ลำพูนแถลงข่าวการจัดงาน วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา “เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ในโครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประจำปี 2569

จังหวัดลำพูนโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้จัดการแถลงข่าวการจัดงาน “วิถีถิ่น วิถีชาติ พันธุ์ล้านนา” ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2569 ณ ข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม เวลา 17:30 น. นายโยธิน ประสงค์ ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวการจัดงาน วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา “เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์”ในโครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (เชิงสะพานท่าขาม) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

โดยผู้เข้าร่วมแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้ได้ชี้แจงในแต่ละประเด็น เกี่ยวกับการจัดงานในครั้งนี้ โดยประเด็นแรก เกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวพร้อมเชิญชวนร่วมงานโดยรองผู้ว่าฯ และวัตถุประสงค์การจัดงานภาพรวมภายในงานโดยนายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัด รวมถึงความพร้อมของการจัดงานโดยนายพงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรม, การสนับสนุนสถานที่การจัดงานโดยนายณัฏพงศ์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย ,การสนับสนุนการจัดงาน โดยนส.ฐานิตา แจ้งชัด ประชาสัมพันธ์จังหวัดและ การสนับสนุนข้อมูลกลุ่มชาติพันธ์ในพื้นที่โดย นส.ภิญญาพัชญ์ สันติจีราวัชร์โดย ผอ.ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง

การจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริม เผยแพร่ แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ ความหลากหลายของมรดกวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนาในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, พะเยา, แพร่ และน่าน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน

ภายในงาน “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” จะมีกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายของวัฒน ธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา อาทิ นิทรรศการอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และบ้านจำลอง การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น การจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจาก 4 จังหวัดภาคเหนือ การประกวดอาหารชาติพันธุ์ การเดินแบบแฟชั่นผ้าชาติพันธุ์ รวมถึงการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมจากเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ที่จะร่วมถ่ายทอดวิถีชีวิตและเสน่ห์ทางวัฒนธรรมให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ กำหนดจัดพิธีเปิดงานฯ ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ณ ข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่จัดงานที่ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของภาคเหนือและเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเหมาะสมอย่าง ยิ่งในการเป็นพื้นที่นำเสนอวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชน ทั่วไป ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา ในงานวิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ ล้านนา “เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์”


นที มีเดช รายงาน

นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก มอบหมายให้ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 มอบสิ่งอุปกรณ์และเครื่องบริโภคให้กับกำลังพล ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก มอบหมายให้ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 มอบสิ่งอุปกรณ์และเครื่องบริโภคให้กับกำลังพล ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

คุณสุภัทรา แคล้วปลอดทุกข์ นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก มอบหมายให้ คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และคณะ เป็นผู้แทนมอบสิ่งอุปกรณ์ และเครื่องบริโภค ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามชายแดน ณ หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน ต่อไป

ตามที่สมาคมแม่บ้านทหารบก โดยนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก ได้ให้ความสำคัญและแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลของกองทัพบกที่ปฏิบัติภารกิจราชการสนามตามแนวชายแดน ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งมีภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

สมาคมแม่บ้านทหารบกจึงได้ดำเนินการสำรวจความต้องการของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ พร้อมทั้งจัดหาและจัดซื้อสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพและการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ราชการสนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้กำลังพลมีสิ่งอุปกรณ์ที่ตรงตามความต้องการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในสถานการณ์ปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสิ่งของจำเป็นสำหรับใช้ในยามจำเป็นในพื้นที่ปฏิบัติการ อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

ครอบครัวเข้มเเข็งเป็นแรงใจทหารกล้า


นที มีเดช รายงาน

ด่วนปลาในน้ำลาง ตายเป็นเบือห้ามกินเด็ดขาด

สาธารสุขอำเภอปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ออกประกาศด่วนเตือนประชาชนห้ามกินปลาในแม่น้ำลาง โดยเด็ดขาดหลังได้รับรายงานจากหน่วยพิทักษ์ป่าปางมะผ้า ว่าพบปลาพลวงในแม่น้ำลางและน้ำแม่อุมอง ตายเป็นเบือ ด้านเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ผามอนก็ยืนยันว่าพบปลาตายในถ้ำผามอนตั้งแต่ 27 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับรายงานจาก นายประพาส วนาศิริ สาธารณสุขอำเภอปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ว่าจากกรณีที่ได้มีการตรวจพบปลาในแม่น้ำลาง ได้ตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ล่าสุดในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปางมะผ้า ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำลาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อนำส่งให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่จังหวัดเชียง ขณะที่ประมงจัง หวัดแม่ฮ่องสอนจะลงพื้นที่เพื่อเก็บซากปลานำไปตรวจสอบหาสาเหตุต่อไป

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 สาธารณสุขอำเภอปางมะผ้า ได้พบปลาในแม่น้ำลางได้ตายลงจึงได้มีการออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ อำเภอปางมะผ้า ขอความร่วมมือประชาชนงดบริโภคสัตว์น้ำที่ตายโดยผิดธรรมชาติจากแม่น้ำลาง โดยได้รับรายงานจากหน่วยพิทักษ์ป่าปางมะผ้า รายงานเหตุการณ์ เนื่องด้วยตอนนี้ บริเวณ ลำน้ำลาง และ ลำห้วยแม่อุมอง ได้เกิดเหตุการณ์ปลาพลวง ในแม่น้ำเริ่มทยอยตาย และ นกที่ลงมากินน้ำ เช่น นกพิราบ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

ทางด้านนายไกรศร บัวบาน หัวหน้าชุดสายตรวจหน่วยพิทักษ์ป่าปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า ฯ เปิดเผยว่า ทางหน่วยได้ตรวจพบว่าปลาในแม่น้ำลาง ได้ตายลงประมาณ 4-5 วันที่ผ่านมา โดยจุดที่พบปลาตาย จะเริ่มต้นที่ ถ้ำผามอน ไหลผ่านลงมาในตัวอำเภอปางมะผ้า และจากการตรวจสอบ ไปยังต้นน้ำที่เลยถ้ำผามอนไปก็ไม่พบว่ามีปลาตายเหมือนช่วงถ้ำผามอนถึงตัวอำเภอปางมะผ้าซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก

นายวีระพงษ์ รัตนศรี นายอำเภอปางมะผ้า เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องปลาในแม่น้ำลางตายเช่นกัน ซึ่งได้แจ้งไปยังกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้ประกาศเตือนให้ราษฎรห้ามนำปลาที่ตายมาบริโภคอย่างเด็ดขาดเนื่องจากในตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุการตายของปลาแต่อย่างใด อนึ่งในวันนี้จะมีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เก็บตัวอย่างซากปลาและน้ำไปตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไป

ทางด้าน หลวงปู่ขาว กิตติโก เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำผามอน ระบุว่า ปลาในน้ำลางที่ถ้ำผามอนตายเป็นร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่อย่างใด และพบว่าปลาในถ้ำได้ตายลงไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาพลวงหินในถ้ำผามอน อย่างไรก็ตามพบว่าปลาที่ตายส่วนใหญ่เป็นปลาพลวงหิน ซึ่งมักอาศัยอยู่ในถ้ำใต้น้ำ ส่วนปลาชนิดเดียวกันที่ถ้ำน้ำลอด ยังมีชีวิตเป็นปกติ ไม่มีการตายเกิดขึ้นแต่อย่างใด


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

พิธีพลีมวลสารเพื่อจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “ยุทธบดินทร์ – ศตวรรษ”

พิธีพลีมวลสารเพื่อจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “ยุทธบดินทร์ – ศตวรรษ”

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 มีดำริจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “ยุทธบดินทร์ – ศต วรรษ” เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลของกองทัพภาคที่ 2 ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงของประเทศตามแนวชายแดน รวมทั้งเพื่อมอบแก่ผู้มีอุปการคุณและผู้สนับ สนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพภาคที่ 2 อันเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง

ในการนี้ ได้กำหนดจัดพิธีพลีมวลสาร ณ วัดท่าสะแบง ตำบลมะบ้า อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระเทพวัชรวิทยาคม (พระอาจารย์ต้อม ปภสฺสโร), พร้อมด้วยพระเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นที่เคารพศรัทธาจากหลายพื้นที่ เมตตาเข้าร่วมประกอบพิธีอธิษฐานจิตและมอบแผ่นโลหะมงคล เพื่อรวบรวมเป็นมวลสารศักดิ์สิทธิ์สำหรับนำไปหลอมรวมในการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่น “ยุทธบดินทร์ – ศตวรรษ”

พิธีพลีมวลสารครั้งนี้นับเป็นขั้นตอนสำคัญของการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยมวลสารที่ได้รับการอธิษฐานจิตจากพระเถราจารย์ผู้ทรงวิทยาคม จะถูกนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของการหล่อหลอมวัตถุมงคล เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ความเข้มแข็งทางจิตใจ และเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

พระเถราจารย์ทุกรูปได้เมตตาประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานจิต และมอบแผ่นโลหะมงคลเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อันเปรียบเสมือนพลังแห่งศรัทธาและพรอันประเสริฐ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ ให้มีความแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง มีขวัญกำลังใจที่มั่นคง เข้มแข็ง พร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติสืบไป

#กองทัพภาคที่2 #วัตถุมงคล


ปิดตำนาน แก๊ง จี5 วัยรุ่นโคราชยิงปืนกลางเมือง ยึดปืน 5 กระบอก มีด 3 เล่ม หลังไล่ล่ายิงกันเจ็บ 1

ปิดตำนาน แก๊ง จี5 วัยรุ่นโคราชยิงปืนกลางเมือง ยึดปืน 5 กระบอก มีด 3 เล่ม หลังไล่ล่ายิงกันเจ็บ 1

เมื่อเวลา 14.00 น. วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนคร ราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นม, พ.ต.อ. อโณทัย จินดามณีรอง.ผบก. ภ.จว.นม, พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก สภ.เมืองนครราชสีมา, พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รอง.ผกก.สส.ภ.จว.นม ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมแก๊ง g5 วัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันกลางเมืองโคราช พร้อมของกลาง ปืน ไทยประดิษฐ์ 5 กระบอก มีดยาว 3 เล่ม มอเตอร์ไซค์ 5 คัน

ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันในเขตตัวเมือง หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้อาวุธปืนยิงกันบริเวณซอยลำปรุ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย ก่อนกลุ่มผู้ก่อเหตุจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ต่อมาชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับชุดสืบสวน บก.สส.ภ.3 และ สภ.เมืองนครราชสีมา เร่งติดตามผู้ก่อเหตุจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางก่อนและหลังเกิดเหตุ จนทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งนักเรียนมัธยมปลายและนักเรียนอาชีวะ เคยมีปัญหากันมาก่อน ก่อนจะมาพบกันบนถนนและเกิดการไล่ยิงกัน เจ้าหน้าที่จึงขอศาลอนุมัติหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัย 5 จุด พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 5 กระบอก ประกอบด้วย อาวุธปืนปากกา ขนาด .39 จำนวน 4 กระบอก และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 อีก 1 กระบอก พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และหากประชาชนพบเบาะแสหรือข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอดเวลา


ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

ประธาน กมธ.ทหาร วุฒิสภา ร่วมเข้าตรวจเยี่ยมการฝึกผสม Cobra Gold 2026 อู่ตะเภา ระยอง

ประธาน กมธ.ทหาร วุฒิสภา ร่วมเข้าตรวจเยี่ยมการฝึกผสม Cobra Gold 2026 อู่ตะเภา ระยอง

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้รับเชิญในการเดินทางเข้าตรวจเยี่ยมชมการฝึกผสมร่วมประจำหน่วยการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 (Cobra Gold 2026) ณ อาคารม้าแดง กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง

ในการนี้ พลเอก ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับ พลเอก ซาเวียร์ ที. บรันสัน (General Xavier T. Brunson) ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหประชาชาติ กองบัญชาการกองกำลังผสม และกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลี ณ ค่ายฮัมฟรีย์ สาธารณรัฐเกาหลี นำคณะผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ นักการเมือง นักศึกษา นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าตรวจเยี่ยมการฝึกร่วม/ผสมดังกล่าว

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้คณะผู้แทนได้เข้าถึงการปฏิบัติการฝึกอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและมิตรประเทศ อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจและการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงในอนาคต โดยกิจกรรมศึกษาดูงานประกอบด้วย การรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับ การฝึกปัญหาที่บังคับการ (Command Post Exercise : CPX) การฝึกปฏิบัติการด้านไซเบอร์ (CYBER-X) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางดิจิทัล ตลอดจนการฝึกการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง (Non-combatant Evacuation Operation / Reinforcement of Joint Non-combatant Operation : NEO/RJNO)

ทั้งนี้ การฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ ถือเป็นการฝึกทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกจำนวน 20 ประเทศ และประเทศผู้สังเกตการณ์อีก 10 ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาคและนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของกองทัพไทยในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพมิตรประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างเสถียรภาพและการป้องปรามภัยคุกคามในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีประเทศมหาอำนาจ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ ออสเตรเลีย เข้าร่วมการฝึกในกิจกรรม การสาธิตการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (Humanitarian Assistance and Disaster Relief Demonstration : HADR DEMO) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้กองทัพจากหลากหลายประเทศได้ฝึกร่วมกัน เสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การฝึกดังกล่าวจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก อันจะนำไปสู่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

#กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา #CobraGold2026 #CG26 #ExerciseCobraGold #oneteamทัพไทย


อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ สนธิกำลังรุกหนัก ระดมพล “เสือไฟ-อากาศยาน” บุกพื้นที่เขาสูงชัน สยบไฟป่าองบะ-หัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นสำเร็จ

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ สนธิกำลังรุกหนัก ระดมพล “เสือไฟ-อากาศยาน” บุกพื้นที่เขาสูงชัน สยบไฟป่าองบะ-หัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นสำเร็จ

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายคุณากร บุญเกื้อสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่าได้รายงานปฏิบัติการเชิงรุกในการเข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่า หลังตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ในช่วงบ่ายจำนวน 3 จุด บริเวณป่าองบะ ท้องที่บ้านปากเหมือง หมู่ที่ 7 ตำบลด่านแม่แฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์ โดยสถานการณ์มีความรุนแรงเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและกระแสลมแรง ประกอบกับพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการเข้าถึง

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมค่ายเยาวชน โดยมี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมด้วย นายอากรชัย อวยพรชัยรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมวางแผนเผชิญเหตุอย่างเร่งด่วน โดยมีการระดมสรรพกำลังแบบบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ สถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอราวัณ และชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า (เสือไฟกาญจนบุรี) รวมกำลังพลกว่า 40 นาย พร้อมรับการสนับสนุนอากาศยานจากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน (ศอท.) เพื่อเปิดปฏิบัติการทั้งทางบกและทางอากาศ

ในเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุดปฏิบัติการเพื่อเข้าพื้นที่เป้าหมาย โดยกลุ่มที่ 1 นำกำลังเสือไฟและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รวม 20 นาย เดินทางเข้าพื้นที่บริเวณหัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ซึ่งเป็นจุดวิกฤต โดยมีอากาศยานเข้าสนับสนุนโปรยน้ำดับไฟอย่างต่อเนื่องถึง 28 เที่ยวบิน รวมปริมาณน้ำกว่า 14,000 ลิตร ขณะที่กลุ่มที่ 2 อีก 20 นาย ได้เร่งเข้าสกัดไฟในพื้นที่ป่าองบะเพื่อป้องกันการลุกลาม

จากการทำงานอย่างหนักภายใต้สภาวะกดดันและภูมิประเทศที่ยากลำบาก ในเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และดับไฟป่าในจุดเป้าหมายได้สำเร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งส่งกำลังเดินเท้าเข้าตรวจสอบ “แนวดำ” เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการคุไหม้ซ้ำอีกครั้ง โดยปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีและเจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการปกป้องผืนป่าตะวันตกอย่างเต็มกำลัง


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

สลด พบเต่าตนุตายลอยเกยหาดชะอำ 2 วัน ตาย 2 ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางองค์จันทร์ ภาสดา ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้ง จากเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ ว่าพบสัตว์ทะเลตายลอยมาเกยตื้น บริเวณชายหาดชะอำใต้ พิกัด 12.7869520,99.9815010 ซอยร่วมจิตร ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบมราเกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นซากเต่าตนุ (Green Turtle) ขนาดความยาว ประมาณ 43.50 ซม. กว้าง 42 ซม. ด้านหลังกระดองพบรอยแตก ไม่ทราบเพศ เนื่องจากเต่าตนุมีสภาพเน่าเปื่อยมาก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจัดเก็บกู้ซากเต่าตนุก่อนนำไปและฝังกลบเหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 69ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ 8 มีนาคม เจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ ว่าพบสัตว์ทะเลเกยตายลอยมาเกยตื้น บริเวณหาดชะอำด้านทิศใต้หน้าลุมพินีพาร์คบีช พิกัด 12°46’45.3″N 99°58’42.4 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมประสานไปยังศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเข้าร่วมตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจแล้วเป็นซากเต่าตนุ (Green Turtle) ขนาดความยาว ประมาณ 47 ซม. กว้าง 44 ซม. ด้านหลังกระดองพบรอยแตก ไม่ทราบเพศเนื่องจากมีสภาพเน่าเปื่อยมาก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการทำการจัดเก็บกู้ซากเต่าตนุก่อนนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธิต่อไป
สำหรับ เต่าตนุ (Green Turtle) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ของประเทศไทย ถือเป็นสัตว์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ห้ามล่า ห้ามครอบครอง ห้ามค้า หรือห้ามเพาะพันธุ์ รวมถึงไข่และซากเต่าทุกส่วน หากพบมีการฝ่าฝืน มีโทษทางกฎหมายรุนแรง โดยเต่าทะเลทั้ง 5 ชนิดที่พบในไทย ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด


/////// บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

จังหวัดนครปฐม เปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์เลขสวย ประจำปี 2569 หมวดอักษร ขก ของขวัญล้ำค่า ก้าวหน้ามั่งมี ป้ายดีเลขมงคล

จังหวัดนครปฐม เปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์เลขสวย ประจำปี 2569 หมวดอักษร ขก ของขวัญล้ำค่า ก้าวหน้ามั่งมี ป้ายดีเลขมงคล

ที่ห้องสายนที โรงแรมริเวอร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ร่วมเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์เลขสวย ประจำปี 2569 หมวดอักษร ขก ของขวัญล้ำค่า ก้าวหน้ามั่งมี ป้ายดีเลขมงคล โดยมีผู้อำนวยการสำนัก ขนส่งจังหวัดนครปฐม และจังหวัดต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และประชาชน ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

นายไตรสิทธิ์ ธันยาพรสมบัติ ขนส่งจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า สำนักงานขนส่งจังจังหวัดนครปฐม ได้นำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวย ซึ่งมีภาพสีสันสวยงาม มีสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครปฐม จำนวน 301 หมายเลข ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดให้มีการประมูลป้ายทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคคลไม่เกิน 7 คน มาแล้ว จำนวน 14 ครั้ง มีรายให้จากการจัดประมูลรวมทั้งสิ้น 291,548,427 บาท (สองร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านห้าแสนสี่หมื่นแปดพันสี่ร้อยยี่สิบเจ็ดบาทถ้วน) โดยนำเงินที่ได้จากการประมูลเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ไปใช้ในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และมอบอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีความประสงค์เข้าร่วมการประมูลด้วยการลงทะเบียนล่วงหน้า ครบทั้งหมด 301 หมายเลข เป็นเงินทั้งสิ้น 2,161,000 บาท (สองล้านหนึ่งแสนหกหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน) กระทำโดยวิธีเสนอราคาด้วยวาจาโดยการเคาะไม้และประมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม นอกจากนี้ผู้สนใจยังสามารถมาลงทะเบียนเพิ่มเติมได้อีก ณ บริเวณจัดการประมูลแห่งนี้ต่อเนื่องได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น มีผู้ประมูลหมายเลขทะเบียน ขก 9999 ในราคา 885,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 8888 ในราคา 610,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 7777 ในราคา 290,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 6666 ในราคา 240,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 5555 ในราคา 340,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 4444 ในราคา 215,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 3333 ในราคา 225,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 2222 ในราคา 200,000 บาท และหมายเลขทะเบียน ขก 1111 ในราคา 305,000 บาท


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม – ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ มอบวุฒิบัตร “บัณฑิตน้อย” อนุบาล 3 สุดอบอุ่น ผู้ปกครองร่วมปลื้มใจ

เพชรบูรณ์ – รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ มอบวุฒิบัตร “บัณฑิตน้อย” อนุบาล 3 สุดอบอุ่น ผู้ปกครองร่วมปลื้มใจ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ เมื่อโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ จัดพิธีมอบวุฒิบัตร “บัณฑิตน้อย” ให้แก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ประจำปีการศึกษา 2568 ท่ามกลางความยินดีของผู้ปกครองและคณะครูที่มาร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จก้าวแรกของเด็ก ๆ

พิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอิสระ โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ โดยมี มิสกุลนิษฐ์ ครุฑางคะ ผู้จัดการโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จของนักเรียนระดับปฐมวัย ที่สำเร็จการศึกษาและกำลังก้าวสู่ระดับประถมศึกษา

ภายในพิธีมีการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียนที่มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความประพฤติดี และได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ศึกษาในระดับอนุบาล

จากนั้นประธานในพิธีได้กล่าวเปิดงาน พร้อมมอบโอวาทและอวยพรให้เด็ก ๆ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เติบโตเป็นคนดี มีความรู้ควบคู่คุณธรรม และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและสังคมในอนาคต ก่อนจะทำพิธีมอบวุฒิบัตรให้กับ “บัณฑิตน้อย” ทีละคน ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติของผู้ปกครองที่มาร่วมบันทึกภาพความทรงจำในวันสำคัญของบุตรหลานอย่างอบอุ่นและประทับใจ


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน