ดีเอสไอ บุกยึดอาวุธสงคราม 5 กระบอก พร้อมกระสุนซุกริมถนนโจรใต้เตรียมก่อเหตุ

          เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ตค. พ.ต.ต.สิริวิชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการณ์คดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 นำกำลังร่วมชุดปฏิบัติการณ์และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดไปทำการตรวจสอบ แหล่งซุกซ้อนอาวุธปืนในพื้นที่ ม.5 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ริมถนนสายปัตตานี-ยะลา หลังจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว

     โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบบริเวณป่าและพุ่มไม้โดยรอบในรัศมี 100 เมตร ตามที่ได้รับแจ้ง ปรากฏว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ค้นบริเวณพุ่มไม้ พบวัตถุต้องสงสัยห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำมีลักษณะยาวประมาณ 50-60 เซนติเมตร จึงได้นำออกมามีจำนวน 6 ห่อ จากนั้นเจ้าหน้า ที่ ได้ฉีดถุงพลาสติกออกทั้ง 6 ห่อ พบว่าเป็นอาวุธปืนสงคราม จำนวน 5 กระบอก ประกอบด้วย อาวุธปืนอาก้า จำนวน 4 กระบอก พร้อมแม็กกาซีน จำนวน 6 อันมีกระสุนบรรจุเต็มทั้ง 6 แม็ก และ อาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีน และอีก 1 ห่อเป็นกระสุนปืนอาก้า กว่า 60 นัด เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้นำไปตรวจสอบ     

          พ.ต.ต.สิริวิชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการณ์คดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การตรวจยึดอาวุธปืนครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดสืบสวนสอบ สวน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้ทำการซักถามผู้ต้องสงสัย ที่ถูกควบคุมตัวในคดีความมั่นคง พร้อมกับการสืบทราบจากแหล่งในพื้นที่ ทำให้ได้เบาะแสเกี่ยวกับอาวุธปืน จนนำไปสู่การตรวจยึดดังกล่าว สำหรับอาวุธปืนทั้ง 5 กะบอกเชื่อว่าน่าจะเป็นเขี้ยวเล็บของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ที่นำมาซุกซ้อนไว้ เพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวรบนถนนสายดังกล่าว ตามที่ได้รับข่าวแจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้ ว่าพื้นที่ดังกล่าวพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งกำลังวางแผนลอบโจมตี เจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ตามอาวุธทั้ง 5 กระบอก เบื้องต้นได้ส่งไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจสอบที่มาว่าถูกปล้นมาจากที่ใดและเคยนำไปก่อเหตุคดีใดบ้าง เชื่อว่าหากผลปืนออกมา ก็จะทราบทันทีว่าอาวุธปืนทั้ง 5 กระบอกเป็นของกลุ่มใดและใครนำไปก่อเหตุ ถือว่าเป็นการขยายผลและคาดว่าจะสามารถรวบรวมประกอบคดีจนนำไปสู่การออกหมายจับต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : เพจ Smileชายแดนใต้

พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร. เป็นผู้แทน ผบ.ตร. ในการรับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

          วันที่ 9 ต.ค. 62 เวลา11.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดาผบ.ตร. ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร. เป็นผู้แทนในการรับมอบข้าวสารจำนวน 55 ตัน(บรรจุถุง ละ 5 กิโลกรัม เป็นจำนวน 11,000 ถุง) มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,000,000 บาท จากบริษัทกรุงไทยอาหารสัตว์จำกัด(มหาชน) บริษัทในเครือGFPT

          โดยมีคุณประสิทธิ์  ศิริมงคลเกษม ประธานกรรมการบริหารฯ เป็นผู้ส่งมอบ ณ บริเวณหน้าอาคาร1 ตร. เพื่อร่วมบริจาค แก่ผู้ประสบอุทกภัย ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามโครงการ “ธารน้ำใจประชาชนและตำรวจไทยสู้ภัยน้ำท่วม” พร้อมเป็นประธานในการปล่อยขบวนคาราวานรถบรรทุกข้าวสาร เพื่อเดินทางไปแจกจ่ายยังพี่น้องประชาชน ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“บิ๊กอ้อ” เรียกประชุม ชุดทำงานการปราบปราม ข่าวปลอม บิดเบือน แพร่ระบาด ชี้นำ​ (Fake News)

“บิ๊กอ้อ” เรียกประชุมชุดทำงานการปราบปรามข่าวปลอมบิดเบือน แพร่ระบาด ชี้นำ​ (Fake News)

         เมื่อวันที่​ 9 ต.ค. 62 เวลา 11.00 น.​ ณ​ สำนักงาน รองผบช.ภ.3 ตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง​ จ.นครราชสีมา​ : พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี รองผบช.ภ.3 เรียกประชุมชุดทำงานการปราบปรามข่าวปลอมบิดเบือน แพร่ระบาด ชี้นำ​ (Fake News) ตามนโยบายของ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และคำสั่ง พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3

         โดยมี พ.ต.อ.จริศักดิ์ แสนบัว​ ผกก.(สอบสวน)ฯ บก.สส.ภ.3,พ.ต.อ.มนศักดิ์ แก้วอ่อน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จ.นครราชสีมา,พ.ต.ท.ไกรสร ศรีอำพร รองผกก. สส. ภ.3, พ.ต.ท.สุโชค ผู้มีโชคชัย รองผกก.สส.ภ.3, พ.ต.ต.ทวินันท์ นามวิเศษ สว.กก.สส.ภ.3, ร.ต.อ.สมพร ทองประดับ รองสว.กก.สส.ภ.3 เข้าร่วมประชุมดังกล่าว

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ จัด “โครงการอุปสมบทหมู่ ตามรอยพระบรมศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล รุ่นที่ 3”

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ จัด “โครงการอุปสมบทหมู่ ตามรอยพระบรมศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล รุ่นที่ 3”

          เมื่อ​วันที่​ 8 ตุลาคม 2562​ เวลา 14.00 น. ณ วัดอุทัยธาราม (บางกะปิ) : ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษาบริษัท รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ป จำกัด และ ประธานที่ปรึกษา “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” และ ประธานจัดโครงการอุปสมบทหมู่ ตามรอยพระบรมศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล รุ่นที่ 3 ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ได้นำคณะผู้เข้าร่วมโครงการทำพิธีกราบขอขมาลาอุปสมบทและทำพิธีปลงผมจำนวน 41 ท่าน

         ซึ่งมีผู้บวชพระจำนวน 35 ท่าน และผู้บวชชีจำนวน 6 ท่าน โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพวิสุทธิมุนี เปรียญธรรม 9 ประโยค ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะเขตพญาไท และพระครูอุทัยธรรมานุกูล เจ้าคณะแขวงทุ่งพญาไท เจ้าอาวาส วัดอุทัยธาราม (บางกะปิ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมเมตตาขลิบผมพร้อมกับให้พรเพื่อเป็นศิริมงคลผู้ที่เข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ และได้รับเกียรติจาก พล.อ.บัณฑิตย์ บุณยะปาน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและภริยา ให้เกียรติมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และเป็นประธานในการกราบขอขมาลาบวช รวมทั้งเป็นประธานพิธีปลงผมครั้งนี้

         ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก พล.ต.ปธาน ทองขุนนา ประธานพระนวกะโพธิ รุ่นที่ 2, พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบก.ทว., พ.ต.อ.วีระศักดิ์ ทองสาริ ผกก.กลุ่มงาน อศจ.ตร.​ และนายสัญญา นิลสุพรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขต 3 จ.นครสวรรค์ รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ ญาติรักมิตรสหาย และ เพื่อนกลุ่มหิมาลัยกรุ๊ป มาร่วมพิธี​ ร่วมอนุโมทนาบุญให้กับคณะที่เข้าร่วมอุปสมบททั้ง 41 ท่าน ก่อนที่จะเดินทางไปทำพิธีบรรพชาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ และทำพิธีอุปสมบทหมู่ ณ พระอุโบสถ วัดไทยพุทคยา ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 9–24 ตุลาคม 2562 นี้เป็นลำดับต่อไป

         โครงการบรรพชา อุปสมบทหมู่ ได้จัดขึ้นติดต่อกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา สำหรับปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งได้รับความสนใจจากหน่วยงานต่างๆรวมทั้งประชาชนทั่วไปได้มาเข้าร่วมโครงการฯเป็นอย่างมาก สำหรับโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพระธรรม ในดินแดนกำเนิดของพระพุทธศาสนา หรือ พุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล แห่งดินแดนพุทธภูมิ สถานที่เนื่องด้วยการประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้คณะผู้ที่บรรพชา อุปสมบท ในครั้งนี้ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตใจที่สงบ มีความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมรำลึกถึงคุณงามความดี ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมรำลึกถึงคุณงามความดี ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

          เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหาร ร่วมเป็นเจ้าภาพในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงคุณงามความดี​ และคุณประโยชน์ที่ท่านได้ทำเพื่อแผ่นดินเป็นอเนกประการ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

BIOMETRICS จัดหนักอีกแล้ว​ ตม.2​ รวบต่างด้าวใช้ PASSPORT ปลอม และ PASSPORT ของผู้อื่น คา สนามบินสุวรรณภูมิ

BIOMETRICS จัดหนักอีกแล้ว​ ตม.2​ รวบต่างด้าวใช้ PASSPORT ปลอม และ PASSPORT ของผู้อื่น คาสนามบินสุวรรณภูมิ

         วันนี้​ วันพุธที่ 9 ต.ค.62 เวลา 13.45 น.​ ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผบช.สตม., พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ รองผบก.ตม.2 ได้สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขันจับกุม คนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือที่มีพฤติกรรมจะเข้ามากระทำความผิดทางอาญาหรือก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.62 เวลาประมาณ 08.00 น. พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีผลการจับกุมคดีสำคัญๆ 3 ราย

รายที่ 1 เมื่อวันที่ 23 ก.ย.62 เวลาประมาณ 20.00 น. จับกุมหนุ่มอิหร่านผู้ลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส อายุประมาณ 47 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศฝรั่งเศสของผู้อื่น (หน้าเหมือน หรือ IMPOSTOR) เพื่อใช้ในการเดินทาง ทั้งนี้ ผู้ถูกจับกุมได้เดินทางมาจากประเทศเยอรมันและเมื่อมาถึงประเทศไทย ได้ไปเข้ารับการตรวจอนุญาตเข้าเมืองด้วยระบบพิสูจน์
อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) โดยระบบได้แจ้งว่า “ความน่าเชื่อถือภาพผู้ถือหนังสือเดินทางกับภาพที่ถูกบันทึกไว้ใน Chip

          ภายในหนังสือเดินทางมีค่าเพียง 19% จากการสืบสวนหนุ่มอิหร่านอ้างว่า​ “ตนเองได้ซื้อเอกสารดังกล่าวที่สถานีรถไฟในประเทศฝรั่งเศส ราคาประมาณ 520 ยูโร (ประมาณ 17,500 บาท) ก่อนจะเดินทางมาประเทศไทยและใช้หนังสือเดินทางเล่มดังกล่าวในการเดินทาง เพื่อไปลักลอบทำงานในประเทศญี่ปุ่น” จึงถูกจับกุมในข้อหา “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบอันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดำเนินคดี

รายที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.62 เวลาประมาณ 21.00 น. จับกุมชายไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง อายุประมาณ 57 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศเมียนมาปลอม (ปลอมหน้าข้อมูลส่วนบุคคล) ในการเดินทางเข้าประเทศไทย และเมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ไปเข้ารับการตรวจอนุญาตเข้าเมืองผ่านระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) โดยระบบได้แจ้งว่า “มีการปลอมแปลงหรือมีการแก้ไขในส่วนของระบบนิรภัย “MRZ” (Machine Readable Zone)”

          จากการสืบสวนชายไม่ทราบสัญชาติลักษณะคล้ายชาวจีนผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศเมียนมาปลอมอ้างว่า “ตนเองได้หนังสือเดินทางประเทศเมียนมามาจากเพื่อนต่างชาติไม่ทราบชื่อ-ชื่อสกุล​ เป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับนายหน้าชาวเมียนมาผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมโดยได้รับหนังสือเดินทางที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และได้จ่ายเงินค่าดำเนินการ จำนวน 25,000 จ๊าด (ประมาณ 1,250 บาท)” จึงถูกจับกุมในข้อหา “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมฯ (หนังสือเดินทางประเทศเมียนมาปลอม)” นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดำเนินคดี

รายที่ 3 เมื่อวันที่ 30 ก.ย.62 เวลาประมาณ 03.00 น. จับกุมหญิงสาวชาวเคนย่า อายุประมาณ 28 ปี กล่าวคือ ตามวันเวลาข้างต้นขณะที่ผู้ถูกจับกุมจะเดินทางออกนอกประเทศไทย ได้เข้ามารับการตรวจออกนอกราชอาณาจักรผ่านระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) ก่อนที่ระบบจะแจ้งเตือนว่า “คนต่างด้าวรายนี้อยู่เกินในราชอาณาจักรถึง 715 วัน”

         จนท.ตม.ผู้ทำหน้าที่ประจำช่องตรวจ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า “ผู้ถูกจับกุมได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 18 Jul 2017 วีซ่าประเภท TR อนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 15 SEP 2017 ขออยู่ต่อที่ ตม.จ.สงขลา อนุญาตถึง 15 OCT 2017 และปรากฏรอยตราประทับขาออกเลขที่ S1742 ปลอม” อีกทั้งจากการสืบสวน ซึ่งผู้ถูกจับกุมให้การยอมรับว่า “ตนเองได้ส่งหนังสือเดินทางไปให้นายหน้าที่ประเทศเคนย่าดำเนินการประทับรอยตราประทับปลอม ซึ่งได้ชำระเงินเป็นค่าดำเนินการ จำนวน 10,000 บาท” จึงถูกจับกุมในข้อหา “ปลอมหรือใช้รอยตราประทับที่มีการแก้ไข​ (รอยตราประทับขาออก ด่าน ตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รหัส S1742) และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดำเนินคดี

         การจับกุมดังกล่าว เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสนามบิน โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายประชาคมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยมีการประชุมประชาคมข่าวเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งมีกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เป็นเจ้าภาพ และมีหน่วยงานต่างๆ ร่วม เช่น การท่าอากาศยาน หรือ AOT, กลุ่มธุรกิจ การบิน หรือ AOC, ศุลกากร, ปปส., หน่วยงานตำรวจต่างๆ เช่น ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจสันติบาล, ตำรวจ ปส. และ สภ.สุวรรณภูมิ เป็นต้น

          พล.ตท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดใน ด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ลพบุรี – ความจนบังคับ ทั้งที่รู้ว่าตัวเองป่วย ยังฝืนออกหากินสุดท้ายดับกลางนา

ความจนบังคับ ทั้งทีรู้ว่าตัวเองป่วย ยังฝืนออกหากินสุดท้ายดับกลางนา ปกติไม่เคยกลับบ้านเกินเที่ยงคืน ลูกเมียออกตามหาทั้งคืนไม่พบ รุ่งเช้าวานตำรวจ ชาวบ้านกู้ภัยฯ ปูพรมออกตามหาหัวใจแทบสลาย เมื่อพบว่าสามีนอนตายอยู่กลางทุ่งนาแล้ว สาเหตุคาดเกิดจากเป็นลมจมน้ำ

         เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 ต.ค. 62 ร.ต.อ.พายัพ รุ่งหัวไผ่ รอง สว.(สอบสวน) สภ. โคกสำโรง อ.โคกสำโรง ลพบุรี ว่ามีผู้พบคนจมน้ำเสียชีวิตที่กลางทุ่งนา หมู่ที่ 9 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง ลพบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.โคกสำโรง และสมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์

         ที่ริมถนนสุระนารายณ์ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า สปาร์ค สีเขียว หมายเลขทะเบียน กรท -179 ลพบุรี ซึ่งดัดแปลงเป็นรถพ่วงข้าง จอดอยู่ในสภาพล็อกคอ โดยมี ภรรยา และลูก รวมถึงชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างมามุงดูด้วยความเศร้าสลด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าลุยน้ำเข้าไปที่กลางทุ่งนา ห่างจากที่จอดรถประมาณ 100 เมตร พบศพนายธงชัย ประรินรัมย์ อายุ 65 ปี นอนหงายศรีษะพาดอยู่ริมคันนา สภาพศพสวมเสื้อยืดแขนยาวสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีดำ สวมรองเท้าบูท ใกล้ศพยังมีฉมวก ไฟฉาย และถุงย่ามใส่ปลาวางอยู่ข้างศพ จากการตรวจสอบในเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการต่อสู้และถูกทำร้าย น่าจะเสียชีวิตจากโรควูบ เป็นลม หน้ามืดจนจมน้ำ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงได้นำศพเข้าฝั่งให้แพทย์ทำการชันสูตรอีกครั้งคาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 14-15 ชั่วโมง

          ซึ่งจากการสอบสวนนางน้อย กระต่างเทศ อายุ 52 ปี ภรรยาและลูกชายนายธงชัยทราบว่า ผู้ตายได้ออกจากบ้านตั้งแต่เมื่อเลาประมาณ 19.00 น. เพื่อออกไปหาปู หาปลา เพื่อนำมาประกอบอาหารและขายให้กับชาวบ้านแทบทุกวัน โดยปกติผู้ตายจะกลับบ้านไม่เกิน 24.00 น. จนเวลาล่วงเลยไปใกล้สว่างไม่เห็นกลับบ้าน จึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านออกตามหา แต่ไม่พบ จนรุ่งเช้าได้วานเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ออกติดตามหาอีกครั้ง จนเมื่อเวลา 09.50 น. มาพบว่านายธงชัยนอนตายอยู่กลางทุ่งนาดังกล่าว

          นางน้อย กระต่ายเทศ ภรรยาผู้ตาย เล่าว่าสามีเป็นคนขยันทำมาหากินกลางคืนออกหาปลา เช้าก็ออกไปรับจ้างขับรถบรรทุก โดยมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน และความดัน ลูกเมียก็คอยเตือนให้พักผ่อนบ้าง เช้าก็ทำงานมาทั้งวัน กลางคืนก็ยังไม่พักผ่อน โดยสามีบอกว่ายังพอไหว เรายังยากจน หาเช้ากินค่ำ ซึ่งนายธงชัยสามีเป็นคนรักครอบครัว รักลูกหลาน จึงมุมานะโหมงานจนตัวเองดับสลดทั้งทีรู้ว่าป่วย ทั้งนี้ร้อยเวรได้นำรางนายธงชัยส่งพิสูจน์ที่ รพ.โคกสำโรง และส่งต่อสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นิติเวช รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าว นายกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
นายโยธิน พรมแตง /รายงาน

ด่วน! ระเบิดริมถนน ที่ยะหา อส. บาดเจ็บ 2 นาย

         เมื่อ 09 ตุลาคม 2562 เวลา 12.20 น. สภ. ยะหา รับแจ้งเหตุว่า มีคนร้ายยังไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิดจนท. ชคต.ละแอ อ.ยะหา จว.ยะลา เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ถูกนำตัวส่ง รพ.ศูนย์ยะลา รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบ เหตุเกิดบริเวณหน้า ชคต.ละแอ ม.1 ต.ละแอ อ.ยะหา จว.ยะลา.

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี สำนักข่าวความมั่นคง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายคมกฤต บุญทอง ป้องกันจังหวัดบึงกาฬ สนธิกำลังจัดระเบียบสังคม พร้อมตรวจความสงบเรียบร้อยบริเวณริมแม่น้ำโขง

         วันที่ 8 ตุลาคม 2562 เวลา 23.30 น. นายคมกฤต บุญทอง ป้องกันจังหวัด, จ.อ. สมบัติ ศรีลารักษ์ ผบ.ร้อยอส.จ.บก.๑, นายณัฐชนน ไชยวิเชียร รองผบ.ร้อยอส.จ.บก.๑ , นางกมลนิติยกานต์ แสงชา ปลัดอำเภอ (งานป้องกัน) อำเภอเมืองบึงกาฬ ร่วมกับ ชุดร้อยเวร ๒๐ สภ.เมืองบึงกาฬ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัด กองร้อย.อส.จ.บก.๑ และ กองร้อยอส.อ.เมืองบึงกาฬ ที่ ๒ จำนวน 30 นาย ออกปฏิบัติภารกิจจัดระเบียบสังคม พร้อมตรวจสถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบริการภายในจังหวัดบึงกาฬ พร้อมชี้แจงและแนะนำแก่ผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตาม กฎหมาย เช่น พรบ. สถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2509 และ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างเคร่งครัด ผลการปฏิบัติไม่พบผู้กระทำผิดแต่อย่างใด

         นอกจากได้ออกตรวจความสงบเรียบร้อยบริเวณริมแม่น้ำโขง ซึ่งมีกลุ่มวัยมาจับกลุ่มมั่วสุมดื่มสุราจำนวนมาก ได้พบผู้กระทำผิดเกี่ยวกับรถดัดแปลงท่อไอเสียจักรยานยนต์ส่งเสียงดังจำนวน 1ราย ซึ่ง ตร.สภ.เมืองบึงกาฬได้ยึดรถฯดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไปแล้วครับ

ผู้มีจิตกุศล มอบเงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลหัวเฉียว

         คุณธรรมรัตน์ โชควัฒนา (กลาง) บุตรชายเป็นตัวแทนของ คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ มอบเงินบริจาคจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อสมทบทุน จัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลเอกชนเพื่อสังคม ในสังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

          โดยมี คุณกอบชัย ซอโสตถิกุล (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลหัวเฉียว คุณกำสิน เสรฐภักดี (ที่ 3 จากซ้าย) รองประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลหัวเฉียว พร้อมคณะกรรมการบริหาร​ และคณะผู้บริหาร โรงพยาบาลหัวเฉียว เป็นผู้รับมอบและให้การต้อนรับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว

Cr.ฝ่ายสื่อสารองค์กรฯ​ แผนกประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-223-1351 ต่อ 5626

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​