กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ มอบรถพยาบาล(รถตู้) ให้แก่ ทต.ป่าสัก ตามโครงการพัฒนาระบบบริการแพทย์ฉุกเฉิน

กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ มอบรถพยาบาล(รถตู้) ให้แก่เทศบาลตำบลป่าสัก โครงการพัฒนาระบบบริการแพทย์ฉุกเฉินและการรับส่งผู้ป่วยเพื่อประชาชนเทศบาลตำบลป่าสัก จังหวัดลำพูน “The Project for Improvement of the Emergency Medical Care and Transportation System in Pahsak Subdistrict Municipality, Lamphun Province” ผ่านโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (โครงการคุซะโนะเนะ) ของรัฐบาลญี่ปุ่นและชมรมผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในภาคเหนือ

วันที่ 26 เมษายน 2567 เวลา 09.45 น. ที่เทศบาลตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนให้การต้อนรับนายฮิกุจิ เคอิจิ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีส่งมอบรถพยาบาล(รถตู้) ให้แก่เทศบาลตำบลป่าสัก ตามโครงการพัฒนาระบบบริการแพทย์ฉุกเฉินและการรับส่งผู้ป่วยเพื่อประชาชนเทศบาลตำบลป่าสัก จังหวัดลำพูน “The Project for Improvement of the Emergency Medical Care and Transportation System in Pahsak Subdistrict Municipality , Lamphun Province” ผ่านโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (โครงการคุซะโนะเนะ) โดยมี นายซาซาฮาระ ฮิโรคาซุ ประธานชมรมผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในภาคเหนือและคณะ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอเมือง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สื่อมวลชน ประชา ชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี

พันเอกคะนอง กันทะสัก นายกเทศมนตรีตำบลป่าสักกล่าวว่าตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้พิจารณาให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาระบบบริการแพทย์ฉุกเฉินและการรับส่งผู้ป่วยเพื่อประชาชนเทศบาลตำบลป่าสัก จังหวัดลำพูน “The Project for Improvement of the Emergency Medical Care and Transportation System in Pahsak Subdistrict Municipality, Lamphun Province” ผ่านโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (โครงการคุซะโนะเนะ) ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่นั้น เทศบาลตำบลป่าสักรู้สึกชาบซึ้งและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความอนุเคราะห์จากรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากเทศบาลตำบลป่าสักได้เข้าร่วมโครงการระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัดลำพูน ขององค์การบริการส่วนจังหวัดลำพูน โดยมีการให้ยืมรถพยาบาล (EMS) จำนวน 1 คัน สำหรับให้บริการประชาชนในเขตเทศบาลตำบลป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการ

ทั้งนี้เทศบาลตำบลป่าสักได้รับความอนุเคราะห์จากรัฐบาลญี่ปุ่นและชมรมผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในภาคเหนือให้การสนับสนุนงบประมาณดังต่อไปนี้ 1.) รถพยาบาล (รถตู้) จำนวน 1 คัน (มูลค่า 2,487,000 บาท), 2.) อุปกรณ์ติดตามรถพยาบาลพร้อมกล้อง จำนวน 1 รายการ (มูลค่า 130,000 บาท), 3.) ค่าตรวจสอบบัญชีภายนอก (มูลค่า 15,000 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,632,000 บาท

ในส่วนงบประมาณจากชมรมผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นในภาคเหนือ ประกอบด้วย 1.) กล้องติดภายในรถพยาบาล จำนวน 1 รายการ (มูลค่า 8,500 บาท), 2.) วัสดุอุปกรณ์งานการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 6 รายการ (มูลค่า 9,650 บาท), 3.) เครื่องแต่งกายสำหรับปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 11 ชุด (มูลค่า 23,040 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,190 บาท

โดยเทศบาลตำบลป่าสักจะนำรถพยาบาล(รถตู้ไปใช้สนับสนุนภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงและพร้อมจะปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลญี่ปุ่นทุกประการ เพื่อให้โครงการคุซะโนะเนะ เป็นสัญลักษณ์ที่ดีงามแห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยตลอดไป


นที มีเดช รายงาน

ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจเยี่ยมพบปะกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย – เมียนมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจเยี่ยมพบปะกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย – เมียนมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ที่กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 บ้านวังแก้ว ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 มอบแนวทางการปฏิบัติงานชายแดนและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทความเสียสละความสามารถในการดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนและปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติไว้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง ณ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

โดยมี พลตรี กิตติพงศ์ ชื่นใจชน รองแม่ทัพภาคที่ 3 /รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35, ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดตาก, กำลังพลกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 และกองร้อยหน่วยขึ้นตรงหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพลของหน่วย สอบถามพูดคุยกับกำลังพลถึงชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน รวมทั้ง ติดตามและสอบถามข้อมูลสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำ การเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์การสู้รบในฝั่งเมียนมาในอนาคต จะต้องพูดคุยกันเพื่อยุติความรุนแรง เพื่อให้เมืองเมียวดีเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม และนำสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝั่งต้องการ และสอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่ไทยสนับสนุนมาโดยตลอด และดำรงไว้ซึ่งความเคารพและศรัทธาของหน่วยงานและประชาชนโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในพื้นที่


นที มีเดช รายงาน

จุดตรวจการณ์ “ม่วงมี” หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ปรับปรุงแท่นธงชาติ เชิญ ธงไตรรงค์ ขึ้นสู่ยอดเสาชายแดนไทย

จุดตรวจการณ์ ” ม่วงมี ” หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ปรับปรุงแท่นธงชาติ เชิญ ธงไตรรงค์ ขึ้นสู่ยอดเสาชายแดนไทย จังหวัด เพื่อเป็นเกียรติให้กับ พันตรี วัชรา ม่วงมี (ยศเดิม จ.ส.อ.) ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ปืนกล หมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบากองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ตำแหน่งในสนาม ผู้บังคับหมู่ ร้อยสกัดกั้นผู้หลบหนีคนเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายที่ 1 (2564)

โดยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 พันตรี วัชรา ม่วงมี ได้นำกำลังเข้าลาดตะเวนและเฝ้าตรวจในพื้นที่ บ.ห้วยไม้ห้าง ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่สกัดกั้นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ในขณะทำการลาดตระเวนในเวลากลางคืนได้เกิดพลัดตกดอยมณฑา ทำให้เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

และ เมื่อวันที่ 23เมษายน 2567 กองร้อยทหารราบที่ 431 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ได้ทำการปรับปรุงแท่นธงชาติ ให้มีความสง่างาม แสดงความเป็นผืนแผ่นดินไทยและนำธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ที่ จุดตรวจการณ์ม่วงมี หมู่ 7 บ.วังตะเคียนใต้ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ว.ตาก


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 นำเยาวชนทัศนศึกษานอกสถานที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และกองทัพภาคที่ 4 เพื่อเรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ ในช่วงปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน

กองทัพภาคที่ 3 นำเยาวชนทัศนศึกษานอกสถานที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และกองทัพภาคที่ 4 เพื่อเรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ ในช่วงปิดภาคการศึกษาฤดูร้อน รวมทั้งให้เยาวชนมีความรักและความภูมิใจในความเป็นไทย

ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 46 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3/เสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณพธู บุญกอแก้ว รองประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับเยาวชนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 พบปะพร้อมให้โอวาทแก่เยาวชนที่ร่วมโครงการทัศนศึกษานอกพื้นที่ ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ก่อนจะเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้และสถานที่สำคัญต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ห้วงวันที่ 26 -29 เมษายน 2567

โครงการทัศนศึกษานอกพื้นที่เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่ให้กองทัพภาคที่ 1-4 จัดกิจกรรมนำเยาวชนในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1-4 เดินทางไปทัศนศึกษาห้วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการเป็นเยาวชนที่ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า (อายุระหว่าง 11-18 ปี) ประกอบด้วย เยาวชนที่เป็นบุตรหลานกำลังพลและได้รับคัดเลือกเป็นมัคคุเทศก์น้อย มีความสามารถในการเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ เยาวชนในโครงการ ทหารพันธุ์ดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” และเยาวชนที่สนใจเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาในส่วนของกองทัพบก รวมทั้งสิ้น 36 คน

ทั้งนี้เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้สภาพแวดล้อมทางสังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รวมถึงการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งให้เยาวชนมีความรักและภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนได้รับทราบภารกิจของทหารในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ สำหรับสถานที่ที่จะนำเยาวชนไปทัศนศึกษา โดยมีสถานที่สำคัญดังนี้ พิพิธภัณฑ์ครุฑ จังหวัดสมุทรปราการ, กำแพงอนุสรณ์สถาน, พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก, อนุสาวรีย์วีรไทย 2484 (พ่อจ่าดำ), ห้องประวัติศาสตร์และหอเกียรติยศกองทัพภาคที่ 4, หมู่บ้านคีรีวง, วัดถ้ำเขาขุนพนม และวัดเจดีย์(ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน ร่วมประชุมคณะทำงานพัฒนาตลาดและการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ลำไย ครั้งที่ 1/2567

วันที่ 26 เมษายน 2567 เวลา 13.30 น. นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมาย นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เข้าร่วมประชุมคณะทำงานพัฒนาตลาดและการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ลำไย ครั้งที่ 1/2567 ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุม ณ ห้องประชุม สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์ผลผลิตลำไย ฤดูกาลผลิต ปี 2567 ซึ่งรายงานโดยกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำมากำหนดนโยบายด้านการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ พร้อมพิจารณาข้อมูลผู้ประกอบการลำไยเพื่อการส่งออก/ล้ง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อวางแผนขับเคลื่อนงานด้านการตลาด โดยฝ่ายเลขานุการคณะทำงานได้ยกร่างแนวทางการบริหารจัดการสินค้าลำไยในปี 67 โดยตั้งเป้าหมายให้ขบวนการสหกรณ์สามารถบริหารจัดการลำไยสดภายในประเทศให้ได้จำนวน 10,000 ตัน ผ่านการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตลำไยของสถาบันเกษตรกร และการจัดโครงการยกระดับการกระจายผลไม้เพื่อเพิ่มราคาผลผลิตของเกษตรกรด้วย


นที มีเดช รายงาน

จังหวัดพิษณุโลก จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ครบรอบ 419 ปี

วันที่ 25 เมษายน 2567 เวลา 08.29 น. ที่ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชวังจันทน์ นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ ซึ่งวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครบรอบ 419 ปี กองทัพภาคที่ 3 โดยพลตรีสมบัติ บุญกอแก้ว เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 นำหน่วยขึ้นตรงในพื้นที่ ร่วมรัฐพิธีกับจังหวัดพิษณุโลก ประกอบด้วยการวางพวงมาลาเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และรำลึกถึงพระมหากรุณา ธิคุณที่ทรงมีต่อผืนแผ่นดินและชนชาติไทย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ และกล้าหาญ ทรงกอบกู้อิสรภาพของไทย และทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม พระผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ภายหลังที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงทำการศึกสงคราม และเอาชนะข้าศึกหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญที่สุดคือ ใน พ.ศ. 2135 พระมหาอุปราชาของพม่าได้ยกทัพมาตีไทย พระองค์ทรงชนช้างกระทำยุทธหัตถี และทรงฟันพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอช้าง ตั้งแต่นั้นมาพม่าก็เกรงกลัว เลิกยกทัพมารุกรานไทยอีก

พระบาทสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ (พระนเรศวรมหาราช) มีพระนามเดิมว่าพระองค์ดำ พระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตริย์พระองค์เสด็จพระบรมราชสมภพเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลก ทรงมีพระเชษฐภคิณีคือพระสุพรรณกัลยา (องค์ทอง) ทรงมีพระอนุชาคือสมเด็จพระเอกาทศรถ(องค์ขาว) และทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระนามของพระองค์ปรากฏในลายลักษณ์อักษรหลายฉบับเช่น พระนเรศวรราชาธิราช พระนเรสส องค์ดำ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพระนาม นเรศวรได้มาจากที่ใดสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เพี้ยนมาจาก สมเด็จพระนเรศวรราชาธิราช เป็นสมเด็จพระนเรศวร ราชาธิราช เสด็จขึ้นครองราชเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ รวมพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา

ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติไทยพระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก และได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรปาซิฟิคทางด้านตะวันออก ทางด้านทิศใต้ถึงแหลมมลายูทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทยใหญ่บางรัฐ พระองค์ได้ทำสงครามเข้าไปในประเทศที่เป็นข้าศึกของไทย ในทุกทิศทาง จนประเทศไทยอยู่เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงคราม เป็นระยะเวลายาวนาน

พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นทั้งปวงของพระองค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและคนไทยทั้งมวล ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอดมิได้ว่างเว้น แม้แต่เมื่อเสด็จสวรรคต ก็เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทยนับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์ เพื่อชาติบ้านเมืองโดยสิ้นเชิง สมควรที่ชาวไทยรุ่นหลังต่อมา ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจดจำวีรกรรมของพระองค์ เทอดทูลไว้เหนือเกล้า ฯ ไปตราบชั่วกาลนาน


นที มีเดช รายงาน

ประชุมผู้บังคับหน่วยระดับกองพันทั่วประเทศ กำชับดูแลหน่วยและกำลังพล ให้พร้อมขับเคลื่อนภารกิจกองทัพบก พร้อมเตรียมการรับทหารใหม่ ทั้งด้านความเป็นอยู่ และการฝึก

ประชุมผู้บังคับหน่วยระดับกองพันทั่วประเทศ กำชับดูแลหน่วยและกำลังพล ให้พร้อมขับเคลื่อนภารกิจกองทัพบก พร้อมเตรียมการรับทหารใหม่ ทั้งด้านความเป็นอยู่ และการฝึก

วันนี้ (๒๕ เม.ย.๖๗) ที่หอประชุมกองทัพบก (พระราม ๙) พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมชี้แจงและสั่งการต่อผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ ๗/๒๕๖๗ (วาระพิเศษ) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะและมอบนโยบายให้กับผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งในวาระ เม.ย. ๖๗ และใช้หอประชุมกองทัพบกแห่งใหม่ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้จำนวนมากโดยก่อนการประชุมผู้บัญชาการทหารบกได้มอบเสื้อคอมแบทเชิ้ตอเนกประสงค์ให้กับผู้บังคับหน่วยของกองทัพบกสำหรับนำไปใช้ปฏิบัติงานในโอกาสต่างๆ โดยมีรองผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้แทนรับมอบ รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกได้รับมอบโล่ห์รางวัลองค์กรเกียรติยศจากวุฒิสภาในสาขาการส่งเสริมเยาวชน จากโครงการมัคคุเทศก์น้อยของกองทัพบก และมอบใบประกาศชมเชยให้กำลังพลที่ได้ทำความดีช่วยเหลือประชาชนประสบเหตุฉุกเฉินในห้วงที่ผ่านมาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ได้ทำความดีช่วยเหลือสังคม

โดยในการประชุมวันนี้กรมกำลังพลทหารบกได้รายงานสรุปผลการตรวจเลือกทหารกองเกินฯ ในปีนี้ซึ่งมีผู้สมัครใจรวม ๔๒,๒๖๐ คน แบ่งเป็น สมัครใจอยู่ต่อ (เลื่อนปลด) ๔,๑๐๐ คน, สมัครออนไลน์ ๑๔,๑๓๕ คน และร้องขอในวันตรวจเลือก ๒๔,๐๒๕ คน คิดเป็น ๔๗.๘๑% จากยอดความต้องการทหารกองประจำการในปี ๒๕๖๗ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณทุกส่วนที่กำกับดูแลการตรวจเลือกทหารทั่วประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถือเป็นทิศทางที่ดีสู่การสมัครใจโดยสมบูรณ์ในอนาคตพร้อมกันนี้กรมการทหารช่างได้รายงานผลการเตรียมความพร้อม ปรับปรุงโรงนอนและระบบสุขาภิบาลของหน่วยฝึกทหารใหม่ทั้ง ๓๐๑ หน่วยทั่วประเทศ ได้แก่ การติดตั้งมุ้งลวดในอาคารโรงนอนพร้อมพัดลมขนาดใหญ่และติดตั้งระบบสปริงเกอร์บนหลังคาอาคารเพื่อระบายความร้อน ซึ่งจะดำเนินการปรับปรุงเสร็จสิ้น ก่อนที่ทหารใหม่จะเข้าประจำการใน ๑ พ.ค. ๖๗ นี้

นอกจากนี้กรมยุทธศึกษาทหารบกยังได้รายงานการเตรียมการฝึกทหารใหม่ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก อาทิ การจัดทำคู่มือการฝึก, การทดสอบความรู้กำลังพลในหน่วยฝึกทหารใหม่, การเตรียมการประเมินและคัดกรองทหารใหม่ที่มีประวัติเรื่องสารเสพติดและอาการทางสุขภาพจิต และการจัดตั้งช่องทางติดต่อสื่อสารกับญาติทหารใหม่ โดยกระบวน การทั้งหมดจะดำเนินการผ่านศูนย์ติดตามและประเมินผลการฝึกทหารใหม่ (CCIR) ของกรมยุทธศึกษาทหารบก  

สำหรับภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดนซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้มีความห่วงใยและลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมเพื่อรับทราบการดำเนินงาน และปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกรมยุทธการทหารบกได้รายงานผลการจับกุมและสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ (ตั้งแต่ ๑ ต.ค.๖๖) สามารถตรวจยึดยาบ้าได้ ๑๕๓,๙๗๙,๑๔๔ เม็ด, ไอซ์ ๑,๖๓๙ กก., การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ๔,๑๙๒ ครั้ง จับกุมได้ ๖,๒๔๓ คน, การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ๔๐๔ ครั้ง ยึดน้ำมันดีเซลเลี่ยงภาษี ๑๒,๒๔๐ ลิตร, น้ำมันปาล์มเลี่ยงภาษี ๓,๔๖๐ กก. และยางพาราเลี่ยงภาษี ๒๒ ตัน โดยผู้บัญชาการทหารบกได้ขอบคุณกำลังพล และเน้นย้ำให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะปัจจุบันในสถานการณ์การสู้รบของประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้ทุกส่วนติดตามอย่างใกล้ชิดพร้อมเตรียมแผนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เมื่อเกิดเหตุ รวมถึงร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามหลักด้านมนุษยธรรม ขณะเดียวกันในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้ กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคประชาชน ในการร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ภายใต้บริบทของสังคมพหุวัฒนธรรม

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวถึงรางวัลองค์กรเกียรติยศในการส่งเสริมให้เยาวชนเป็นคนดี คนเก่ง และคนกล้า ของสังคม ที่กองทัพบกได้รับมอบจากหอเกียรติยศ วุฒิสภา จากการดำเนินโครงการมัคคุเทศก์น้อยกองทัพบก โดยผู้บัญชาการทหารบกได้ชื่นชมหน่วยที่จัดทำโครงการและให้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้ได้มีโอกาสและพื้นที่ในการเรียนรู้แสดงทักษะความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างสร้างสรรค์

สุดท้ายนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้บังคับหน่วยที่ได้รับตำแหน่งใหม่ ทั้งในระดับกรมและกองพัน โดยขอให้ใช้โอกาสที่ได้เป็นผู้บังคับหน่วย ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะการกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้อยู่ในระเบียบวินัยและธรรมเนียมทหาร รวมถึงการดูแลให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการอย่างดีที่สุด เพื่อให้กำลังพลมีขวัญและกำลังใจที่ดีพร้อมขับเคลื่อนภารกิจของกองทัพบกในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.ที่ 37 นำจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 นำจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2567 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 นำจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมพิธีกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นำจิตอาสาพระราชทาน ประชาชนจิตอาสา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี พร้อมร่วมกันพัฒนา เก็บจอกแหนบริเวณผิวน้ำ เพิ่มอากาศแก่สัตว์น้ำ ตลอดจนเพื่อเป็นการฟื้นฟูแหล่งน้ำให้แก่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ที่ บริเวณคลองขัวแคร่ ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างล้ำเลิศ มีพระอัจฉริยะภาพ และฝีพระหัตถ์การรบ และเชี่ยวชาญในอาวุธทุกชนิด ทรงตรากตรำพระวรกาย ในการทำศึกสงครามตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยมิได้ว่างเว้น นับตั้งแต่พระชนมมายุ 16 พรรษา จนถึงวันสวรรคต เมื่อเดือน 6 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2148 ทรงมีพระราชกรณียกิจในการศึก อาทิเช่น ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองคัง ที่ตั้งอยู่บนเขาสูงจนได้รับชัยชนะ ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง ทรงกระทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนได้รับชัยชนะ เป็นมหวีรกรรม ที่เลื่องลือปรากฏ อยู่ในประวัติศาสตร์ ตราบจนทุกวันนี้

จังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงภูมิทัศน์ และบำเพ็ญประโยชน์ บริเวณ คลองขัวแคร่ ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นกิจกรรมตามแนวทางพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ด้วยทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า มีความสมัครสมาน สามัคคี ร่วมมือร่วมใจ ประกอบกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ในสถาบันหลักของชาติ คือ สถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์สืบไป


นที มีเดช รายงาน

ไม่ขยายสัมปทาน คือการลดค่าทางด่วนอย่างยั่งยืน

น่าดีใจที่ รมว.คมนาคมจะลดค่าทางด่วนช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 แต่น่าเสียใจที่ท่านจะขยายสัมปทานให้เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงเดียวกัน เพราะจะทำให้การลดค่าทางด่วนมีอุปสรรค !

การลดค่าทางด่วนครั้งนี้เป็นการลดเฉพาะช่วง ไม่ได้ลดหมดทั้งโครงข่าย เนื่องจากมีทางด่วนหลายช่วงยังติดการให้สัมปทานแก่เอกชนอยู่ ทำให้การลดค่าทางด่วนทำได้ยาก ถ้าจะทำก็ทำได้ แต่ภาครัฐจะต้องยอมเฉือนรายได้ของตนไปชดเชยให้เอกชน

ด้วยเหตุนี้ หากระยะเวลาสัมปทานสิ้นสุดลงเร็ว จะทำให้ภาครัฐเป็นอิสระ สามารถลดค่าทางด่วนได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเอกชน

1. ใครลงทุนก่อสร้างทางด่วน ?

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เปิดให้บริการทางด่วนมาตั้งแต่ปี 2524 มีทั้งทางด่วนที่ กทพ.ลงทุนก่อสร้างเอง นั่นคือทางด่วนเฉลิมมหานครหรือทางด่วนขั้นที่ 1 (ดินแดง-ท่าเรือ, บางนา-ท่าเรือ, ดาวคะนอง-ท่าเรือ) ทางด่วนฉลองรัช (ทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา) รวมทั้งส่วนต่อขยาย ทางด่วนบูรพาวิถี (ทางด่วนกรุงเทพฯ-ชลบุรี) และทางด่วนกาญจนาภิเษก (ทางด่วนบางพลี-สุขสวัสดิ์) และทางด่วนที่บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานลงทุน ประกอบด้วยทางด่วนศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางด่วนบางโคล่-แจ้งวัฒนะ และทางด่วนจากทางแยกต่างระดับพญาไท-ศรีนครินทร์) ทางด่วนอุดรรัถยา (ทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด) และทางด่วนประจิมรัถยา (ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก)

2. รัฐบาลเคยขยายสัมปทานให้เอกชนแล้ว

ก่อนที่สัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากที่ BEM ได้ก่อสร้างและบริหารทางด่วนขั้นที่ 2 มาเป็นเวลา 30 ปี รัฐบาลได้ขยายสัมปทานให้ BEM ออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2578 เหตุที่ต้องขยายสัมปทานให้ BEM ก็เพราะต้องการยกเลิกข้อพิพาทระหว่าง กทพ. กับ BEM

BEM ได้ร่วมทำงานกับ กทพ.ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ปรากฏว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นถึง 17 ข้อพิพาท เป็นข้อพิพาทที่เกิดจาก 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย (1) การขึ้นค่าทางด่วน ซึ่ง BEM กล่าวหา กทพ.ว่าขึ้นค่าทางด่วนต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา (2) มีการต่อขยายทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์มาแข่งขันกับทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ทำให้ BEM ได้รับรายได้จากค่าทางด่วนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และ (3) กทพ. กล่าวหา BEM ว่าไม่ขยายช่องจราจรบนทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

ข้อพิพาทดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าหนี้ที่เป็นภาระของ กทพ.ถึง 78,908 ล้านบาท จึงมีการเจรจากับ BEM ในครั้งแรกจะขยายสัมปทานให้ BEM 30 ปี โดย BEM จะต้องก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 มูลค่า 31,500 ล้านบาท (ราคา ณ ปี 2563) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดบนทางด่วน ต่อมาลดลงเหลือ 15 ปี 8 เดือน โดย BEM ไม่ต้องก่อสร้างทางด่วน Double Deck

3. ถ้าขยายสัมปทานอีกจะมีผลอย่างไร ?

ถ้ามีการขยายสัมปทานให้ BEM อีก การลดค่าทางด่วนจะทำได้ยาก เพราะจะกระทบต่อรายได้ของ BEM เมื่อกระทบก็ต้องเอารายได้ที่ กทพ.ควรจะได้ไปชดเชยให้ BEM ทำให้ กทพ. มีรายได้น้อยลง กล่าวได้ว่า ภาครัฐได้รายได้น้อยลง ในขณะที่ภาคเอกชนไม่กระเทือน !

เหตุที่กระทรวงคมนาคมจะขยายสัมปทานให้ BEM ก็เพราะต้องการแลกกับการก่อสร้างทางด่วน Double Deck ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 หากกระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าทางด่วน Double Deck จะสามารถแก้ปัญหารถติดบนทางด่วนได้จริงก็ควรสร้าง แต่ควรลงทุนก่อสร้างเอง

ในกรณีที่ภาครัฐลงทุนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเอกชน ก็ไม่ต้องขยายสัมปทานให้ BEM อีก การบริหารจัดการทางด่วนจะเป็นหน้าที่ของ กทพ. ซึ่งผมมั่นใจว่า กทพ.เป็นมืออาชีพ จะสามารถทำหน้าที่ได้ดี เพราะมีประสบการณ์การบริหารทางด่วนมาอย่างยาวนาน รายได้จากค่าผ่านทางทั้งหมดจะเป็นของ กทพ. เป็นผลให้ กทพ.สามารถปรับลดค่าทางด่วนได้โดยอิสระไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบต่อรายได้ของเอกชนผู้รับสัมปทาน

ทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนใช้ทางด่วน


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รวมพลังเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบฯ จัดโครงการ แข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชน ชิงถ้วยผู้ว่าฯ

รวมพลังเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบฯ จัดโครงการ แข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน “สร้างพื้นที่ปลอดภัยช่วงปิดภาคเรียน” ชิงถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 26 เม.ย. 2567 เวลา 13.00 น. นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดโครงการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (สร้างพื้นที่ปลอดภัยช่วงปิดภาคเรียน) โดยมีนายราม สิงหโศภิษฐ์ นาย อำเภอท้บสะแก กล่าวต้อนรับฯ นายดำรงค์ มากระจัน พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายทวีศักดิ์ จุลเนียม ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอทับสะแก, นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก, นายวสุ โชคกิจการ นายลือยศ ภู่ทอง สจ.เขตอำเภอทับสะแก, นายเชาว์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง, นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว กำนันตำบลเขาล้าน พร้อมด้วยคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน ระดับจังหวัด และเยาวชนจากกองทุนแม่ของแผ่นดินทั้ง 8 อำเภอ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ สนามกีฬาบ้านนาล้อมสเตเดียม ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ด้วยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา และเพื่อรณรงค์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน และสานสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแต่ละอำเภอ ตลอดจนเป็นเวทีแสดงออกให้คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน และเยาวชนในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทุกอำเภอได้ร่วมแรงร่วมใจการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนชาย ประเภทอายุไม่เกิน 12 ปี จำนวน 8 ทีม ๆ ละ 15 คน โดยทำการแข่งขันครึ่งละ 15 นาที โดยในวันนี้มี ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 170 คน

นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่งของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม สร้างความเข้มแข็ง สร้างพื้นที่ปลอดภัยช่วงปิดภาคเรียน ตลอดจนเป็นเวทีการแสดงออกของเยาวชนชายในหมู่บ้านของแม่ของแผ่นดิน ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน โดยเฉพาะ พระครูสังฆรักษ์สำราญ อภิชาโต รองเจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดนาล้อมที่อนุญาตให้ใช้สถานที่ในการแข่งขันฟุตบอลในวันนี้ เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทุกอำเภอ หน่วยงานและภาคเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้

ซึ่งผลการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม เยาวชนกองทุนแม่อำเภอปราณบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม เยาวชนกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอทับสะแก, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีมเยาวชนกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอบางสะพานน้อย และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีมเยาวชนกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภแสามร้อยยอด

นอกจากนี้ยังได้มีการมอบถ้วยรางวัลผู้ทำประตูสูงสุด จากนายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กับ ด.ช.รัชชานนท์ ทองแดง ผู้เล่นหมายเลข 7 ทีมทับสะแก ที่ได้ยิงประตูสูงสุดอีกด้วย


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443