ข่าวใหม่อัพเดท » ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ และจับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”

ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ และจับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”

7 ตุลาคม 2019
54   0

         วันนี้​ วันจันทร์ที่ 7 ต.ค.62 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ​ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รองผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ สารวนางกูร ผกก.กก.2 บก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้

คดีที่ 1 รวบขบวนการปลอมพาสปอร์ตแรงงานข้ามชาติ

          การจับกุมในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สตม.ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมขบวนการปลอมหนังสือเดินทางคนต่างด้าว 3 สัญชาติรายใหญ่ได้ที่ท้องที่ จ.นนทบุรี เมื่อกลางเดือน ก.พ.62 ทำให้ปัจจุบันความต้องการหนังสือเดินทางของแรงงาน 3 สัญชาติ มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขบวนการปลอมหนังสือเดินทางแรงงาน 3 สัญชาติ ก็มีความพยายามที่จะการเปลี่ยนฐานการผลิตจากในประเทศ เป็นการผลิตจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งเข้ามาให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ เพื่อให้ยากต่อการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่

          สืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 และ ตม.จ.ตาก ทราบว่าจะมีการส่งหนังสือเดินทางปลอมจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก มาให้ผู้ว่าจ้างที่กรุงเทพฯ โดยจัดส่งทางพัสดุฝากมากับรถตู้ประจำทางสายแม่สอด–กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ตม.1 ได้วางแผนประสานกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจ ตม.จ.ตาก จนทราบแน่ชัดว่าจะมีการส่งพัสดุซึ่งเป็นหนังสือเดินทางปลอมมากับรถตู้ประจำทางคันเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการนำพัสดุดังกล่าวเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯซึ่งเป็นที่นัดหมาย เพื่อให้ทราบตัวผู้ว่าจ้างที่จะมารับพัสดุ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้แฝงตัวเพื่อเฝ้ารอและสังเกตดูผู้มารับพัสดุ

         จนกระทั่งผู้ถูกจับที่ 1 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเพศหญิง เดินทางมาขอรับพัสดุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ จากการตรวจสอบปรากฎว่าพัสดุดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทาง จำนวน 4 เล่ม โดยเป็นหนังสือเดินทางปลอม มีการผ่าเล่ม แก้ไขเปลี่ยน แปลงข้อมูลบุคคล และหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรอยปรุบนหนังสือเดินทาง ซึ่งผู้ถูกจับที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างและมารับหนังสือเดินทางจริง

         หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ถูกจับที่ 1 ไปยังที่พักที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบผู้ถูกจับที่ 2 ชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักของผู้ถูกจับที่ 1 มาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอหนังสือเดินทางที่ผู้ถูกจับที่1 จะเป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาผู้ถูกจับที่ 1 ยังอ้างว่าสามารถติดต่อผู้ถูกจับที่ 3-5 ชาวเมียนมาให้เดินทางมารับหนังสือเดินทางที่เหลืออีก 3 เล่มได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้ผู้ถูกจับที่ 1 นัดหมายให้ผู้ถูกจับที่ 3-5 เดินทางมายังจุดนัดหมายเพื่อมารับหนังสือเดินทาง และเมื่อเดินทางมาถึง

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แสดงตนเข้าจับกุมผู้ถูกจับทั้ง 3 และยังได้ขยายผลโดยให้พาไปยังที่พักอาศัย ปรากฎว่าพบผู้ถูกจับที่ 6-11 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณที่พักที่ของผู้ถูกจับที่ 3-5 ผู้ถูกจับที่ 1 รับว่าเป็นผู้เช่าห้องพักไว้สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยและรับทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานต่างด้าว พร้อมจัดที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างรอหนังสือเดินทาง โดยผู้ถูกจับที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งจะติดต่อผ่านนายหน้าทางฝั่งเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และจัดส่งให้ทางพัสดุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

คดีที่ 2 จับสาวลาว ค้ามนุษย์ในรูปแบบลามกอนาจาร

         คดีนี้เกิดจากการสืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน บก.ตม.1ในการตรวจสอบสถานประกอบการ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ว่าร้านสบายดีคาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มีเด็กสาวนั่งดริ๊งค์อายุ ไม่เกิน 18 ปีคอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้า แต่งกายยั่วยวนทางเพศ ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวดังกล่าวได้ (กระทำอนาจาร/กอด จูบ ลูบ คลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่เด็กให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าและร้านค้าแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กในรูปแบบดังกล่าว (ค่าดริ๊งค์ เด็กได้ส่วนหนึ่ง ร้านได้ส่วนหนึ่ง)

          เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตุบริเวณหน้าร้าน พบหญิงวัยรุ่นที่สันนิฐานว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2–3 คน เดินเข้า-ออกร้าน มีการแต่งกายยั่วยวนทางเพศ และคาดว่าทำงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 ก.ย.62 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพร้อมสายลับ ได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวโดยเข้าไปใช้บริการ พบมีพนักงานหญิงทำงานในลักษณะนั่งดริ๊งค์กับแขก โดยแขกต้องจ่ายค่าดริ๊งค์ครั้งละ 120 บาท ต่อการที่หญิงสาวนั่งด้วย 40 นาที และจากการสังเกตุโต๊ะอื่นมีการโอบกอด ถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว และหญิงสาวมีการสอบถามว่าจะพาไปข้างนอกหรือไม่ ซึ่งจะต้องเสียค่าเวลาให้ทางร้าน 300 บาท คาดว่าอาจเป็นการชักชวนค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาไว้เป็นหลักฐาน

         วันที่ 1 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ได้วางแผนเข้าตรวจสอบจับกุมร้านสบายดี คาราโอเกะ โดยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4 ใบถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อและส่งสายลับเข้าไปใช้บริการ และเมื่อสายลับส่งสัญญาณเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าไปตรวจสอบ พบหญิงสาวจำนวน 5 คน ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว กำลังทำงานในลักษณะนั่งดื่มกินอยู่กับลูกค้า และมีการโอบกอด ลูบคลำ จากการตรวจสอบพบผู้ถูกจับที่ 1 ชื่อนางบี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลร้านสบายดีคาราโอเกะ ซึ่งเป็นของนายดลเดชฯ สามีตนเอง แต่นายดลเดชฯไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้าน มอบหมายให้ตนเองรับพนักงานเข้าทำงานเองทั้งหมด ผู้ถูกจับที่ 2 ชื่อ นางคำภูวัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถูกจับที่ 3 ชื่อ นางพัดละดา ไม่มีหนังสือเดินทาง และพบพนักงานนั่งดริ๊งค์อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 ราย

         ให้ถ้อยคำว่า มีหน้าที่ให้บริการลูกค้า แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนทางเพศ คอยนั่งดื่มกินและให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวได้ (กระทำอนาจาร/กอด/จูบ/ลูบคลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่ตนให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าโอบกอด​ ลูบคลำ โดยค่าดริ๊งค์ 120 บาท ทางร้านจะหักไป 20 บาท ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังพบธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 2 ฉบับอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ถูกจับที่ 1 ที่วางอยู่บริเวณเคาเตอร์คิดเงิน ภายในร้านอีกด้วย

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางเพศในรูปแบบให้บริการทางอนาจาร กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี ชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด อันมีลักษณะเป็นการลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทน หรือเพื่อการใด และเป็นนายจ้างรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

​สำนักข่าวความมั่นคง