ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เยือนไทยเจรจา กระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับไทย

          ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยินดี และพร้อมให้การต้อนรับเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และขยายความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลี ทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี ในโอกาสที่ นายมุน แช อิน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และนางคิม จอง ซุก ภริยา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2562 และจะเข้าร่วมกำหนดการที่เป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาลในวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562 อาทิ พิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ การหารือข้อราชการ พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ การแถลงข่าวร่วม และงานเลี้ยงอาหารกลางวัน

         การเยือนครั้งนี้ เป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่นายมุนฯ ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และถือเป็นการเยือนไทยของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในรอบเจ็ดปี โดยฝ่ายเกาหลีใต้ต้องการกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับไทย และดำเนินตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southern Policy-NSP) ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนรายประเทศ และความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับอาเซียนในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญรอบด้านกับไทย เป็นประเทศคู่ค้า คู่ลงทุนสำคัญ มีนัยสำคัญต่อกันด้านการท่องเที่ยว และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในระดับประชาชน นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และพยายามเสริมสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

         อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีสำหรับทั้งสองประเทศ ในการเปิดศักราชความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ไทย-เกาหลีใต้เพื่อเชื่อมโยงนโยบาย NSP ของเกาหลีใต้ และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของไทย ต่อยอดจากพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันและพัฒนาความร่วมมือให้มีผลเป็นรูปธรรมทั้งในกรอบทวิภาคี อนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งนี้ จะมีการลงนามในความตกลง และบันทึกความเข้าใจที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะเป็นสักขีพยานทั้งสิ้น 6 ฉบับ โดยประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ โดยคณะเดินทางประกอบด้วย นักธุรกิจระดับสูงกว่า 100 บริษัทชั้นนำ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนเกาหลี

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก
กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

“โพดุลโหด” กอ.รมน. มุกดาหาร ร่วมหน่วยกู้ภัยเหล่าหมี เร่ง!!ระดมกำลังค้นหาผู้ประสบภัย

          กอ.รมน.มุกดาหาร ร่วมด้วยหน่วยกู้ภัย องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่าหมี ออกค้นหาผู้ประสบภัย ขณะขับรถมอเตอร์ไซค์เดินทางกลับบ้าน ถึงที่เกิดเหตุรถตกถนน ทางขาดถนนสายนาโพธ์ – ดงมัน ช่วงป่าพยอม นายอ ขณะนี้ยังไม่พบผู้สูญหาย น้ำยังใหลเชี่ยว ยังทำการค้นหาต่อไป

          เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร โดย พันเอกพรเทพชิ้นสุวรรณ รอง ผอ.รมน.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีผู้ประสบเหตุ ถูกน้ำพัดสูญหายไปกับสายน้ำ บริเวณ ถนนสายบ้านนาโพธิ์ ถึงบ้านดงมัน จึงสั่งการให้ พันเอก ดร.โกมล วงศ์อนันต์ หัวหน้ากลุ่มงานแผนนโยบายและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. และหน่วยกู้ภัยองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร นำกำลัง ออกค้นหาผู้ประสบภัย ตามที่ได้รับแจ้ง

          เบื้องต้นในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กม 8861 มุกดาหาร จอดอยู่บริเวณถนนสายนาโพธิ์-ดงมัน ช่วงป่าพะยอม นายอ ห่างจากจุดถนนขาดประมาณ 500 เมตร ห่างออกไปพบแต่เพียงหมวกกันน็อค ตรวจสอบใต้เบาะรถ พกใบขับขี่ ระบุชื่อ นางสาวปาริชาติ สารสิมา อายุ 18 ปี เจ้าหน้าที่นำเรือท้องแบนเร่งระดมกำลังค้นหาผู้ประสบภัย อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่พบผู้ประสบภัย

          ขณะเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. มุกดาหาร ได้พบว่าถนนสายดังกล่าว มีความชำรุดเสียหาย เนื่องจากน้ำกัดเซาะดินบริเวณท่อระบายน้ำ เหลือเพียงผิวจราจรประมาณ 20 เซนติเมตร และเสี่ยงที่จะทรุดตัว อีกจุดหนึ่ง บริเวณหนองผีหลอก ห่างจากจุดแรกที่เกิดเหตุ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานผู้นำท้องที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำป้ายแจ้งเตือน และได้ประสานทางหลวงชนบท เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบปรับปรุงซ่อมแซมต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพชร /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

พายุโซนร้อน “โพดุล” ถล่มเมืองมุกดาหารจมใต้บาดาล ถนนหลายสายถูกน้ำท่วม น้ำป่าไหลบ่าท่วมบ้านเรือนหลายชุมชน

          จังหวัดมุกดาหาร เกิดพายุฝนถล่มเมืองมุกดาหาร มีฝนตกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากลงลำห้วยหลัก น้ำเอ่อท่วมถนนหลายสาย และท่วมชุมชนดอนมุกดา โดยเฉพาะซอยศรีประเสริฐ และอีกหลายชุมชนชาวบ้านขนย้ายสิ่งของไว้ในที่สูงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที มุกดาหาร จากพายุโพดุลฝนยังตกส่งผลให้ระดับน้ำยังเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้างเมือเช้าที่ผ่านมาได้รับรายงานจากเหล่งข่าวว่าได้มีผู้คนสูญหายไปกับกระแสนำ 1 รายขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังออกค้นหาผู้ประสบภัย รถตกถนน ทางขาดถนนสายนาโพธ์ – ดงมัน ช่วงป่าพยอม นายอ ขณะนี้ยังไม่พบผู้สูญหาย น้ำยังไหลเชี่ยว

          วันนี้ (30 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพายุโซนร้อนโพดุลทำฝนตกหนักในเขตเมืองมุกดาหาร ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนพายุโซนร้อน “โพดุล” เคลื่อนเข้าสู่ พื้นที่ จ.มุกดาหาร ในช่วงเช้าวันนี้ ได้เกิดพายุฝนตกหนัก ตามกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ เรื่องพายุระดับ 3 (โซนร้อน) “โพดุล” มีผลกระทบจนถึงวันที่ 1 ก.ย.2562 นั้นเมื่อเวลา 04.00 น. ที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักในเขตพื้นที่จังมุกดาหาร โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักได้ไหลเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลเมือง เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งจัดกำลังนำเรือท้องแบนออกให้ความช่วยเหลือ

          และนอกจากนี้อิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุลถนนหลักถูกน้ำเซาะขาดหลายสายต้นไม้ใหญ่หลายพื้นที่ถูกโค่นลงสร้างความเดือดร้อนการสัญจรสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ จ.มุกดาหาร โดย ปภ.จังหวัด เทศบาลเมืองมุกดาหาร อฟปร. เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบล แขวงทางหลวง ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก พายุโพดุล ในพื้นที่อำเภอเมือง บริเวณถนนยุทธพัฒน์ ซอยร่วมใจ 2 ซอยศรีประเสริฐ 3 ซอยรังสรรค์ ชุมชนแก้วกินรี มีน้ำเอ่อท่วมถนน และปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

          เส้นทางสายดอนตาล-มุกดาหาร ต้นไม้ล้มทับเส้นทางหลายจุด ถนนชยางกูรขาเข้า ช่วงบ้านคำอาฮวน ต้นไม้ล้มทับเส้นทางจราจร เส้นทางดงหลวง-เขาวง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำท่วมผิวทางหลวงหมายเลข 12 ตอน คำพอก-มุกดาหาร ที่ กม. 744+900-745+000 ทางหลวงหมายเลข 2287 ตอน ดงหลวง-สานแว้ถนนสาย มห.3016 ช่วงบ้านนายอ-บ้านป่าพยอม ต.เหล่าหมี ถนนขาด ปภ.จังหวัดมุกดาหาร ได้ระดมกำลัง อพปร. เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองมุกดาหาร เทศบาลตำบล แขวงทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตัดต้นไม้ที่ล้มทับเส้นทาง ออกช่วยขนย้ายสิ่งของให้กับประชาชนซึ่งขณะนี้ฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่ประสบภัย สามารถแจ้งข้อมูล และขอรับความช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ สายด่วน 199.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพชร /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่า

“กนกวรรณ” ร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนเอกชน ชี้อาคารเก่าทรุดโทรมควรเร่งแก้ไข เพื่อความปลอดภัยและเอื้อต่อการจัดการศึกษา

          วันนี้ วัน​ศุกร์​ที่​ 30 ส.ค.62​ เวลา 10:39 น.ณ โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี​ พระวิสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี,นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี,นายสฤษฎิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี,ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร สช. พร้อมทั้งประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

          ดร.กนกวรรณฯ กล่าวภายหลัง เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า “ปัจจุบัน อาคารเรียนวิสุทธานุสรณ์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนที่มีอายุการใช้งานมากว่า 35 ปี ตัวอาคารมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่ปลอดภัยที่จะใช้เป็นอาคารเรียนได้อีกต่อไป ทางโรงเรียนจึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ขึ้น เพื่อใช้ทดแทนอาคารเรียนหลังดังกล่าว ซึ่งตนมีความห่วงใยในความปลอดภัยของนักเรียน

          เมื่อได้มีอาคารหลังใหม่ โรงเรียนก็จะสามารถจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สช. จึงได้อนุมัติงบประมาณอุดหนุนเป็นเงินค่าก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ ประจำปีงบประมาณ 2562 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 4 ชั้น จำนวน 24 ห้องเรียน เป็นจำนวนเงิน 21,172,900 บาท และทางโรงเรียนสมทบค่าก่อสร้างอีก จำนวน 9,047,100 บาท รวมเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียนทั้งสิ้น จำนวน 30,247,000 บาท ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อสถานศึกษามีความพร้อมในทุกมิติ จะเป็นส่วนสำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ต่อไปสำหรับเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพ” รมช.ศธ.กล่าว

          สำหรับโรงเรียนวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตั้งอยู่ในเขตตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. จัดการเรียนการสอนแบบสงเคราะห์เรียนฟรีโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเรียน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 5,669 คน ครู 262 คน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.1​ รวบสมาชิกแก๊งโรแมนซ์สแกม หนีหมายจับ ทำเนียนขายข้าวแกงกว่า 4 ปี

         วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.​ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รองผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์  ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวน ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

          เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 ได้ร่วมกันวางแผนจับกุม นายสุชาติฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2314/2558 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันปลอม ใช้เอกสารปลอม,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน,ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (หลอกรักออนไลน์ Romance scam)
       

          การจับกุมในคดีนี้เกิดจากการสืบสวนและประสานงานของเจ้าหน้าที่ บก.ตม.1 และ บก.ปอท. ทำให้ทราบว่าคดีนี้ผู้เสียหายคือ นางสุภาฯ ได้รู้จักกับคนร้าย ผ่านบัญชีผู้ใช้งานเว็บไซต์เฟสบุ๊คดอทคอม (www.facebook.com) ชื่อว่า Mr.Kene คุยกันโดยการส่งข้อความหากันเป็นภาษาอังกฤษทางกล่องข้อความของเฟสบุ๊ค นายเคเน่ฯ ได้ส่งข้อความหลอกลวงผู้เสียหายว่าขณะที่บิดามาทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซียและได้เสียชีวิต บิดาจะได้รับเงินจากการทำงาน จำนวน 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ นายเคเน่ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดก จนชนะคดีแล้ว รัฐบาลมาเลเซียได้ส่งเอกสารมาให้เพื่อไปรับเช็คเงินจำนวนดังกล่าวที่ประเทศมาเลเซีย นายเคเน่ฯ บอกกับผู้เสียหายว่าถ้าได้เช็คเงินดังกล่าวแล้วจะพาครอบครัวมาลงทุนและอยู่กับผู้เสียหายในประเทศไทย

          ต่อมานายเคเน่ฯ ได้แนะนำให้ผู้เสียหายรู้จักกับนางตะวันนาฯ ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อกับนางตะวันนาฯ จนสนิทสนมและเชื่อใจ นายเคเน่ฯ จึงได้ร่วมกับนางตะวันนาฯ ส่งข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงให้ผู้เสียหายช่วยเหลือเรื่องเงินในการดำเนินการต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนางตะวันนาฯ ต่อจากนั้นนายเคเน่ฯ ก็ได้ส่งข้อความเฟสบุ๊ค หลอกลวงขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือเงินค่าดำเนินการอื่นๆอีก เป็นเหตุให้หลงเชื่อโอนเงินให้กับคนร้าย โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในชื่อของ นายสุชาติฯ,นางบุญช่วงฯ,นางจิตราฯ และ นางศิวพรฯ รวมแล้วผู้เสียหายได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา กับพวกทั้งหมดรวม 8 บัญชี รวมจำนวน 28 ครั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน 17,516,178 บาท (สิบเจ็ดล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นหกพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดบาทถ้วน) ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมสมาชิกแก๊งนี้ได้แล้ว จำนวน 3 ราย คือ 1.นางตะวันนาฯ 2.นางบุญช่วงฯ และ 3.นางสาวศิวพรฯ โดยถูกดำเนินคดีไปแล้ว

          จากการประสานและตรวจสอบข้อมูลทำให้ทราบว่า นายสุชาติฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกในแก๊งองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ที่ทางการต้องการตัวและติดตามจับกุมตัวยังไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2558 ได้หลบเข้ามาพักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่อพาร์ตเม้นท์แถวคลองตัน กรุงเทพฯ​ โดยขณะที่พักอยู่ก็ทำตัวเรียบง่ายไม่ให้เป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่ฯ ทำทีเป็นช่วยพี่สาวขายข้าวแกง และขับรถแท็กซี่รับจ้างทั่วไป เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พยายามรวบรวมข้อมูล​ และแฝงตัวเข้าไปตรวจสอบ จนทราบแน่ชัด พบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการจับกุม จากการตรวจสอบพบว่านายสุชาติฯ มีทรัพย์สินมีค่าจำนวนหนึ่ง มีสร้อยคอทองคำ มีรถยนต์ส่วนตัว 2 คัน ซึ่งไม่น่าจะได้มาจากการประกอบอาชีพดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนขยายผลต่อไป  โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุม​ และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ปอท.ดำเนินคดีต่อไป​ การก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้เป็นการหลอกลวงทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคนร้ายส่วนใหญ่จะกระทำเป็นขบวนการในลักษณะอาชญากรรมข้ามชาติ

          สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ระดมกวาดล้างจับกุมต่างด้าวผิดกฎหมาย และได้ออกตรวจสถานบริการ สถานประกอบการ โรงงาน ที่มีคนต่างด้าวทำงานโรงแรมและคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวผู้กระทำผิดใช้ประเทศไทยเป็นที่หลบซ่อน หรือใช้เป็นฐานที่มั่นในการกระทำผิด และหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โปรดแจ้ง   ให้ทราบทางสายด่วน 1178

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ แจงความเดือดร้อน พร้อมแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ วอนรัฐบาลเลื่อนการขึ้นภาษี

เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ แจงความเดือดร้อนพร้อมแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ วอนรัฐบาลเลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ 40% โดยขอขึ้นภาษีแบบขั้นบันได 5% ทุก 2 ปีแทน พร้อมวอน ยสท.ขอโควตารับซื้อเพิ่มขึ้น หลังเกษตรกรเดือดร้อนสองปีติด

          ณ บริเวณที่ทำการกำนัน ตำบลลานบ่า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ กว่า 400 คน พร้อมด้วย ตัวแทนชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดสุโขทัย และ จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกใบยาที่ได้รับความเดือดร้อนจากการลดโควตารับซื้อจากการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.)เป็นปีที่สองติดต่อกัน ต่างพากันเดินทางลุยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งวัน เพื่อเข้าร่วมประชุมวิสามัญสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ หลังจากได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสจากพิษภาษีบุหรี่ ซึ่งส่งผลกระทบให้ชาวไร่ ต่างได้รับความเดือดร้อนจากการลดโควต้ารับซื้อ เป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยมี นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดประชุม และมี นายจักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 2 จากพรรคพลังประชารัฐ ร่วมรับฟังสถานการณ์ความเดือดร้อน และร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาภาษีสรรพสามิต 40%

          นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ชาวไร่ยาสูบ ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก หลังถูกลดโควตาการปลูกยาสูบ ทำให้รายได้หายไปเกือบ 50% ซึ่งโควต้าของจังหวัดเพชรบูรณ์ปีนี้ คือ 2,533,625 กิโลกรัม หรือ เท่ากับว่าถูกตัดโควตา 47% สองปีติดต่อกันแล้ว คิดเป็นรายได้ที่หายไปทั้งหมดกว่า 688 ล้านบาท เราจึงอยากขอให้ ยสท. เพิ่มโควตารับซื้อให้กับชาวไร่ยาสูบ และ ขอให้รัฐบาลเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไป โดยเสนอให้ขึ้นภาษีแบบขั้นบันได 5% ทุก 2 ปี จนกว่าจะครบ 40% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ กว่า 50,000 ครอบครัวทั่วประเทศ

          ด้าน นายสุครีพ บุญชุ่ม ตัวแทนชาวไร่และนายกสมาคมชาวไร่เบอร์เลย์ จ.สุโขทัย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเห็นใจเกษตรกรยาสูบผู้มีรายได้น้อย ซึ่งทำมาหากินด้วยการปลูกใบยาสูบหารายได้เลี้ยงครอบครัว ในขณะที่รัฐบาลทุ่มเงินกว่า 6.9 หมื่นล้าน เพื่อช่วยเหลือประกันราคายางพารา ข้าว ปาล์ม แต่กลับมาซ้ำเติมชาวไร่ยาสูบด้วยการขึ้นภาษีบุหรี่ทีละมากๆ แบบก้าวกระโดด ซึ่งการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบสามารถทำได้โดยแก้อัตราภาษีให้เหมาะสม ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมากมาย ขณะที่เรื่องการปลูกพืชอื่นมาทดแทนก็ยังไม่มีความก้าวหน้า

          โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุม ชาวไร่ยาสูบทั้งหมด ได้ร่วมกันแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ วอนรัฐบาลช่วยแก้ปัญหา เลื่อนการขึ้นภาษี 40% โดยเสนอขึ้นภาษีแบบขั้นบันได ทีละ 5% ทุกๆ 2 ปี จากนั้น ตัวแทนชาวไร่ยาสูบ ได้เตรียมนำเอกสาร พร้อมเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อยื่นหนังสือกับ นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเสนอไปยัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลการบริหารจัดการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ให้เร่งพิจารณาหาทางช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบโดยเร็วที่สุด เนื่องจากในช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ ต้องเตรียมเพาะปลูกต้นกล้า และเตรียมดิน เตรียมปุ๋ย สำหรับปลูกยาสูบในฤดูกาลที่จะถึง

          ทั้งนี้ ในสัปดาห์ก่อนหน้า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ และรับทราบสถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ พร้อมรับปากจะดำเนินการจัดการปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยาสูบพันธ์เบอร์เลย์อันดับสองของประเทศ อย่างไรก็ตามอธิบดีกรมสรรพสามิตยังคงระบุว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษี40% ต่อไปตามกำหนดเดิม ทำให้ชาวไร่ยาสูบเกิดความวิตกกังวลต่อโควตาการปลูกยาสูบอย่างมาก

มนสิชา คล้ายแก้ว

ต​ชด.ออกช่วยเหลือประชาชน ตัดต้นไม้ที่ล้มทับเส้นทางการคมนาคม เนื่องจากพายุฝนโพดุล

         วันนี้​ วัน​ศุกร์​ที่​ 30 ส.ค.​ 62 เวลา​ 09.00​ น.​ : ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย เมืองฮามพันธ์​ รอง ผบ.มว.หน.ชุด​ มว.ตชด.2351 และเจ้าหน้าที่​กำลังพล มว.ฉก.ตชด.2351 รวม 10 นาย ออกช่วยเหลือประชาชน ตัดต้นไม้ที่ล้มทับเส้นทางการคมนาคมเนื่องจากพายุฝนโพดุล ที่ บ.สองคอนหมู่ที่ 2 ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร, บ.นาแกน้อยหมู่ที่ 10 ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร, บ.คำผักแพว หมู่ที่ 8 ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

         ต่อมาเวลา​ 10.00​ น. มว.ตชด. 2344 จำนวน​ 5​ นาย ได้ออกไปร่วมกับจนท.อบต.บางทรายน้อย และประชาชน​ช่วยกันตัดต้นไม้ที่ล้มทับถนนเส้น​ บางทรายน้อย-หว้านใหญ่

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.หนองคาย รวบแชมป์มวยตูนิเซีย ข่มขืนกระทำชำเราหญิง

          วันนี้​ วันศุกร์ที่ 30 ส.ค.62 เวลา 13.30 น.ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุบลราชธานี : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์, พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ, พ.ต.อ.นิธิศ ปิติธีรโชติ, พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รอง ผบก.ตม.4 และ พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4  ร่วมแถลงผลการจับกุม ดังนี้

          เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562​ ตม.จ.หนองคาย ได้รับการประสานข้อมูลจาก สภ.พัทยา ให้เฝ้าระวังบุคคลต่างด้าว 1 รายคือ MR.MAHMOUD อายุ 19 ปี สัญชาติตูนิเซีย ซึ่งได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรา น.ส.ออนซ์ อายุ 15 ปี สัญชาติตูนีเซีย เหตุเกิดที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.พัทยา หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป ในทางคดีมารดาของผู้เสียหายได้พาผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ ในความผิดฐาน​ “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น” และพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ ที่ 311/2562 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2562

         ต่อมาจากข้อมูลการข่าวทราบว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไป สปป.ลาว ตม.จ.หนองคาย จึงได้วางกำลังเฝ้าดูและทำการสืบสวนโดยระบบ Biometrics จนกระทั่งทราบและพบตัวผู้ต้องหาในพื้นที่ จ.หนองคาย จึงได้แสดงหมายจับแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัวนำส่ง พงส.สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขันและจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิติทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

          หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ธรรมนัส มอบนโยบายฝนหลวงฯเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ธรรมนัส มอบนโยบายฝนหลวงฯเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย้ำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติราชการด้วยหลักธรรมาภิบาลเพื่อประชาชน

          วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 30 สิงหาคม 2562 เวลา 14.30 น. : ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทภารกิจในการดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติต่างๆ ของประเทศ ด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือดูแลพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานกว่า 110 ล้านไร่ การเติมน้ำให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศ บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า พายุลูกเห็บ และปัญหา ฝุ่นละอองในอากาศ รวมถึงพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง

          ซึ่งภารกิจดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อันจะเป็นการป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี นโยบายถัดมาคือเรื่องการแก้ปัญภัยแล้งที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะนี้

          โดยมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเตรียมการรับมือภัยแล้งที่หนักขึ้น วางแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงเป้าหมายและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรและประชาชน รวมทั้งให้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังพลต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศให้ครอบคลุมและทั่วถึง และนโยบายการปฏิบัติงานด้วยหลักธรรมบาล ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและบุคลากร ปฏิบัติหน้าที่โดยมีหลักคุณธรรม นิติธรรม ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการบริการจาคภาครัฐอย่างเต็มที่ เกิดเป็นความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

         สำหรับการเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม–31​ ตุลาคม ของทุกปี รวมเป็นระยะเวลา 8 เดือนเต็ม โดยไม่มีวันหยุดราชการ และบุคลากรทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักบิน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังมีไม่เพียงพอสำหรับภารกิจการปฏิบัติงานที่มากขึ้น ดังนั้น การเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีเพียงพอรองรับกับภารกิจ และสามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จตรงตามเป้าหมาย​ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

          ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุมัติเพิ่มอัตรากำลังไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยอัตรากำลังที่ขอรับการสนับสนุน เป็นตำแหน่งข้าราชการ จำนวน 321 ตำแหน่ง และพนักงานราชการ จำนวน 475 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 796 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากด้านอัตรากำลังที่ต้องเร่งดำเนินการแล้ว การดำเนินการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา ที่บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในพื้นที่จำนวน 50 ไร่ เป็นเรื่องที่จะเร่งดำเนินการด้วย

          เพื่อให้กรมฝนหลวงและ การบินเกษตรมีความพร้อมในการเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2580 ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ จะจัดตั้งเป็นศูนย์ฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ ให้บริการข้อมูลความรู้เกี่ยวโครงการฝนหลวงภายในหอเฉลิมพระเกียรติ พัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและด้านปฏิบัติการ เป็นศูนย์การสร้างเครือข่ายวิชาการ(ในประเทศ/ต่างประเทศ) ควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชา รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน

          เพื่อรองรับปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่และสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการสำรวจ ออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง และเตรียมจัดตั้งของบประมาณดำเนินการในปี 2564-2567 และขอสนับสนุนอัตรากำลังเพิ่มเติมเพื่อรองรับปฏิบัติงานด้านการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมและระบบควบคุมคุณภาพการปฏิบัติการฝนหลวง และห้องปฏิบัติการวิจัยด้านต่าง ๆ อีกจำนวน 19 อัตราด้วย

          ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดการบินดัดแปรสภาพอากาศ ณ สนามบินตาก อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เพื่อเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ด้านการบินปฏิบัติการฝนหลวงและการบินดัดแปรสภาพอากาศให้แก่ผู้สนใจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นศูนย์ฝึกให้แก่นักบินของกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร และเพื่อขยายพื้นที่การปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือ และแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการขอใช้สถานที่และจัดตั้งงบประมาณ รวมถึงการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

          ขณะนี้มีความคืบหน้าการดำเนินการออกแบบโดยกองทัพอากาศเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงบประมาณพิจารณาการใช้งบประมาณต่อไป สำหรับการปรับปรุงสนามบินท่าใหม่ในครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงทางวิ่งของสนามบินให้ได้มาตรฐาน เครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงสามารถขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัย รองรับเครื่องบินขนาดเล็ก (CARAVAN) และขนาดกลาง (CASA) ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ และสามารถพัฒนาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ของจังหวัดจันทบุรีในอนาคตต่อไป

Cr.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตำรวจเมืองคอน สนธิกำลัง ปปส. และตชด.จับยาบ้าเกือบ 1แสนเม็ด

         เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 สค. 2562 ที่ห้องโถง บก.ภ.นครศรีธรรมราช พล.ต.ต.ฐากูร เนตรพุกกณะ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายสราวุธ ภักดี ผอ.ส่วนบังคับคดี ปปส.ภาค 8 และคณะ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลงานของ พ.ต.ต.สุชาติ ศรีอุทัย สว.หน.ชปส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช, จนท.ปปส.ภาค8 และจนท.ตชด.ร้อย ตชด.424 สิชล ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายธวัชชัยหรือเฮด รักดี อายุ 21ปี, นายสุรพลหรือบังเสด มนตรี อายุ 32 ปี, นายสหรัตน์หรือหัส สุรภาพ อายุ 20 ปี พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก รวมยาบ้า 76,992เม็ด, ยาไอซ์ 773.52กรัม, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, รถยนต์เก๋ง 1 คัน

         พล.ต.ต.ฐากูร กล่าวว่า คดีนี้ทางตำรวจชุด ชปส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.สุชาติ ศรีอุทัย หน.ชป.ฯได้สนธิกำลังร่วมกับ จนท.ปปส.ภาค 8 ได้สืบทราบว่านายธวัชชัยหรือเฮด รักดี 21 ปี มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นในพื้นที่มานานแล้วจึงนำกำลังไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 201/3 หมู่ 5 ต.นาเคียน อ.เมืองนครศรีธรรมราช ค้นเจอยาบ้าจำนวน792 เม็ด ก่อนทำการสอบสวนขยายผลไปจับกุม นายสุรพลหรือบังเสด มนตรี 32 ปี ที่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 6 ต.นาเคียน ค้นเจอยาบ้าในรถยนต์เก๋ง 4,200 เม็ด และเจอยาบ้าในกล่องฝังดินในพุ่มไม้หลังบ้านอีก 7,600 เม็ด, ยาไอซ์ 46.66 กรัม แล้วจนท.ยังสอบสวนขยายผลไปจับกุมนายสหรัตน์หรือหัส สุระภาพ อายุ 20 ปี พบยาบ้าเพิ่มอีก 39,400 เม็ด ในบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ 5 ต.นาเคียน และยังขยายผลไปค้นในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในหมู่ 3 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง พบยาบ้าอีก 25,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 726.86 กรัม และไม่สามารถขยายผลต่อได้ ก่อนคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามและของกลางยาเสพติดทั้งหมดส่ง พงส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราชดำเนินคดีตามกม.ต่อไป.

ธีรศักดิ์ อักษรกูล/รายงาน