กอ.รมน.เชียงราย บูรณาการร่วม กิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย

กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ได้ประสานงานและบูรณาการ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย โดย พันเอกสิงหนาท โลสุยะ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงรายฝ่ายทหาร ได้ประสานงานและบูรณาการ ร่วมกับ ส่วนราชการ ภาครัฐ,ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน และกองกำลังจิตอาสาทุกหมู่เหล่า ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

โดยมีต้นไม้นานาพันธุ์ รวม 6,200 ต้น 25 ชนิด ประเภทไม้เศรษฐกิจ ได้แก่ ตะเคียนทอง, สักทอง, พยุง, พะยอม ยางนา, ประดู่ป่า ประดู่แดง ชิงชัน ไม้แดง กันเกา มะค่าโมง ประเภทไม้ดอก ได้แก่ ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ หางนกยูง เสลา ตะแบก ปรีดียาธร ประเภทไม้ผล ได้แก่ ลิ้นจี่ป่า มะคอแลน มะไฟ ลูกหว้า มะขามป้อม แอปเปิ้ลสตาร์ แอปเปิ้ลเมือง และมะม่วงป่า ให้กับวัดพุทธอุทยาน( ดอยอินทรีย์) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 1,000 คน โดยเรียนเชิญ นายประสงค์ หล้าอ่อน รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ณ วัดพุทธอุทยาน ( ดอยอินทรีย์) ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


เวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา หนึ่งเดียวในโลก

หนึ่งเดียวในโลก มณฑลทหารบกที่ 34 ร่่วมเปิดงาน “เวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 57” ในวันวิสาขบูชา นักท่องเที่ยวหลั่งไหลร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองวัฒนธรรมล้านนา ตระการตาด้วยแสงสีเสียง

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.15 น. พันเอก โสภณ เชี่ยววานิช หัวหน้ากองยุทธ การมณฑลทหารบกที่ 34 รักษาราชการแทน หัวหกองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมพิธีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 57 เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม จัดขึ้นโดยจังหวัดพะเยาร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา ณ บริเวณริมกว๊านพะเยา และวัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน

สำหรับกิจกรรมนี้เป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาอันล้ำค่า ภายใต้แนวคิด “สายน้ำแห่งการสืบสาน” (The Flow of Buddhist Legacy) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก สะท้อนถึงพลังศรัทธาของชุมชนที่หล่อหลอมเข้ากับวิถีชีวิตแห่งสายน้ำอย่างลึกซึ้ง

ซึ่งปีนี้การจัดงานมุ่งเน้นการถ่ายทอดคุณค่าพระพุทธศาสนาผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมสืบทอดประเพณีอันดีงาม ภายในงานมีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วย การแสดงบวงสรวงสุดอลังการ ช่างฟ้อน (นางรำ) และนักแสดงกว่า 150 ชีวิต ร่วมแสดงในชุด “แสงเทียน เวียนกว๊าน มหัศจรรย์ หนึ่งเดียวในโลก”

พร้อมการแสดง Light & Sound ในชื่อชุด “ศรัทธาแห่งสายน้ำ : ธรรมะ ชีวิต การตื่นรู้” ไตรภาคที่ 2 สายน้ำแห่งการสืบสาน ที่จะเปลี่ยนผืนน้ำกว๊านพะเยาให้กลายเป็นเวทีแห่งแสงสีอันงดงามตระการตา ตลอดจนพิธีเปิดที่มีการจุดประทีปแผ่กระจายแสงสว่างไสวทั่วผืนน้ำ จากนั้นผู้ร่วมพิธีเคลื่อนสู่ขบวนเรือไฟ เพื่อเข้าสู่ “พิธีเวียนเทียนทางน้ำ รอบพิเศษ” ล่องนาวาประทักษิณารอบวัดติโลกอาราม โบราณสถานกลางกว๊านพะเยาอันเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อศิลา อายุกว่าร้อยปี ท่ามกลางทัศนียภาพของขบวนเรือไฟและการแสดงดนตรีศิลปวัฒนธรรมตลอดเส้นทาง

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เน้นย้ำว่า กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นประเพณีอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันของพระพุทธศาสนากับประชาชนในพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและงดงาม ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเพณี “หนึ่งเดียวในโลก” นอกจากการสืบสานคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเผยแพร่อัตลักษณ์ของจังหวัดพะเยาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

พร้อมเน้นย้ำถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อาทิ การควบคุมจำนวนผู้โดยสาร การจัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือ และอุปกรณ์รองรับเหตุฉุกเฉิน เป็นการยกระดับประเพณีสำคัญของจังหวัด เสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวควบคู่กับการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam)

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam)

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยโท ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2569

โดยได้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam) ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ และเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการกัดเซาะของดิน อีกทั้งเป็นการบริหารจัดการน้ำจากธรรมชาติที่ทำให้พื้นที่มีน้ำใช้และให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam) มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน

นอกจากนี้ยังช่วยลดการกัดเซาะของตลิ่งลำน้ำและลดผลกระทบจากน้ำท่วม ฝายแบบคอกหมู หรือฝายดิน เป็นประเภทเดียวกับฝายแม้วหรือเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่นกิ่งไม้ ก้อนหิน เพื่อกั้นชะลอน้ำในลำธาร หรือทางน้ำเล็กๆ ให้ไหลช้าลง และขังอยู่ในพื้นที่นานพอที่จะพื้นที่รอบๆ จะได้ดูดซึมไปใช้ เป็นการฟื้นฟูผืนที่ป่าเสื่อม โทรมให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่จะพัฒนาการเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นได้ ฝายแบบคอกหมูหรือฝายดิน ยังอาจใช้เพื่อการทดน้ำ ให้มีระดับสูงพอที่จะดึงน้ำไปใช้ในคลองส่งน้ำได้ในฤดูแล้ง ฝายชะลอน้ำสร้างขวางทางไหลของน้ำบนลำธารขนาดเล็กไว้ เพื่อชะลอการไหล ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของตลิ่ง เมื่อน้ำไหลช้าลง ก็มีน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้งช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดการตื้นเขินที่ปลายน้ำ ทำให้น้ำใสมีคุณภาพดีขึ้นช่วยให้ดินชุ่มชื้น ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต คืนพืชแก่เนินเขา/ภูเขาหัวโล้น ดินชื้น ป่าก็ชื้น กลายเป็นแนวกันไฟป่า

การสร้างฝายแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำ จำนวน 25 ฝาย โดยฝายน้ำเป็นฝายที่ 3 ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

หนุ่ม LGBTQ เจ้าของร้านส้มตำโคราชร้องสื่อ ถูกโจรย่องงัดร้านขโมยแท็บเล็ตกลางดึก ผ่านเดือนกว่ายังคุมตัวไม่ได้ มิหนำซ้ำยังขโมยถังแก๊สปิคนิคบ้านหน้าสาว วันเดียวกัน วอนตำรวจเร่งล่าตัว

หนุ่ม LGBTQ เจ้าของร้านส้มตำโคราชร้องสื่อ ถูกโจรย่องงัดร้านขโมยแท็บเล็ตกลางดึก ผ่านเดือนกว่ายังคุมตัวไม่ได้ มิหนำซ้ำยังขโมยถังแก๊สปิคนิคบ้านหน้าสาว วันเดียวกัน วอนตำรวจเร่งล่าตัว

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นายทัศนัย โพธิ์ศรี อายุ 39 ปี เจ้าของร้านตำแซ่บนัว พื้นที่ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน พร้อมนำเอกสารใบแจ้งความและพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ หลังถูกคนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในร้านในช่วงกลางดึก แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว คดียังไม่มีความคืบหน้าในการจับกุมผู้ก่อเหตุ

นายทัศนัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 22.30 น. โดยกล้องวงจรปิดบริเวณร้านสามารถบันทึกภาพชายต้องสงสัยรายหนึ่ง ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาจอดบริเวณหน้าร้าน ก่อนอาศัยจังหวะที่ประตูด้านหลังร้านไม่ได้ล็อก แอบเดินเข้าไปภายในร้านและรื้อค้นทรัพย์สิน

จากการตรวจสอบพบว่า คนร้ายได้ขโมยแท็บเล็ตยี่ห้อ Samsung Galaxy Tab S6 ซึ่งเก็บซ่อนไว้ภายในล็อกเกอร์ของร้าน มูลค่าประมาณ 11,000 บาท ก่อนหลบหนีไป

เจ้าของร้านยังเปิดเผยอีกว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดและตะโกนผ่านระบบกล้องเตือนคนร้ายว่า “ขโมย” แต่ผู้ก่อเหตุกลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังเดินเข้าไปถอดกล้องวงจรปิดบางจุด ก่อนจะรื้อค้นทรัพย์สินและหลบหนีออกจากร้านอย่างใจเย็น โดยพฤติกรรมทั้งหมดถูกบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าภายในวันเดียวกัน ชายต้องสงสัยรายดังกล่าวยังถูกบันทึกภาพขณะก่อเหตุขโมยถังแก๊สปิกนิกจากร้านอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งอยู่ก่อนหน้าที่จะมาก่อเหตุที่ร้านตำแซ่บนัวเพียงไม่นาน ทำให้เชื่อว่าเป็นคนร้ายรายเดียวกันที่ตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่

นายทัศนัย กล่าวว่า ปัจจุบันแม้จะผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ทำให้ตนและคนในครอบครัวต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง เกรงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดและข้อมูลแวดล้อม เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

ระทึกกลางดึก ! เพลิงไหม้ศาลาไม้ วัดศรีประดิษฐาราม คำชะอี ลุกโชนรุนแรง ชาวบ้านระดมกำลังช่วยดับไฟหวั่นลามอาคารวัด

มุกดาหาร – ระทึกกลางดึก ! เพลิงไหม้ศาลาไม้ วัดศรีประดิษฐาราม คำชะอี ลุกโชนรุนแรง ชาวบ้านระดมกำลังช่วยดับไฟหวั่นลามอาคารวัด

เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาไม้ภายในวัดศรีประดิษฐาราม บ้านหนองเอี่ยน ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วและรุนแรง สร้างความแตกตื่นให้แก่พระภิกษุ สามเณร และชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างรีบนำอุปกรณ์และน้ำเข้าช่วยกันสกัดเปลวเพลิงเบื้องต้น พร้อมประสานรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเกรงว่าเพลิงจะลุกลามไปยังกุฏิพระและสิ่งปลูกสร้างอื่นภายในวัด

จากภาพเหตุการณ์พบว่า เปลวไฟได้โหมลุกไหม้ศาลาไม้ของวัดอย่างรุนแรง มีควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต่างเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนมูลค่าความเสียหายและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งภายหลังสามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

สถานที่เกิดเหตุ : วัดศรีประดิษฐาราม ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร


รายงานข่าว : จ.มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ

นรข.มุกดาหาร สกัดจับขบวนการลอบขนอะโวคาโดข้ามโขง ยึดกว่า 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็ก คนร้ายหลบหนีทิ้งของกลาง

มุกดาหาร – นรข.มุกดาหาร สกัดจับขบวนการลอบขนอะโวคาโดข้ามโขง ยึดกว่า 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็ก คนร้ายหลบหนีทิ้งของกลาง

หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอหว้านใหญ่ และกองร้อยทหารพรานที่ 2103 ตรวจยึดอะโวคาโดลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ น้ำหนักรวมกว่า 2,400 กิโลกรัม พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ 1 ลำ บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ขณะที่ผู้ลักลอบขนสินค้าหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมตัว

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ภายใต้ภารกิจบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติศุลกากร หลังเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลการข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรผ่านช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง จึงจัดกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงจุดเกิดเหตุ พบกลุ่มบุคคลกำลังลำเลียงสินค้าขึ้นจากริมแม่น้ำโขง แต่เมื่อสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีออกจากพื้นที่ ทิ้งของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบพบอะโวคาโดบรรจุอยู่ในลังจำนวนประมาณ 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2,400 กิโลกรัม และเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 ลำ ซึ่งเชื่อว่าใช้เป็นพาหนะในการลักลอบขนส่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดนำกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดมุกดาหารยังคงเดินหน้าบูรณาการกำลังเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนแม่น้ำโขงอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง


รายงานข่าว : จ.มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ
โทร. 098-869-9888

พร้อมจำหน่าย กระท้อนหวานของดีเมืองลพบุรี

จังหวัดลพบุรี – นายอำเภอเมืองลพบุรี ลุยสวนกระท้อน ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวงานกระท้อนหวานสินค้า GI ของดีลพบุรี ยืนยันผลผลิตกระท้อนปีนี้ดีมีคุณภาพ เพียงพอต่อความต้องการแน่นอน

“กลมแป้น เปลือกบาง รสหวาน เนื้อปุย หวานสะดุ้ง กระท้อน ลพบุรี ” นี่ก็คือ สโลแกน ของผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นกระท้อน ที่ได้ผ่านการรับรองจาก GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) ตราสัญลักษณ์ที่ออกโดย กรมทรัพย์สินทางปัญ ญา เพื่อรับรองว่าเป็นสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง ในพื้นที่ 3 ตำบลของ อำเภอเมืองลพบุรี

โดยล่าสุด… นายชาญ จูดคง นายอำเภอเมืองลพบุรี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน เกษตรอำเภอเมืองลพบุรี นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ แปลงปลูกกระท้อน หมู่ที่ 13 ตำบลตะลุง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ของ คุณลุงถาวร ค้ำคูณ หรือ ลุงแกะ และ คุณป้าทองสุข ค้ำคูณ ซึ่งทั้ง 2 เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำสวนของจังหวัดลพบุรี และยังเป็นเกษตรกรต้น แบบที่นำเทคโนโลยี เครื่องจักรทางการเกษตร โดยใช้รถกระเช้าไฮดรอลิคแบบรถตีนตะขาบขนาดเล็ก ที่สามารถลุยสวนได้มาปรับใช้ เพื่อช่วยในตัดแต่งกิ่งทำสาวให้กับต้นกระท้อน ช่วยห่อผลกระท้อน และเก็บผลกระท้อน จำนวนกว่า 300 ต้น บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ ในสวนตนเอง แทนการใช้บันได เนื่องจากมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะทั้ง ลุงแกะ และ ป้าทองสุข ต่างก็มีอายุเข้าวัย 73 ปี แล้ว การขึ้นลงต้นกระท้อนเพื่อห่อผลกระท้อนกว่า 300 ต้น รวมกว่า 80,000 ผล การใช้บันไดอาจขึ้นลงและย้ายไปแต่กิ่งแต่ละต้น จะไม่สะดวกมากนัก

สำหรับกระท้อนที่สวนลุงแกะ และป้าทองสุข มีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกระท้อนสายพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ปุยฝ้าย พันธุ์อีล่า พันธุ์ทับทิม และพันธุ์นิ่มนวล ซึ่งเกษตรกรต้องใส่ใจในการห่อผลกระท้อนทุกผล เพราะเมื่อ กระท้อนติดผล ศัตรูสำคัญของกระท้อน คือ “แมลงวันทอง” โดยเกษตรกรจะใช้วิธีการห่อผล กระท้อน แทนการใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ผลกระท้อนมีสีสันที่สวยงามชวนรับประทาน และเป็นที่ต้องการของตลาด

จากนั้น นายอำเภอเมืองลพบุรี ยังได้นำคณะลงพื้นที่ต่อ เพื่อเยี่ยมชมการแปรรูปกระท้อนสด เป็นกระท้อนหยี ตามหลักการถนอมอาหาร ตามกระบวนการจัดการเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลกระท้อน เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด และเพิ่มมูลค่าให้กับกระท้อน ณ สวนกระท้อน ป้าแจ๊ก ของ นางวิภา รอดทองดี หมู่ที่ 11 ต.งิ้วราย อ.เมืองลพบุรี ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 2 ไร่ 3 งาน โดยที่สวนแห่งนี้ จะใช้การถนอมอาหาร ตาม หลักภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้สามารถนำออกจำหน่ายได้ทั้งปี ด้วยการทำกระท้อนหยี โดยนำผลกระท้อนที่เหลือจากการขาย หรือมีขนาดไม่เป็นที่ต้องการของตลาด มาปอกเปลือกทำความสะอาดแช่ในน้ำเกลือ ความเข้มข้น 5-10% เป็นเวลา 1 คืน แล้วล้างน้ำสะอาด บีบน้ำออกเบาๆ ซึ่งเกลือจะช่วยดึงรสฝาดและยางออกจากเนื้อกระท้อน ก่อนนำมาต้มด้วยน้ำตาลทราย และเกลือเล็กน้อย เคี่ยวด้วยไฟอ่อน น้ำตาลจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ แทนที่น้ำในเซลล์ผลไม้ จากนั้น ตักกระท้อนขึ้นจากน้ำเชื่อม ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำไปตากแดดจัด 1-2 วัน แล้วนำกระท้อนที่แห้งหมาดมาคลุกกับส่วนผสม พริกป่น เกลือ และน้ำตาลทรายเก็บในภาชนะที่แห้ง สะอาด และปิดสนิท เช่น โหลแก้วหรือถุงซิปล็อกในบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกระท้อน ควบคู่กับการจำหน่ายผลกระท้อนสด เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค อีกด้วย

ซึ่ง นายชาญ จูดคง นายอำเภอเมืองลพบุรี กล่าวว่า…. “กระท้อนหวาน” ที่เป็นของดีขึ้นชื่อของลพบุรี จะอยู่ใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองลพบุรี ได้แก่ ตำบลตะลุง ตำบลโพธิ์เก้าต้น และตำบลงิ้วราย ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำไหลทรายมูล เป็นภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมกับการผลิตกระท้อนคุณภาพดี และได้รับรองจาก GI เรียบร้อยแล้ว จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ปี 2561 สำหรับกระท้อนลพบุรี จะมีลักษณะเป็นกระท้อนกลมแป้น เปลือกบาง รสหวาน เนื้อปุย ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อสร้างความมันใจให้แก่ผู้บริโภค ผู้ที่ชื่นชอบและนิยมรับประทานกระท้อน ว่าปีนี้ผลผลิตดี มีปริมาณเพียงพอแน่นอน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ และโปรโมท “การท่องเที่ยวเทศกาล กระท้อนหวาน ของดี จังหวัดลพบุรี ” ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตของชาวสวนกระท้อนจะออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พสกนิกร ทำบุญตักบาตรในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

จังหวัดลพบุรี – ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำข้าราชการและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 น. ที่ ศาลาการเปรียญ วัดกวิศรารามราชวรวิหาร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 49 รูป และเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณีย กิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจ ทั้งในงานพระราชพิธี ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม การดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ของประชาชน โดยหนึ่งในภาร กิจสำคัญที่ทรงมุ่งมั่นจริงจัง คือ การถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด ในฐานะราชองครักษ์ผู้แข็งแกร่ง นับได้ว่าทรงเป็นต้นแบบของ “พระบรมราชินี” เป็นพระคู่บุญบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นโอกาสอันดีที่ชาวจังหวัดลพบุรีและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ศอ.จอส.พระราชทานมทบ.37 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิ.ย. 69

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ภายใต้ “โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิ.ย. 69

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 69 เวลา 1500 พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 /พร้อมด้วย จิตอาสา 904 และกำลังพลภายในค่ายเม็งรายมหาราช จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ภายใต้ “โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิ.ย. 69 โดยดำเนินการปลูกต้นไม้ จำนวน 350 ต้น ประกอบด้วย ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ จำนวน 10 ต้น, ต้นชัยพฤกษ์ จำนวน 20 ต้น, ต้นกัลปพฤกษ์ จำนวน 20 ต้น, ต้นราชพฤษ์ จำนวน 100 ต้น, ต้นเหลืองเชียงราย จำนวน 100 ต้น และต้นทองอุไร จำนวน 100 ต้น ณ ด้านหน้ากองบังคับการมณฑลทหารบกที่ 37 และ พุทธสถานดอยเจดีย์ ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร. โดยมีกำลังพลจาก รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช, นฝ.นศท.มทบ.37, ผศ.ช.ร. และ รร.ทบอ.บ.ว. เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

“จิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 จัดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 จัดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกป่า ตามโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ณ สนามยิงปืนทราบระยะ ค่ายสมเด็จพระบรมไตรนาถ ตำบลมอแข อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก.เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนร่วมกันฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนและพื้นที่ทางทหาร

โดยมี พันเอก ประวิธ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 /ผู้ช่วยเลขา นุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นผู้กล่าวรายงานฯ มี พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /สำนักงานประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานกองทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ตั้งแต่ระดับกองพัน ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ตลอดจนกำลังพลจิตอาสา เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรม ชาติของกองทัพภาคที่ 3 ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และการลดผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน อันจะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุ รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมและทรัพ ยากรธรรมชาติ ตลอดจนสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน