DSI ยืนยัน ครม.โยกย้ายรองอธิบดี เป็นการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น เน้นย้ำ “คดีบิลลี่” โปร่งใส – ไม่มีการแทรกแซง

          ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 โดยแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม 4 ราย ประกอบด้วย พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร รองธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายพยนต์ สินธุนาวา รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ และนายมณฑล แก้วเก่า รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมว่า เป็นการโยกย้ายให้พ้นหน้าที่การเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 13/2562 (คดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่) นั้น

         พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้าย ตามมติ ครม.ดังกล่าว เป็นการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่าอธิบดี ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่ง ของข้าราชการ โดยพันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ ได้สมัครใจเข้ารับการคัดเลือกตามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เรื่อง รับสมัครคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือก เพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงยุติธรม ลงวันที่ 20 กันยายน 2562 จึงมิได้เป็นการโยกย้ายให้พ้นหน้าที่การเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีการหายตัวไปของนายพอละจี แต่อย่างใด “ขอให้สาธารณชนอย่าได้เข้าใจคลาดเคลื่อน และขอให้มั่นใจการทำงานแบบสหวิชาชีพของกรมสอบสวนคดีพิเศษในรูปแบบคณะกรรมการ โดยปราศจากแทรกแซง ซึ่งประกอบด้วย พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีพันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ตามคำสั่งเดิมที่มีอยู่แล้ว และยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่จะมีรองอธิบดีท่านอื่น ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคมาทำหน้าที่แทน พันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ ตามสายบังคับบัญชา ทั้งนี้ คดีหายตัวไปของนายพอละจี ฯ เป็นคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ความสำคัญ โดยตัวผมเองจะเข้าไปกำกับดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดด้วย”

         อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษอาจเชิญพันตำรวจโท กรวัชร์ ฯ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ เนื่องจากพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ 2547 ได้เปิดกว้างในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษใด มีเหตุจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนอาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษได้

คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
16 ตุลาคม 2562

การประชุม นขต.กอ.รมน. ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๒

         วันนี้ (๑๖ ต.ค. ๖๒) เวลา ๑๓.๓๐ น. พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้จัดการประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๒ สรุปผลการปฏิบัติงานในรอบเดือน กันยายน ๒๕๖๒ โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของ กอ.รมน. (ส่วนกลาง) และผู้แทนของ กอ.รมน.ภาค ๑ – ๔ เข้าร่วมประชุมฯ บริเวณชั้น ๓ อาคารรื่นฤดี กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธานการประชุมฯ สรุปเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

เรื่องแรก กอ.รมน.ร่วมสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ ๙ “พัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน”

         การพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน เป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ ๙ โครงการหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการกำจัดน้ำเน่าเสียได้อย่างเป็นระบบ โดยทรงมีพระราชดำรัส เปรียบว่า “ที่นี่เราถือว่าเป็นไตกำจัดสิ่งสกปรกและโรค” การดำเนินการสืบสาน สานต่อโครง การดังกล่าว กอ.รมน. โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔(ศปป.๔) รับผิดชอบงานด้านทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่บูรณาการและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง

          โดยในห้วงที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าและกำหนดกรอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ โดยที่ประชุมฯได้มีมติให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบรอบบึงมักกะสัน โดยได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ร่วมสำรวจแนวเขตที่ดินที่อยู่ในความดูแล และบริหารจัดการให้ชัดเจน ส่วนของกรุงเทพมหานคร(กทม.) และมอบให้สำนักงานเขตราชเทวี ดำเนินการสำรวจจำนวนบ้านเรือนและจำนวนประชากรของชุมชนที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้ร่วมกันร่างแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสัน ซึ่งมีการพัฒนาใน 4 มิติ ได้แก่

  • มิติด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของเมือง
  • มิติด้านการพัฒนาชุมชนริมคลอง
  • มิติด้านการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วม
  • มิติด้านกฎหมายและการขับเคลื่อนการดำเนินงาน

          โดยมีเป้าประสงค์ให้เป็นบึงมักกะสันเป็นบึงรับน้ำขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตพญาไท และเขตราชเทวี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวหรือแก้มลิง เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อไป

          อย่างไรก็ตามการพัฒนาพื้นที่บึงมักกะสันยังต้องประสบปัญหามีผู้บุกรุก จำนวน ๒๗๙ ครัวเรือน หากมีการดำเนินการตามแผนดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อไป กอ.รมน. จะเข้าร่วมดำเนินการพบปะพูดคุย สร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชนผู้บุกรุกพื้นที่ให้ทราบถึงประโยชน์ที่ได้รับของโครงการฯต่อไป

เรื่องสุดท้าย กอ.รมน. ร่วมกับ ศอ.บต. ดัน “ฮาลาลไทยสู่ครัวโลก”(HALAL THAILAND ONLY ONE)

         รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในพื้นที่ และหาแนวทางพัฒนาสู่ตลาดโลกอันจะเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จชต. ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนโยบายดังกล่าวเป็นผลให้เกิดโครงการย่อยภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาร้านอาหารมุสลิม/ฮาลาลไทยสู่สากล”

         การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ กอ.รมน.ภาค ๔ สน. และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาผู้ที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการประกอบอาหารฮาลาล เป็นการการสร้างโอกาสให้เยาวชนหรือคนในพื้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น ยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นเชฟฮาลาลที่มีประสิทธิภาพ สามารถออกไปประกอบอาชีพร่วมกับ โรงแรม, ร้านอาหาร, ภัตตาคาร และอื่นๆ

         โดยในห้วงที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ได้จัดกิจกรรม “ศอ.บต.พารวย ตลาดออนไลน์ กับ Thailandpostmart.com” เพื่อให้ผู้ประกอบการสินค้าฮาลาลในพื้นที่ จชต. ก้าวทันยุคไทยแลนด์ ๔.๐ นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาธุรกิจของตนเอง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพื้นที่ จชต.ต่อไป

มทบ.15 จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9

มทบ.15 จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”

          เมื่อวันที่ 16 ต.ค.62 ที่ศูนย์ประสานงานเพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลนของกองทัพบก (ภาคกลาง) ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พล.ต.กัณฑ์ชัย ประจวบอารีย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 (ผบ.มทบ.15) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” โดยมี ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

          กิจกรรม “ตามรอยพ่อ รักษาและปลูกป่าชายเลน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ได้จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมปลูกป่าต้นโกงกาง จำนวน 500 ต้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งยังเป็นการสนองแนวพระราชดำริในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและรักษาระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประชาชน และประเทศชาติ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

         พล.ต.กัณฑ์ชัย กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่พวกเราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจโดยพร้อมเพรียงกัน ในการแสดงออกถึงความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมนำพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปรับปรุง และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ โดยเชื่อมโยงกับการจัดการดินและน้ำเป็นแนวทางหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมฉลับพลันและการพังทลายของดินอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการอนุรักษ์และการพัฒนาป่าต้นน้ำและป่าชายเลน อันเป็นแหล่งกำเนินแหล่งอาศัย และแห่งอาหารตามธรรมชาติของสรรพชีวิต ซึ่งเป็นฐานและต้นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

////////

ผบ.นรด. ต่อยอดแนวคิด ผบ.ทบ. ขับเคลื่อน รด.นิวเจน

“ผบ.นรด.” ต่อยอดแนวคิด”ผบ.ทบ.” ขับเคลื่อน รด.นิวเจน พร้อมขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาปลูกฝังเยาวชน ให้ยึดมั่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย้ำ ระวังการใช้สื่อโซเชียล ที่เปรียบการใช้โซเชียลเหมือนเหรียญสองหน้า

          เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่โรงเรียนรักษาดินแดน ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร ถ.วิภาวดีรังสิตพล.ท.ปราการ ปทะวานิช ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร พิเศษ (ผกท.(พ.)) รุ่นที่ 38
พร้อมตรวจเยี่ยมการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย และข้อสั่งการของผู้บัญชาการทหารบกที่ถือว่านักศึกษาวิชาทหารยังไม่เป็นทหารเต็มตัว ดังนั้นการฝึกและการเรียนการสอนจึงมีความผ่อนคลาย

          ทั้งนี้ได้เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารพิเศษ รุ่นที่ 38 ซึ่งเป็นระดับผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 100 คน โดยย้ำว่า ในปีการศึกษา 2562 ได้มีการปรับหลักสูตรในด้านการเรียนการสอนนักศึกษาวิชาทหารใหม่ เพื่อผลิตนักศึกษาวิชาทหารให้เป็นกำลังพลสำรองที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเป็นพลเมืองและเยาวชนที่ดีสู่สังคม

          โดยปรับให้มีการเรียนวิชาทหารร้อยละ 55 และวิชาทั่วไปร้อยละ 45 ซึ่งในร้อยละ 45 นี้บรรจุเนื้อหาเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ บทบาททหารกับความมั่นคง จิตอาสา ความเป็นผู้นำ การบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชน เช่น การปฐมพยาบาล รวมทั้งปรับการเรียนการสอนป็นแบบ Active Learning โดยให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง

         ปัจจุบันยังมี รด.จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. จำนวน 95,000 คน จากจำนวนนัก ศึกษาวิชาทหาร ทั่วประเทศกว่า 300,000 คน รวมทั้งได้เพิ่มเติม รด.ไซเบอร์, รด.เน็ตเวิร์ค และรด.นวัตกรรม หลังจากที่ผ่านมาก มีโครงการ รด.จิตอาสา /รด.สีขาว /โครงการเข้าคิว /สมาร์ท รด. /รด.ต้านภัยยาเสพติด

         ทั้งนี้พล.ท.ปราการ กล่าวเปิดการอบรมช่วงหนึ่งว่า สิ่งสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนในการเรียนการสอน คือการใช้สื่อที่ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพัฒนาเป็น รด.นิวเจน ซึ่งมีลักษณะสง่างาม จิตอาสา ห่างไกลยาเสพติด เป็นผู้นำ มีทัศนคติที่ดี ยึดมั่นในสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยกันชี้แจงนัก ศึกษาวิชาทหารในสังกัด ให้มีความเข้าใจสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการปลูกฝังความรักชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและรวมใจคนในชาติ

          ทั้งนี้ผบ.นรด. ได้กล่าวย้ำถึงการใช้สื่อโซเชียล ว่า ในปัจจุบันมีความสำคัญและเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับเยาวชน ซึ่งมีทั้งความจริงและความเท็จ พร้อมยกแนวคิดของพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่เปรียบเทียบการใช้สื่อโซเชียลเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งบวกและลบ ซึ่งเยาวชนต้องตระหนักถึงการคิดวิเคราะห์และค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ต

ปัตตานี – ทหารพรานที่ 22 จับกุมเครือข่ายยาเสพติด พร้อมของกลางยาบ้าล๊อตใหญ่ 62,185 เม็ดที่ อ.ยะรัง

ทหารพรานที่ 22 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดพร้อมของกลางยาบ้าล๊อตใหญ่ 62,185 เม็ดที่ อ. ยะรัง จ.ปัตตานี

         สืบเนื่องเมื่อวันที่ 12 ต.ค.62 เวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา ฉก.ทพ.22 จัดกำลัง ร่วมกับ ฝขว.ฉก.ทพ.22 จนท.บก.กก.สส.2 สชต. และชุดสืบ สภ.บ้านโสร่ง, ชปข.พิเศษ สขว. เข้าพิสูจน์ทราบ พื้นที่แหล่งมั่วสุมยาเสพติดพื้นที่ ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

         ในป่าสวนยาง ตรวจพบ นายบูราฮัน ชง ที่อยู่ 61 ม.5 ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 185 เม็ด, ยาไอซ์ จำนวน 12 กรัม, โทรศัพท์ จำนวน 2 เครื่อง และกระเป๋าคาดเอว จำนวน 1 ใบ จนท.ชุดจับกุม จึงควบคุมตัว นายบูราฮันฯ มาทำการสอบ สวนหาเครือข่ายขบวนค้ายาเสพติดในพื้นที่

         หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 ต.ค.62 ฝขว.ฉก.ทพ.22 จึงได้ร่วมกับ จนท.ตร.สภ.ยะรัง, ชปข.พิเศษ สขว.ได้ทำการขยายผลจากการซักถามนายบูราฮันฯ และเข้าทำการจับกุมนาย นิเลาะ แวหะยี ที่อยู่ 36 ม.2 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้บริเวณริมถนนสาย 410 ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมยาเสพติดชนิดยาบ้าจำนวน 20,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะ จนท.ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวมาทำการสอบสวนเพิ่มเติม นายนิเลาะฯ ให้การว่ายังมียาบ้าที่ตนเองซุกซ่อนไว้ที่บริเวณกอกล้วยข้างบ้านจำนวนหนึ่ง ชุดจับกุมจึงได้เข้าตรวจสอบพบยาเสพติดชนิดยาบ้าอีกจำนวน 42,000 เม็ด รวมยาเสพติดยาบ้า 62,000 เม็ด

          สรุปผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดเครือข่ายนี้ ยาบ้า 62,185 เม็ด ยาไอซ์ 12 กรัม ชุดจับกุมได้นำตัวนายนิเลาะฯ พร้อมของกลางนำส่ง สภ.ยะรัง เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย.

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี.

สำนักข่าวความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผวจ.นครศรีฯ – ตรวจพื้นที่ เตรียมการออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามคลองหัวไทร ทดแทนสะพานเดิม

ผวจ.นครศรีธรรมราช ตรวจพื้นที่เตรียมการออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามคลองหัวไทร ทดแทนสะพานเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานกว่า 40 ปี คาดดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 64 วงเงิน 30 ล้านบาท

         วันนี้ (16 ต.ค.62) นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายสมัคร วงเลือดหัด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราช ที่ 1 นายวิทยา เขียวรอด นายอำเภอหัวไทร และนายเรวัตร ด่านตันติศุภกุล นายกเทศมนตรีตำบลหัวไทร ลงพื้นที่บริเวณสะพานข้ามคลองหัวไทร เขตเทศบาลตำบลหัวไทร อ.หัวไทร เพื่อตรวจสภาพพื้นที่ในการเตรียมการออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามคลองหัวไทร ทดแทนสะพานเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานกว่า 40 ปี อีกทั้งเป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราช ที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ คาดสามารถออกแบบสะพานและดำเนินก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 30 ล้านบาท

         นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การก่อสร้างสะพานใหม่ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ประกอบการสะพานปัจจุบันมีอายุการใช้งานมานานกว่า 40 ปีแล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่จะมีการออกแบบก่อสร้างสะพานใหม่เพื่อทดแทนสะพานเดิม อีกทั้งถนนทั้งสองด้านมีการขยาย เพื่อรองรับสะพานใหม่ไว้แล้ว แต่ตัวสะพานเดิมมีแค่ 2 เลนเท่านั้น จึงไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร สำหรับตัวสะพานใหม่ที่จะก่อสร้างนั้น ทางแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 เป็นผู้ออกแบบและรับผิดชอบโครงการ ซึ่งสะพานเดิมรวมทางเท้ากว้าง 11 เมตร แต่ที่ออกแบบใหม่ตัวสะพานกว้าง 12 เมตร และทางเท้าข้างละ 1 เมตร รวมเป็น 14 เมตร ความลาดชันก็จะลดลงมาด้วยเนื่องจากปัจจุบันไม่มีเรือที่มีความสูงลอดใต้สะพานแล้ว ซึ่งจะทำให้บ้านเรือนและร้านค้าที่อยู่ข้างสองฝั่งสะพานได้รับประโยชน์ด้วย เมื่อการออกแบบสะพานแล้วเสร็จก็จะมีการตั้งงบประมาณดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นค่าก่อสร้างสะพานประมาณ 20 ล้านบาท และค่าปรับปรุงถนนบริเวณสะพานอีกประมาณ 10 ล้านบาท รวมเป็น 30 ล้านบาท

          นายสมัคร เลือดวงหัด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 กล่าวว่า การออกแบบสะพานข้ามคลองหัวไทรใหม่ ความยาวของสะพานจะน้อยกว่าเดิม รวมทั้งความสูงจะต่ำกว่าสะพานเดิมด้วย เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเรือที่มีความสูงวิ่งลอดใต้ท้องสะพานแล้ว ส่วนความกว้างของสะพานเดิมผิวจราจรกว้าง 9 เมตร เท้าเท้าข้างละ 1 เมตร รวมเป็น 11 เมตร สำหรับสะพานที่จะออกแบบสร้างใหม่ผิวจราจรกว้าง 12 เมตร ทางเท้าข้างละ 1 เมตร รวมเป็น 14 เมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 30 ล้านบาท ถือว่าการก่อสร้างสะพานใหม่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพราะสะพานเดิมใช้งานมานานกว่า 40 ปี ซึ่งใกล้ครบกำหนดอายุการใช้งาน 50 ปี และโครงสร้างสะพานเดิมไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้งานในปัจจุบัน..///////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

จ.นครศรีฯ – สนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้น บ้านเป้าหมายยาเสพติด

         เมื่อวันที่ ๑๔ ต.ค.๖๒ เวลา ๒๑.๐๐ น.ภายใต้การอำนวยการของนายสุพงษวิณัย ชูยก นายอำเภอท่าศาลา นายชัยศักดิ์ สุจริตธนารักษ์ ปลัดอาวุโส, พ.ต.อ.วิเชียร เปล่งฉวี ผู้กำกับ สภ.ท่าศาลา, นายสันติสุข กิจบาลจ่าย ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้หัวหน้าชุดจับกุม นำโดย นายพันธกานต์ รัชณรงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง(งานป้องกัน), เจ้าพนักงาน ปปส.หมายเลข ๖๒๐๒๐๑, นำกำลัง อส./ผรส.กองร้อย อส.ท่าศาลา, ชุด ชป.ปส. ท่าศาลา และชุด ฉก.ศรีวิชัย อ.ท่าศาลา สนธิกำลังร่วมฝ่ายตำรวจ นำโดย นายดาบตำรวจ กำพล ขันทอง ผบ.หมู่ ป.สภ.ท่าศาลา เข้าดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมายยาเสพติด เลขที่ ๔๕/๑ ม.๗ ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา พบวัยรุ่นจำนวน ๕-๖ คน มั่วสุมเสพยาเสพติด จึงเข้าดำเนินการจับกุมได้ ๓ คน คือ นายศิวากร บุญทิพย์ อายุ ๒๔ ปี, นายพีระพงศ์ แซ่ฮู่ อายุ ๒๑ ปี และนายศุภกิจ แซ่ฮู่ อายุ ๒๐ ปี

ที่เกิดเหตุพบยาเสพติด ดังนี้
๑.ยาไอซ์ ๒ ถุง ปริมาณรวม ๒ กรัม และอุปกรณ์การเสพ ๑ ชุด
๒.พืชกระท่อม, น้ำต้มใบกระท่อม
๓.หม้อต้มใบกระท่อม
๔.โทรศัพท์มือถือ ๒ เครื่อง

         ทั้งนี้ ในระหว่างเข้าตรวจค้นพบผู้ต้องอีก ๒-๓ รายวิ่งหลบหนี และมีการยิงปืนเข้าใส่ชุดจับกุม จำนวน ๑ นัดเพื่อเปิดทางหลบหนี แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่รายใดได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวน ๔ นัด เพื่อข่มขู่มิให้มีการยิงสวนกลับมา ผู้ต้องหาอาศัยความมืดหลบหนีการจับกุมไปได้ จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง ๓ ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย ต่อไป

ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

มุกดาหาร # ศุลกากรร่วมกับด่านกักกันสัตว์ ทำลายเนื้อเถื่อน 8 ตัน ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

https://youtu.be/acS80tYG0_4

ด่านศุลกากรมุกดาหารร่วมกับด่านกักกันสัตว์จังหวัดมุกดาหาร ทำลายเนื้อกระบือแช่แข็งหลีกเลี่ยงภาษีจำนวน 400 กล่อง น้ำหนัก 8 ตันมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

         วันนี้ (15 ต.ค.62) เวลา 13.30 น. นางศุภวรรณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการชำนาญการ และนายวชิระ น้อยน้ำคำ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยว ข้อง ได้ร่วมทำลายของกลาง เนื้อกระบือแช่แข็ง หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และนำเข้าในราชอาณาจักร โดยไม่มีใบอนุญาต โดยการขุดหลุมฝัง พ่นสารเคมีและฝังกลบ ณ บริเวณพื้นที่ด่านกักกันสัตว์ มุกดาหาร ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรค หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรมุกดาหาร ตรวจยึดเมื่อกลางดึกของคืน วันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา

         ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ภายใต้การอำนายการของนายชุมพล อรุณเดชาวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนบริการ รักษาราชการแทนนายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้สั่งการให้ นายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญ การฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม เฝ้าติดตามป้องกัน การลักลอบขนย้าย เนื้อกระบือแช่แข็ง จากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร โดยรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาวเทา หมายเลขทะเบียน 70-1146 มุกดาหาร เส้นทางถนนชยางกูร ผ่านอำเภอนิคมคำสร้อยไปยังพื้นที่ชั้นใน ช่วงเวลา ประมาณ 00.30 – ถึง 03.00 น. หลังจากได้รับแจ้งจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ขอรับเงินสินบนนำจับตามกฎหมายเมื่อคดีถึงที่สุด

          จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุก 6 ล้อยี่ห้อ อีซูซุ สีขาวเทา หมายเลขทะเบียน 70-1146 มุกดาหาร วิ่งมาตามถนนชยางกูร ผ่านหน้าโรงเรียนโชคชัย ตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย มุ่งหน้าไปยัง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร

         เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามและให้สัญญาณหยุดรถ เพื่อขอตรวจสอบ ทราบชื่อคนขับคือ นายชัชวาล พิมพา ผลการตรวจสอบ เนื้อกระบือแช่แข็งบรรจุกล่องกระดาษ ระบุ มีเมืองกำเนิดต่างประเทศ ตรงตามที่ได้รับแจ้งและไม่พบเอกสารการชำระค่าภาษีอากร หรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมไปถึงเอกสารการได้มาซึ่งสินค้าดังกล่าว และหนังสืออนุญาตการขนย้ายเนื้อกระบือแช่แข็ง ที่นำเข้าจากต่างประเทศแต่อย่างใด

          เจ้าหน้าที่ได้สอบถามนายชัชวาล พิมพา คนขับรถ ให้การว่า ตนเป็นเพียงคนขับรับจ้างเท่านั้น ไม่ทราบที่มาของสิ่งของที่บรรทุกมากับรถแต่อย่างใด พร้อมกับแจ้งให้เจ้าของสินค้าให้นำเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

         อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้นายชัชวาล พิมพา ทราบว่าสิ่งของดังกล่าวเป็นของลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดตามมาตรา 242, 246, 252, แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2560 ประกอบกับมาตรา 166, 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2560 จึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้าดังกล่าว นำไปตรวจนับและยึดเป็นของกลาง รวมจำนวน 400 กล่อง น้ำหนักรวม 8,000 กิโลกรัม ก่อนนำส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมายและทำลายต่อไป.


พวงเพชร /ห้วหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

/////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///////

จังหวัดจันทบุรี – คณะนิเทศศาสตร์ ม.ราชภัฏรำไพพรรณี แนะแนวเชิงรุก วิทยาลัยอาชีวศึกษาออมสินอุปถัมภ์

คณะนิเทศศาสตร์ แนะแนวเชิงรุก วิทยาลัยอาชีวศึกษาออมสินอุปถัมภ์ จังหวัดจันทบุรี

          เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 อาจารย์ดนัย โชติแสง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี แนะแนวการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ภาคปกติ (นิเทศศาสตรบัณฑิต) เรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง ในสาขาวิชา

การสื่อสารมวลชน

  • แขนงวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
  • แขนงวิชาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์

การสื่อสารบูรณาการ

  • แขนงวิชาการสื่อสารการท่องเที่ยว
  • แขนงวิชาธุรกิจบันเทิงและการแสดง นิเทศศาสตร์สองภาษา
  • แขนงวิชาการสื่อสารการตลาด
  • แขนงวิชาการสื่อสารการท่องเที่ยว

          ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาออมสินอุปถัมภ์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนักศึกษาให้ความสนใจ ที่จะศึกษาต่อ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ในการเป็นคณะนิเทศศาสตร์ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นสืบไป

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – ประชุมเตรียมความพร้อม การจัดงานเทศกาลนานาชาติ “ พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2019 ”

จังหวัดจันทบุรี ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานเทศกาลนานาชาติ “พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2019 กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ก้าวสู่นครอัญมณี

         วันนี้ ( 16 ต.ค.62 ) ที่ห้องประชุม 4 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูลรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการจัดงานเทศกาลนานาชาติ “พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2019” ( International Chanthaburi Gems and Jewelry Festival 2019 ) โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนสมาคม องค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นภายใต้โครงการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีเป็นนครอัญมณี จัดขึ้นตามแนวคิด “พลังแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ” ( Power of Gemstone and Jewelry ) เพื่อพัฒนาและผลักดันให้จังหวัดจันทบุรีก้าวเข้าสู่การเป็น “นครอัญมณีของโลก”

         โดยจังหวัดจันทบุรีได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาล นานาชาติ พลอย และ อัญมณีเครื่องประดับ ที่กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 ณ. ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี / เคพี จิวเวอรี่เซ็นเตอร์ / ตลาดพลอย ถนนศรีจันท์ ซอยกระจ่าง และ OTOP Lifestyle เพื่อประชาสัมพันธ์ของดีเมืองจันท์ ศูนย์รวมการซื้อขายพลอย และ อัญมณีของโลก ชักชวนนักลงทุน นักธุรกิจ และประชาชน นักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มมากขึ้น

         ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ พิธีมอบรางวัลการประกวดออกแบบเครื่องประดับและประกวดพลอยเจียระไน /พิธีมอบรางวัลโครงการวิจัยด้านอัญมณีและเครื่องประดับ, การประมูลพลอย, การจัดนิทรรศการ 4 นิทรรศการ ได้แก่

  • นิทรรศการ Jewelry Design Gallery
  • นิทรรศการ Smart Jewelers
  • นิทรรศการ Innovative Jewelry, Innovative Lifestyle Jewelry
  • และสัมมนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก