โฆษก กอ.รมน. แจงไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองกับฝ่ายใด ทุกสิ่งที่ทำยึดตามหลักกฏหมายเป็นหลัก

           วันนี้ 7 ต.ค.62 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กล่าวถึง กรณีกอ.รมน.ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการ 12 คน ที่ได้จัดเสวนา “พลวัฒแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” บริเวณลานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า การเสวนาดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกันซึ่งตอนหนึ่ง มีการพาดพิงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ทำให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ทำหน้าที่ด้านกฎหมายดำเนินคดี แจ้งข้อหากับผู้ที่เข้าร่วมเสวนาในวันนั้น “สิ่งที่ดำเนินคดียืนยันมีความจำเป็นในเรื่องของการปฎิบัติงาน ถ้ามีการเพิกเฉย หรือละเว้นทางเจ้าหน้าที่ อาจจะได้รับผลกระทบ ผิดตามมาตรา 157 ได้ คิดว่าการปฏิบัติต่างๆ เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับศาลเป็นผู้ชี้ขาด โดยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งตนคิดว่า ทุกคนคงเข้าใจตรงกัน และเคารพต่อศาล”

         พล.ต.ธนาธิป กล่าวถึง กรณีการปฏิรูป กอ.รมน.ว่า ที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้าง ที่ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ปี 51 และดำเนินการใน ปี 52 ซึ่งการดำเนินการ ในการปรับรูปแบบต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับมิติด้านความมั่นคง ที่เกิดขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของประ ชาชน ดังนั้นการปรับโครงสร้างของกอ.รมน. ก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่ ปี 59 – ปี 60 ได้มีการปรับโครงสร้างอย่างเต็มรูปแบบ เพราะมิติความมั่นคงเพิ่มขึ้นในวงกว้างอยู่ทุกวัน สิ่งที่เราได้ทำสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกมิติ เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นการปรับโครง สร้างกอ.รมน.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกอ.รมน.นั้น ที่ผ่านมาเราได้มีการปรับโครงสร้างเพิ่มบริบทและความเข้าใจให้ทุกส่วนงาน เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน

         เมื่อถามว่ามีการพูดว่าเมื่อคสช. หมดอำนาจลง ก็ถ่ายโอนอำนาจมาให้ทางกอ.รมน.นั้น พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ตนคิดว่านัยยะของการเพิ่มอำนาจ น่าจะเป็นการเพิ่มบทบาทมากกว่า ซึ่งการที่กอ.รมน.ต้องเข้าไปเป็นแกนกลางในการประสานงาน เพื่อขับเคลื่อนงานทุกมิติที่เกิดขึ้นปัจจุบันกอ.รมน. ได้ดูแลทุกพื้นที่ หากพื้นที่ไหนมีปัญหาและหน่วยงานไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบมากกว่า 2 หน่วยงานทางกอ.รมน. ก็จะเพิ่มบทบาทเข้าไปดูแล และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ “ความเห็นต่างของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย และทุกกลุ่มสามารถยอมรับได้ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตย เราไม่เคยมองพี่น้องประชา ชนเป็นศัตรู กอ.รมน. ยอมรับกฎกติกา ทุกอย่าง ซึ่งดูได้จากที่กอ.รมน.ได้จัด 2โครงการหลักขึ้น สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน อาทิ โครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และโครงการพาคนกลับบ้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการที่จะมองประชาชน ที่เห็นต่างเป็นศัตรู ไม่ใช่บริบทของกอ.รมน. และเชื่อว่าทุกวันนี้ทุกคนเข้าใจ กอ.รมน. มากขึ้นในมิติของความมั่นคง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้มอบนโยบายให้ข้าราชการ กอ.รมน. ทุกคนจะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ในทุกโอกาส และดูแลประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนา อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน”

         และในกรณีที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านแจ้งความกลับพล.ท.พรศักดิ์ พลูสวัสดิ์ มทภ.4 และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกอ.รมน.และกอ.รมน.ภาค 4 สน.หรือไม่ พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลกระทบ แต่อย่างใด ซึ่งยอมรับว่าทุกคนต้องทำงานในหน้าที่ของแต่ละคน กอ.รมน.ภาค 4 สน. ถือว่าเป็นหน่วยงานในพื้นที่ ที่เห็นว่ามีการดำเนินการพาดพิง ไปถึงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ กันในวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกไปปฎิบัติตามกฏหมาย เพื่อดำเนินคดี ดังนั้นคำตัดสินใดๆก็แล้วแต่ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะรู้ว่าใครจะผิดหรือถูกอย่างไร เป็นอำนาจของศาลที่เป็นกระบวนการตัดสินให้ชัดเจนว่าข้อมูลนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ก็ต้องรอฟังคำสั่งศาลต่อไป ส่วนการปฎิบัติหน้าที่ของกอ.รมน.ภาค 4 สน. ตนคิดว่าไม่มีเฉพาะงานนี้งานเดียว เพราะการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องทำกันต่อไป

         โฆษก กอ.รมน. ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้รับไฟเขียวจากใคร เพราะเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย ที่มีฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รับผิดชอบ หากนิ่งเฉยหรือเพิกเฉยทางเจ้าหน้าที่เองก็จะเกิดผลกระทบในฐานที่ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เมื่อถามว่าการไปแจ้งความนั้นมีคนพูดเพียงคนเดียวแต่ไปเหมารวมทั้งหมด พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า ต้องฟังฝ่ายกฎหมายของกอ.รมน. ภาค 4 สน. ว่าจะมีข้อมูลอย่างไร ในส่วนกอ.รมน. ซึ่งเป็นส่วนกลาง ก็ได้มีการติดตามข้อมูลต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องออกมาชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ฝ่ายกฎหมายกอ.รมน. ภาค 4 สน. ออกมาปฎิบัติ แต่รูปคดีเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับศาล “ผมขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะสิ่งที่ทำ ยึดตามกฏหมายเป็นหลัก เนื่องจากมีการพูดพาดพิงข้อความหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ของคนหลายกลุ่ม และเป็นวงกว้าง จึงต้องดำเนินการเป็นรูปธรรมตามกรอบของกฎหมาย”

ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ และจับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”

         วันนี้​ วันจันทร์ที่ 7 ต.ค.62 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ​ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รองผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ สารวนางกูร ผกก.กก.2 บก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้

คดีที่ 1 รวบขบวนการปลอมพาสปอร์ตแรงงานข้ามชาติ

          การจับกุมในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สตม.ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมขบวนการปลอมหนังสือเดินทางคนต่างด้าว 3 สัญชาติรายใหญ่ได้ที่ท้องที่ จ.นนทบุรี เมื่อกลางเดือน ก.พ.62 ทำให้ปัจจุบันความต้องการหนังสือเดินทางของแรงงาน 3 สัญชาติ มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขบวนการปลอมหนังสือเดินทางแรงงาน 3 สัญชาติ ก็มีความพยายามที่จะการเปลี่ยนฐานการผลิตจากในประเทศ เป็นการผลิตจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งเข้ามาให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ เพื่อให้ยากต่อการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่

          สืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 และ ตม.จ.ตาก ทราบว่าจะมีการส่งหนังสือเดินทางปลอมจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก มาให้ผู้ว่าจ้างที่กรุงเทพฯ โดยจัดส่งทางพัสดุฝากมากับรถตู้ประจำทางสายแม่สอด–กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ตม.1 ได้วางแผนประสานกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจ ตม.จ.ตาก จนทราบแน่ชัดว่าจะมีการส่งพัสดุซึ่งเป็นหนังสือเดินทางปลอมมากับรถตู้ประจำทางคันเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการนำพัสดุดังกล่าวเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯซึ่งเป็นที่นัดหมาย เพื่อให้ทราบตัวผู้ว่าจ้างที่จะมารับพัสดุ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้แฝงตัวเพื่อเฝ้ารอและสังเกตดูผู้มารับพัสดุ

         จนกระทั่งผู้ถูกจับที่ 1 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเพศหญิง เดินทางมาขอรับพัสดุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ จากการตรวจสอบปรากฎว่าพัสดุดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทาง จำนวน 4 เล่ม โดยเป็นหนังสือเดินทางปลอม มีการผ่าเล่ม แก้ไขเปลี่ยน แปลงข้อมูลบุคคล และหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรอยปรุบนหนังสือเดินทาง ซึ่งผู้ถูกจับที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างและมารับหนังสือเดินทางจริง

         หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ถูกจับที่ 1 ไปยังที่พักที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบผู้ถูกจับที่ 2 ชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักของผู้ถูกจับที่ 1 มาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอหนังสือเดินทางที่ผู้ถูกจับที่1 จะเป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาผู้ถูกจับที่ 1 ยังอ้างว่าสามารถติดต่อผู้ถูกจับที่ 3-5 ชาวเมียนมาให้เดินทางมารับหนังสือเดินทางที่เหลืออีก 3 เล่มได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้ผู้ถูกจับที่ 1 นัดหมายให้ผู้ถูกจับที่ 3-5 เดินทางมายังจุดนัดหมายเพื่อมารับหนังสือเดินทาง และเมื่อเดินทางมาถึง

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แสดงตนเข้าจับกุมผู้ถูกจับทั้ง 3 และยังได้ขยายผลโดยให้พาไปยังที่พักอาศัย ปรากฎว่าพบผู้ถูกจับที่ 6-11 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณที่พักที่ของผู้ถูกจับที่ 3-5 ผู้ถูกจับที่ 1 รับว่าเป็นผู้เช่าห้องพักไว้สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยและรับทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานต่างด้าว พร้อมจัดที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างรอหนังสือเดินทาง โดยผู้ถูกจับที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งจะติดต่อผ่านนายหน้าทางฝั่งเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และจัดส่งให้ทางพัสดุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

คดีที่ 2 จับสาวลาว ค้ามนุษย์ในรูปแบบลามกอนาจาร

         คดีนี้เกิดจากการสืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน บก.ตม.1ในการตรวจสอบสถานประกอบการ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ว่าร้านสบายดีคาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มีเด็กสาวนั่งดริ๊งค์อายุ ไม่เกิน 18 ปีคอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้า แต่งกายยั่วยวนทางเพศ ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวดังกล่าวได้ (กระทำอนาจาร/กอด จูบ ลูบ คลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่เด็กให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าและร้านค้าแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กในรูปแบบดังกล่าว (ค่าดริ๊งค์ เด็กได้ส่วนหนึ่ง ร้านได้ส่วนหนึ่ง)

          เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตุบริเวณหน้าร้าน พบหญิงวัยรุ่นที่สันนิฐานว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2–3 คน เดินเข้า-ออกร้าน มีการแต่งกายยั่วยวนทางเพศ และคาดว่าทำงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 ก.ย.62 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพร้อมสายลับ ได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวโดยเข้าไปใช้บริการ พบมีพนักงานหญิงทำงานในลักษณะนั่งดริ๊งค์กับแขก โดยแขกต้องจ่ายค่าดริ๊งค์ครั้งละ 120 บาท ต่อการที่หญิงสาวนั่งด้วย 40 นาที และจากการสังเกตุโต๊ะอื่นมีการโอบกอด ถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว และหญิงสาวมีการสอบถามว่าจะพาไปข้างนอกหรือไม่ ซึ่งจะต้องเสียค่าเวลาให้ทางร้าน 300 บาท คาดว่าอาจเป็นการชักชวนค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาไว้เป็นหลักฐาน

         วันที่ 1 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ได้วางแผนเข้าตรวจสอบจับกุมร้านสบายดี คาราโอเกะ โดยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4 ใบถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อและส่งสายลับเข้าไปใช้บริการ และเมื่อสายลับส่งสัญญาณเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าไปตรวจสอบ พบหญิงสาวจำนวน 5 คน ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว กำลังทำงานในลักษณะนั่งดื่มกินอยู่กับลูกค้า และมีการโอบกอด ลูบคลำ จากการตรวจสอบพบผู้ถูกจับที่ 1 ชื่อนางบี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลร้านสบายดีคาราโอเกะ ซึ่งเป็นของนายดลเดชฯ สามีตนเอง แต่นายดลเดชฯไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้าน มอบหมายให้ตนเองรับพนักงานเข้าทำงานเองทั้งหมด ผู้ถูกจับที่ 2 ชื่อ นางคำภูวัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถูกจับที่ 3 ชื่อ นางพัดละดา ไม่มีหนังสือเดินทาง และพบพนักงานนั่งดริ๊งค์อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 ราย

         ให้ถ้อยคำว่า มีหน้าที่ให้บริการลูกค้า แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนทางเพศ คอยนั่งดื่มกินและให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวได้ (กระทำอนาจาร/กอด/จูบ/ลูบคลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่ตนให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าโอบกอด​ ลูบคลำ โดยค่าดริ๊งค์ 120 บาท ทางร้านจะหักไป 20 บาท ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังพบธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 2 ฉบับอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ถูกจับที่ 1 ที่วางอยู่บริเวณเคาเตอร์คิดเงิน ภายในร้านอีกด้วย

         เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางเพศในรูปแบบให้บริการทางอนาจาร กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี ชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด อันมีลักษณะเป็นการลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทน หรือเพื่อการใด และเป็นนายจ้างรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

​สำนักข่าวความมั่นคง

“สภท.54 ปี” จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี​ 2562​

         เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 08.30 น. : นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ (ผช.รมต.รัฐมนตรีประจำสํานักนายกรัฐมนตรี) ให้เกียรติมาเป็นประธาน กล่าวเปิดงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 “สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคประเทศไทย(สภท.) ในโอกาสครบรอบปีที่ 54 ณ​ โรงแรมริเวอร์ไซด์ เชิ้งสะพานซังฮี้ เขตบางพลัด​ กรุงเทพฯ และบรรยายพิเศษในหัวข้อ​ “วัฒนธรรมไทยก้าวไกลถึงต่างแดน” โดยมีคณะกรรมการบริหาร-ที่ปรึกษา และสมาชิกสมาคมฯ พร้อมทั้งท่านผู้มีเกียรติร่วมให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังในการบรรยายในครั้งนี้

         ต่อจากนั้นได้เยี่ยมชม บูทประชาสัมพันธ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บูทประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดป.ป.ส., และบูธประชาสัมพันธ์บริษัท ไมโครไบโอเทค จำกัด ซึ่งได้รับความสนใจจากนายสมเกียรติ สรรัมย์ พร้อมคณะและผู้ติดตามเป็นอย่างมาก และยังแจ้งให้เจ้าหน้าที่บริษัท ไมโครไบโอเทค จำกัด ที่มาร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์ ให้ประสานงานไปยังผู้ดูแล ปากคลองตลาด 2 พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และตลาดสดอีกแห่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ ให้ติดต่อประสานงานเรื่องเครื่องกำจัดขยะ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดจำนวนขยะ และยังสามารถนำสิ่งของที่เหลือใช้ มาแปรเป็นพลังงานทดแทน กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง และช่วยรัฐกำจัดขยะเน่าเหม็นล้นเมืองอีกด้วย ต่อมาได้มีการบรรยายพิเศษ โดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 4 องค์กร ประกอบด้วย

  1. นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานกิจการองค์กร บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด(มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กลยุทธ์การบริหารการสื่อสารในยุคดิจิตอล”เริ่มเวลา 09.00 น.
  2. คุณวรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายรัฐกิจนิเทศน์สัมพันธ์ บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเซียจำกัด บรรยายพิเศษในหัวข้อ​ “เกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรไทยในยุคปัจจุบัน” เริ่มเวลา 09.30 น.
  3. คุณปิยะพร ครองจันทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานพัฒนาความรู้ตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง”เตรียมความพร้อมทางการเงิน ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ” เริ่มเวลา 10.00 น.
  4. คุณประพันธ์ ศิวพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด(ดีแทค) บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ดีเทคกับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อย”

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง​

สองพี่น้องพระเอก​ หยุดรถช่วยเหลือชายพิการ​ กำลังโยกรถสามล้อ อยู่บนถนนที่แดดแรงมาก

สองพี่น้องพระเอก​ หยุดรถช่วยเหลือชายพิการ​ กำลังโยกรถสามล้ออยู่บนถนนที่แดดแรงมาก

         ระหว่างทีมงาน บิณฑ์​ พร้อมด้วย เอกพัน บรรลือฤทธิ์ และ มูลนิธิร่วมกตัญญู กำลังเดินทางไปที่อำเภอโจงเจียม ผ่านมาถึง บ้านระเว อ.พิบูลมังสาหาร บิณฑ์ฯ ได้มองเห็นชายพิการ กำลังโยกรถสามล้ออยู่บนถนนที่แดดแรงมาก จึงแจ้งให้ขบวนหยุดรถและให้ไทด์ฯ​ เข้าไปสอบถามว่ามาจากไหนแล้วจะไปไหน

          ได้ความว่า เป็นคนในพื้นที่กำลังจะกลับบ้าน เพิ่งมาจากวัด วันนี้วันพระไปทำบุญมา จากนั้นไทด์ฯ​ ได้ให้ทีมงานร่วมกตัญญู นำรถมาผูกบังแดดให้ และบิณฑ์ฯ​ ได้มอบเงิน อีก​ 3,000​ บาท

Cr.ทีมงาน​มูลนิธิ​ร่วม​กตัญญู
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง​

สังสรรค์เพื่อนพ้องน้องพี่ ชาว สภท.” การประชุมใหญ่สามัญประจำปี​ 2562​ (รับรองงบดุลประจำปี 2561​)

          เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2562​ : นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.54ปี) และคณะกรรมการ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562​ (รับรองงบดุลประจำปี 2561​) สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.54ปี) ณ ห้องเรสซิเด้นซ์ โรงแรมริเวอร์ไซด์ ถนนราชวิถี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

          โดยตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.​-​สมาชิก สภท. พร้อมกันที่ห้องจัดเลี้ยง “สังสรรค์เพื่อนพ้องน้องพี่ ชาว สภท.” ณ ห้องเรสซิเด้นซ์ เวลา​ 19.00-19.30 น.​พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง สมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี​ ให้เกียรติ​เป็น​ประธานกล่าวเปิดงานต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติ และ สมาชิก สภท.​​มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ รางวัล “สื่อสร้างสรรค์สู่สังคม”

         ต่อมาเวลา​ 19.30-19.40 น.​นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน กล่าวแสดงความยินดี​ เวลา​ 19.40-19.50 น.​นายมงคล บางประภา ประธาน สมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดี​ เวลา​ 19.50-20.00 น.​ผู้แทนนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” และประธานกรรมการบริหาร​ ​​บริษัทในเครือ มัณดาวีต์ กรุ๊ป (ประธานฝ่ายประสานงานจัดการประชุมใหญ่ฯ) ​​กล่าวแสดงความยินดีงานเลี้ยงต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติ และ สมาชิก สภท.​ เวลา​ 20.00-22.00 น.​พบศิลปินนักร้อง ตลก ที่มาสร้างความบันเทิง

          โดยมี นายภากร ยังแจ่ม เลขาธิการสมาคมฯ. และ นางสาวสุพัตรา สมถวนิช (รองเลขาธิการ- ผู้ประกาศ TNN24) พิธีกรดำเนินรายการ

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.54ปี)

Cr.ธวัชชัย เฟื่องอนันต์
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง​

NIA ชวนชมนิทรรศการ “Bangkok – Vienna Innovation District Exhibition” ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรีย ครบ 150 ปี

         สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา และ City of Vienna จัดงานนิทรรศการ “Bangkok – Vienna Innovation District Exhibition” ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 6-17 ตุลาคม 2562 ณ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรีย ครบรอบ 150 ปี ตั้งเป้าขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรีย พร้อมสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อต่อยอดความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่าง NIA สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา และ City of Vienna

          ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “NIA สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา และ City of Vienna มีความร่วมมือในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายด้านองค์ความรู้ในการพัฒนาย่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา NIA ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของ City of Vienna ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ และเป็นวิทยากรในหลักสูตรผู้บริหารเมืองนวัตกรรม”

         NIA ได้ริเริ่มและพัฒนาย่านนวัตกรรม เพื่อสร้างให้เกิดนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ โดยเริ่มจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีความพร้อมในการสร้างสรรค์การพัฒนาทางนวัตกรรม จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย ในการนี้ NIA จึงได้นำแนวคิดในการเชื่อมโยงย่านนวัตกรรมในกรุงเทพมหานครทั้ง 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพโยธี ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมคลองสาน ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท ย่านไซเบอร์เทคกรุงเทพ ย่านนวัตกรรมลาดกระบัง เป็นต้น เพื่อวางแผนให้เกิดเป็นระเบียงนวัตกรรมกรุงเทพมหานคร หรือ Bangkok innovation Corridor โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ของเมือง ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่เสมอ การใช้ประโยชน์พื้นที่แบบ Mix-use ที่พร้อมให้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนไอเดีย และมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่การสร้างธุรกิจที่ขับคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเชื่อมโยงรอยต่อระหว่างย่านนวัตกรรม จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงของกลุ่ม Sector และเสริมจุดเด่นของแต่ละย่านให้สมบูรณ์เพื่อดึงดูดเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

         ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของทั้ง 7 ย่านนวัตกรรมเพื่อสร้างการเข้าถึงข้อมูลพื้นที่ และง่ายต่อการตัดสินใจในการลงทุน โดยข้อมูลต้องแสดงข้อมูลที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน อันประกอบไปด้วย สินทรัพย์ทางกายภาพ อันแสดงข้อมูลตำแหน่ง ที่ตั้งอาคาร ประเภทอาคาร และการเดินทาง สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ แสดงข้อมูลกลุ่ม Sector และธุรกิจ Startup ในพื้นที่ สินทรัพย์ทางเครือข่าย แสดงหน่วยงานสนับสนุนทั้งเงินทุน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่ง Platform ดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการจดจำลักษณะเด่นและสร้างความเข้าใจถึงลักษณะเด่นของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน เชิญชมตัวอย่าง Platform ได้จากย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท”

          สำหรับงานแสดงนิทรรศการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรียนี้ ประกอบด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรียในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของเมืองเวียนนา และแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของกรุงเทพมหานคร กิจกรรมเปิดตัวหนังสือย่านนวัตกรรมกรุงเทพมหานคร (Bangkok Innovation Districts)

         ซึ่งรวบรวมแนวคิด โอกาส และภาพการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของการพัฒนาย่านนวัตกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้ง 6 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมคลองสาน ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท และย่านนวัตกรรมลาดกระบัง และหนังสือนวัตนคร (City of Innovation) ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมภาพถ่ายภายใต้หัวข้อ One Shot Knockout : Innovation District จากช่างภาพทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ร่วมลงถ่ายภาพในพื้นที่เป้าหมายย่านนวัตกรรม 7 แห่ง ได้แก่ ย่านการแพทย์โยธี, ย่านปทุมวัน, เกาะรัตนโกสินทร์, เมืองพัทยา ย่านหลักในจังหวัดเชียงใหม่, ภูเก็ต และขอนแก่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเสนอแนวคิด รูปแบบนวัตกรรมและอัตลักษณ์ที่พบเห็นในย่านต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการพาเยี่ยมชมนิทรรศการภายในของ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนชาวไทย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สำนักข่าวความมั่นคง

“รวมพลังน้ำใจสู่ นูรุ้ลยากีน 62” หารายได้สนับสนุนบำรุง การศึกษานักเรียนภาคมุสลิม

         พัทยา- วันที่ 6 ตุลาคม2562 เวลา 19.30 น. ที่ มัสยิดนูรุ้ลยากีน ซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “รวมพลังน้ำใจสู่นูรุ้ลยากีน 62 เพื่อหารายได้เป็นทุนสนับสนุน บำรุงมัสยิด บำรุงการศึกษาเด็กนักเรียนภาคศาสนามัสยิดนูรุ้ลยากีน และกิจกรรมของมัสยิดฯ

         โดยมี ดร.มาย ไชยนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ, นายยะยา เซ็นสุรีย์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (ประธานจัดงาน) ฮัจยี สงบ (อับดุลเลาะฮ์) โซ๊ะเฮง อีหม่ามประจำมัสยิดนูรุ้ลยากีน และคณะกรรมการมัสยิดฯ, นายฟารุค วงษ์บริสุทธิ์ อีหม่าม ประจำมัสยิดดารุ้ลอิบาดะห์ นายวินัย อินทร์พิทักษ์สมาชิก อบจ.ชลบุรี สมาชิกเมืองพัทยาและสมาชิกสภา ทม.หนองปรือ พี่น้องมุสลิมและแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

          สำหรับงาน รวมพลังน้ำใจสู่นูรุ้ลยากีน 62 เป็นการจัดเลี้ยงน้ำชาการกุศลและเปิดจำหน่าย อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้ามุสลิม ชาย หญิง กว่า 50 ร้านค้า เพื่อหารายได้เป็นทุนสนับสนุน บำรุงมัสยิด บำรุงการศึกษาเด็กนักเรียนภาคศาสนามัสยิดนูรุ้ลยากีน โดยพบว่า มีทั้งภาครัฐ เอกชน พี่น้องมุสลิมและผู้หลักผู้ร่วมให้การสนับสนุน ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้กันอย่างเนืองแน่น.

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ -วิรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

สำนักข่าวความมั่นคง

ลพบุรี – หนุ่มโรงงานน้ำตาลโชคร้าย กลับไม่ถึงบ้านถูกรถยนต์เก๋งชนดับ

         เมื่อเวลา 20.25 น. วันที่ 6 ต.ค. 62 ร.ต.อ.สมัย จำปาทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.สระโบสถ์ อ.สระโบสถ์ ลพบุรี ได้รับแจ้ง เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ที่ถนนสายสระโบสถ์ -หนองม่วง หน้าโรงงานน้ำตาลสระโบสถ์ ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย จึงได้ประสานแพทย์เวร รพ.สระโบสถ์ และสมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์รุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

         ที่เกิดเหตุเป็นถนนสองเลนมืดสนิท พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน ขค-2898 ขอนแก่น ชนกับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง-ขาว หมายเลขทะเบียน 1กค-2357 พิจิตร ในสภาพพังยับเยิน ใกล้กันพบร่างนายภาสกร เอี่ยมสอาด อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ที่ 9 ต.นิยมชัย อ.สระโบสถ์ ลพบุรี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง รพ.แต่เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก นายภาสกร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีผู้ที่โดยสารมากับรถ ยนต์เก๋ง ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 รายถูกนำตัวส่ง รพ.สระโบสถ์

          จากการสอบสวนผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถยนต์เก๋งได้ขับมาจาก อ.หนองม่วง มุ่งหน้า อ.สระโบสถ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่มีนายภาสกร ขับออกมาจากโรงงานน้ำตาลเพื่อที่จะกลับบ้านพัก ได้ขับสวนเส้นทางล้ำเข้าไปในเลนรถยนต์เก๋ง ที่ขับสวนเส้นทางมา รถทั้งสองคันได้พุ่งชนกันอย่างจังจนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตดังกล่าว ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทาง เพื่อที่จะได้สรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าว นายกฤษณ์ ลพบุรี 08908599090
นายโยธิน พรมแตง /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

รองโฆษกรัฐบาล เผย “รองนายกฯ อนุทิน” เตรียมเปิดงานมอบรางวัลนักแข่ง โมโตจีพี 2019 คาดท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัดมากกว่า 3 พันล้าน

          น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 6 ตุลาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี สนามที่ 15 ในรายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งรายการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั้งชาวไทยและทั่วโลก ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ จะมีตัวเลขผู้เข้าชมหลายแสนคน ซึ่งถือเป็นอีกกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามนโยบาย Sport Tourism มีผลอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ พร้อมเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีในด้านภาพลักษณ์และด้านอื่นๆตามมา

          น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันโมโตจีพีครั้งนี้ มีการตั้งเป้าผู้เข้าร่วมชมไว้ที่ 222,535 คน มากกว่าโมโตจีพีเมื่อเดือนตุลาคมปี 2561 ที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 2 แสนคน ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ และมีเงินสะพัดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง มากกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน ได้มีกิจกรรมเดินสาย Road Show เพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันทั่วประเทศและมีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รับทราบเป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมพร้อมต้อนรับแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลกไว้อย่างดีเช่นกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า อะไร คือ “วัตถุต้องสงสัย”

วิธีสังเกต “วัตถุต้องสงสัย” มี 4 ข้อ ดังนี้

  1. ไม่เคยเห็น เช่น ที่ตู้เอทีเอ็ม พบถังดับเพลิงวางอยู่ ซึ่งปกติ บริเวรดังกล่าวไม่เคยมีวางอยู่
  2. ไม่เป็นของใคร เช่น เมื่อสอบถามแล้ว ไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
  3. ไม่ใช่ที่อยู่ วัตถุนั้นควรจะอยู่ที่อื่น ไม่ควรอยู่ ณ สถานที่ตรงนั้น
  4. ดูไม่เรียบร้อย วัตถุนั้นมีสภาพไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เช่น มีสายไฟโผล่ออกมา มีน้ำมันเยิ้ม มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง