“รองต่อศักดิ์” ผนึกกำลัง 4 ประเทศ สร้างความปลอดภัย “ลุ่มแม่น้ำโขง”

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับผู้แทนจากประเทศจีน,เมียนมาร์ และ ลาว ปฏิบัติการลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายตามแนวแม่น้ำโขง มุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รักษาความปลอดภัยและความมั่นคงเส้นทางการเดินเรือ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2566 : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะผู้แทนตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ท.ธนธัช น้อยนาค ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร., พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 เข้าร่วมสังเกตการณ์ “การปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ” ร่วมกับคณะผู้แทนจาก 3 ประเทศประกอบด้วย Mr.Yue Xiuhu รองผู้ว่าราชการมณฑลยูนนาน/หัวหน้าคณะฝ่ายจีน,นายบุญธรรม หัวหน้าคณะฝ่ายลาว และ นาย ชิน เม่า โหลน หัวหน้าคณะฝ่ายเมียนมาร์ ณ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน

การปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ มีระยะเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2566 มีกิจกรรมประกอบไปด้วย การสาธิตการฝึก ณ กองกำกับตำรวจปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจคุณหมิง, การสาธิตการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษในการตรวจหายาเสพติด จากกองบัญชาการลาดตระเวนทางน้ำ เมืองจิ้นหง สิบสองปันนา โดยสำหรับการลาดตระเวนทางน้ำนั้น คณะผู้แทนจาก 4 ประเทศ ได้ร่วมลงเรือลาดตระเวน จากท่าเรือจิ้นหง สิบสองปันนา ถึงท่าเรือบ้านมอม แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีกำลังเรือตรวจการณ์ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 4 ประเทศ เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า ตลอดห้วงเวลา 4 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของทั้ง 4 ประเทศ ร่วมกันปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท ส่งผลให้การลาดตระเวนประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งนอกจากจะสามารถปราบปรามและสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เช่น กระบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบค้าของเถื่อน การข้ามแดนผิดกฎหมาย รวมทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้แล้ว ยังได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้ประชาชนในพื้นที่ตามแนวแม่น้ำโขง มีความปลอดภัย และส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุนอีกด้วย

“การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอขอบคุณไปยังคณะผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยสอดส่องดูแลและแจ้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ นับเป็นการประกอบกำลังของทุกประเทศอย่างสมบูรณ์ ครบวงจร และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน”

การลาดตระเวนตามแนวแม่น้ำโขง ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 130 โดยเป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศ ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 11 ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายก สนท. เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 2/2566

นายก สนท. เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 2/2566

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ชั้น 2 อาคารชาตรีโสภณพนิช เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญคณะกรรมการบริหารสมาคมร่วมประชุมครั้งที่ 2/2566 โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เข้าร่วมประชุมดังนี้ นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล อุปนายกบริหาร และเลขาธิการ, นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ อุปนายกวิชาการ-สาร สนเทศ, นายผดุงศักดิ์ ลิ้มเจริญ อุปนายกสวัสดิการ, นายนพดล ทองลิ่ม เหรัญญิก, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายทะเบียน, นายสมบัติ สวางควัฒน์ บรรณารักษ์, นายประภาส เฉลยมรรค ประธานกฎหมาย, นายพิพัฒน์ นวสวัสดิ์ รองประธานวิเทศสัมพันธ์, น.ส.ปิยสุดา จันทรสุข ประธานประชาสัมพันธ์, นายภักดี วีระรัตน์ รองประธานประชาสัมพันธ์, นายวีระพันธ์ โตมีบุญ ประธานสารสนเทศ และนายวัธนา มาลัยบาน รองประธานสารสนเทศ

โดยมีวาระการประชุมดังนี้ วาระที่ 1 ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ, วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 1/2566, วาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่อง, วาระที่ 4 เรื่องเพื่อพิจารณา และวาระที่ 5 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กต๊ะ ผบช.ภ.5” แถลงตำรวจสืบสวนเชียงรายจับหนุ่มลำปางขนไอซ์กว่า 600 กิโล ขยายผลขุดรากถอนโคนเครือข่ายยานรก

“บิ๊กต๊ะ ผบช.ภ.5” แถลงตำรวจสืบสวนเชียงรายจับหนุ่มลำปางขนไอซ์กว่า 600 กิโล ขยายผลขุดรากถอนโคนเครือข่ายยานรก

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมต.ยุติธรรม ในด้านการปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามและอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายให้เร่งรัดติดตามจับกุมขบวน การค้ายาเสพติดอย่างจริงจังตามแผนปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาตอนในของประเทศให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 เวลา 16.00 น. ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5, นายอภิกิต ฉ โรจน์ประเสริฐ ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5, พ.ต.อ.จิตพิสุทธิ์ อิ่มสงวน รอง ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล รอง ผบก.ภ.จ.เชียงราย, พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุล ผกก.สส.ภ.จ.เชียงราย ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 1 คดี ผู้ต้องหา 1 คน ตรวจยึดไอซ์รวมกว่า 606 กิโล ยึดรถยนต์ 1 คัน โดยเป็นการจับกุมของ ชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 เวลา 21.30 น.

สำหรับการจับกุมในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล๊อดใหญ่เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเฝ้าติดตาม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 เวลาประมาณ 21.30 น. ได้พบกับรถต้องสงสัยจำนวน 2 คัน มีลักษณะตรงกับที่ได้รับแจ้ง ขับขี่ตามกันบนถนนในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย เจ้าหน้า ที่จึงได้ไล่ติดตาม โดยรถยนต์คันที่ทำหน้าที่รถนำสามารถหลบหนีไปได้ ส่วนรถยนต์อีกคันนั้น เจ้าหน้าที่สามารถติดตามได้ทันที่บริเวณหมู่บ้านดงเมี้ยง ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย

จากการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าวพบไอซ์จำนวนรวมกว่า 600 ก้อน มีน้ำหนักประมาณ 606 กิโลกรัม บรรจุอยู่ในถุงกระสอบท้ายรถยนต์ จึงได้ทำการจับกุมตัวนายธิวากร (สงวนนาม สกุล) ชาวลำปางซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ โดยนายธิวากรฯ ให้การรับสารภาพได้รับการว่าจ้างจากนายบอยฯ คนรู้จัก ให้มาขนยาไอซ์ต้นทางจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ให้ไปส่งปลายทางยังไม่ทราบแต่อยู่ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดและขยายผลไปยังเครือข่ายกลุ่มนี้ต่อไป

สรุปผลการจับกุมยาเสพติดของตำรวจภูธรภาค 5 1 ต.ค.65- 28 มิ.ย.66 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 20,633 คดี เป็นรายสำคัญ 114 คดี ของกลางที่ตรวจยึด 1.ยาบ้า 78,659,275 เม็ด, 2.ไอซ์ 2,717 กก., 3.เคตามีน 435 กก., เฮโรอีน 175 กก. ตรวจยึดทรัพย์ ประมาณ 436 ล้านบาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ปล่อยเรือตรวจการณ์ “ศุลกากร 1202” ลงน้ำ

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์
ทาง ทะเล “ศุลกากร 1202” ลงน้ำ โดยมีนางกิจจาลักณ์ ศรีนุชศาสตร์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำตามประเพณีโบราณ ณ อู่ต่อเรือบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2566 : เวลา 14.00 น. นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ทางทะเล “ศุลกากร 1202” ลงน้ำ พร้อมด้วย นายชูชัย อุดมโภชน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร, นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร, นายถวัลย์ รอดจิตต์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม, นายวิศณุ วัชราวนิช เลขานุการกรม พร้อมคณะผู้บริหารกรมศุลกากร, และนายภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารจากบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) โดยมีนางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เป็นสุภาพสตรีผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำตามประ เพณีโบราณ ณ อู่ต่อเรือบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทร ปราการ

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชายแดนและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงภัยคุกคาม
ความมั่นคงของชาติในอนาคตที่เกิดจากการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคมเข้ามาในประเทศ ตลอดจนใช้ประเทศไทยเป็นต้นทางและทางผ่านซึ่งสินค้าเหล่านี้ กรมศุลกากร จึงดำเนินการต่อเรือตรวจการณ์ทางทะเล “ศุลกากร 1202” เพื่อทดแทนเรือที่ปลดประจำการ ขนาดความยาว 120 ฟุต ความกว้างกลางลำ 24.93 ฟุต กินน้ำลึกตัวเรือ 4.59 ฟุต ความคงทนทางทะเลระดับ 5 ออกแบบและต่อสร้างโดยบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 234,865,000.00 บาท (สองร้อยสามสิบสี่ล้านแปดแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2565 และได้ดำเนินการต่อสร้างเรือเรื่อยมาเป็นลำดับจนกระทั่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า เรือตรวจการณ์ทางทะเล “ศุลกากร 1202” ลำนี้ ถูกต่อขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นเรือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดลำหนึ่งในกองเรือศุลกากร และจะนำไปใช้ในภารกิจป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายศุลกากร การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติทางทะเล ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. โดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ด้านแผ่นดินไหว หนุนงานวิจัยเพื่อรับมือภัยธรณีพิบัติ “เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.5 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง”

วช. โดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ด้านแผ่นดินไหว หนุนงานวิจัยเพื่อรับมือภัยธรณีพิบัติ “เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.5 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง”

วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) ได้มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (รอง ผอ.วช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าว “เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.5 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง” พร้อมด้วย ศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูลคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ของ (วช.) ซึ่งภายในงานได้จัดการแถลงข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดย ผศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ ประกอบด้วย ประเด็น “ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง” โดย รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล ประเด็น “ลักษณะรอยเลื่อนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง” โดย รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเด็น “ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีต่อโครงสร้าง” โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประเด็น “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง” โดย รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช.8

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (รอง ผอ.วช.) กล่าวว่า เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 เวลา 00.17 น. เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.5 บริเวณ ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก โดยแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก, จังหวัดพิจิตร, จังหวัดกำแพงเพชร, จังหวัดเพชรบูรณ์, จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดเลย สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ จากรายงานข่าวของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นมีรายงานความเสียหาย พบผนังบ้านและโบสถ์ในพื้นที่บ้านราชช้างขวัญ ตำบลปากทางอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เกิดรอยร้าวเล็กน้อย ซึ่งการรับรู้ดังกล่าวอยู่ ในความรุนแรงของแผ่นดินไหวระดับ 4-5 (เบา-ปานกลาง) ที่คนส่วนใหญ่รู้สึกได้ คนที่นอนหลับตกใจตื่น หน้าต่างประตูสั่น ผนังห้องมีเสียงลั่น รถยนต์ที่จอดอยู่สั่นไหว ไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของสิ่งก่อสร้างทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ทันต่อเหตุการณ์ตามหลักวิชาการให้กับประชาคมวิจัยและประชาชนทั่วไป (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) โดย ศูนย์ วิจัยแห่งชาติด้านแผ่นดินไหว (Earthquake Research Center of Thailand) ภายใต้ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ภายใต้โครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) จึงได้จัดแถลงข่าว เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.5 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ขึ้นในวันนี้ ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจในหลายประเด็นอันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง นั้นส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ จังหวัดพิจิตร, จังหวัดกำแพงเพชร, จังหวัดเพชรบูรณ์, จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดเลย รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งเกิดจากรอยเลื่อนซ่อนตัวอยู่ใต้ดินไม่เคยมีพลังงาน นอกเหนือจาก 16 รอยเลื่อนที่มีพลังงาน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 100 ปี บริเวณแนวตะวันตกเฉียงเหนือ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้คู่ขนานกับแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทางตะวันออกของศูนย์ กลางเกิดแผ่นดินไหวมีการคาดว่าเป็นรอยเลื่อนรอบแขนงของรอยเลื่อนที่มีพลังงาน เกิดการสะสมพลังงานในตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการสั่นไหว และเป็นรอยเลื่อนที่มองไม่เห็นบนพื้นดิน ในทางวิศวกรรมศาสตร์ถือเป็นเรื่องใหญ่ คณะทีมนักวิจัยจึงได้ออกแบบโมเดลแผนที่จำลองที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในการประเมินสถานการณ์เพื่อออกแบบอาคารให้มีความแข็งแรง ซึ่งแผนที่ป้องกันความเสี่ยงว่าพื้นที่ตรงไหนมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวจะมีส่วนช่วยในการรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างทันท่วงที และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อคลายความกังวล

รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ลักษณะรอยเลื่อนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง นั้น สาเหตุเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน (Hidden Fault) ซึ่งอยู่นอกเหนือจาก 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง ที่ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาก่อนในรอบ 100 ปี เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวระดับตื้นมาก โดยแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ทั่วไป ทางกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า ประวัติการเกิดเหตุแผ่นดินไหวใน จ.พิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2566 ขนาด 4–4.9 พบจำนวน 1 ครั้ง และขนาดเล็กกว่า 3 จำนวน 5 ครั้ง ซึ่งผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีต่อรอยเลื่อนมีพลังมากในบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ ทีมนักวิจัยได้นำงานวิจัยเข้ามามีส่วนช่วยและสนับสนุนการวางแผนลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีต่อโครงสร้าง ประชาชนสามารถรับรู้และรู้สึกได้ แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เราจึงต้องเตรียมรับมือ อยากให้คนไทยตระหนักแต่อย่าตระหนก และเราสามารถรับมือด้วยมาตรการทางโครงสร้างและกฎหมาย

รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ทิศ ทางการดำเนินงานของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องในอนาคต เพื่อเรียนรู้และถอดบทเรียนการสร้างอาคารที่ปลอดภัย ดังนั้นเจ้าของอาคารต้องตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารในการรองรับภัยพิบัติแผ่นดินไหว และเสริมความแข็งแรงของอาคารเพื่อมิให้เกิดความสูญเสียในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DSI ทะลายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ เงินหมุนเวียนปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

DSI ทะลายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ เงินหมุนเวียนปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2566 : พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นางพิชญา ธารากรสันติ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน กรณีทะลายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ เจ้าของร้านหอยชื่อดัง ย่านเกษตรนวมินทร์ฯ

สืบเนื่องจากมีผู้ร้องแจ้งข้อมูลมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า นางสาวทิพวรรณ ภู่สง่า กับพวก มีพฤติการณ์ว่านำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด มาใช้หมุนเวียนทำกิจการเว็บไซต์พนันออนไลน์ และอาจมีพฤติการณ์ฟอกเงิน จึงได้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ จนพบว่า นางสาวทิพวรรณฯ เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 4 เว็บไซต์ ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2563 มีเงินหมุนเวียนจำนวนกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท และมีผู้ร่วมกระทำความผิดรายสำคัญ คือนายกันต์ชนกฯ หรือเปา ซึ่งเป็นสามีของทิพวรรณฯ และเป็นหุ้นส่วนในสโมสรลำพูนวอริเออร์ และยังเป็นผู้ต้องหาในคดีนางชบาที่ได้มีการอายัดทรัพย์สินไว้แล้วก่อนหน้านี้กว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งในคดีดังกล่าวพนักงานอัยการแนะนำให้ดำเนินคดีหาความผิดมูลฐานที่แท้จริง

พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสอบสวน พบพยานหลักฐานว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นพนันทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันฟอกเงิน จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 19 ราย ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของเว็บไซต์และพนักงานระดับหัวหน้าสั่งการจนถึงบัญชีม้า โดยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2566 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย ได้ที่ ตม.สระแก้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนปากคำ และจะได้นำตัวไปฝากขังตามขั้นตอนกฎหมาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และจะมีหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อพิจารณาปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าว สำหรับผู้ต้องหาที่เหลือที่ได้มีการออกหมายจับไว้ จะติดตามจับกุมมาดำเนินคดีและสอบสวนขยายผลไปถึงบุคคลใกล้ชิดที่มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายโดยจะดำเนินคดีกับธุรกิจผิดกฎหมาย ทุกประเภทที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมพิเศษตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดโดยการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาตและฟอกเงินนั้น ถือเป็นอาชญากรรมหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของอาชญากรรมประเภทอื่นๆ ก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่ในครอบครัว และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ หากประชาชนผู้ใดพบข้อมูลหรือเบาะแสการกระทำความผิดเว็บพนันออนไลน์ สามารถแจ้งมาที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ www.dsi.go.th และสายด่วน 1202


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จับมือ รร.นรต. KICK OFF นวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทย พร้อมส่งต่อนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรม หวังใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้กระทำผิดซ้ำ

วช. จับมือ รร.นรต. KICK OFF นวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทย พร้อมส่งต่อนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรม หวังใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้กระทำผิดซ้ำ

วันที่ 29 มิถุนายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดการประชุมเผยแพร่ผลการดำเนินแผนงานนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทยเพื่อการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ และส่งเสริมโอกาสการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิด เพื่อนำเสนอและส่งต่อผลผลิตจากงานวิจัยที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน โดยมี พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวเปิดการประชุม และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวนโยบายการผลักดันนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทยเพื่อการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ พร้อมด้วย ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ที่ปรึกษาคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ ผศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ห้อง Grand Hall 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร และรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM

พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า ข้อมูลการติดตามการกระทำผิดซ้ำรอบ 1 ปี ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า ในปีงบ ประมาณ พ.ศ.2564 มีสถิติเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดทั้งสิ้น 1,892 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกจับซ้ำถึง 372 คน คิดเป็นร้อยละ 19.66 ทำให้หลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญต่อการค้นหาสาเหตุเชิงลึกของปัญหาการกระทำผิดซ้ำเพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ภายใต้การสนับสนุนจาก (วช.) ได้ขับเคลื่อนการนำนวัตกรรมซึ่งเป็นผลผลิตจากงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

โดยการเชื่อมโยงผลผลิตที่สำคัญจาก 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
1.การใช้เทคโนโลยียุติธรรมอัจฉริยะ
2.การเสริมพันธะทางสังคมด้วยภาคีเครือข่าย และ
3.การแก้ไขการตีตราด้วยยุติธรรมทางเลือก และมีเป้าหมายสำคัญในการฟื้นฟูผู้กระทำผิดรายเก่าให้หมดไปและป้องกันผู้กระทำผิดรายใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยทางด้านการอำนวยความยุติธรรมและการบริหารงานยุติธรรมในหลายมิติ จึงให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยท้าทายไทย แก่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้เกิด “นวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทยเพื่อการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและส่งเสริมโอกาสการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิด” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าเพื่อให้เกิดผลผลิตด้านนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนเกิดการขยายผลสู่การประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ ต้องเกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนสู่การปฏิบัติจริง เกิดผลผลิตจากการดำเนินงานที่ต้องมีความสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในสังคมยุคดิจิทัล และก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรม รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการให้โอกาสและเสริมสร้างการมีจุดยืนในสังคมให้แก่เยาวชนที่กระทำผิด ให้มีความเข้มแข็งทางจิตใจ ตลอดจนสร้างงานสร้างอาชีพที่สามารถนำไปดำรงชีพได้ซึ่งจะสามารถทำให้เด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิดไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และไม่มีเด็กและเยาวชนที่เป็นผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดขึ้น

ศ.พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ที่ปรึกษาคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “3 ปีสู่การขับเคลื่อนและส่งมอบงานวิจัย นวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทย เพื่อการป้องกันการกระทำความผิดและส่งเสริมโอกาสการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชน” ว่า แผนงานวิจัยดังกล่าวนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะที่ 3 โดยมีผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทย จำนวนทั้งสิ้น 8 นวัตกรรม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการขยายผลและต่อยอดผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติในเชิงรูปธรรม และผลักดันให้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนให้ครอบคลุม ทั้งกลุ่มที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานในสังกัดของกรมพินิจฯ กลุ่มที่เคยกระทำความผิดและได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคมและกลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนหรือเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรม จนเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาวิทยาการทางด้านกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในทุกมิติ

ผศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เปิดเผยว่า สาเหตุเชิงลึกของพฤติกรรมเบี่ยงเบนของเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน เพื่อน สื่อสังคมออนไลน์ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ โดยเฉพาะการดำเนินการแบบเชิงรุกให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ลดการตีตรา และให้การยอมรับเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิด อันจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีพลังใจเชิงบวกและความมุ่งมั่นในการกลับตนเป็นคนดี ประกอบอาชีพสุจริต และตระหนักได้ว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

ภายในงานมีการเสวนา เรื่อง “นวัตกรรมสู่ผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงการอํานวยความยุติธรรม สำหรับเด็กและเยาวชน” ภายใต้แผงงานนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทยเพื่อการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและส่งเสริมโอกาสการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิด โดยมี นางสาวสาลี ผลจันทร์ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 1 จ.ระยอง, นางสาวพิชญ์สินี พรหมยานนท์ บริษัท อูซูอิ อินเตอร์เนชั่นแนลคอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด, ร.ต.ท.ปฏิภาณ อินเอี่ยม รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง, ร.ต.จิรัฎฐ์ ชยบัณฑิต กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ,นายชลชาติ พานทอง อาชีพอิสระ และนายภิญโญ ม่วงสมสุข สำนักงานประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส สำนัก งาน ป.ป.ช.

การเผยแพร่ผลการดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลการดำเนินงานรวมทั้งข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 แพลตฟอร์มที่นำไปสู่ผลสำเร็จ ได้แก่

  1. นวัตกรรมทางเทคโนโลยียุติธรรมอัจฉริยะ เกิดแอปพลิเคชันสื่อกลางการสร้างโอกาสทางอาชีพ และโปรแกรม Buddy Cop Program ซึ่งเป็นช่องทางการเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้คำปรึกษา กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง
  2. นวัตกรรมการเสริมพันธะทางสังคมด้วยภาคีเครือข่าย การใช้กลไกทางด้านจิตวิทยา สังคมในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งการสร้างจิตสำนึกสาธารณะ ด้านการเห็นใจและการช่วยเหลือผู้อื่น รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและ
  3. การแก้ไขการตีตราด้วยยุติธรรมทางเลือก โดยใช้รูปแบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาของรัฐไปใช้ในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำ ซึ่งสามารถขยายผลต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นต้นแบบในการขยายผลการใช้นวัตกรรมนี้ในหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ส่ง ข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังผู้สำเร็จราชการแห่งแคนาดา ในโอกาสวันชาติของแคนาดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่ง ข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังผู้สำเร็จราชการแห่งแคนาดา ในโอกาสวันชาติของแคนาดา ซึ่งตรงกับวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ฯพณฯ นางแมรี เจ. เมย์ ไซมอน
ผู้สำเร็จราชการแห่งแคนาดา
กรุงออตตาวา

ในโอกาสวันชาติของแคนาดา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วยใจจริงและขออำนวยพร ให้ท่านมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบแต่ความสุขสวัสดี ทั้งขอให้ประเทศและประชา ชนชาวแคนาดา มีความผาสุกร่มเย็นและความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ประเทศไทยตระหนักยิ่งในคุณค่าของมิตรภาพอันใกล้ชิดกับแคนาดา ซึ่งดำเนินมาอย่างมั่นคงแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การเยี่ยมเยือนระดับสูงระหว่างประเทศของเราทั้งสอง โดยเฉพาะการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีแคนาดาเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดเอเปค เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือในกิจการด้านต่าง ๆ อันจะยังประโยชน์ร่วมกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ข้าพเจ้ามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกัน และการสนับสนุนของท่าน ประเทศของเราทั้งสองจะร่วมมือกันอย่างไม่ลดละเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน การศึกษา และเทคโนโลยี ทั้งในระดับทวิภาคีและในกรอบการหารือแคนาดา-อาเซียน ให้เจริญงอกงามต่อไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว


จันทบุรี จัดงานชุมนุมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ครั้งที่ 2 ปี 2566 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติ

จันทบุรี – จัดงานชุมนุมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ครั้งที่ 2 ปี 2566 เฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติ

วันนี้ ( 1 ก.ค.66 ) ที่สนามโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 48 อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ราชการจังหวัดจันทบุรี ในฐานะผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงานชุมนุมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ครั้งที่ 2 ปี 2566 โดยมีนายสุริยนต์ กัลยาณีหัวหน้าสำนักงานลูกเสือจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงานกิจการลูกเสือในรอบปี จากนั้นนายสุคิด พันธุ์พรม ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรีนำลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ กล่าวทบทวนคำปฏิญาณ ประธานในพิธีให้โอวาท และพิธีสวนสนามตามลำดับด้วยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานหลักสูตรและตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๔ เพื่อส่งเสริมให้ลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือ น้อมนำโครงการจิตอาสาพระราชทาน มาเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนดังนั้น เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทานให้สาธารณชนได้รู้จักทั่วประเทศ

สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จึงกำหนดจัดงานชุมนุมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๒๙ มิถุนายน – ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกเสือจิตอาสาพระราชทานมีความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน แลกเปลี่ยนความรู้และนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อสำนักงานลูกเสือแห่งชาติต่อไปการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 48 ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ให้ความอนุเคราะห์วงโยทวาทิตและกองลูกเสือเกียรติยศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดจันทบุรี สโมสรลูกเสือจังหวัดจันทบุรีและวิทยากรแกนนำลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หน่วยลูกเสือจิตอาสาพระราชทานทุกหน่วย ในจังหวัดจันทบุรี รวมถึงสถานศึกษาต่างๆ ในจังหวัดจันทบุรี ที่ส่งกองลูกเสือ เนตรนารี เข้าร่วมในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนาม


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก

นักศึกษาปริญญาเอก วิทยาลัยนาฎศิลป์จันทบุรี ทำพิธีรำบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองเพนียด เพื่อเตรียมทำวิทยานิพนธ์การแสดงแสง สี เสียงเรื่อง พระนางกาไว เมืองเพนียด 9 ก.ค.

จันทบุรี – นักศึกษาปริญญาเอก วิทยาลัยนาฎศิลป์จันทบุรี ทำพิธีรำบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองเพนียด เพื่อเตรียมทำวิทยานิพนธ์การแสดงแสง สี เสียงเรื่อง พระนางกาไว เมืองเพนียด 9 ก.ค.ขณะที่จังหวัดเตรียมจัดงานย้อนประวัติศาสตร์เมืองเพนียด 25-27 ส.ค.

เช้าวันนี้ (1 ก.ค.66) ที่เมืองเพนียด ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี นายเจษฏาภรณ์ เอี่ยมอุไร นักศึกษาปริญญาเอก คณะศิลปนาฎศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ควบคุมและกำกับการแสดงเรื่องประวัติศาสตร์พระนางกาไว เมืองเพนียดพร้อมด้วยนางสาวอรวรรณ คามวัน กัลยาณมิตรผู้ให้การสนับสนุน ได้จัดพิธีพิธีรำบวงสรวงพระนางกาไว เมืองเพนียด และสิ่งศักดิ์สิทธ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลเตรียมการแสดง เรื่องพระนางกาไว เมืองเพนียด ในวันที่ 9 กรกฏาคม 2566 ที่หอประชุมวิทยาลัยนาฏศิลป์ จันทบุรี นอกจากนี้ ทางคณะได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนของโรงเรียนวัดทองทั่ว จำนวน 15 ทุน และมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาของวิทยาลัยนาฏศิลป์จันทบุรี จำนวน10 ทุน ซึ่งภายหลังพิธีรำบวงสรวงแล้วเสร็จฝนก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของจังหวัดจันทบุรี นางมานัสศรี ตันไล วัฒนธรรมจังหวัดกล่าวว่าทางจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนก็ได้มีการเตรียมการจัดแสดง แสง สี เสียง เพื่อส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ และประชาสัมพันธ์ประวัติศาสตร์เมืองเพนียดที่มีในพื้นที่นี้มากว่า 1,000 ปีโดยจะจัดงานในรูปแบบย้อนประวัติศาสตร์ส่งเสริมประเพฯี วัฒนธรรมระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2566

สำหรับเมืองเพนียดเป็นชุมชนโบราณ ที่พบหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ที่สำคัญจากจารึกภาษาขอม อายุราว พ.ศ. 800-1000 ได้กล่าวว่า บริเวณที่ตั้งโบราณสถานเพนียดนั้น เดิมเป็นที่ตั้งเมืองจันทบุรีในยุคแรก ซึ่งอารยธรรมขอมมีบทบาทและแผ่ขยายความเจริญในภูมิภาคนี้ โดยมีเจ้าผู้ครองนครทำการปกครองอย่างเป็นอิสระ ได้มีการติดต่อกับอินเดียและรับเอาวัฒนธรรมของอินเดียเข้ามาใช้ในวิถีชีวิต เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเรือสำเภาผ่านไปมาค้าขายกับจีน และอินเดีย ดังนั้นชาวพื้นเมืองก็คือชาวชองและชาวขอม ลักษณะทั่วไป สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดเทไปสู่ที่ราบลุ่มต่ำริมลำน้ำจันทบุรี โดยมีลำน้ำคลองนารายณ์ และคลองสระบาป ไหลลงมาจากเขาสระบาป ลงไปเชื่อมกับแม่น้ำจันทบุรี เส้นทางน้ำเหล่านี้คงจะเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในอดีตอีกทั้งยังสร้างความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมอย่างมากในการตั้งชุมชนซึ่งน่าจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่

สันนิษฐานจากขนาดของเมืองโบราณ และปริมาณวัตถุที่พบจำนวนมาก และหลายยุคสมัย โบราณสถานเมืองเพนียดมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 1,000 เมตร ยาวประมาณ 2,000 เมตร แนวกำแพงเมืองโบราณและคูน้ำเกือบทั้งหมดในปัจจุบันถูกเกลี่ยลงจนไม่สามารถสังเกตได้ เท่าที่หลงเหลืออยู่ เป็นแนวคันดินด้านทิศใต้ของเมือง มีความสูงราว 3เมตร มีความยาวราว 50 เมตร ส่วนแนวกำแพงเมืองด้านทิศเหนือเดิมถูกถนนสุขุมวิทตัดผ่านบางส่วน พื้นที่ภายในเมืองโบราณปัจจุบันเป็นบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม โดยด้านทิศตะวันออกของเมืองพื้นที่ส่วนใหญ่มีการขุดยกร่องเพื่อทำสวนผลไม้ ส่วนที่ลุ่มบริเวณด้านทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ทำนา โดยถัดจากแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกออกมาจะเป็นที่ลุ่มต่ำมากเช่นบริเวณบ้านศาลาแดง ในหน้าน้ำ จะมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก