รพ.นครปฐม จัดการประชุม แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก

โรงพยาบาลนครปฐม จัดการประชุม แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการประชุม แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษา ผู้ป่วยไข้เลือดออก โดย นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวต้อนรับ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ พญ.ศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านไข้เลือดออก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และศาสตราจารย์ พญ.วิภา ธนาชาติเวทย์ เป็นวิทยากร เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะแก่บุคลากรทางการแพทย์ ด้านการวินิจฉัยการดูแลรักษา และการจัดการภาวะช็อกหรือวิกฤตจากไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นายก อบจ.นครปฐม ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบาง

นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย คณะกรรมการกองทุนฯ ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบาง

นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย คณะกรรมการกองทุนฯ ผู้ช่วยผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ รก.ปลัด อบจ. เจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม, พม. จ.นครปฐม, รพ.ดอนตูม สสจ., รพ.สต. และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่สำรวจบ้านประชาชน จำนวน 9 หลัง บริเวณ ต.ตาก้อง อ.เมืองฯ, ต.ห้วยพระ, ต.สามง่าม, ต.บ้านหลวง, ต.ดอนรวก, ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เพื่อสำรวจบ้านเพื่อประเมินสภาพแวดล้อม เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบางต่อไป


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เข้าร่วมงานความมั่นคงทางสาธารณสุข และรับโล่เชิดชูเกียรติ บุคคลต้นแบบด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง เขต 11

ประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เข้าร่วมงานความมั่นคงทางสาธารณสุข และรับโล่เชิดชูเกียรติ บุคคลต้นแบบด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง เขต 11

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง เขต 11 พร้อมร่วมกิจกรรมรณรงค์ “รวมพลังสร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศด้านการป้องกันโรคติดต่อนำโดยแมลง (Thailand – Borne Diseases Excellence 2026)” ซึ่งความมั่นคงทางสาธารณสุข (Health Security) เป็นความสามารถของระบบสาธารณสุขในการเฝ้าระวัง ป้องกัน รับมือ และลดผลกระทบจากภัยคุกคามทางสุขภาพทุกรูปแบบทั้งโรคระบาด ภัยธรรมชาติ และสารเคมี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เหล่านั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น การได้รับโล่เชิดชูเกียรติฯ ในเขต 11 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความมั่นคงทางสาธารณสุขของไทย

ทั้งนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ร่วมกิจกรรมรณรงค์และแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรค โดยยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง อันเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและเป็นเลิศด้านการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน


“กิติศักดิ์” ล้างบาง “มณฑลห้วยขวาง” ชงยกระดับวาระแห่งชาติ กู้เอกราช-เตะโด่งทุนสีเทาพ้นไทย!

อนุกมธ.ตำรวจ สว. ทุบโต๊ะสางปมนอมินี สับเละต่างชาติฮุบธุรกิจ-แย่งอาชีพสงวนคนไทย

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาชาวต่างชาติใช้นอมินีคนไทยบังหน้า เปิดธุรกิจเกลื่อนเมือง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง รวมถึงแก๊งต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย โดยพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ไข่แดงอย่าง “มณฑลห้วยขวาง” โดยมี พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก. สน. ห้วยขวาง เข้าชี้แจง

นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า ทุนจีนทะลักเข้าพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี 2568 กว้านซื้อและถือครองธุรกิจผ่านนอมินี ทั้งร้านอาหารหูหนาน-ไหหลำ-หม่าล่า สถานบันเทิง โรงแรม ไปจนถึงร้านทำผมและร้านทำเล็บ โดยตำรวจพบบริษัทต้องสงสัยจำนวน 11 แห่ง พร้อมเรียกกรรมการคนไทยมาสอบเส้นทางการเงินว่าสอดคล้องกับการลงทุนหลักล้านหรือไม่

นายกิติศักดิ์ ระบุชัดเจนว่า “ปัญหานี้ลำพังตำรวจจัดการไม่ไหว” เพราะภารกิจหลักก็ล้นมือ แถมขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งเรื่องเส้นทางการเงินเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ หรือข้อมูลของ อย. ปล่อยให้สีกากีลุยเดี่ยวถือว่าเหนื่อยฟรีและไม่ตรงจุด ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงเสนอให้ยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อกู้เอกราชทางเศรษฐกิจคืนให้คนไทย ได้แก่:

  • ทวงคืนความเป็นไทย: ต่างชาติห้ามถือครองอสังหาริมทรัพย์และแอบแฝงสัดส่วนหุ้นเพื่อเลี่ยงภาษีโอนเงินออกนอกประเทศ ทำให้ไทยเสียเปรียบยับเยิน
  • ปกป้องความเป็นคนไทย: ต้องไม่มีการแย่งอาชีพสงวน แย่งเงิน แย่งงานของคนไทยเด็ดขาด
  • ความตั้งใจในการใช้กฎหมาย: ทุนต่างชาติที่ทำถูกกฎหมายพร้อมปกป้องดูแล แต่พวกสีเทาทำผิดกฎหมาย ต้อง “เตะโด่ง” ผลักดันออกนอกประเทศให้หมด!

นายกิติศักดิ์ ยังกล่าวว่า เชื้อร้ายนอมินีไม่ได้ฝังรากแค่ใน กทม. แต่ยังลามไปถึงต่างจังหวัด ทั้งพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ที่พบกลุ่มชาวยิวตั้งศาสนสถานและมีเครือข่ายร่วมพันคน รวมถึง จ.ภูเก็ต ที่มีบริษัทต้องสงสัยเป็นหมื่นแห่ง ทางคณะอนุกรรมาธิการ จึงเสนอให้ ‘กระทรวงมหาดไทย’ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพหลัก บูรณาการกำลังทั้ง พาณิชย์, ตม., สรรพากร, กทม. และตำรวจ ทำงานเป็นแพ็คเกจเดียว เช็กบิลยัน ‘คนรับจ้างจดทะเบียน’ ให้คนกลุ่มเหล่านี้ด้วยเพื่อไม่ให้แก๊งต่างชาติเหล่านี้ตั้งตัวเป็น ‘มาเฟีย’ ทรงอิทธิพลในไทย

ทั้งนี้ การล้างบาง “มณฑลห้วยขวาง” ยังไม่จบ สัปดาห์หน้า อนุกมธ.ตำรวจฯ เตรียมเชิญ สน.สุทธิสาร, สน.มักกะสัน และ บก.น.1-2 เข้ามาลุยชำแหละข้อมูลต่อ งานนี้ทุนจีนสีเทาและนอมินีคนไทยมีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอน!


3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก… สำหรับคนทั่วไป อาจเป็นเพียงคำถามว่า “วันนี้ฝนจะตกอีกไหม?” แต่สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดน่าน คำถามอาจแตกต่างออกไป… “ต้องยกของหนีน้ำอีกแล้วหรือ?”

เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 2567, 2568 และ 2569 น่านต้องเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ต่อเนื่องกัน ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม

1. น้ำมา… ต้องยกของ

พอน้ำเริ่มสูง… ตู้เย็นต้องยก เครื่องซักผ้าต้องยก โทรทัศน์ต้องยก ที่นอนต้องยก เอกสารสำคัญต้องเก็บ รถต้องรีบเอาออก ข้าวของบางอย่างยกไม่ไหวก็ต้องปล่อยถ้าน้ำขึ้นเร็ว… บางครั้งแม้แต่การยกของก็ทำไม่ทัน แล้วยังต้องรีบพาคนในครอบครัวออกจากบ้านโดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียงสำหรับคนที่แข็งแรง การอพยพอาจหมายถึงการรีบเดินออกจากบ้าน แต่สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง… การอพยพหมายถึงการต้องพาคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ออกไปให้ทัน

2. น้ำลด… แต่ความทุกข์ไม่ได้ลดตาม

เมื่อมีข่าวว่า “น้ำลดแล้ว” สำหรับคนที่อยู่นอกพื้นที่ นั่นอาจหมายถึงวิกฤตผ่านพ้นไป แต่สำหรับเจ้าของบ้าน… งานหนักเพิ่งเริ่ม ต้องล้างโคลนออกจากบ้าน ต้องทำความสะอาดเครื่องใช้ ต้องซ่อมบ้าน ต้องซ่อมรถ ต้องทิ้งของที่เสียหาย ต้องซื้อของใหม่ ต้องกลับไปทำงานบางบ้านต้องทำความสะอาดหลายวัน แล้วเมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ… ฝนปีหน้าก็อาจมาอีก และวงจรเดิมก็เริ่มต้นใหม่ ยกของ-หนีน้ำ-ล้างบ้าน-ซ่อมบ้าน-เริ่มต้นใหม่ แล้วก็รอว่า… ปีหน้าจะต้องทำอีกหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คนที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมอาจนึกไม่ถึง

3. และยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรามักลืม

สัตว์เลี้ยง สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมานานหลายปี เมื่อมีคำสั่งอพยพ… เรามักบอกว่า “ให้รีบพาคนออกไปก่อน” ถูกต้องครับ แต่สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง คำถามคือ… “แล้วสัตว์ของฉันล่ะ?”

ถ้าศูนย์พักพิงไม่รับสัตว์ ถ้าไม่มีพาหนะ ถ้าเจ้าของพาสัตว์ออกมาไม่ได้ บางคนอาจไม่ยอมทิ้งบ้าน ดังนั้นระบบรับมือภัยพิบัติที่ดี จึงควรคิดถึงคนและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมกัน เพราะสัตว์เลี้ยงก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัว

4. น่านอาจกำลังบอกเราว่า… ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด

น่านเป็นจังหวัดที่มีภูเขา หุบเขา ลำน้ำสาขา และแม่น้ำน่านเป็นระบบระบายน้ำหลัก เมื่อฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำสามารถไหลลงจากพื้นที่สูงอย่างรวดเร็ว ก่อนมารวมกับลำน้ำสาขาและเคลื่อนต่อไปยังพื้นที่ตอนล่างเหตุการณ์ล่าสุดยังสะท้อนว่าฝนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถสร้างสถานการณ์รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ควรอยู่เฉพาะในชุมชน แต่ต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำ-ลำน้ำสาขา-พื้นที่รับน้ำ-ถนน-สะพาน และต้องรู้ว่าจุดไหนคือจุดเสี่ยง จุดไหนคือคอขวด จุดไหนจะถูกตัดขาดก่อน และชุมชนไหนจะได้รับผลกระทบก่อน

5. เราหยุดฝนไม่ได้… แต่หยุดวงจรความสูญเสียได้

ฝนหนักยังคงเกิดขึ้น น้ำป่ายังมา น้ำท่วมยังเกิดขึ้น และเราอาจไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้คนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น ช่วยผู้ป่วยได้เร็วขึ้น พาสัตว์เลี้ยงออกมาได้ เปิดเส้นทางได้เร็วขึ้น และฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้นนี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรเป็นเป้าหมายของการจัดการภัยพิบัติในอนาคต เพราะ Resilient Infrastructure หรือ “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับภัยและฟื้นตัวได้เร็ว” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีอะไรพัง” แต่หมายถึง “แม้บางอย่างจะพัง แต่ชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อได้ และกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด”

6. สิ่งที่ประเทศไทยควรทำผมคิดว่าบทเรียนจากน่านมีอย่างน้อย 5 เรื่อง

(1) เตือนให้เร็วกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงบอกว่า “ฝนตกหนัก” แต่ต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่า น้ำจะมาถึงเมื่อไร และพื้นที่ไหนต้องเตรียมอพยพ

(2) ทำบัญชีกลุ่มเปราะบางระดับบ้าน รู้ว่าบ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยก่อน ไม่ใช่รอให้เจ้าของบ้านร้องขอเมื่อสถานการณ์วิกฤต

(3) มีระบบอพยพสัตว์เลี้ยง เพราะการอพยพที่ทำให้คนต้องเลือกระหว่าง “ไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง” กับ “อยู่เพื่อไม่ทิ้งสัตว์เลี้ยง” ไม่ใช่ระบบอพยพที่สมบูรณ์

(4) เตรียมเครื่องจักรไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง รถตัก รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก และอุปกรณ์เปิดทางควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้รวดเร็ว เพราะหลังเกิดดินโคลนถล่ม ทุกชั่วโมงมีค่า

(5) ต้องมีเส้นทางสำรอง อย่าให้มีถนนเพียงสายเดียวเป็นเส้นเลือดเส้นเดียวของชุมชน เพราะหากถนนสายเดียวขาด… ชีวิตทั้งชุมชนก็อาจหยุดลงพร้อมกัน

7. สรุป

สามปีแล้ว… ชาวน่านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับวงจรเดิม ยกของหนีน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซม เริ่มต้นใหม่ แล้วก็ต้องเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมอีกครั้งเมื่อฝนมา

เราอาจเคยเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับตัวของประชาชน” แต่ผมคิดว่าเราควรถามตัวเองใหม่ว่า… เรากำลังขอให้ประชาชน “ปรับตัว” กับภัยพิบัติ หรือเรากำลังปล่อยให้ประชาชนต้อง “รับภาระ” จากระบบที่ยังปรับตัวไม่ทัน?

เพราะการให้ชาวบ้านยกของหนีน้ำทุกปีไม่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของพวกเขา การต้องล้างโคลนออกจากบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ควรเป็นเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ และการสูญเสียชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยไม่ควรกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานภัยพิบัติ

ดังนั้นคำถามหลังน้ำลด… ไม่ควรมีเพียง “จะใช้งบเท่าไรเพื่อซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย?” แต่ควรถามว่า “เราจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้คนกลุ่มเดิมต้องยกของหนีน้ำ ล้างบ้าน และประสบกับภัยน้ำท่วมซ้ำอีกในปีหน้า?”

ขอส่งกำลังใจให้ชาวน่านและผู้ประสบอุทกภัยทุกคนครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กมธ.ทหาร วุฒิสภา หารือข้อราชการกับผู้อำนวยการกองอาสารักษาดินแดน

กมธ.ทหาร วุฒิสภา หารือข้อราชการกับผู้อำนวยการกองอาสารักษาดินแดน

ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ, นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการ, นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิการ, นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ กรรมาธิการ และนายสุทนต์ กล้าการขาย กรรมาธิการ พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เข้าพบหารือนายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนและผู้บริหารสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน

โดยคณะได้หารือเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในระดับพื้นที่ตามหน้าที่และอำนาจของกองอาสารักษาดินแดน รวมทั้งการเร่งแก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. การเสนอเพิ่มอัตรากำลังประมาณจำนวน 5,001 อัตรา เพื่อแก้ปัญหาภาระงานล้นมือ การจัดกรอบอัตรากำลังในทุกจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลรวมทั้งสิ้น จำนวน 28,172 อัตรา แต่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริงและระดับภัยคุกคามในปัจจุบัน โดยเฉพาะกองร้อย อส.อำเภอ ขนาดเล็กที่มีเพียง จำนวน 12 อัตรา และกองร้อย อส.ชายแดน ที่มี จำนวน 24 อัตรา ส่งผลให้ขาดแคลนกำลังพลในการจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเนื่องจากกำลังส่วนใหญ่ต้องเข้าเวรยามรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการและปฏิบัติงานสนับสนุนศูนย์ดำรงธรรม ด้วยเหตุนี้กรมการปกครองจึงได้เสนอกรอบแผนการเพิ่มอัตรากำลังสมาชิก อส. จำนวน 5,001 อัตรา ระหว่างปี พ.ศ. 2570–2574 โดยกำหนดบรรจุปีละ จำนวน 1,000 นายต่อเนื่องเป็นเวลาจำนวน 5 ปีเพื่อปรับเพิ่มกรอบกองร้อย อส.อำเภอทั่วประเทศให้มีความพร้อมและปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. การยกระดับยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี และระบบการฝึกอบรมรับมือภัยพิบัติคณะเดินทางได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ยังคงขาดแคลน เพื่อสร้างความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งประกอบด้วยความต้องการจัดซื้อรถหุ้มเกราะป้องกันกระสุน 4 ประตู เพิ่มเติมจำนวน 146 คัน อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนจำนวน 37 ลำ รถตรวจการณ์ขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ รวมจำนวนกว่า 1,000 คัน ตลอดจนหมวกกันกระสุนเพิ่มเติมอีกจำนวน 11,177 ใบ
  3. สำหรับในด้านการพัฒนาศักยภาพกำลังพล ได้มีการเร่งรัดโครงการฝึกอบรมยุทธวิธีร่วมกับกระทรวงกลาโหม ณ ศูนย์การกำลังสำรอง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สมาชิก อส. มีความพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น เหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม ได้อย่างทันท่วงที
  4. การปรับเพิ่มเงินครองชีพชั่วคราวและค่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
    เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิก อส. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในความเสี่ยง ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงระเบียบสวัสดิการและค่าตอบแทน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือการปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากเดิมขั้นต่ำ จำนวน 10,000 บาท เป็นจำนวน 11,000 บาท และปรับเพดานขั้นสูงจากเดิมจำนวน 13,285 บาท เป็นจำนวน 14,600 บาทพร้อมกันนี้ยังเสนอปรับเพิ่มจำนวนวันเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงสนามในพื้นที่ทั่วไปจากเดิมจำนวน 15 วันต่อเดือน เป็นจำนวน 20 วันต่อเดือน ในอัตราจำนวนวันละ 200 บาท และปรับเพิ่มค่าเสบียงสนามสำหรับทุกพื้นที่จากเดิมจำนวนวันละ 15 บาท เป็นจำนวน 45 บาทต่อวันเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทของกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายปกครองในการ รักษาความมั่นคงในระดับพื้นที่ และปกป้องสถาบันหลัก ปราบปรามยาเสพติด และดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อผลักดันผ่านกลไกกระบวนการนิติบัญญัติและประสานงานกับฝ่ายบริหารในการสนับสนุนให้กองอาสารักษาดินแดนมีความพร้อมรับมือภัยคุกคามความมั่นคงทุกรูปแแบและปฏิบัติหน้าที่การรักษาความมั่นคงในระดับพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจความมั่นคงใต้ของประเทศในภาพรวมต่อไป


“มทบ.32” ติดตามและต่อยอดโครงการทหารพันธุ์ดี ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย

“มทบ.32” ติดตามและต่อยอดโครงการทหารพันธุ์ดี ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก ยุทธพงศ์ กลันทะกะสุวรรณ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วย พันเอก นพดล คามเกตุ เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 32, ชุด ปฏิบัติการกิจ การพลเรือน กองพันประจำอำเภอ ชุดที่ 3 และสัสดีอำเภอแม่ทะ ลงพื้นที่ติดตาม ประสานการปฏิบัติต่อโรงเรียนที่เข้าโครงการทหารพันธุ์ดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” ในความผิดชอบ ณ โรงเรียนแม่ทะปริยัติ ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

ในการนี้ คณะได้เข้ากราบนมัสการ พระครูเกษม ธุราธรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ทะปริยัติศึกษา เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมติดตามโครงการเกษตร, มอบปุ๋ยมูลแพะ, มอบเมล็ดพันธุ์พืช และร่วมว่านปุ๋ยมูลแพะในแปลงเกษตรโครงการปลูกผักปลอดสารพิษดังกล่าว ของโรงเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่สด สะอาด และปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ หากมีจำนวนมากพอ เหลือจากการประกอบอาหาร จะแบ่งปันให้กับประชาชนโดยรอบโรงเรียน เพื่อลดรายจ่ายภายในครัวเรือน ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

“ยางห่วงใย ไอห่วงยูว์”

สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 X โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมพลัง แม่บ้านทหารอาสา มอบยางยืดเพื่อสุขภาพ ส่งต่อความห่วงใยใช้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ

คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 มอบยางยืดเหยียด ภายใต้โครงการ ยางห่วง ใย…ไอห่วงยูว์ ให้แก่ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุ โลก

ซึ่ง ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมรับมอบยางยืดเพื่อสุขภาพจากนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก ตามโครงการ “ยางห่วงใย ไอห่วงยูว์” ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ OR ดำเนินโครงการ ร่วมกับ สมาคมแม่บ้านทหารบก เพื่อส่งเสริมการมีจิตอาสาทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านกิจกรรมการทำยางยืดเหยียดเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการบริหารร่างกาย และนำไปส่งต่อให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และผู้พิการ ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ส่งต่อความห่วงใย สร้างสุขภาพที่ดีให้สังคม


นที มีเดช รายงาน

ปะทะเดือดเชียงราย ตำรวจ ปส.บุกจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด เจอยิงต่อสู้–ขว้างระเบิด ตำรวจเจ็บ 1 นาย

ปะทะเดือดเชียงราย! ตำรวจ ปส.บุกจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด เจอยิงต่อสู้–ขว้างระเบิด ตำรวจเจ็บ 1 นาย คนร้ายขว้างระเบิดปะทุใส่ตัวเองดับ 1

เกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด บก.ปส.3 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บช.ปส. ติดตามผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ หมู่ 9 ต.ห้วยชมภู อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมีภูมิประเทศสูงชันบนดอยห้วยชมภูที่ติดต่อไปยัง อ.แม่ อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2569 หลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการจับกุม แต่ฝ่ายผู้ต้องสงสัยไม่ยอมให้จับกุมและมีการใช้อาวุธยิงต่อสู้ ขณะที่บิดาของผู้ต้องหาถูกระบุว่านำระเบิดออกมาขว้างใส่ชุดจับกุม แต่เกิดระเบิดขึ้นบริเวณตัวเอง ส่งผลให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

ในรายงานเบื้องต้นระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจระบุว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ ตามหมายค้นศาลจังหวัดฝาง เลขที่ ค.200/2569 ลงวันที่ 17 ส.ค.2569 และหมายจับศาลอาญาเลขที่ 449/2569 ลงวันที่ 28 มี.ค.2569 ข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหนายโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชน” ให้จับกุมนายศีลชัย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปถึงบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นคอนกรีตชั้นเดียว ได้ตรวจพบมีชายไม่ทราบชื่อ นามสกุล พยายามต่อสู้ขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นบ้าน โดยชายคนดังกล่าวได้ถือปืนลูกซองยาวชี้มาทางเจ้าหน้าที่ รวมทั้งได้ถืออาวุธระเบิดในมือและมีท่าทีพยายามจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ที่ไปปิดล้อมตรวจค้นอยู่ตลอด กระนั้นต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงดังของระเบิดสนั่นหวั่นไหวคาดว่าระเบิดในมือของชายคนดังกล่าวได้ทำงาน

เมื่อเสียงระเบิดสงบจึงเข้าไปตรวจตสอบพบร่างของชายคนดังกล่าวกระเด็นออกมานอกบ้านในสภาพใบหน้าเละเสียชีว่ิตคาที่แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าคือใครและเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ นอกจากนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส.จำนวน 1 นาย มียศเป็น ร.ต.ต.ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดที่แขนซ้าย เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งไปรับการรักษาอย่างเร่งด่วน และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบศพผู้เสียชีวิตตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เฝ้าฯ รับเสด็จ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรนารี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ตลอดจนกำลังพลและข้าราชการในพื้นที่ ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในการนี้ ได้ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ทหารกองกำลังสุรนารี ซึ่งจัดแสดงประวัติความเป็นมาของหน่วย และการปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงภายในและการป้องกันประเทศที่ดำเนินมามาอย่างยาวนาน

โอกาสนี้ได้พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัวทหารที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพลและครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนมาโดยตลอด และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในปี 2569 การพระราชทานสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวกำลังพลได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้นจำนวน 47 ครอบครัว ในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดนครพนม จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร และจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย ตลอดจนสถานีตำรวจภูธรตามแนวชายแดน 18 แห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

#ทรงพระเจริญ #กองทัพภาคที่2 #กองกำลังสุรนารี


ขอบคุณข้อมูล : มูลนิธิชัยพัฒนา

พรพิพัฒน์ รายงาน