นครนายก – ฝนตกหนักต่อเนื่องที่เขาใหญ่ ส่งผลน้ำหลากที่น้ำตกนางรอง จนท.ปักธงแดง

https://youtu.be/Jwma8oyy4-A

ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำหลากในพื้นที่น้ำตกนางรอง จนท.ต้องปักธงแดงห้าม นทท.ลงเล่นน้ำเด็ดขาด

         ที่นครนายก เมื่อเวลา16.30 น. เกิดน้ำหลากในบริเวณน้ำตกนางรอง ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง นครนายก โดยน้ำมีสีแดงขุ่นและไหลเชี่ยว จนท่วมสะพานข้ามลำธารที่เล่นน้ำเอกชน โชคดีที่วันนี้ไม่ใช่เป็นวันหยุดเลยไม่มีนักท่องเที่ยวมาลงเล่นน้ำ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่บอกว่า ระดับน้ำและสีน้ำเริ่มเปลี่ยนสีและมีการไหลเชี่ยวตั้งแต่เวลา15.30 น. และเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จนต้องนำธงแดงไปปักเอาไว้ตรงบันไดทางลงเล่นน้ำของน้ำตก

         ส่วนสาเหตุที่เกิดน้ำหลากนั้น ก็มาจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องบนเทือกเขาใหญ่ เลยส่งผลให้น้ำไหลหลากลงมา อย่างไรก็ตามน้ำหลากถ้าไม่มีฝนตกลงมาซ้ำอีกระดับจะกลับเข้าสู่สภาวะปรกติประมาณ 3-4 ชั่วโมง ขณะที่น้ำตกอื่นๆไม่มีผลกระทบ นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวได้ตามปกติ

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตราด / อบต.ไม้รูดจับมือเจ้าท่า ขุดลอกคลองมะโร แก้คลองตื้นเขิน ช่วยชาวประมงพื้นบ้าน

         วันที่ 6 ตุลาคม 62 คลองมะโร ใกล้หาดบานชื่น ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด นายวงศกร นราธาวา ผอ.เจ้าท่าภูมิภาคตราด พร้อมด้วยสํานักงานพัฒนาและบํารุงรักษาทางน้ำที่ 5 และข้าราชการ นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐนายกอบต.ไม้รูด เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติที่ 23 บ้านไม้รูด ตัวแทนนายอำเภอคลองใหญ่ ร่วมกันตรวจสอบและควบคุมการขุดลอกและกำจัดสิ่งของที่เป็นอันตรายแก่การเดินเรือเข้าออกในคลองมะโร

         ทั้งนี้จากอบต.ไม้รูดได้จัดทำ โครงการขุดลอกคลองมะโร ที่ประสบปัญหาการทับถมของดิน ทรายและสิ่งอันตรายที่ทับถมทำให้ลำคลองตื้นเขิน เป็นอันตรายและไม่สะดวกต่อการเดินเรือ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำขึ้นมาได้ ด้วยคลองมะโรเป็นลำคลองที่มีทั้งชาวบ้าสนและชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นเส้นทางเดินเรือออกสู่ทะเล ในการทำการประมงพื้นบ้านและเพื่อการท่องเที่ยว หลายปีที่ผ่านเกิดปัญหาลำคลองตื้นเขิน อบต.ไม้รูด จึงร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด จัดทำโครงการขุดลอกลำคลองมะโรขึ้น

          นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายก อบต.ไม้รูด บอกว่าโครงการนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ ตลอดจนเป็นการอำนวยความสะดวกให้ชาวประมงพื้นบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตชุมชนและเที่ยวชมความสวยงามของทะเลตำบลไม้รูดต่อไปด้วย

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เกือบไปแล้ว !! เกิดเหตุเพลิงไหม้ออฟฟิศชั้น 6 อาคารทะเลทองแหลมฉบัง ควบคุมทัน

เกิดเหตุไฟไหม้ออฟฟิศชั้น 6 อาคารทะเลทองทาวเวอร์ แหลมฉบัง จ.ชลบุรี สัญญาณเตือนดัง ทำให้เจ้าหน้าที่อาคารแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลา เสียหายไม่มาก

          เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันนี้ ( 6 ต.ค.) เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเทศบาลนครแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารทะเลทองทาวเวอร์ ต.ทุ่งศุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยที่เกิดเหตุอยู่ที่ชั้น 6 ของอาคารที่มีความสูง กว่า 20 ชั้น เป็นอาคารให้เช่าพื้นที่ทำออฟฟิศกว่า 100 บริษัท จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรแหลมฉบัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา เข้าร่วมตรวจสอบ

         ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยได้นำรถน้ำจำนวน 3 คัน เข้าร่วมในที่เกิดเหตุและกันไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณตัวอาคาร ซึ่งเหตุเกิดที่บริเวณชั้น 6 ของอาคาร พบว่ามีควันไฟพวยพุ่งออกมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องทำการทุบกระจกเพื่อระบายควันให้ออกจากตัวอาคาร เพื่อหาจุดที่เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งพบว่าเป็นออฟฟิศสำนักงานของบริษัท CMA-CMG ที่อยู่ด้านหน้าของอาคาร โดยพบว่าเพลิงได้ไหม้คอมพิวเตอร์เสียหายไปจำนวน 10 ตัว รวมทั้งอุปกรณ์สำนักงานบางส่วน เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากเป็นวันหยุดไม่มีพนักงานมาทำงาน ค่าเสียหายยังไม่สามารถตรวจสอบได้

         จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่อาคารได้เฝ้าอาคารอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ในชั้นที่ 6 ดังขึ้น ก่อนที่จะขึ้นไปตรวจสอบ พบกลุ่มควันออกมาจากฝ้าเพดานปกคลุมพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้มาช่วยควบคุมสถานการณ์ โดยยังไม่สามารถมองเห็นจุดที่เกิดไฟไหม้ เมื่อเจ้าหน้า ที่เข้าไปตรวจสอบ จึงทราบว่าไฟไหม้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานบางส่วน ไม่ได้ไหม้รุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งตัวอาคารก็ไม่ได้รับความเสียหาย จึงสามารถเปิดให้ใช้บริการได้ตามปกติในวันพรุ่งนี้ ส่วนบริเวณที่เกิดเหตุจะต้องกันเป็นพื้นที่ห้ามเข้าเพื่อให้กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบต่อไป

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มือมีดสุดโหด หัวใจทำด้วยอะไร !! จับนางศรีเงิน กรีดท้องไส้ทะลัก ทิ้งกลางแฟลตเอื้ออาธร

คนใจดำ สุดอำมหิต จับนางศรีเงิน แมวเพศเมีย วัย 3 ปี กรีดท้อง ปล่อยทิ้งไส้ทะลัก กลางชุมชนแฟลตเอิ้ออาธร หวังปล่อยทิ้งให้ตาย อย่างสุดอำมหิต บุญของนาง ศรีเงิน ยังไม่ถึงคาด เจ้าของออกตามหา หลัง หนีออกมา 3 วันไม่กลับเข้าบ้าน จนเจ้า ของมาพบนอนร้องอย่างน่าเวทนา รีบนำนาง ศรีเงิน ส่งสัตว์แพทย์ช่วยชีวิต รอดตายราวปฏิหาร

         ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.มินตรา หมอกเพ็ชร์ หรือ มิน อายุ 30 ปี ถึงพฤติกรรมสุดอำมหิตของคนใจดำ ที่ทำกับแมวสีลายสลิด เพศเมีย อายุ 3 ปี ที่ตนเองเลี้ยงไว้อย่างสุดอำมหิต ด้วยจับแมวใช้มีดกรีดท้อง นางศรีเงิน เป็นแผลยาว จนไส้ทะลัก ปล่อยทิ้งไว้ในชุมชนแฟลตเอื้ออาทร ม.3 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

         โดยนาง ศรีเงิน ได้หายออกไปจากห้องพักที่ตึก 30 ภายในชุมชนแฟลตเอื้ออาทร เมื่อวันที่ 20 ก.ย.62 และไม่กลับเข้าบ้าน ซึ่งผิดปกติ ที่นางศรีเงิน ออกมาแล้วจะต้องกลับเข้าบ้านทุกครั้ง มาในครั้งนี้กลับไม่ยอมกลับ จนกระทั่งถึงวันที่ 23 ก.ย.62 จึงตัดสินใจออกช่วยกันตามหา จนมารดาของตนไปพบร่างของนางศรีเงิน นอนไส้ทะลัก หายใจรวยริน จึงรีบนำส่งสัตว์แพทย์ทันที และสัตว์แพทย์ได้ช่วยนางศรีเงิน จนรอดชีวิต ทำแผลเย็บท้องให้เรียบร้อย จนแผลใกล้หายเป็นปกติแล้วในขณะนี้

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นี่หรือชะตาชีวิต !! อดีตสาวโรงงานเผชิญชะตาชีวิตสุดแสนทรมาน สองตายาย วอนหน่วยงานช่วยเหลือ

สองตา ยาย วัยชรา วอนหน่วยงานและผู้มีใจกุศล ช่วยหลานสาวที หลังต้องทรมานจากโรคร้ายรุมเร้า จนถึงขั้นไตวายระยะสุดท้าย ในขณะที่ยังเป็นไทรอยด์ กระดูกพรุน ตับโต หัวใจโตและโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ขณะที่นอนติดเตียงยังห่วง สองตายายวัยชรา จะอยู่กันยังไง วอนหน่วยงานยิบยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ดูแลด้วย

         ผู้สื่อข่าวได้รับการเผยจาก นายปองพล บังพาเจริญ ประธานอาสาแจ้งข่าวประสานเหตุอัศวินบูรพา ว่าได้พบครอบครัว สองตายาย ที่ต้องดูแลหลานที่ป่วยนอนติดเตียง ด้วยสารพัดโรค ไตวายระยะสุดท้าย ที่ต้องล้างไต อาทิตย์ละ3 ครั้ง และกระดูกพรุน ไทรอยด์ ตับโต หัวใจโต และโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง(โรคพุ่มพวง) ด้วยบัตร 30 บาท มานับสิบปี ที่บ้านไม่มีเลขที่ภายในชุมชนหนองว่า ม.4 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

         ทางผู้สื่อจึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาอัศวินบูรพา และแพทย์อาสา ที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งพบว่าเป็นบ้านไม้เก่าๆ พบกันสอง ตา ยาย ที่หู ตา ไม่ค่อยจะดี ตามวัยชรา ทราบ ตา โพ ว่องไว อายุ 89 ปี และยาย จวง สาสิทธิ์ อายุ 81 ปี นั่งอยู่ภายในบ้าน เมื่อเข้าภายในห้องด้านหลังได้พบกับภาพที่สุดแสนสงสาร เมื่อเห็นนางสาว โชติรส หรือ กี๋ วงศ์สุข อายุ 30 ปี หลานสาว ตายาย ที่ป่วยนอนติดเตียงอยู่ในห้อง เมื่อเห็นกลุ่มอาสา หมอ เข้าไปถึงกับร้องไห้ ทางหมอจึงช่วยดูแผลที่ก่อนหน้านี้ซ้อน จยย. ไปฟอกไต ที่ รพ.สมเด็จ ณ ศรีราชา ไปประสบเหตุรถล้มและขาซ้ายหัก และแผลหลายแห่งที่ขาข้างซ้าย น่าสงสารยิ่งนัก

         ในขณะที่ทางนางสาว โชติรส หรือกี๋ วงศสุข เผยด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า ก่อนหน้านี้เป็นสาวโรงงานอยู่ที่โรงงานมาม่ามานับ 10 ปี จนกระทั่งมาล้มป่วยด้วยโรคร้าย สารพัดโรครุมเร้า จนต้องออกจากงาน ในขณะที่เป็นห่วงเพียง 2 ตา ยาย ที่แก่ชราจะอยู่ต่อไปกันยังไง เพราะตนเองก็จะไม่ไหวแล้วเช่นกัน จึงอยากวิงวอนหน่วยงานและผู้มีใจบุญ เข้ามาช่วยเหลือด้วย โดยต้องการอยากจะซ่อมหลังคาบ้านที่เป็นสังกะสีและเป็นรูเพราะสังกะสีพุ ตามอายุการใช้งาน ซึ่งเวลาฝนตกน้ำทั้งรั่วไหลเข้าบ้าน จนแทบอยู่กันไม่ได้ อยากให้หมอ เข้ามาดูแล ในขณะบางครั้งไป รพ.ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเพื่อนบ้านที่ใจบุญพาไปฟอกไต หรือไม่ก็ทีมอาสาฯมาพาไป ข้าวปลา อาหาร ก็ได้เพื่อนบ้านที่มีน้ำใจหยิบยื่นให้ประทังชีวิต

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตราด / อําเภอคลองใหญ่ เปิดศูนย์อํานวยการลงทะเบียนจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.ชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง

ตราด / อําเภอคลองใหญ่ เปิดศูนย์อํานวยการลงทะเบียนจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.ชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง

         วันที่ 7 ตุลาคม 62 ที่ห้องทะเบียนอําเภอคลองใหญ่ นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน อำเภอคลองใหญ่ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกกับประชาชนที่เดินทางมาลงทะเบียน “จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.” ซึ่งมีข้าราชการ, ทหาร, ตํารวจ และประชาชน เยาวชน ต่างพากันมาลงทะเบียนจิตอาสาพระราช ทาน 904 วปร.เป็นจํานวนมาก

         ทั้งนี้ ตามที่ศูนย์อํานวยการใหญ่ 904 วปร.ได้มอบหมายให้อําเภอทุกแห่งของจังหวัดต่างๆเปิดรับลงทะเบียนจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.รายใหม่ ระหว่างวันที่ 1-10 ของเดือน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเป็นจิตอาสาในการบําเพ็ญประโยชน์ เพื่อสาธารณะโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นการประสานการทํางานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน ในการแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐานของชาติ โดยอําเภอคลองใหญ่ จ.ตราด ยังเปิดรับสมัครลงทะเบียนจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.ทุกต้นเดือนวันที่ 1-10 ของเดือน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชนชาวอําเภอคลองใหญ่ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนกันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – หน่วยงาน 3 กระทรวงในจังหวัดร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมกระชับสัมพันธไมตรี ระหว่างส่วนราชการและเอกชน

หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงพลังงาน ในจังหวัดจันทบุรี ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรม กาแฟยามเย็น ในชื่อ “กาแฟ ฝันดี” เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี ส่วนราชการ ภาคเอกชน เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นปัญหา ในการพัฒนาจังหวัดจันทบุรี

         วันนี้ ( 7 ต.ค.62 ) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมนิวแทรเวลลอดจ์ นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำส่วนราชการ ข้าราชการทหาร, ตำรวจ, ผู้แทนหน่วยงานรัฐ วิสาหกิจ, ผู้แทนสมาคม, องค์กรผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมกิจกรรม กาแฟยามเย็น ในชื่อ “กาแฟ ฝันดี” ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงพลังงาน ในจังหวัดจันทบุรี ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการบริหาร และพัฒนาจังหวัดจันทบุ รีให้สอดคล้องกับความต้องการและสถาน การณ์และนโยบายของรัฐบาลในรูปแบบเรียบง่ายไม่เป็นทางการ

         โดยนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีนำส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนสมาคม องค์กร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมกิจกรรม ท่าม กลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง และ สนุกสนาน โอกาสนี้ได้มีการแนะนำหัวหน้าส่วนราชการที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ ในจันทบุรี ประกอบด้วย รองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, สรรพากรพื้นที่จันทบุรี, ผู้บังชาการเรือนจำจังหวัด, พลังงานจังหวัด, ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี และรองผู้อำนวยการพิเศษ3 องค์การบริหาร การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน

          ขณะที่นายกเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรี ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนส่วนราชการ ผู้ร่วมงาน และช่วยขยายผล เชิญชวนร่วมสมัครกิจกรรม วิ่งเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ธันวาคม 2562 ณ คลองภักดีรำไพ รายได้สนับสนุนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้า และ มีเหรียญที่ระลึกสวยงามควรค่าแก่การเก็บรักษา โดยสมัครได้ที่ สำนักงานเทศบาลเมืองท่าช้าง สำหรับการจัดกิจกรรมกาแฟสัญจรจะจัดเป็นประจำทุกเดือน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดจันทบุรีร่วมเป็นเจ้าภาพเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นปัญหา ในการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืนต่อไป และครั้งต่อไป หน่วยงานในสังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม กระทรวงต่างประเทศ และสำนักงานพระพุทธศาสนา ร่วมเป็นเจ้าภาพ

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

โฆษก กอ.รมน. แจงไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองกับฝ่ายใด ทุกสิ่งที่ทำยึดตามหลักกฏหมายเป็นหลัก

           วันนี้ 7 ต.ค.62 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กล่าวถึง กรณีกอ.รมน.ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการ 12 คน ที่ได้จัดเสวนา “พลวัฒแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” บริเวณลานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า การเสวนาดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกันซึ่งตอนหนึ่ง มีการพาดพิงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ทำให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ทำหน้าที่ด้านกฎหมายดำเนินคดี แจ้งข้อหากับผู้ที่เข้าร่วมเสวนาในวันนั้น “สิ่งที่ดำเนินคดียืนยันมีความจำเป็นในเรื่องของการปฎิบัติงาน ถ้ามีการเพิกเฉย หรือละเว้นทางเจ้าหน้าที่ อาจจะได้รับผลกระทบ ผิดตามมาตรา 157 ได้ คิดว่าการปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับศาลเป็นผู้ชี้ขาด โดยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งตนคิดว่า ทุกคนคงเข้าใจตรงกัน และเคารพต่อศาล”

         พล.ต.ธนาธิป กล่าวถึง กรณีการปฏิรูป กอ.รมน.ว่า ที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้าง ที่ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 51 และดำเนินการใน ปี 52 ซึ่งการดำเนินการ ในการปรับรูปแบบต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับมิติด้านความมั่นคง ที่เกิดขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของประ ชาชน ดังนั้นการปรับโครงสร้างของกอ.รมน. ก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่ ปี 59 – ปี 60 ได้มีการปรับโครงสร้างอย่างเต็มรูปแบบ เพราะมิติความมั่นคงเพิ่มขึ้นในวงกว้างอยู่ทุกวัน สิ่งที่เราได้ทำสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกมิติ เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นการปรับโครง สร้างกอ.รมน.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกอ.รมน.นั้น ที่ผ่านมาเราได้มีการปรับโครงสร้างเพิ่มบริบทและความเข้าใจให้ทุกส่วนงาน เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน

         เมื่อถามว่ามีการพูดว่าเมื่อคสช. หมดอำนาจลง ก็ถ่ายโอนอำนาจมาให้ทางกอ.รมน.นั้น พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ตนคิดว่านัยยะของการเพิ่มอำนาจ น่าจะเป็นการเพิ่มบทบาทมากกว่า ซึ่งการที่กอ.รมน.ต้องเข้าไปเป็นแกนกลางในการประสานงาน เพื่อขับเคลื่อนงานทุกมิติที่เกิดขึ้นปัจจุบันกอ.รมน. ได้ดูแลทุกพื้นที่ หากพื้นที่ไหนมีปัญหาและหน่วยงานไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบมากกว่า 2 หน่วยงานทางกอ.รมน. ก็จะเพิ่มบทบาทเข้าไปดูแล และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ “ความเห็นต่างของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย และทุกกลุ่มสามารถยอมรับได้ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตย เราไม่เคยมองพี่น้องประชา ชนเป็นศัตรู กอ.รมน. ยอมรับกฎกติกา ทุกอย่าง ซึ่งดูได้จากที่กอ.รมน.ได้จัด 2โครงการหลักขึ้น สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน อาทิ โครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และโครงการพาคนกลับบ้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการที่จะมองประชาชน ที่เห็นต่างเป็นศัตรู ไม่ใช่บริบทของกอ.รมน. และเชื่อว่าทุกวันนี้ทุกคนเข้าใจ กอ.รมน. มากขึ้นในมิติของความมั่นคง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้มอบนโยบายให้ข้าราชการ กอ.รมน. ทุกคนจะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ในทุกโอกาส และดูแลประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนา อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน”

         และในกรณีที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านแจ้งความกลับพล.ท.พรศักดิ์ พลูสวัสดิ์ มทภ.4 และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกอ.รมน.และกอ.รมน.ภาค 4 สน.หรือไม่ พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลกระทบ แต่อย่างใด ซึ่งยอมรับว่าทุกคนต้องทำงานในหน้าที่ของแต่ละคน กอ.รมน.ภาค 4 สน. ถือว่าเป็นหน่วยงานในพื้นที่ ที่เห็นว่ามีการดำเนินการพาดพิง ไปถึงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ กันในวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกไปปฎิบัติตามกฏหมาย เพื่อดำเนินคดี ดังนั้นคำตัดสินใดๆก็แล้วแต่ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะรู้ว่าใครจะผิดหรือถูกอย่างไร เป็นอำนาจของศาลที่เป็นกระบวนการตัดสินให้ชัดเจนว่าข้อมูลนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ก็ต้องรอฟังคำสั่งศาลต่อไป ส่วนการปฎิบัติหน้าที่ของกอ.รมน.ภาค 4 สน. ตนคิดว่าไม่มีเฉพาะงานนี้งานเดียว เพราะการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องทำกันต่อไป

         โฆษก กอ.รมน. ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้รับไฟเขียวจากใคร เพราะเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย ที่มีฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รับผิดชอบ หากนิ่งเฉยหรือเพิกเฉยทางเจ้าหน้าที่เองก็จะเกิดผลกระทบในฐานที่ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เมื่อถามว่าการไปแจ้งความนั้นมีคนพูดเพียงคนเดียวแต่ไปเหมารวมทั้งหมด พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ต้องฟังฝ่ายกฎหมายของกอ.รมน. ภาค 4 สน. ว่าจะมีข้อมูลอย่างไร ในส่วนกอ.รมน. ซึ่งเป็นส่วนกลาง ก็ได้มีการติดตามข้อมูลต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องออกมาชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ฝ่ายกฎหมายกอ.รมน. ภาค 4 สน. ออกมาปฎิบัติ แต่รูปคดีเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับศาล “ผมขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะสิ่งที่ทำ ยึดตามกฏหมายเป็นหลัก เนื่องจากมีการพูดพาดพิงข้อความหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ของคนหลายกลุ่ม และเป็นวงกว้าง จึงต้องดำเนินการเป็นรูปธรรมตามกรอบของกฎหมาย”

ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ และจับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”

         วันนี้​ วันจันทร์ที่ 7 ต.ค.62 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ​ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รองผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ สารวนางกูร ผกก.กก.2 บก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้

คดีที่ 1 รวบขบวนการปลอมพาสปอร์ตแรงงานข้ามชาติ

          การจับกุมในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สตม.ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมขบวนการปลอมหนังสือเดินทางคนต่างด้าว 3 สัญชาติรายใหญ่ได้ที่ท้องที่ จ.นนทบุรี เมื่อกลางเดือน ก.พ.62 ทำให้ปัจจุบันความต้องการหนังสือเดินทางของแรงงาน 3 สัญชาติ มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขบวนการปลอมหนังสือเดินทางแรงงาน 3 สัญชาติ ก็มีความพยายามที่จะการเปลี่ยนฐานการผลิตจากในประเทศ เป็นการผลิตจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งเข้ามาให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ เพื่อให้ยากต่อการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่

          สืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 และ ตม.จ.ตาก ทราบว่าจะมีการส่งหนังสือเดินทางปลอมจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก มาให้ผู้ว่าจ้างที่กรุงเทพฯ โดยจัดส่งทางพัสดุฝากมากับรถตู้ประจำทางสายแม่สอด–กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ตม.1 ได้วางแผนประสานกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจ ตม.จ.ตาก จนทราบแน่ชัดว่าจะมีการส่งพัสดุซึ่งเป็นหนังสือเดินทางปลอมมากับรถตู้ประจำทางคันเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการนำพัสดุดังกล่าวเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯซึ่งเป็นที่นัดหมาย เพื่อให้ทราบตัวผู้ว่าจ้างที่จะมารับพัสดุ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้แฝงตัวเพื่อเฝ้ารอและสังเกตดูผู้มารับพัสดุ

         จนกระทั่งผู้ถูกจับที่ 1 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเพศหญิง เดินทางมาขอรับพัสดุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ จากการตรวจสอบปรากฎว่าพัสดุดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทาง จำนวน 4 เล่ม โดยเป็นหนังสือเดินทางปลอม มีการผ่าเล่ม แก้ไขเปลี่ยน แปลงข้อมูลบุคคล และหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรอยปรุบนหนังสือเดินทาง ซึ่งผู้ถูกจับที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างและมารับหนังสือเดินทางจริง

         หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ถูกจับที่ 1 ไปยังที่พักที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบผู้ถูกจับที่ 2 ชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักของผู้ถูกจับที่ 1 มาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอหนังสือเดินทางที่ผู้ถูกจับที่1 จะเป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาผู้ถูกจับที่ 1 ยังอ้างว่าสามารถติดต่อผู้ถูกจับที่ 3-5 ชาวเมียนมาให้เดินทางมารับหนังสือเดินทางที่เหลืออีก 3 เล่มได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้ผู้ถูกจับที่ 1 นัดหมายให้ผู้ถูกจับที่ 3-5 เดินทางมายังจุดนัดหมายเพื่อมารับหนังสือเดินทาง และเมื่อเดินทางมาถึง

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แสดงตนเข้าจับกุมผู้ถูกจับทั้ง 3 และยังได้ขยายผลโดยให้พาไปยังที่พักอาศัย ปรากฎว่าพบผู้ถูกจับที่ 6-11 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณที่พักที่ของผู้ถูกจับที่ 3-5 ผู้ถูกจับที่ 1 รับว่าเป็นผู้เช่าห้องพักไว้สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยและรับทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานต่างด้าว พร้อมจัดที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างรอหนังสือเดินทาง โดยผู้ถูกจับที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งจะติดต่อผ่านนายหน้าทางฝั่งเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และจัดส่งให้ทางพัสดุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

คดีที่ 2 จับสาวลาว ค้ามนุษย์ในรูปแบบลามกอนาจาร

         คดีนี้เกิดจากการสืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน บก.ตม.1ในการตรวจสอบสถานประกอบการ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ว่าร้านสบายดีคาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มีเด็กสาวนั่งดริ๊งค์อายุ ไม่เกิน 18 ปีคอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้า แต่งกายยั่วยวนทางเพศ ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวดังกล่าวได้ (กระทำอนาจาร/กอด จูบ ลูบ คลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่เด็กให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าและร้านค้าแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กในรูปแบบดังกล่าว (ค่าดริ๊งค์ เด็กได้ส่วนหนึ่ง ร้านได้ส่วนหนึ่ง)

          เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตุบริเวณหน้าร้าน พบหญิงวัยรุ่นที่สันนิฐานว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2–3 คน เดินเข้า-ออกร้าน มีการแต่งกายยั่วยวนทางเพศ และคาดว่าทำงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 ก.ย.62 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพร้อมสายลับ ได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวโดยเข้าไปใช้บริการ พบมีพนักงานหญิงทำงานในลักษณะนั่งดริ๊งค์กับแขก โดยแขกต้องจ่ายค่าดริ๊งค์ครั้งละ 120 บาท ต่อการที่หญิงสาวนั่งด้วย 40 นาที และจากการสังเกตุโต๊ะอื่นมีการโอบกอด ถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว และหญิงสาวมีการสอบถามว่าจะพาไปข้างนอกหรือไม่ ซึ่งจะต้องเสียค่าเวลาให้ทางร้าน 300 บาท คาดว่าอาจเป็นการชักชวนค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาไว้เป็นหลักฐาน

         วันที่ 1 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ได้วางแผนเข้าตรวจสอบจับกุมร้านสบายดี คาราโอเกะ โดยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4 ใบถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อและส่งสายลับเข้าไปใช้บริการ และเมื่อสายลับส่งสัญญาณเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าไปตรวจสอบ พบหญิงสาวจำนวน 5 คน ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว กำลังทำงานในลักษณะนั่งดื่มกินอยู่กับลูกค้า และมีการโอบกอด ลูบคลำ จากการตรวจสอบพบผู้ถูกจับที่ 1 ชื่อนางบี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลร้านสบายดีคาราโอเกะ ซึ่งเป็นของนายดลเดชฯ สามีตนเอง แต่นายดลเดชฯไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้าน มอบหมายให้ตนเองรับพนักงานเข้าทำงานเองทั้งหมด ผู้ถูกจับที่ 2 ชื่อ นางคำภูวัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถูกจับที่ 3 ชื่อ นางพัดละดา ไม่มีหนังสือเดินทาง และพบพนักงานนั่งดริ๊งค์อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 ราย

         ให้ถ้อยคำว่า มีหน้าที่ให้บริการลูกค้า แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนทางเพศ คอยนั่งดื่มกินและให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวได้ (กระทำอนาจาร/กอด/จูบ/ลูบคลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่ตนให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าโอบกอด​ ลูบคลำ โดยค่าดริ๊งค์ 120 บาท ทางร้านจะหักไป 20 บาท ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังพบธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 2 ฉบับอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ถูกจับที่ 1 ที่วางอยู่บริเวณเคาเตอร์คิดเงิน ภายในร้านอีกด้วย

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางเพศในรูปแบบให้บริการทางอนาจาร กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี ชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด อันมีลักษณะเป็นการลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทน หรือเพื่อการใด และเป็นนายจ้างรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

​สำนักข่าวความมั่นคง

“สภท.54 ปี” จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี​ 2562​

         เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 08.30 น. : นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ (ผช.รมต.รัฐมนตรีประจำสํานักนายกรัฐมนตรี) ให้เกียรติมาเป็นประธาน กล่าวเปิดงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคประเทศไทย(สภท.) ในโอกาสครบรอบปีที่ 54 ณ​ โรงแรมริเวอร์ไซด์ เชิ้งสะพานซังฮี้ เขตบางพลัด​ กรุงเทพฯ และบรรยายพิเศษในหัวข้อ​ “วัฒนธรรมไทยก้าวไกลถึงต่างแดน” โดยมีคณะกรรมการบริหาร-ที่ปรึกษา และสมาชิกสมาคมฯ พร้อมทั้งท่านผู้มีเกียรติร่วมให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังในการบรรยายในครั้งนี้

         ต่อจากนั้นได้เยี่ยมชม บูทประชาสัมพันธ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บูทประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดป.ป.ส., และบูธประชาสัมพันธ์บริษัท ไมโครไบโอเทค จำกัด ซึ่งได้รับความสนใจจากนายสมเกียรติ สรรัมย์ พร้อมคณะและผู้ติดตามเป็นอย่างมาก และยังแจ้งให้เจ้าหน้าที่บริษัท ไมโครไบโอเทค จำกัด ที่มาร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์ ให้ประสานงานไปยังผู้ดูแล ปากคลองตลาด 2 พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และตลาดสดอีกแห่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ ให้ติดต่อประสานงานเรื่องเครื่องกำจัดขยะ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดจำนวนขยะ และยังสามารถนำสิ่งของที่เหลือใช้ มาแปรเป็นพลังงานทดแทน กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง และช่วยรัฐกำจัดขยะเน่าเหม็นล้นเมืองอีกด้วย ต่อมาได้มีการบรรยายพิเศษ โดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 4 องค์กร ประกอบด้วย

  1. นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานกิจการองค์กร บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด(มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กลยุทธ์การบริหารการสื่อสารในยุคดิจิตอล”เริ่มเวลา 09.00 น.
  2. คุณวรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายรัฐกิจนิเทศน์สัมพันธ์ บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเซียจำกัด บรรยายพิเศษในหัวข้อ​ “เกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรไทยในยุคปัจจุบัน” เริ่มเวลา 09.30 น.
  3. คุณปิยะพร ครองจันทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานพัฒนาความรู้ตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง”เตรียมความพร้อมทางการเงิน ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ” เริ่มเวลา 10.00 น.
  4. คุณประพันธ์ ศิวพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด(ดีแทค) บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ดีเทคกับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อย”

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง​