ฮือฮา!! ยีนส์ลีวาย “หนังคอม้า เอว 34 ยาวทั้งตัว 40 สภาพเต็ม ๆ เข้มปี๊ด เอาได้เอาครับราคา 200,000 บาท

ผู้ใช้เพซบุ๊คชื่อ “Sarn N Tong” ได้โพสต์ขายกางเกงยีนส์ ยี่ห้อลีวาย 1 ตัว ด้วยราคา 200,000 บาท สร้างความฮือฮาให้ผู้เห็นโพสต์ของ “Sarn N Tong” จนกระทั่งต่างกดถูกใจจำนวนนับร้อยคนและมีการแชร์จำนวนมากด้วย

          โดย “Sarn N Tong” ระบุข้อความเกี่ยวเนื่องกับกางเกงยีนส์ตัวดังกล่าวว่า “หนังคอม้า เอว 34 ยาวทั้งตัว 40 สภาพเต็ม ๆ เข้มปี๊ด บรรยายด้วยภาพ มีใจก็ทักมาได้นะ 2xx,xxx B เอาได้เอาครับ” นอกจากนั้น “Sarn N Tong” ยังโพสต์ภาพกางเกงยีนส์ตัวดังกล่าวอีกหลายภาพ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปดูตลาดการซื้อขายกางเกงและเสื้อยีนต์ในเพจต่าง ๆ เช่นเพจ “ตลาดยีนส์ลีวายและแบรนด์วินเทจ ทั่วโลก” พบว่า มีโพสต์ขายกางเกงและเสื้อยีนส์ด้วยราคาหลากหลายจำนวนมาก ตั้งแต่ตัวละนับหมื่นบาทไปจนถึงไม่กี่ร้อยบาทต่อตัว ซึ่งเป็นน่าสังเกตด้วยว่า หลายโพสต์ได้รับความสนใจการสอบถามรายละเอียดเพื่อซื้อกางเกงและเสื้อยีนส์ หลายเพจมีความคึกคักในการซื้อขายกางเกงและเสื้อยีนส์อย่างยิ่ง //

          นายพลกฤต สงวนศักดิ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/7 หมู่ 5 ต.ทรายขาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ยึดอาชีพค้าขายมานานและเป็นคนรักกางเกงยีนส์มากที่สุด ซื้อสะสมกางเกงยีนส์ เสื้อยีนส์มาตั้งแต่อายุ 17 ปี จนมีสะสมเกือบ 100 ตัว ราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนถึงตัวละเกือบ 70,000 บาท กางเกงยีนส์ของ “Sarn N Tong” ไม่ใช้เพียงตัวแรกที่มีการโพสต์ขายในราคาหลักแสน ล่าสุดเมื่อกว่า 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเห็นคนโพสต์กางเกงยีนส์ยี่ห้อลีวายขาย 1 ตัว ราคา 150,000 บาท และเพียงไม่กี่วันก็มีคนซื้อไป ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเพราะเห็นมีการซื้อขายกางเกงยีนส์ราคาหลักแสนในเพจเป็นประจำ

          นายพลกฤต เปิดเผยอีกว่า ตลาดกางเกง เสื้อยีนส์มีคนซื้อขายเฉพาะกลุ่ม เป็นกลุ่มใหญ่ มีทุกเพศ ทุกวัย ตลาดนี้มีคล้ายคลึงกับตลาดพระเครื่อง ยิ่งเก่า ยิ่งหายาก ราคายิ่งแพง และจะต้องดูเป็นจึงไม่ถูกหลอกให้ซื้อของปลอม โดยส่วนมากจะดูกันที่กระดุม ป้ายกางเกงหรือเสื้อยีนส์ และเนื้อผ้า กับรายละเอียดอื่น ๆ ที่จะต้องอาศัยประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน อีกอย่างการซื้อขายยีนส์บางครั้งโพสต์ขายเพียงไม่นานก็ขายได้แล้ว แต่บางครั้งกว่าจะขายได้ต้องใช้เวลานานมาก มันเป็นเหมือนกับการหาแฟน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกใจยีนส์ตัวไหน เหมือนกับว่า “ใครจะเจอเนื้อคู่ใครหรือยัง” นายพลกฤต กล่าว พร้อมกับเสริมด้วยว่า ที่ตนเคยเห็นมา คือกางเกงยีนส์ยีห้อลีวาย ผลิตเมื่อปี ค.ศ.1953 เจ้าของไม่ขาย เก็บสะสมเพราะเป็นกางเกงยีนส์ที่หาได้ยากมาก ยีนส์ที่ซื้อขายกันในเพจส่วนใหญ่เป็นยีนส์นำเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ช่องทางนำเข้าใช้ทางภาคใต้ของไทย ในอดีตตลาดโรงเกลือ อ.คลองลึก จ.สระแก้ว ดังมาก แต่ระยะหลัง ๆ นักสะสมไม่นิยมซื้อจากตลาดโรงเกลือเท่าไหร่ เพราะเป็นสินค้าต่างเกรดจากที่นำเข้ามาจากมาเลเซีย จากสหรัฐอเมริกา

          “ด้วยความที่ราคาแพง หายาก นักสะสมยีนส์ คนชื่นชอบยีนส์ส่วนใหญ่จึงไม่นิยมซักกางเกงหรือเสื้อยีนส์ ถือเป็นกฎตายตัว ห้ามทำให้ยีนส์โดนน้ำเป็นเด็ดขาด การทำความสะอาดจะมีวิธีเฉพาะที่ไม่เหมือนกับการซักผ้าชนิดอื่น คือจะใช้แอลกอฮอร์หรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดพิเศษ เช็ดถูยีนส์ ก่อนพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่เย็น และนำสวมใส่ต่อไป ซึ่งส่วนมากในแต่ละปี จะสวมใส่เพียง 1 – 2 ครั้งเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้กางเกงหรือเสื้อยีนส์ชำหรือเสียรูปทรง” นายพลกฤต เปิดเผยในที่สุด


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

น้ำใจชาวจันทบุรี ตั้งโรงครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี รอบ 2 ขณะกู้ภัยเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือได้ที่สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี

น้ำใจชาวจันท์เตรียมวัตถุดิบ ลงพื้นที่ตั้งโรงครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดอุบลราช ธานี รอบ 2 ขณะกู้ภัยสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี เผยจากการลงพื้นที่ปชช.ยังต้อง การความช่วยเหลือ เชิญร่วมบริจาคและร่วมเดินทางช่วยเหลือได้ที่สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี

         ที่ลานแอโรบิค เทศบาลเมืองท่าช้าง นายเฉลิมพล ศักดิ์คำ นายกเทศมนตรีเมืองท่า ช้างสันนิบาตจันทบุรี กำลังรวบรวม วัตถุดิบ และวัสดุอุปกรณ์ ในการตั้งโรงครัวประกอบอาหาร เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะเดินทางไปพร้อมคณะกู้ภัยสว่างตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ในวันที่ 19 กันยายน โดยนายเฉลิมพล ศักดิ์คำ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่าประชาชน ยังคงต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคืออาหาร จึงได้ประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลรับบริจาควัตถุดิบในการปรุงอาหาร ซึ่งครั้งนี้ได้รับน้ำใจจากชาวจันท์อย่างล้นหลามพร้อมใจกันร่วมบริจาค เป็นจำนวนมาก เช่น กระหล่ำปลี ถั่วฝักยาว หัวชายเท้า และหมู ไก่ และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้ในส่วนที่บริจาคมาเป็นเงิน ทางคณะจะนำไปซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่อุทกภัย ต่อไป

         ด้านนายอำนาจ ประกอบสัตย์ หัวหน้าชุดประดาน้ำ กู้ภัยสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี เปิดเผยว่า การไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้นำกำลังอาสากู้ภัยฯกว่า 300 นาย เรือท้องแบนจำนวน 10 ลำ และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินด้านการแพทย์ ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากน้ำขึ้นสูงมาก ส่วนใหญ่ พบผู้ป่วยทั้งเก่าและใหม่ รวมถึงผู้ป่วยที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย ที่ติดอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ และอีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่สูญเสียทรัพย์สินที่ต้องการรับความเยียวยา จึงฝากเตือนไปยังพี่น้องชาวจันท์หรือพี่น้องที่อยู่ใกล้เคียงที่มีความประสงค์ที่จะร่วมบริจาคสิ่งของ อยากให้ร่วมบริจาคเป็นเงินมากกว่า และบริจาคร่วมกับส่วนราชการหรือสมาคมเท่านั้น เพราะอาจเกิดมิจฉาชีพฉวยโอกาสได้ อย่างไรก็ตามหากประชาชนที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคก็ติดต่อได้ที่สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรีได้


ภาพ/ข่าว สุปราณี แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตราด/อําเภอคลองใหญ่ จัดโครงการฝึกอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม) และหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง (อพป)

ตราด/อําเภอคลองใหญ่ จัดโครงการฝึกอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม) และหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง (อพป) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ของอําเภอคลองใหญ่ จ.ตราด ปีงบประมาณ 2562

         วันที่ 18 กันยายน 2562 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 88 พรรษาของอําเภอคลอง ใหญ่ จ.ตราด เมื่อเวลา 09.30 น. นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม) และหมู่ บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง (อพป) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของอําเภอคลองใหญ่ จ.ตราด ปีงบประมาณ ๒๕๖๒

         โดยมีนายนริทร์ รัตนะเรือง ปลัดอําเภอกลุ่มงานความมั่นคงอําเภอคลองใหญ่ เป็นผู้กล่าวรายงาน ถึงโครงการวัตถุประสงค์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น ผู้นําชุมชน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ทหาร ตํารวจ พร้อมด้วยทีมวิทยากรจากหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วม และผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมโครงการฯ กว่า 500 คน ตําบลละ 30 คน 20 หมู่บ้าน 3 ตําบลในพื้นที่อําเภอคลองใหญ่ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการดําเนินการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐ กิจพิเศษให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

          และกรมการปกครองได้กําหนดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของอําเภอคลองใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมในการสนับสนุนการดําเนินงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และพัฒนาสังคมตามแนวชายแดน และการส่งเสริม ความร่วมมือความสามัคคีในการปฎิบัติหน้าที่ เพื่ออํานวยความสะดวกและบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และสามารถนําความรู้ไปต่อยอดบูรณาการ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคณะกรรมการหมู่บ้านและหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง ให้มีความคล่องตัว สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ได้และการตอบสนองต่อบริบทของการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมีส่วนร่วมของชุมชนและหมู่บ้าน การบริหารงานของคณะกรรมการหมู่บ้านและหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตัวเอง

         อําเภอคลองใหญ่จึงได้มีการดําเนินการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของ อําเภอคลองใหญ่ ให้มีประสิทธิภาพที่ดีต่อไป สําหรับการฝึกอบรมโครงการตั้งแต่วันที่ 17-19 กันยายน 2562 ต่อไป


ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ศบภ.ทรภ.1 เข้าฟื้นฟูเกาะช้างหลังพ้นวิกฤติน้ำท่วมสะพานพัง ผวจ.ตราด ประกาศเกาะช้างเป็นพื้นที่ช่วยหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉิน

“ ศบภ.ทรภ.1 เข้าฟื้นฟูเกาะช้างหลังพ้นวิกฤติน้ำท่วมสะพานพัง ส่งเรือรบฝ่ามรสุมเข้ารับ-ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย ผวจ.ตราด ประกาศเกาะช้างเป็นพื้นที่ช่วยหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉิน “

          จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เริ่มพ้นวิกฤตแล้วในขณะนี้ กองทัพเรือโดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 (ศบภ.ทรภ.1) ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะช้าง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 17 และป้องกันภัย จ.ตราด ได้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และซ่อมแซมคอสะพานที่ถูกน้ำพัดขาดให้รถยนต์สามารถแล่นผ่านไปมาได้ พร้อมเข้าช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

         ในวันนี้ 18 ก.ย. 62 พล.ร.ท.บรรจบ โพธิ์แดง ผอ.ศบภ.ทรภ.1/ผบ.ทรภ.1 จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า หลังเกิดสภาวะน้ำท่วมที่เกาะช้าง จังหวัดตราด อย่างรุนแรง ได้สั่งการให้ ศรภ. ทร.เกาะช้าง ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่เกาะช้าง จ.ตราด บูรณาการในการช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยออกนอกพื้นที่โดยนำไปพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วมชั่วคราว (วัดคลองพร้าว) จัดกำลังพลพร้อมเครื่องฉีดน้ำกำลังดันสูง และยุทโธปกรณ์ เข้าฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมอาคารสถานที่ถนนและสะพานที่ชำรุด เตรียมกำลังพลจากฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 (ฐตร.ทรภ.1) พร้อมยุทโธปกรณ์เข้าปฏิบัติการได้ในทันที เมื่อได้รับการร้องขอ

         ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย.62​ หลังเกิดฝนตกหนักคลื่นลมแรงและน้ำท่วมในพื้นที่เกาะช้าง ได้สั่งการให้​ ร.ล.หัวหิน และ เรือ ต.267 ออกเรือช่วยเหลือ รับ-ส่ง นักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าฝั่งได้ จากเกาะหมากมาส่งที่ ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมนำรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ลำเลียงนักท่องเที่ยวและผู้ประสบภัยจาก​ ฐตร.ทรภ.1​ ไปส่งที่ อ.แหลมงอบ​ โดยปลอดภัย

          นอกจากนี้ยังได้ส่งเรือรบหลวง เข้าทำการช่วยเหลือลูกเรือ 2 คน จากเรือลูกโป๊ะ มรกต 8 ที่หลุดจากเรือแม่ มาเกยตื้นอยู่ในบริเวณ ระยะ 5 ไมล์ จากเกาะช้างน้อย เนื่องจากทางเรือโป๊ะไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ พล.ร.อ. ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้ไว้ว่าทหารเรือจะอยู่เคียงข้างประชา ชน และประชาชนเดือดร้อนที่ไหน จะมีทหารเรืออยู่ที่นั่น ทั้งนี้เพื่อให้กองทัพเรือเป็นกองทัพที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ และจากสถานการณ์น้ำท่วมเกาะช้าง ค่อนข้างรุนแรงในครั้งนี้

         นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ได้ประกาศให้พื้นที่เกาะช้าง หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 2, หมู่ที่ 3, หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะช้าง และหมู่ที่ 1, หมู่ที่ 2, หมู่ที่ 3, หมู่ที่ 4 ,หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะช้างใต้ จังหวัดตราด เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่อำเภอเกาะช้างแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งภัยดังกล่าวเป็นภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินก่อให้เกิดความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยประจำ เครื่องมือประกอบอาชีพ พื้นที่และทรัพย์ สินทางเกษตร พืชสวน พืชไร่ ประมง ปศุสัตว์ และสิ่งสาธารณประโยชน์ ส่งผลให้ราษฎรได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ เป็นวงกว้าง จึงได้มีประกาศให้พื้นที่เกาะช้างในหมู่บ้านดังกล่าว เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบของทางราชการต่อไป


ภาพ/ข่าว กองกิจการพลเรือน ทัพเรือภาคที่ 1

มุกดาหาร # เหตุ ว.40 สภ.ดอนตาล จับกุมคนขับรถบรรทุกพ่วง บรรทุกน้ำหนักเกิน 12 ตัน ข้ามสะพานเบลี่ย์หักพังทลายกลางสะพาน

         จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 กย 2562 เวลา 21.30 น บนทางหลวงหมายเลข 2034 (สะพานข้ามห้วยถ่ม) บ.หินขัน อ. ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ได้มีรถบรรทุกพ่วงนำหิน จาก อ. เขมราฐ มุ่งหน้าไปทาง อ. ชานุมาน เพื่อไปก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง เขต อ.ดอน ตาล จ.มุกดาหาร ได้บรรทุกหินน้ำหนักเกินกฏหมายกำหนด เป็นเหตุทำให้สะพานเบลีย์ที่ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 ได้วางเอาไว้เพื่อให้ประชาชนสัญจรเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 12 ตัน แต่รถคันดังกล่าวฝ่าฝืน เป็นเหตุให้สะพานเบลีย์พังทลาย นอกจากนี้ยังทำให้สะพานคอนกรีตเดิมพังทลายเสียหายเพิ่มเติมอีก 20 ม.(210 ม.) รวมเสียหายทั้งสิ้น 40 ม.(410 ม.) เบื้องต้นตำรวจ สภ. ดอนตาล จับกุมพนักงานขับรถไว้สอบสวนดำเนินคดีฐานบรรทุกน้ำหนักเกินกฏหมายกำหนด และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย

         เหตุการณที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด และแขวงทางหลวงมุกดาหาร ได้ทำการประสานกับศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 เพื่อวางสะพานชั่วคราวอีกครั้ง เพื่อประชาชนสัญจรผ่านได้โดยเร็ว และแขวงจะได้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

สภากรุงเทพมหานคร และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิญชวน “รณรงค์รักษ์แม่น้ำเจ้าพระยางดทิ้งขยะลงคูคลอง”​

สภากรุงเทพมหานคร และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ ลงเรือบริเวณท่าช้างวังหน้า (ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าในเขตพระนคร) เชิญชวน “รณรงค์รักษ์แม่น้ำเจ้าพระยางดทิ้งขยะลงคูคลอง”..( มีคลิป​)​
 

          วันจัน​ทร์ที่​ 16 กันยายน​2562 เวลา 09:30 น. นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย คณะกรรมการวิสามัญศึกษาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในและพื้นที่ต่อเนื่อง คณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักเทศกิจ สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานเขตพื้นที่ ผู้แทนจากกองทัพเรือ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์แก่พี่น้องประชาชนที่พักอาศัยริมแม่น้ำ โดยลงเรือบริเวณท่าช้างวังหน้า ( ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า ) เขตพระนคร กรุงเทพฯ

          ทั้งนี้ในการลงพื้นที่วันนี้มี นายสุริยชัย รวิวรรณ “ผู้อำนวยการเขตพระนคร” พร้อมด้วย นายเจษฎา ประภาสะวัต “หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ” นายคณิต ชุมช่วย “หัวหน้างานตรวจและบังคับการฝ่ายเทศกิจ” ร่วมรอให้การต้อนรับคณะสภา.กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมวันนี้เพื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนที่พักอาศัยริมแม่น้ำงดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และ น้ำเสียลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระปิ่นเกล้า ถึง สะพานพระพุทธยอดฟ้า จากนั้นเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกันรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาโดยงดทิ้งขยะและน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง ณ.บริเวณตลาดวังหลังและชุมชนวังหลัง เขตบางกอกน้อย

          ทางด้าน นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ กล่าวว่า ในการลงเรือรณรงค์ในวันนี้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนที่พักอาศัยริมแม่น้ำงดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสียลงในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะช่วงสะพานพระปิ่นเกล้า ถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้า เพื่อสนับสนุนการปรับภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้รับการเสนอขึ้นบัญชีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2562 และกองทุนโบราณสถานโลกได้ประกาศให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็น 1 ใน 28 แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษ์ 2018 ส่วนการนำคณะเดินรณรงค์ภายในตลาดวังหลังและชุมชนวังหลัง เขตบางกอกน้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความใส สะอาด สวยงาม ปราศจากขยะ โดยขอความร่วมมืองดทิ้งขยะ น้ำเสียลงแม่น้ำ คู คลอง ติดถังดักไขมัน และปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ด้วย

          ต่อมา นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครยังไม่มีโรงบำบัดน้ำเสีย ทำให้น้ำเสียจากแหล่งต่างๆ ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในอนาคตกรุงเทพมหานครจะเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียธนบุรี บริเวณด้านหลังสำนักงานเขตบางกอกน้อย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองบางกอกน้อย คลองชักพระ คลองบางขุนนนท์ คลองมอญ คลองบางบำหรุ และแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ชุมชนเขตบางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และ บางส่วนของเขตแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นสายน้ำแห่งชีวิตของแผ่นดินต่อไป.

สภากรุงเทพมหานคร #หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง #ลงเรือบริเวณท่าช้างวังหน้า #ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าในเขตพระนคร #เชิญชวนรณรงค์รักษ์แม่น้ำเจ้าพระยางดทิ้งขยะลงคูคลอง #เขตพระนคร​ #เทศกิจ​ #พลตำรวจเอกอัศวิน​ขวัญเมือง​ #ผู้ว่าราชการจังหวัด​กรุงเทพมหานคร​ #Nowทำ​จริง​_เห็น​ผลจริง​

——————

ภาพ/ข่าว ธีรพล ปลื้ม​ถนอม “พนักงาน​เทศกิจ ส.1 เขตพระนคร” รายงาน

“เสมา 3” ดันงาน กศน.​ สช.ปรับโฉม “WOW” มุ่งทลายทุกข้อจำกัดทางการศึกษา

          วันที่​ 15 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น.​ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและมอบนโยบายพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.และสังกัดการศึกษาเอกชน ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายศรีชัย​ พรประชาธรรม​ เลขาธิการ กศน.นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กช. และผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารท้องถิ่น ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนนักศึกษา เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

          รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ขอชื่นชม กศน. จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้จัดการเรียนการสอนสำหรับประชาชนทุกช่วงวัยได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และอาชีพ เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งกับการทำงานเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยเฉพาะการเป็นหน่วยส่งเสริมและสนับสนุนการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          โดยมีดัชนีตัวชี้วัดจากการพัฒนาอาชีพจากทุนที่มีอยู่ในชุมชน และจำนวนนักศึกษาที่สอบวัดผลสัมฤทธิ์การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านตามเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 80.80 ถือเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นจำนวนที่สูงกว่าการสอบผ่านระดับประเทศ รวมทั้งผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ การศึกษานอกระบบโรงเรียน หรือ N-NET (Non-Formal National Education Test) ที่มีคะแนนเฉลี่ย ทั้ง 5 สาระ 39.62 ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่าระดับภาค (37.96) และระดับประเทศ (38.86) อีกด้วย

          รวมทั้งขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้การจัดการศึกษาในทุกมิติสำหรับประชาชนได้รับการพัฒนา ทั้งการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ การพัฒนาสังคม ชุมชน การดำเนินงานสร้างพลเมืองอาสาประชาธิปไตย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับสำนักงาน กศน.และส่งเสริมผู้ไม่รู้หนังสือ ทั้งนี้ ขอฝากเกี่ยวกับหลักสูตรภาษาท้องถิ่น (ภาษาเขมร)

          ในการบูรณาการกับการสอนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการสื่อสารของประชาชน ให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และที่ขาดไม่ได้ คือ ขอทุกคน จงภาคภูมิใจ รักศักดิ์ศรีในตัวเอง และพยายามสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ผ่านการจัดการศึกษาเพื่อการมีอาชีพ เพื่อชุมชน และเพื่อประเทศ ให้สังคมได้เห็นโฉมใหม่ของ คน กศน. ให้เป็น “กศน.ว้าว (WOW) ที่มีคุณภาพในยุค 4.0 ต่อไป

          ในส่วนของการพัฒนาการศึกษาเอกชน ขณะนี้มีหลายเรื่องที่ได้ดำเนินการจนมีผลสำเร็จชัดเจนแล้ว อาทิ การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาลจากคนละ 1 แสนบาทต่อปี เป็น 1.5 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้น และยังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน และอาหารเสริม การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Digital Learning Center)

          โดยตอนนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กศน. และ สช. ร่วมศึกษา รวบรวม พัฒนา และขยายผล รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ที่จะช่วยให้ครูและผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ถือเป็นการการศึกษาออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับแนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประเด็นการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนในระบบดิจิทัลให้โรงเรียนเอกชนได้นำไปใช้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ครูจะได้เรียนรู้ด้วย เป็นต้น

          ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ร่วมสะท้อนปัญหาและอุปสรรคของการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการลงพื้นที่ ข้อมูลทุกๆด้าน จะนำไปสู่การแก้ปัญหา เราจะทลายทุกข้อจำกัดทางการศึกษาเพื่อให้เยาวชนและประชาชนผู้ที่สนใจพัฒนาศักยภาพของตนเองสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างไร้พรมแดนและข้อจำกัดอย่างแท้จริงต่อไป”


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ศึกษา” ลงนาม MOU กับ การท่องเที่ยวและกีฬา ดันลูกเสือเป็นมัคคุเทศก์ส่งเสริมการท่องเที่ยว

          วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 17 กันยายน 2562​ เวลา​ 15.30​ น. ณ หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร : “สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ” จับมือ “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ลงนาม MOU เพื่อร่วมมือตั้งกองลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมุ่งหวังให้ลูกเสือมีบทบาทในการเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้ง ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกเสือเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นของตน มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว มั่นใจ เยาวชนที่จะมาร่วมโครงการมัคคุเทศก์ในครั้งนี้ สามารถเป็นผู้นำ และเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ในอนาคต

         สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดย นายโชติ ตราช ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​ ซึ่งต่อไปในบันทึกความร่วมมือนี้ เรียกว่า “สป.ก.” สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติซึ่งต่อไปในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ เรียกว่า “สลช.” โดยมี​ นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​ และ​ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งสองฝ่ายข้างต้นได้มีความประสงค์ที่จะร่วมมือกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือโดยถือเป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อปลูกฝังให้ลูกเสือในท้องถิ่นให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว
  2. เพื่อพัฒนาลูกเสือให้เกิดการเรียนรู้มีทักษะในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรมและประเพณีของท้องถิ่นตนเองให้กับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนให้เกิดความประทับใจ
  3. เพื่อสร้างศักยภาพให้กับลูกเสือให้มีระเบียบวินัยมีจิตบริการที่ดีการเป็นเจ้าบ้านที่ดี การเป็นจิตอาสาหรือเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้มาเยือนท้องถิ่นของตนเอง
  4. เพื่อสร้างบุคลกรที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่นสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ในอนาคต ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ข้อ 1.ขอบเขตความร่วมมือของ “สป.กก.”
1.1 สนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์​ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรมทั้งนี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจกฎหมายของ กระทรวงการท่องเที่ยว​และ​กีฬา​


1.1 สนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์​ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรมทั้งนี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจกฎหมายของ กระทรวงการท่องเที่ยว​และ​กีฬา​

1.2 สนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายสนอแนะวิทยกรหรือผู้เขียวชาญในการให้องค์ความรู้แก่ลูกเสือ​ ที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติให้การสนับสนุนและพัฒนาและประสานงานหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว รวมถึงองค์ความรู้ด้านการท่องเทียวอาทิการเป็นเจ้บนที่ดีการบริการด้านการท่องเที่ยว ทักษะการเป็นผู้สื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวที่ดี เป็นต้น

1.3 สนับสนุนการประมินผลการฝึกปฏิบัติงานของลูกเสือผู้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามหลักสูตร​ ที่กำหนดไว้

1.4 ประชาสัมพันธ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการ และร่วมประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์

ข้อ 2. ขอบเขตความร่วมมือของ “สลช.”
2.1 พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout” และการประเมินผลการฝึกอบรม

2.2 ส่งเสริมสนับสนุนและจัดการฝึกอบมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Gide Scout” ให้กับลูกเสือผู้มีความประสงค์เป็นจิตอาสาหรืออาสาสมัครด้านการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ

2.3 ออกแบบและจัดทำเครื่องหมายเครื่องแบบหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเพื่อมอบให้กับลูกเสือกลุ่มเป้าหมาย ไว้ใช้ในการปฏิบัติงาน

2.4 จัดทำฐานข้อมูลลูกเสือผู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว

2.5 ประชาสัมพันธ์กิจกรมใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Gide Scout” หรือที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของ”ลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout” และร่วมประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์

ข้อ 3.อื่นๆ
3.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่จำกัดสิทธิทุกฝายที่จะทำความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น เพื่อความสำเร็จของโครงการ

3.2 กรณีมีค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันให้ทุกฝายร่วมพิจารณาและตกลงเป็นกรณีไป

3.3 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อกำหนดและงื่อนไขใดๆในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้​ ทั้งสองฝ่ายจะได้เจรจาและทำความตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร

3.4 หากมีกรณีที่ฝายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้อีกฝ่ายได้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกา 30 วันก่อนวันที่จะให้มีผลเป็นการเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

          ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า “เนื่องจากในปัจจุบันการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญ และสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตน สังคมและชุมชนได้ทุกมิติ จึงได้มีการจัดตั้งโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ขึ้น โดยได้น้อมนำหลักสูตรจิตอาสา 904​ มาใช้ในโครงการฯ เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมลูกเสือ

          จิตอาสาตามพระราโชบายด้านการศึกษา เพื่อปลูกฝังให้ลูกเสือ ในท้องถิ่นให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาลูกเสือ ให้เกิดการเรียนรู้ มีทักษะในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่นตนเอง ให้กับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนให้เกิดความประทับใจ และเพื่อสร้างศักยภาพให้กับลูกเสือ ให้มีระเบียบวินัย มีจิตบริการที่ดี การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การเป็นจิตอาสาหรือเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้มาเยือนท้องถิ่นของตนเอง และเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่น สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ในอนาคต ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

          นอกจากนี้กองลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมุ่งหวังให้ลูกเสือมีบทบาทในการเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้ง ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกเสือเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในคุณค่าของท้องถิ่นของตน มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวของประเทศไทย และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ส่งเสริมศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้เป็นลูกเสือให้สามารถต่อยอด และส่งเสริมทักษะด้านการใช้ภาษาให้สามารถพัฒนาเป็นอาชีพในอนาคตได้อย่างแท้จริง” รมช.ศธ.กล่าว


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“แม่ทัพอิ๊ด ลุยต่อเนื่อง สั่งเร่งกำจัดผักตบ มอบสิ่งของชาวบ้าน”

         พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 ไปตรวจเยี่ยมการกำจัดผักตบชวา เพื่อเพิ่มการระบายน้ำลงแม่น้ำมูล บริเวณกุดปลาขาว อ.วารินชำราบ เส้นทางเลี่ยงเมืองที่จะเข้าสู่เมืองอุบล โดยระดมกำลังพลและเครื่องมือ จากหน่วยกรมทหารพรานที่ 23 จำนวน 80 นาย รถแบ็คโฮ 1 คัน รถกระบะเทท้าย 3 คน และจากหน่วยกรมชลประทาน ซึ่งก่อนดำเนินการผักตบชวา ปิดทางน้ำทำให้น้ำท่วมขังสูง รถไม่สามารถผ่านไปได้ และหลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 วัน ระดับน้ำลดลง 30 ซม. และรถยนต์กระบะสามารถวิ่งผ่านได้ คาดว่าอีก 2-3 วัน จะเข้าสู่ปกติ

          จากนั้นไปมอบสิ่งของให้กับผู้ประสบอุทกภัย ที่จุดอพยพบ้านกุดเชียงมุน หมู่ 1 ศาลาบ้านปากกุดหวาย ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบล ทำให้ประชาชนมีความดีใจ และมีกำลังใจที่จะสู้ดำเนินชีวิตต่อไป


กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย

         จากกรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ ขณะทำการลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยครูขณะเดินทางกลับจาก รร.บ้านควนประ เหตุเกิดพื้นที่บ้านควนประ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 16.ก.ย. 62. เวลา 15.40น. เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ อส.ชคต.นาประดู่ เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย นั้น

         ล่าสุด พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 62 เวลา 15.40 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิด และยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ ชป. รปภ.ครู จำนวน 6 นาย ประกอบด้วย อส.ชคต.นาประดู่ 5 นาย และ อส.ทพ.ฉก.ทพ.43 1 นาย พร้อมรถจักรยานยนต์ จำนวน 3 คัน ทำการลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยครู ขณะเดินทางกลับจาก รร.บ้านควนประ โดยการขับรถจักรยานยนต์ติดตามขบวนรถครู

    เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุในพื้นที่บ้านควนประ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งขบวนรถครูได้ผ่านไปแล้ว คนร้ายได้จุดระเบิดตรงกับรถจักรยานยนต์คันที่ 2 เป็นเหตุให้ อส.ชคต.ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 นาย โดยขณะเกิดเหตุ อส.ชคต. รถจักร ยานยนต์คันที่ 1 และ 3 ได้ใช้อาวุธยิงตอบโต้สกัดกั้นป้องกันการเข้ามาแย่งชิงอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ จากนั้นชุด ชป.จรยุทธ์ ฉก.ทพ.43 ที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิด จึงรีบเข้าช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.โคกโพธิ์ และจากการตรวจสอบทราบรายชื่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย

  1. อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว อายุ 26 ปี เสียชีวิต (รพ.โคกโพธิ์)
  2. อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสกระสุนถูกบริเวณศรีษะ

          สำหรับความคืบหน้าในที่เกิดเหตุ.ตรวจพบหลุมระเบิดกว้าง 2.ม. ลึก 75 ซม. เศษกล่องเหล็ก, แบตเตอรี่ 1.5 โวลต์ และเหล็กเส้นตัดยาว 3 – 5 ซม. จากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ EOD คาดว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 10 กก. วางแบบเร่งด่วน และจุดระเบิดด้วยวิทยุมือถือ ตลอดจนพบวัตถุพยานห่างจุดระเบิดประมาณ 300 ม. ในบริเวณป่าสวนยางพบ โทรศัพท์ 1 เครื่อง และ รอยรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของคนร้าย

         ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวของเร่งรัดเข้าให้การช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นและจัดการศพอย่างสมเกียรติที่สุด พร้อมทั้งได้สั่งการให้ ฉก.ปัตตา นี สนธิกำลังตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี รวมทั้งการลาดตระเวนทางอากาศ พร้อมแจ้งกำลังภาคประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบ
เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วต่อไป

          โดยคาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มของ นายอับดุลการิม สะตาปอ และนายฮาวารี มะเด็ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสผู้ต้องสงสัย เข้ามาในพื้นที่ สามารถแจ้งได้โดยตรงกับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ขอบคุณข้อมูล : ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง