ดร.สามารถ » 3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

22 สิงหาคม 2026
0

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก… สำหรับคนทั่วไป อาจเป็นเพียงคำถามว่า “วันนี้ฝนจะตกอีกไหม?” แต่สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดน่าน คำถามอาจแตกต่างออกไป… “ต้องยกของหนีน้ำอีกแล้วหรือ?”

เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 2567, 2568 และ 2569 น่านต้องเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ต่อเนื่องกัน ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม

1. น้ำมา… ต้องยกของ

พอน้ำเริ่มสูง… ตู้เย็นต้องยก เครื่องซักผ้าต้องยก โทรทัศน์ต้องยก ที่นอนต้องยก เอกสารสำคัญต้องเก็บ รถต้องรีบเอาออก ข้าวของบางอย่างยกไม่ไหวก็ต้องปล่อยถ้าน้ำขึ้นเร็ว… บางครั้งแม้แต่การยกของก็ทำไม่ทัน แล้วยังต้องรีบพาคนในครอบครัวออกจากบ้านโดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียงสำหรับคนที่แข็งแรง การอพยพอาจหมายถึงการรีบเดินออกจากบ้าน แต่สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง… การอพยพหมายถึงการต้องพาคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ออกไปให้ทัน

2. น้ำลด… แต่ความทุกข์ไม่ได้ลดตาม

เมื่อมีข่าวว่า “น้ำลดแล้ว” สำหรับคนที่อยู่นอกพื้นที่ นั่นอาจหมายถึงวิกฤตผ่านพ้นไป แต่สำหรับเจ้าของบ้าน… งานหนักเพิ่งเริ่ม ต้องล้างโคลนออกจากบ้าน ต้องทำความสะอาดเครื่องใช้ ต้องซ่อมบ้าน ต้องซ่อมรถ ต้องทิ้งของที่เสียหาย ต้องซื้อของใหม่ ต้องกลับไปทำงานบางบ้านต้องทำความสะอาดหลายวัน แล้วเมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ… ฝนปีหน้าก็อาจมาอีก และวงจรเดิมก็เริ่มต้นใหม่ ยกของ-หนีน้ำ-ล้างบ้าน-ซ่อมบ้าน-เริ่มต้นใหม่ แล้วก็รอว่า… ปีหน้าจะต้องทำอีกหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คนที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมอาจนึกไม่ถึง

3. และยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรามักลืม

สัตว์เลี้ยง สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมานานหลายปี เมื่อมีคำสั่งอพยพ… เรามักบอกว่า “ให้รีบพาคนออกไปก่อน” ถูกต้องครับ แต่สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง คำถามคือ… “แล้วสัตว์ของฉันล่ะ?”

ถ้าศูนย์พักพิงไม่รับสัตว์ ถ้าไม่มีพาหนะ ถ้าเจ้าของพาสัตว์ออกมาไม่ได้ บางคนอาจไม่ยอมทิ้งบ้าน ดังนั้นระบบรับมือภัยพิบัติที่ดี จึงควรคิดถึงคนและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมกัน เพราะสัตว์เลี้ยงก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัว

4. น่านอาจกำลังบอกเราว่า… ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด

น่านเป็นจังหวัดที่มีภูเขา หุบเขา ลำน้ำสาขา และแม่น้ำน่านเป็นระบบระบายน้ำหลัก เมื่อฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำสามารถไหลลงจากพื้นที่สูงอย่างรวดเร็ว ก่อนมารวมกับลำน้ำสาขาและเคลื่อนต่อไปยังพื้นที่ตอนล่างเหตุการณ์ล่าสุดยังสะท้อนว่าฝนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถสร้างสถานการณ์รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ควรอยู่เฉพาะในชุมชน แต่ต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำ-ลำน้ำสาขา-พื้นที่รับน้ำ-ถนน-สะพาน และต้องรู้ว่าจุดไหนคือจุดเสี่ยง จุดไหนคือคอขวด จุดไหนจะถูกตัดขาดก่อน และชุมชนไหนจะได้รับผลกระทบก่อน

5. เราหยุดฝนไม่ได้… แต่หยุดวงจรความสูญเสียได้

ฝนหนักยังคงเกิดขึ้น น้ำป่ายังมา น้ำท่วมยังเกิดขึ้น และเราอาจไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้คนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น ช่วยผู้ป่วยได้เร็วขึ้น พาสัตว์เลี้ยงออกมาได้ เปิดเส้นทางได้เร็วขึ้น และฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้นนี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรเป็นเป้าหมายของการจัดการภัยพิบัติในอนาคต เพราะ Resilient Infrastructure หรือ “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับภัยและฟื้นตัวได้เร็ว” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีอะไรพัง” แต่หมายถึง “แม้บางอย่างจะพัง แต่ชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อได้ และกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด”

6. สิ่งที่ประเทศไทยควรทำผมคิดว่าบทเรียนจากน่านมีอย่างน้อย 5 เรื่อง

(1) เตือนให้เร็วกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงบอกว่า “ฝนตกหนัก” แต่ต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่า น้ำจะมาถึงเมื่อไร และพื้นที่ไหนต้องเตรียมอพยพ

(2) ทำบัญชีกลุ่มเปราะบางระดับบ้าน รู้ว่าบ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยก่อน ไม่ใช่รอให้เจ้าของบ้านร้องขอเมื่อสถานการณ์วิกฤต

(3) มีระบบอพยพสัตว์เลี้ยง เพราะการอพยพที่ทำให้คนต้องเลือกระหว่าง “ไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง” กับ “อยู่เพื่อไม่ทิ้งสัตว์เลี้ยง” ไม่ใช่ระบบอพยพที่สมบูรณ์

(4) เตรียมเครื่องจักรไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง รถตัก รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก และอุปกรณ์เปิดทางควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้รวดเร็ว เพราะหลังเกิดดินโคลนถล่ม ทุกชั่วโมงมีค่า

(5) ต้องมีเส้นทางสำรอง อย่าให้มีถนนเพียงสายเดียวเป็นเส้นเลือดเส้นเดียวของชุมชน เพราะหากถนนสายเดียวขาด… ชีวิตทั้งชุมชนก็อาจหยุดลงพร้อมกัน

7. สรุป

สามปีแล้ว… ชาวน่านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับวงจรเดิม ยกของหนีน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซม เริ่มต้นใหม่ แล้วก็ต้องเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมอีกครั้งเมื่อฝนมา

เราอาจเคยเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับตัวของประชาชน” แต่ผมคิดว่าเราควรถามตัวเองใหม่ว่า… เรากำลังขอให้ประชาชน “ปรับตัว” กับภัยพิบัติ หรือเรากำลังปล่อยให้ประชาชนต้อง “รับภาระ” จากระบบที่ยังปรับตัวไม่ทัน?

เพราะการให้ชาวบ้านยกของหนีน้ำทุกปีไม่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของพวกเขา การต้องล้างโคลนออกจากบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ควรเป็นเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ และการสูญเสียชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยไม่ควรกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานภัยพิบัติ

ดังนั้นคำถามหลังน้ำลด… ไม่ควรมีเพียง “จะใช้งบเท่าไรเพื่อซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย?” แต่ควรถามว่า “เราจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้คนกลุ่มเดิมต้องยกของหนีน้ำ ล้างบ้าน และประสบกับภัยน้ำท่วมซ้ำอีกในปีหน้า?”

ขอส่งกำลังใจให้ชาวน่านและผู้ประสบอุทกภัยทุกคนครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

error: Content is protected !!