วช. ผลักดันแนวทางการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ไมโครพลาสติก เพื่อการวิจัย

          สังคมไทยเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องการใช้พลาสติกและขยะพลาสติกกันมากขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดี ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีส่วนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การกำหนดแผนงานการสนับสนุนทุนวิจัยภายใต้ โครงการท้าทายไทย ชื่อ “ทะเลไทย…ไร้ขยะ” ซึ่งกำลังดำเนินการได้ดีอยู่ในปัจจุบัน

          และสืบเนื่องจากที่มีการพบว่า ไมโครพลาสติกมีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทั้งในน้ำ ดิน และตะกอนดินในหลายพื้นที่ของประเทศ และมีความจำเป็นที่ต้องมีการวิจัยในอีกหลายประเด็นของหน่วยงานวิจัยทั่วประเทศทั้งในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการติดตามสถานการณ์การตกค้างของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตามการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ของหน่วยงานวิจัยมีความแตกต่างกันและในบางประเด็นไม่มีกำหนดวิธีการไว้ จึงเป็นการเรียนรู้และทดลองของนักวิจัยเอง ทำให้อาจมีปัญหาในการเปรียบเทียบผลการวิจัย

         วันนี้​ วันพุธ​ที่ 18 กันยายน 2562 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุง เทพมหานคร​ : ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการแถลงข่าวความร่วมมือและสัมมนาทางวิชาการแนวทางการเก็บตัว อย่างและวิเคราะห์ไมโครพลาสติก ว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เห็นถึงปัญหาและผลกระทบของขยะพลาสติกตกค้างมากกว่าการเป็นขยะในแหล่งน้ำและส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์น้ำ เช่น พยูนมาเรียมน้อย หรือเศษขยะพลาสติกขนาดใหญ่ตกค้างในร่างกายของสัตว์น้ำ

          โดย วช. ได้มองไปถึงการแตกตัวหรือย่อยของพลาสติกเหล่านี้ การตกค้างของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน ตะกอนดิน สิ่งมีชีวิตและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจเฉพาะนักวิจัยในบางประเทศ การกำหนดการขนาดของไมโครพลาสติกเพื่อเทียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ยังไม่มีการกำหนด ทำให้เปรียบเทียบการตกค้าง หรือความรุนแรงของปัญหาไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นวิธีการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ของแต่ละหน่วยงานวิจัยที่มีความแตกต่างกันและในบางประเด็นไม่มีการกำหนดวิธีการไว้ จึงเป็นการเรียนรู้และทดลองของนักวิจัยเอง ทำให้อาจมีปัญหาในการเปรียบเทียบผลการวิจัย

         ซึ่งสถานการณ์ในเวทีโลกยังอยู่ระหว่างการหารือกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในหลายประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน เวทีนานาชาติในการหารือส่วนใหญ่จะเน้นการเก็บตัวอย่างในระบบนิเวศในทะเลเป็นหลัก ส่วนในน้ำจืดและน้ำกร่อยยังไม่มีการเตรียมการ ดังนั้น วช. จึงได้ร่วมหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ WESTPAC หรือ ION Sub-Commission for the Western Pacific ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้​ UNESCO เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นแนวทางในการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต และเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของนักวิจัยหรือบุคคลที่สนใจในการวิเคราะห์ไมโครพลาสติก


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนตม.รวบชาวไนจีเรีย ขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ (Romance Scam) พบผู้เสียหายคนไทยมากถึง 13 ราย

         วันนี้​ วัน​พุธที่ 18 ก.ย.62 เวลา 14.00 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) เขตสาธร​ กทม.​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฎิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร รอง ผบก.สกส.บช.ปส. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ​ ผกก.ฝอ.ศทก.ปฏิบัติราช การ สตม., พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม ผกก.กลุ่มงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ผอ.สยศ.ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สมพงษ์ มั่นหมาย​ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.ทล.ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ปรม พฤทธิกุล ผกก.ฝอ.บก.สส.ภ.4 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.จิรพัฒน์ พรหมสิทธิการ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ณรงค์ ชนะภัยกุล ผกก.ฝ่ายกิจการต่างประเทศ บก.อก.บช.ส. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.จิรพงศ์ รุจิดำรงชัย รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน บก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.ท.อนุสรณ์ แก่งสันเทียะ รอง ผกก.4 บก.ปปป.ปฏิบัติราชการ สตม.

         ชุดจับกุมประกอบด้วย พ.ต.ท.กัลป์ กลิ่นศรี รอง​ ผกก.สส.กก.สส.ภ.จ.แม่ฮ่องสอน ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.ต.บรรจง ทัพภูมี สว.ฝอ.บก.น.1 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.ต.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์ สว.กก.สส.บก.น.4 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.ต.อชิรพงศ์ ประจง สว.ฝอ.ภ.จ.มุกดาหาร ปฏิบัติราชการ สตม., ร.ต.อ.เอกวิน ชีวมงคล รอง สว.ฝอ.สส. ปฏิบัติราชการ สตม., ด.ต.สมคิด คำสวัสดิ์ ผบ.หมู่ กก.สส.บก.น.1 ปฏิบัติราชการ สตม.

          ร่วมแถลงข่าวการจับกุม นายนีซีมิกา (MR.NZEMEKA) อายุ 37 ปี สัญชาติไนจีเรีย โดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เป็นอั้งยี่ และร่วมกันฟอกเงิน” ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 86/2562 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อประมาณกลางปี 2561 ได้มีคนร้ายก่อเหตุฉ้อโกงประ ชาชนในลักษณะ Romance Scam เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมข้อ มูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ในแต่ละคดี จึงพบว่ามีผู้เสียหายจำนวน 13 ราย ในหลายท้องที่ โอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย รวมมูลค่าความเสียหาย 2.9 ล้านบาท ซึ่งมีบัญชีธนาคารสัม พันธ์กัน

         และต่อมาจึงได้มีการจับกุม น.ส.กนกกาญจน์ฯ ซึ่งรับหน้าที่กดเงินแล้วโอนเงินต่อไปยังบัญชีของกลุ่มคนร้าย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้สืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งมีกลุ่มชาวไนจีเรีย ที่เกี่ยวข้อง 5 ราย และชาวไทย 5 ราย ต่อมา เมื่อวันที่ 13 ส.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุม สตม. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเสาธง​ และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายนีซีมิกา (MR.NZEMEKA) ได้ที่บริเวณจุดตรวจตำรวจทางหลวง ถนนมอเตอร์เวย์ สายกรุงเทพ-ชลบุรี สายใหม่ กม.6 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

          ซึ่งผู้ต้องหาดังกล่าว มีพฤติการณ์ในการกระทำผิดเป็นกลุ่มจัดการทางการเงิน หรือ “โพยก๊วน” ทำหน้าที่เปิดบริษัทส่งออกสินค้าประเภทต่างๆ เพื่อรับเงินจากกลุ่มคนร้าย​ และส่งออกสินค้าไปยังประเทศแถบแอฟริกา และยังทำหน้าที่รับแลกเงินสกุลต่างประเทศ อีกทั้งจะนำเงินออกนอกประเทศด้วยวิธีการแลกเงินเป็นสกุลตามที่ต้องการแล้วถือเงินสดออกไป หรือส่งไปยังปลายทางที่ต่างประเทศตามต้องการโดยผ่านระบบโพยก๊วน หรือระบบโอนเงินใต้ดิน ซึ่ง สตม. จะดำเนินการสืบสวนติดตามและจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญ ชาติไทย และสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และมีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชา ชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง


สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กอ.รมน.จัดพิธีเกษียณอายุราชการ ข้าราชการ และ พิธีมอบเงินขวัญถุงให้กับลูกจ้างชั่วคราว ประจำปี ๒๕๖๒

         วันนี้ (18 ก.ย. ๖๒) พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า กอ.รมน. จัดพิธีเกษียณอายุราชการให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงาน จำนวน 74 นาย และพิธีมอบเงินขวัญถุงให้กับลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 14 คน ที่สิ้นสุดการจ้างงาน ประจำปี ๒๕๖๒ กำหนดจัดงานในวันพุธที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๐๐๐ น ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น ๑ อาคารรื่นฤดี

          โดยมี พลเอก ธีรวัฒน์ บุญยะวัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณา จักร เป็นประธานในพิธี การจัดงานดังกล่าวได้จัดขึ้นทุกปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกย่อง และให้เกียรติกับข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราวที่เกษียณอายุรับราชการ ซึ่งรับราชการด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ และประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรมและคุณธรรมต่อการปฏิบัติงาน

         การอำลาชีวิตรับราชการตามวาระในครั้งนี้ นับว่าทุกคนได้ให้ความสำคัญ และได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการรับราชการ และการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ส่งผลให้เกิดความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ และความสงบสุขของพี่น้องประชาชน ในส่วนของพิธีในวันนี้ พลเอก ธีรวัฒน์ บุญยะวัฒน์ เลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้เป็นผู้แทนข้าราชการทุกคน กล่าวคำอวยพรให้กับข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี ๒๕๖๒ เพื่อเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตต่อไป

          การรับราชการนั้นถือเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติอย่างยิ่ง เพราะผู้รับราชการมองถึงความพร้อม ด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา เพื่อที่จะให้ภารกิจที่ได้รับมอบประสบความสำเร็จ อันจะยังประโยชน์ให้กับหน่วยงาน ประเทศชาติ และประชาชนต่อไป


นายกรัฐมนตรีมุ่งพัฒนาพื้นที่ กระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจ ไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง บนหลักการเคารพ คุ้มครอง เยียวยา

          วันนี้ (18 กันยายน 2562) เวลา 08.00 น. ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพคฟอรั่ม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดการประชุมของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน  ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลเอก อนุพงษ์  เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการและประชาชน เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน โดยมี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวรายงานถึงแนวคิดการจัดประชุมในครั้งนี้ว่า “พัฒนาพื้นที่ไทย เชื่อมไทย ก้าวไกล เชื่อมโลก” เพื่อนำเสนอประเด็นสำคัญระดับพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ผลักดันการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สร้างการรับรู้ความเข้าใจทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคีการพัฒนาบูรณาการพัฒนาระดับพื้นที่

         โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ “การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่” ความตอนหนึ่งว่า พัฒนาพื้นที่ไทย เป็นการผลักดันให้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ถูกนำไปปฏิบัติจริง ทำจริง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อทำให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาในมิติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนการพัฒนาในช่วงแผนฯ 12 ซึ่งเป็น 5 ปีแรก ของยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม เป็นก้าวย่างที่สำคัญของการวางรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ ด้วยการเร่งกำจัดจุดอ่อน ก่อนที่จะเร่งพัฒนาและเสริมจุดแข็งในช่วงเวลาต่อไป โดยมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี เป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องบรรลุ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามเกณฑ์มาตรฐานนานาประเทศ และที่สำคัญคือ ประเทศไทยเป็นสังคมที่คนไทยมีความสุข กินอิ่ม นอนหลับ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สังคมมีความปรองดองสมานฉันท์ ทุกคนมีที่ยืนสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

          นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ มีความพร้อมที่จะเป็นจุดศูนย์กลางด้านคมนาคมของอาเซียนทั้งทางบก ทะเล และอากาศ สามารถเชื่อมกับประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนและเชื่อมโยงเอเชียเหนือ โดยเฉพาะจีนกับเอเชียตะวันตกโดยเฉพาะอินเดีย ทั้งมีศักยภาพขยายความเชื่อมโยงไปสู่ทวีปยุโรป แต่ละภาคของไทยมีจุดเด่นเฉพาะตัว ในด้านอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ ทำอย่างไรจะพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เป็นการค้าต่างตอบแทน เขาซื้อเรา เราซื้อเขา ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถนำมาใช้ต่อยอดเพิ่มมูลค่าสร้างการค้าสู่ระดับสากล

         ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้กำหนดให้การพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของแผนฯ เน้นกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น พัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ ให้สูงขึ้น พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักให้ขยายตัวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลประชา ชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงมุ่งพัฒนาพื้นที่เศรษฐ กิจใหม่ ทุกภาคส่วนต้องนำหลักการเคารพ คุ้มครอง เยียวยา นำไปใช้ในการพัฒนาให้ประชา ชนมีความสุข มีระบบการศึกษาที่สร้างการเรียนรู้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต รวมทั้งสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาในพื้นที่อย่างยั่งยืนด้วย

          จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคใต้ชายแดน  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก่อนเดินทางกลับ


ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รัฐบาลขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อุทกภัย

          ศาสตราจารย์นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน ที่ร่วมใจกันบริจาคเงินช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสาน ผ่านรายการ “ ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม”

          โดยเงินทุกบาททุกสตางค์จากการบริจาคนี้ จะนำไปช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ให้พี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทั่วถึง ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคโดยการรับบริจาคเข้าบัญชีกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกองทุนที่เปิดไว้เพื่อรองรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมบริจาคช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบภัยในช่วงเวลาต่างๆ และรัฐบาลทำหน้าที่ดูแลและเป็นตัวกลางนำเงินบริจาคนี้ส่งให้ประชาชนที่ประสบภัย โดยมีกระบวนการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินบริจาคนี้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงนอกจากนี้ ที่สำคัญรัฐบาลต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนต่างๆที่ได้ช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ ผู้ประสบภัยกันมาอย่างต่อเนื่องด้วย


รัฐบาลเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

         วันนี้ (18 กันยายน 2562) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรงานพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 1/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการในพระองค์ เข้าร่วมหารือด้วย

          รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ให้บริการประชาชน ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดสมพระเกียรติ และเป็นไปตามพระราชประสงค์

         โดยที่ประชุมเห็นชอบแผนถวายความปลอดภัย รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธี บรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พร้อมรายงานการเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะเรื่องพื้นที่จอดยานพาหนะและรถบริการรับ-ส่งประชาชน เข้ามาในพื้นที่รับเสด็จฯ   สามารถนำยานพาหนะมาจอดได้บริเวณถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่สถานีจอดรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลาดพร้าว สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลอาญารัชดา อาคารจอดรถยนต์ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ซึ่งสามารถรองรับรถยนต์ ได้ 8,550 คัน ส่วนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดต่างๆ ที่ต้องการจะเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถตู้โดยสาร สามารถนำมาจอดได้ในพื้นที่ 4 มุมเมือง 30,450 คัน ตั้งแต่เมืองทองธานี ศูนย์ราชการแจ้ง วัฒนะ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ ศูนย์การค้าอิเกีย/ไบเทคบางนาพุทธมณฑล ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 /ศาลายา /เซ็นทรัลเวสเกตต์ และอาคารจอดรถสถานีรถไฟฟ้าท่าอิฐ โดยจะมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและมีรถบริการของ ขสมก.ให้บริการรับ-ส่งในพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่คิดค่าบริการ

          เมื่อเดินทางเข้ามาถึงพื้นที่ กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งโรงครัวพระราชทานและนำอาหารพระราชทานมาบริการประชาชน บริเวณพื้นที่รองรับประชาชนจำนวนมากยังได้ขอความร่วมมือให้มีหน่วยแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร ให้บริการตรวจร่างกายและให้คำแนะนำด้านสุขภาพก่อนที่เข้าพื้นที่รับเสด็จ สำหรับผู้สูงอายุได้ขอความร่วมมือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้จัดรถเข็นรถวิลแชร์พร้อมจิตอาสาให้บริการ ณ พื้นที่รับเสด็จ ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งจุดคัดกรองจำนวน 16 จุด ก่อนเข้าพื้นที่รับเสด็จ

          ทั้งนี้รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในการเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งจะประชาชนจะได้ร่วมชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และได้ชื่นชมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่สืบทอดมาแต่โบราณราชประเพณีเพียงแห่งเดียวในโลก

          ในตอนท้าย รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องความปลอดภัยทั้งทางบก ทางน้ำ และอากาศ ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลความปลอดภัย เพื่อป้องกันภัยคุกคามทุกชนิดที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้การถวายความปลอดภัย รักษาความความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารถ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสมพระเกียรติ รวมทั้งให้มีการประชาสัมพันธ์เส้นทางการจราจรผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง รวมไปถึงการดูแลบริการในเรื่องของอาหาร เครื่องดื่ม และรถสุขาให้เพียงพอกับประชาชานที่เดินทางมาร่วมรับเสด็จฯ ตลอดจนการดูแลบริการทางการแพทย์ด้วย ทั้งนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่และให้การทำงานประสบผลสำเร็จตามแนวทางและแผนที่กำหนดไว้


ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

เยาวชนรุ่นใหม่​ อ.วังโป่ง​ ร่วมใจต้านภัยยาเสพติดเนื่องในวันเยาวชน​แห่งชาติ

          วันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ได้มีการจัดงานเยาวชนแห่งชาติขึ้นภายใต้โครงการเยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจต้านภัยยาเสพติด. มีนายณัฐพัชร์ ภัทรพิศิษฐ์ ปลัดอาวุโสอำเภอวังโป่ง เป็นประธานในพิธี

         โดยมีนางสาวฉัตรนภา เมืองแป้น นายก อบต.ท้ายดง ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ” เพื่อให้เยาวชนนักเรียนนักศึกษาได้รับรู้และรับทราบถึงปัญหาและพิษภัยของยาเสพติด สร้างผู้นำเยาวชนในการต่อต้านและป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต มีทักษะทางความคิด สร้างภูมิคุ้มกันทางด้านร่างกายจิตใจด้วยวิถีแห่งหลักธรรมและเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการจัดระเบียบสังคม และร่วมแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม “

           สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักเรียนจากโรงเรียนวังโป่งพิทยาคม จำนวน 60 คน ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากโรงพยาบาลวังโป่ง สถานีตำรวจภูธรวังโป่ง และกองพันทหารสื่อสารที่11 กองพลทหารม้าที่1 ค่ายพ่อขุนผาเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งกิจกรรม Walk rally ให้ความรู้ทั้งด้านการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์/เศรษฐกิจพอเพียง /ครอบครัวคุณธรรมและการป้องกันยาเสพดิตและโรคเอดส์


ยุทธ ศรีทองสุข ภาพ/ข่าว

ลพบุรี – พิษเศรษฐกิจตกต่ำแม่พาลูกสาวรมควันตายในอ้อมอกในรถยนต์ที่ตนรัก

          เหตุการณ์สลดพ่อเรียกลูกสาวคนโตให้ไปปลุกแม่ เรียกน้องเพื่อไปโรงเรียน แต่ต้องทรุดกองกับพื้นเมื่อพบว่าภรรยาใช้เตาถ่านรมควันภายในรถ ที่สุดสะเทือนใจเมื่อพบว่าลูกสาวคนเล็กวัย 11 ปี ดับคาอ้อมอกแม่ ส่วนแม่ยังหายใจรวยริน คาดปมเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ไม่พอรายจ่าย อีกทั้งไฟแนนท์ตามทวงยึดรถที่ใช้ทำมาหากิน

         เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 18 กันยายน 2562 พ.ต.ต.นิพนธ์ ศรีไพบูลย์ สารวัตรเวรสอบ สวน สภ.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม ลพบุรี ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกรมควันภายในรถ ที่ร้านขายไม้เก่า ถ.สายลพบุรี-วังม่วง หมู่ที่ 9 ต.พัฒนานิคม ลพบุรี จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งได้ประสานแพทย์เวร รพ.พัฒนานิคมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ลพบุรี นคร88 และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจุดพัฒนานิคม เดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

          ที่เกิดเหตุเป็นร้านขายไม้เก่า พบมีชาวบ้านและญาติผู้เสียนั่งร้องให้ฟูมฟาย อยู่จำนวนหนึ่ง ที่ท้ายรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน บม-7778 สระบุรี พบศพ ด.ญ.เอ(นามสมมุติ) อายุ 11 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีชมพู กางเกงขายาวสีดำ ใกล้กันพบเตาถ่านที่มอดแล้ววางอยู่ใกล้ศพ ซึ่งจากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ในเบื้องต้นน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า10-12 ชั่วโมง

          จากการสอบสวนนายสุจิตร บุญหยาด สามีผู้เสียชีวิตทราบว่ายังมี นางพิสมัย บุญหยาด อายุ 50 ปี ภรรยา ซึ่งหมดสติจากการสูดดมควันภายในรถถูกนำตัวส่ง รพ.พระนารายณ์มหาราช ในอาการสาหัส โดยเมื่อช่วงเช้าได้บอกกับ น.ส.พรรณิดา บุญหยาด อายุ 26 ปี ลูกสาวคนโตให้ไปเรียกแม่ ปลุกน้องเพื่อไปโรงเรียน แต่หามาพบที่บ้าน ตนเองและลูกสาวจึงเดินออกตามหาจนมาพบว่าภรรยาและลูกสาวนอนอยู่ในรถ เมื่อเปิดประตูต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าลูกสาวตาย ภรรยาหายใจรวยริน

         โดยนายสุจิตรให้การว่าเมื่อสองคืนที่ผ่านมา ภรรยาและลูกสาวคนเล็กได้ขอนอนอีกที่ โดยไม่คิดว่าจะมีการวางแผนเพื่อฆ่าตัวเองตายพร้อมกับลูกภายในรถ ซึ่งสาเหตุมาจากเครียดปัญหาหนี้สินรุงรัง ตนเองและครอบครัวบ้านเดิมอยู่ ต.คำหรั่ง อ.เดชอุดม จ.อุบลราช ธานี ย้ายประกอบอาชีพ ทำมาหากินภายในจังหวัดลพบุรีหลายสิบปี ทำทุกอย่างที่ได้เงิน แต่ระยะหลังเศรษฐกิจตกต่ำ ย่ำแย่ ค้าขายไม่ดี ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนทำให้ภรรยาเครียด และที่สำคัญบริษัทไฟแนนท์รถ ได้ยื่นคำขาดจะยึดรถที่ภรรยารักมาก เพราะเป็นเครื่องมือในการออกทำมาหากิน จนทำให้อยากจะตายภายในรถที่ตนเองรัก ทั้งนี้สารวัตรเวรได้นำร่าง ด.ญ. เอ(นามสมมุติ) ส่งพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์รังสิตเฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป


ภาพ/ข่าว นายโยธิน พรมแตง
นายกฤษณ์ ลพบุรี รายงาน

จิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ ร่วมพัฒนา ทำความสะอาดคูคลองและชุมชนเขตบ้านอำเภอ

         วันนี้ 18 กย.62 ที่อาคารเอนกประสงค์โรงเรียนสัตหีบวิทยาคม ต.นาจอมเทียน อ.สัต หีบ จ.ชลบุรี นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ ร่วมพิธีเปิดและร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ทหาร ประชาชน นักเรียน ภายใต้โครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

         สำหรับกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ด้วยสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 พระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทาน ตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ด้วยทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า มีความสมัครสมาน สามัคคี ร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมอันเป็นสาธารณ ประโยชน์แก่สังคม ชุมชน และประเทศชาติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้ง เป็นการสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ต่างๆ

         โดยในวันนี้ได้นำจิตอาสา และประชาชนทั่วไป ร่วมกันพัฒนาและทำความสะอาดฟื้น ฟูลำน้ำและ คูคลองเพื่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในพื้นที่ตำบลนาจอมเทียน โดยได้มีการทำความสะอาดและกำจัดวัชพืชภายในคูคลองบ้านอำเภอบริเวณด้านหลังโรงเรียนสัตหีบวิทยาคมและตัดหญ้าในบริเวณถนนรวมทั้งทำความสะอาดบริเวณภายในโรงเรียนและรอบโรงเรียนรวมทั้งภายในแหล่งชุมชนภายใน ซอยนาจอมเทียน15 เพื่อให้เกิดความสะอาดตาให้กับสถานศึกษารวมทั้งชุมชนเพื่อความน่าอยู่


ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตราด/ ชาวบ้านดีใจบ้านริมนํ้าถูกกฎหมายจํานวน 395 ครัวเรือน ครั้งที่ ๑

          วันที่ 17 กันยายน 2562 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 88 พรรษาของอําเภอคลอง ใหญ่ ครั้งที่ ๑ ของหมู่บ้านในเขตเทศบาลตําบลคลองใหญ่ ตั้งแต่หมู่ 2-3-7 ชาวบ้านดีใจบ้านริมนํ้าถูกกฎหมาย จํานวน 395 ครัวเรือน ครั้งที่ ๑ นําโดย นายพีระ การุญ นายอําเภอคลอง ใหญ่ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมด้วยกล่าวถึงกระบวนการออกใบอนุญาตของพื้นที่ในเขตเทศบาลตําบลคลองใหญ่ และยังกล่าวว่ามีความยินดีด้วย ที่หมู่บ้านในเขตพื้นที่เทศบาลตําบลคลองใหญ่ ได้ร่วมมือร่วมใจกันเป็นจํานวนมากที่สุดในประเทศไทยในคณะนี้มีจํานวนที่ได้รับอนุญาตเกือบ 8,000 รายแล้ว จึงได้ร่วมตัวกระบวนการขับเคลื่อนและการพัฒนาที่อยู่อาศัยของตําบลคลองใหญ่และหมู่บ้านในเขตพื้นที่เทศบาลตําบลคลองใหญ่

         โดยมีนายวิระชาญ ประทีปาระยะกุล นายกเทศบาลตําบลคลองใหญ่ ได้กล่าวรายงาน ยังมีตกค้างอีกจํานวนหลายรายและได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องของการรับใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายในวันนี้ จํานวน 395 ครัวเรือน ยังได้กล่าวรายงานและต้อนรับคณะเจ้าหน้า ที่และผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาจังหวัดตราด นายวงศกร นราธารา ผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาจังหวัดตราด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ติดตาม ยังกล่าวปัญหาของประชาชนที่ได้สร้างบ้านในที่ปลูกสร้างล่วงลํ้า ลําแม่นํ้าได้กันอย่างคบทั่วหน้ากัน พร้อมด้วยปลัดอําเภอคลองใหญ่และหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เทศบาลตําบลคลองใหญ่ สมาชิกสภาเทศบาลตําบลคลองใหญ่ และ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมในพิธีและร่วมกันรับมอบใบอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงลํ้าลําแม่นํ้าจํานวน 395 ครัวเรือน ในเขตพื้นที่เทศบาลตําบลคลองใหญ่ ตั้งแต่ หมู่ 2-3-7 จํานวน 395 ครัวเรือน ในเขตพื้นที่เทศบาลตําบลคลองใหญ่ หลังจากมอบใบอนุญาตเสร็จทั้งหมดตั้งแต่หมู่ 2-3-7 แล้ว ได้ร่วมกันนําเงินมาชําระค่าเช่ารายปี ตารางเมตรละ 5 บาท พร้อมกันด้วย ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงลํ้าลําแม่นํ้าด้วย ตามกฎหมายกระทรวงฯต่อไป


ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก