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย

ส่วนสาเหตุในการให้ออกที่ระบุว่าเนื่องจากถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน และต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนข้อเท็จจริงนาน หรือเกรงยุ่งพยานหลักฐานจะถือว่าเพียงพอในการให้ออกจากราชการก่อนหรือไม่ หากไม่ได้กระทำเช่นนั้นจริง

‘นี่แหละที่บอกว่าอยู่ในเนื้อหาของข้อเท็จจริง ตนเองพูดอะไรออกไปก็เป็นการก้าวล่วงคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาทางวินัย จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนการวิจัยพฤติกรรมต่างๆก็เป็นไปตามบัญญัติของกฎหมาย ตนคงไม่บรรยายกฎหมายให้ฟัง ขนาดตัวเองเป็นผู้รักษากฎหมาย จะทำอะไรก็ต้องศึกษา’

ส่วนเรื่องการตรวจสอบขบวนการ 4 ต.ก็ต้องอยู่ข้อเท็จจริงว่ามีความเกี่ยวพันหรือยุ่งเหยิงอย่างไรและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรซึ่งมีขั้นตอนต่างๆกำหนดไว้อยู่แล้ว บอกตรงๆ ว่าไม่เคยคิด ตนอยากใช้ชีวิตเหมือนตำรวจทั่วไป เราเป็นตำรวจที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จะฝากอะไรไปถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเอง เคารพความคิดของพล.ต.อ.สุรเชษฐฯ ซึ่งจะมีความคิดเห็นประการใดก็เป็นกระบวนการที่พล.ต.อ.สุรเชษฐฯ รู้ว่าต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ตัวเองจะทำงานได้กับทุกคนไม่มีอคติ และไม่คิดทางลบกับใครทั้งนั้น พร้อมจะทำงานกับทุกคน เป็นกระบวนการในการพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำผิดวินัยร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย จะไม่ติดใจกรณีนี้ที่ถูกกล่าวหาใดๆ ทั้งนั้นไม่ได้คิดอะไรทุกอย่างในการดำเนินการตามความคิดและขั้นตอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ชาดา” รมช.มหาดไทย แถลงข่าวจับกุมยาเสพติด พร้อมของกลาง ยาบ้า ประมาณ 5,300,000 เม็ด

“ชาดา” รมช.มหาดไทย แถลงข่าวจับกุมยาเสพติด พร้อมของกลาง ยาบ้า ประมาณ 5,300,000 เม็ด

วันศุกร์ที่ 26 เม.ย.2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรภาค 1 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ร่วมแถลงข่าวจับกุมยาเสพติด พร้อมของกลาง ยาบ้า ประมาณ 5,300,000 เม็ด

ตำรวจภูธรภาค​ 1 ขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด​ ซึ่งได้เฝ้าจิดตามพฤติกรรมมา​ 4-5 เดือน​ โดยในช่วงแรกผู้ค้าไปรับยาเสพติดจากกลุ่มชาติพันธุ์​ซึ่งรับจ้างขนยามาส่งให้บริเวณชายแดนภาคเหนือ​ ก่อนนำยาทั้งหมดมาพักไว้ในโกดัง​ จ.สระบุรี​ และเริ่มทยอยขนย้ายยาเสพติดมาพักไว้ใน​ อ.หนองเสือ​ จ.ปทุมธานี​ เตรียมส่งให้ลูกค้าภาคกลาง​อและกรุงเทพ​ฯ​ ซึ่งก่อนที่ของกลางทั้งหมดจะถูกกระจายถึงมือผู้เสพ​ ตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม​ ยึดยาบ้าได้​ 5 ล้าน​ 3 แสนเม็ด​ หากยาบ้าล็อตนี้หลุดไปถึงมือผู้เสพจะมีมูลค่าสูงถึง​ 150 ล้านบาท ยาบ้าบรรจุหีบห่อ​ รวมทั้งหมด​ 5​ ล้าน​ 3 แสนเม็ด,ออาวุธปืน,พร้อมเครื่องกระสุน​ ออีกจำนวนหนึ่ง,บบัตรเอทีเอ็ม และ สมุดบัญชีธนาคาร​ เป็น​ของกลางจากเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด​ ที่ตำรวจภูธรภาค​ 1 สืบสวนขยายผลไปจับกุมได้ที่บ้านเช่า​แห่งหนึ่ง​ ใน​ อ.หนองเสือ​ จ.ปทุม ธานี ซึ่งบ้านเช่าหลังนี้ถูกใช้เป็นโกดังเก็บยาเสพติด​ เตรียมส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพฯ รวมถึงเขตปริมณฑล​

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์ รักษาราชการแทน​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ เปิดเผยว่า ยาเสพติดล็อตนี้​ เครือข่ายผู้ค้าไปขนยามาจากภาคเหนือ​ ซึ่งมีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์​เป็นผู้ลำเลียง​ จากชายแดนมาส่งให้​ ทั้งนี้จากข้อมูลของชุดสืบสวน​ ทราบว่าก่อนยาบ้าทั้งหมดจะถูกนำมาพักไว้ใน​ อ.หนองเสือ​ จ.ปทุมธานี​ ผู้ต้องหาได้นำของกลางไปพักไว้ในโกดังแห่งหนึ่ง​ อ.หนองแค​ จ.สระบุรี​ เมื่อใกล้เวลาจะส่งมอบยาเสพติดให้กับลูกค้าจึงทยอยนำมาไว้ที่​ อ.หนองเสือ​ จ.ปทุมธานี​ โดยขณะตำรวจเข้าตรวจค้น​ พบผู้ต้องหา​ 2 คน​ ซึ่งเป็นแฟนกัน​ แต่ฝ่ายชายไหวตัวทันกระโดดลงน้ำหลบหนีไป ทิ้งแฟนสาวให้ถูกตำรวจจับกุม​ และจากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหาเป็นเครือข่ายเดียวกันกับ​ ทีมโกดัง​ เอ็ม​ โรนิน​ สิงห์บุรี​ ซึ่งเครือข่ายนี้เคยถูกจับกุมไปแล้วหลายคน​ มีผู้คอยอยู่เบื้องหลังสั่งการและขณะนี้หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน​ ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี​ตามกฎหมาย

ทั้งนี้​ หากยาบ้าล็อตนี้​ เล็ดรอดไปถึงมือผู้เสพซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชั้นใน​ ตามเป้าหมายของผู้ค้า​อจะมีมูลค่าสูงถึง​ 150 ล้านบาท​ และนอกจากจับกุมผู้ต้องหา​ ยึดของกลางไว้เผาทำลาย​ ตำรวจและ​ เจ้าหน้าที่​ ป.ป.ส.ยังขยายผลตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ค้า​ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ด้วย

ด้านนาย​ชาดา​ ไทยเศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ได้มาร่วมแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย​ พร้อมระบุว่า​ นโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล​ ไม่ได้มุ่งเน้นทำหน้าที่เพียงแค่ตำรวจ​ แต่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน​ เพราะเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดไม่ได้ทำผิดเพียงแค่ค้ายา​ แต่ยังมีเรื่องของการฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย​ อีกทั้งแต่ละเครือข่ายก็มีวิธีหลบหลีกตบตาเจ้าหน้าที่​ หาช่องทางหลีกเลี่ยงการถูกตรวจค้นจับกุม​ ตำรวจและทุกหน่วยจึงต้องวางมาตรการในการปราบปรามสกัดกั้นให้ทันกับเล่เหลี่ยม​กลุ่มผู้ค้า​

ตำรวจภูธรภาค 1 ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชม. เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘PBDS.FC.’ คว้าแชมป์ Thai Fun Cup 2024 ฟุตบอล 7 คน รับรางวัลชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก VIP ของสโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ดไกลถึงอังกฤษ

‘PBDS.FC.’ คว้าแชมป์ Thai Fun Cup 2024 ฟุตบอล 7 คน รับรางวัลชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก VIP ของสโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ดไกลถึงอังกฤษ

จบไปแล้วกับการแข่งขันศึก “Thai Fun Cup 2024 แชมป์ชนแชมป์” ที่ทีม ‘PBDS.FC.’ เฉือนเอาชนะ ‘ซ้อหนิง x POP รองพีทสั่งลุย’ ไปอย่างสนุก 2–1 เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2567 ณ สนามPROSPER BANGBON5 BKK โดยรางวัลใหญ่ของทีมแชมป์ คือ มอบทัวร์นาเม้นท์พาไปชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกถึงประเทศอังกฤษในนามแขก VIP ของสโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ด รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งทางผู้จัดการแข่งขันได้สนับสนุนเงินรางวัล ชุดทีม ที่พัก และค่าเดินทางอื่นๆ ให้กับทุกๆ ทีม เพื่อยกระดับ ส่งเสริม และพัฒนาการเล่นฟุตบอลในประเทศ ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดและเป็นมิติใหม่ของรายการฟุตบอลเดินสาย

โดยประตูแรกของเกมส์ในนัดชิง เกิดจาก ฟาน อธิชัย NO.4 ยิงให้ PBDS FC 1-0 ขึ้นนำในนาทีที่1 และ ลูกที่2 ตามมาติดๆ ในนาทีที่ 3 จากธนากร อันทะศรี No.12 ใส่ขวาเสียบเสา ให้ PBDS.FC. นำห่างไปเป็น 2-0 แต่ ซ้อหนิง x POP รองพีทสั่งลุย จี้มาเหลือเพียง1ลูก จากสิทธิชัย มัสบูงอ No.10 งัดข้ามหัวผู้รักษาประตูส่งบอลสู่ตาข่าย ในนาทีที่32 ทำให้สกอร์ตามมา 2-1 และจบเกมส์ไปอย่างสุดมันส์ ด้วยสกอร์ 2-1 ส่งผลให้ทีม ‘PBDS.FC.’ คว้าถ้วยแชมป์ FUN CUP THAILAND 2024 ไปครองอย่างงดงาม รับเงินรางวัล 500,000 บาท และทีม ‘ซ้อหนิง x POP รองพีทสั่งลุย’ ได้รับรางวัลรองแชมป์ รับเงินรางวัล 200,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลสำหรับผู้ชมทั้งในและนอกสนาม กับรางวัลใหญ่
1.มอเตอร์ไซค์ Handa wave110i จำนวน 2 คัน
2.ทีวี SAMSUNG 55″ UHD 4K 10 เครื่อง
3.สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 4 คัน
4.พัดลม HATARI 20 ตัว
5.หม้อทอดไร้น้ำมัน 20 เครื่อง

รับชมบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอล 7 คนรายการ “FUN CUP 2024 ” แชมป์ชนแชมป์ ได้ที่ https://fb.watch/rCV2DKdmtr/ ติดตามการแข่งขันในอนาคตและกิจกรรมสนุก ๆ ได้ทาง https://www.facebook.com/THAIFUNCUP และ www.funcupthai.com

FUNCup2024Thailand #แชมป์ชนแชมป์ #บอลเดินสาย #Liveyourdream #FUNCup2024 #Funcup #Thaifuncup #DareToDream #DareToFUN #FUN88 #FunSportsThailand #LiveYourDream #กล้าฝันกล้าสนุก #fun2024 #fun88asia #Fun88newsThai #EuroHaveFUN #FunแปดAsia #DareToDreamDareToFUN #ยูโร2024


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (Welding Skill Development Academy: WelDA) เพื่อยกระดับ และพัฒนาช่างเชื่อมสู่มาตราฐานสากล

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (Welding Skill Development Academy: WelDA) เพื่อยกระดับ และพัฒนาช่างเชื่อมสู่มาตราฐานสากล

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 : นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (Welding Skill Development Academy: WelDA) โดยมีนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน, นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมในพิธีเปิด ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ โดยนายชาติวุฒิ ทองกัน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทร ปราการ, นายสุชิน ทวีทรัพย์ล้ำเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ให้การต้อนรับ และพาเยี่ยมชมพันธมิตรของสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม ที่ได้มาร่วม เปิดบูช เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเชื่อมในปัจจุบัน และชมกิจกรรมการเชื่อมของสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม ซึ่งได้รับความสนใจจากประธานในพิธีอย่างมาก   เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และบริการ โดยเฉพาะช่างเชื่อมโลหะ ซึ่งเป็นแรงงานทักษะฝีมือชั้นสูง ที่เกี่ยว ข้องกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น การก่อสร้างระบบราง ท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

ช่างเชื่อมต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีทักษะมาตรฐานสากล รองรับการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขต EEC อุตสาหกรรมหลัก เรือเดินทะเล และงานตรวจซ่อมรื้อถอนใต้น้ำ เป็นต้น จึงเป็นสาขาอาชีพที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แรงงานต้องรับการพัฒนายกระดับทักษะเพื่อให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีด้านงานเชื่อมสมัยใหม่ มีมาตรฐานสากล รวมทั้งรองรับการเปลี่ยนแปลงของทักษะฝีมือแรงงานในอนาคต กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จึงได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (Welding Skill Development Academy) หรือ WelDA เพื่อขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายรัฐบาล ยกระดับศักยภาพแรงงานไทย ทั้งการ Up-skill Re-skill ฝีมือแรงงาน ให้ได้มาตรฐาน รองรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ตามนโยบายค่าแรงของรัฐบาล และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ  

นายสุชิน ทวีทรัพย์ล้ำเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้กล่าวถึงหลักสูตร และภาระกิจสำหรับการอบรมช่างเชื่อม ประกอบด้วย  

  • ภารกิจที่ 1. สำหรับช่างเชื่อมสากล สาขาช่างเชื่อมไฟฟ้าโลหะด้วยมือ Manual Metal Arc Welding (MMAW) ช่างเชื่อมทิก Tungsteninert Gas (TIG) ช่างเชื่อมแม็ก Metal Active Gas  
  • ภารกิจที่ 2. เป็นการฝึกอบรมเฉพราะทาง ด้านงานเชื่อม ตามความต้องการของสถานผู้ประกอบการ ซึ่งสถานผู้ประกอบการสามารถเลือกกระบวนการเชื่อม ชนิดรอยต่อ ประเภทของวัสดุ รวมถึงลักษณะท่าทางที่จะใช้ในการฝึกตามความเหมาะสมของงาน และกิจกรรมของผู้ประกอบการเอง
  • ภารกิจที่ 3. สอบรับรองฝีมือช่างเชื่อม ตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มาตรฐานสากล ผู้ผ่านรับรองตามหลักสูตรที่กำหนด จะได้วุฒิบัตรรับรองฝีมือตามประเภทของการทดสอบ เช่น วุฒิบัตรการรับรองตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ วุฒิบัตรการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO9606-1 วุฒิบัตรการรับรองตามมาตรฐานสากล EN 287-1   สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็น 1ใน 6 แห่ง ในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุด มีการติดตามด้านมาตรฐานทุกๆ 5 ปี ภายใต้กรอบสมาชิก 59 ประเทศทั่วโลก

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (Welding Skill Development Academy) สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 1 สมุทรปราการ เลขที่ 1039 หมู่ที่ 15 ถนน เทพารักษ์ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง สมุทรปราการ โทรศัพท์ 0 2315 3804 E-mail : welda.dsd@gmail.com


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับสตรีที่ด้อยโอกาสในโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรี ณ ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี

วันที่ 25 เมษายน 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ,นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ นำทีมลงพื้นที่ มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับสตรีที่มีรายได้น้อย มีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งอยู่ในความดูแลของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ รวมมอบจำนวน 2 แห่ง จำนวน 7 ราย รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 138,570 บาท (หนึ่งแสนสามหมื่นแปดพันห้าร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

โดยมี นายธนสุนทร สว่างสาลี อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสมพิศ ศรีคำแหง ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี ร่วมในพิธี ณ ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรีที่มีรายได้น้อย มีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือด้อยโอกาสทางสังคม มีความรู้ความสามารถ แต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพโดยเราได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพ มหานคร, นนทบุรี, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ รอง จตช./รองผอ.ศปก.ตร.(1) ประชุมขับเคลื่อนการปฎิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร.

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง จตช./รองผอ.ศปก.ตร.(1) ประชุมขับเคลื่อนการปฎิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร.

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2567 เวลา 09.00 น. ตามนโนบาย ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.(บร)/ผอ. ศปก. ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง จตช./รอง ผอ.ศปก.ตร.(1) เดินทางไปประชุมติดตามขับเคลื่อนและมอบนโยบายการปฏิบัติงาน และรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของ ศปก.หน่วย ณ ภ.จ.นครราชสีมา พร้อมมอบสิ่งของตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจ

โดยมี พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา, รอง ผบก.ภ.จ. นครราชสี มา, หน.สภ.ในสังกัด, พ.ต.อ.พงศ์ชิต พุ่มชุมพล ผกก.ฝอ.ภ.จ.นครราชสีมา, พ.ต.อ.สมร ทองกลาง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน, ว่าที่พ.ต.อ.พรเทพ ทุ้ยแป ผกก.สืบสวน ภ.จ.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมไทรทอง ภ.จ.นครราชสีมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันพระปกเกล้า นำนักศึกษาปกขส.รุ่น 6 ศึกษาการจัดการน้ำจืดน้ำเค็ม ชุมชนสมุทรสงคราม

สถาบันพระปกเกล้า นำนักศึกษาปกขส.รุ่น 6 ศึกษาการจัดการน้ำจืดน้ำเค็ม ชุมชนสมุทรสงคราม

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โดย นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนัก พร้อมด้วยนักวิชาการ และเจ้าหน้าที่หลักสูตร นำนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (ปกขส.) รุ่นที่ 6 ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยเดินทางไปยังชุมชนแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงครามลงพื้นที่ศึกษาภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตแห่งสายน้ำ จากนั้น เดินทางไปยัง วิทยาลัยการอาชีพอัมพวา เพื่อรับฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น “การจัดการน้ำจืดน้ำเค็ม กรณีประตูกั้นน้ำแพรกหนามแดง และการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกร” ณ วิทยาลัยการอาชีพอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

นอกจากนี้คณะนักศึกษายังลงพื้นที่ศึกษาดูงานประตูกั้นน้ำ การบริหารพื้นที่ของชุมชน บรรยายโดย นายปัญญา โตกทอง กรรมการลุ่มน้ำเพชรบุรีประจวบ,นายสมศักดิ์ ริ้วทอง กรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์และสวัสดิการชุมชน ตำบลแพรกหนามแดง และนายประสงค์ สุขศรี ผู้ประสานงานชลประทานตำบลแพรกหนามแดง

การศึกษาดูงานดังกล่าว มุ่งเน้นให้นักศึกษานำความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อนำความรู้มาใช้ในการถอดบทเรียนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน