“รวมพลังน้ำใจสู่ นูรุ้ลยากีน 62” หารายได้สนับสนุนบำรุง การศึกษานักเรียนภาคมุสลิม

         พัทยา- วันที่ 6 ตุลาคม2562 เวลา 19.30 น. ที่ มัสยิดนูรุ้ลยากีน ซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “รวมพลังน้ำใจสู่นูรุ้ลยากีน 62 เพื่อหารายได้เป็นทุนสนับสนุน บำรุงมัสยิด บำรุงการศึกษาเด็กนักเรียนภาคศาสนามัสยิดนูรุ้ลยากีน และกิจกรรมของมัสยิดฯ

         โดยมี ดร.มาย ไชยนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ, นายยะยา เซ็นสุรีย์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (ประธานจัดงาน) ฮัจยี สงบ (อับดุลเลาะฮ์) โซ๊ะเฮง อีหม่ามประจำมัสยิดนูรุ้ลยากีน และคณะกรรมการมัสยิดฯ, นายฟารุค วงษ์บริสุทธิ์ อีหม่าม ประจำมัสยิดดารุ้ลอิบาดะห์ นายวินัย อินทร์พิทักษ์สมาชิก อบจ.ชลบุรี สมาชิกเมืองพัทยาและสมาชิกสภา ทม.หนองปรือ พี่น้องมุสลิมและแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

          สำหรับงาน รวมพลังน้ำใจสู่นูรุ้ลยากีน 62 เป็นการจัดเลี้ยงน้ำชาการกุศลและเปิดจำหน่าย อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้ามุสลิม ชาย หญิง กว่า 50 ร้านค้า เพื่อหารายได้เป็นทุนสนับสนุน บำรุงมัสยิด บำรุงการศึกษาเด็กนักเรียนภาคศาสนามัสยิดนูรุ้ลยากีน โดยพบว่า มีทั้งภาครัฐ เอกชน พี่น้องมุสลิมและผู้หลักผู้ร่วมให้การสนับสนุน ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้กันอย่างเนืองแน่น.

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ -วิรัตน์ ขำแตร-ทนงค์ ปรีเปรม *086-1499878

สำนักข่าวความมั่นคง

ลพบุรี – หนุ่มโรงงานน้ำตาลโชคร้าย กลับไม่ถึงบ้านถูกรถยนต์เก๋งชนดับ

         เมื่อเวลา 20.25 น. วันที่ 6 ต.ค. 62 ร.ต.อ.สมัย จำปาทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.สระโบสถ์ อ.สระโบสถ์ ลพบุรี ได้รับแจ้ง เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ที่ถนนสายสระโบสถ์ -หนองม่วง หน้าโรงงานน้ำตาลสระโบสถ์ ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย จึงได้ประสานแพทย์เวร รพ.สระโบสถ์ และสมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์รุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

         ที่เกิดเหตุเป็นถนนสองเลนมืดสนิท พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน ขค-2898 ขอนแก่น ชนกับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง-ขาว หมายเลขทะเบียน 1กค-2357 พิจิตร ในสภาพพังยับเยิน ใกล้กันพบร่างนายภาสกร เอี่ยมสอาด อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ที่ 9 ต.นิยมชัย อ.สระโบสถ์ ลพบุรี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง รพ.แต่เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก นายภาสกร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีผู้ที่โดยสารมากับรถ ยนต์เก๋ง ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 รายถูกนำตัวส่ง รพ.สระโบสถ์

          จากการสอบสวนผู้ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถยนต์เก๋งได้ขับมาจาก อ.หนองม่วง มุ่งหน้า อ.สระโบสถ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่มีนายภาสกร ขับออกมาจากโรงงานน้ำตาลเพื่อที่จะกลับบ้านพัก ได้ขับสวนเส้นทางล้ำเข้าไปในเลนรถยนต์เก๋ง ที่ขับสวนเส้นทางมา รถทั้งสองคันได้พุ่งชนกันอย่างจังจนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตดังกล่าว ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทาง เพื่อที่จะได้สรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าว นายกฤษณ์ ลพบุรี 08908599090
นายโยธิน พรมแตง /รายงาน

สำนักข่าวความมั่นคง

รองโฆษกรัฐบาล เผย “รองนายกฯ อนุทิน” เตรียมเปิดงานมอบรางวัลนักแข่ง โมโตจีพี 2019 คาดท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัดมากกว่า 3 พันล้าน

          น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 6 ตุลาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี สนามที่ 15 ในรายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งรายการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั้งชาวไทยและทั่วโลก ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ จะมีตัวเลขผู้เข้าชมหลายแสนคน ซึ่งถือเป็นอีกกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามนโยบาย Sport Tourism มีผลอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ พร้อมเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีในด้านภาพลักษณ์และด้านอื่นๆตามมา

          น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันโมโตจีพีครั้งนี้ มีการตั้งเป้าผู้เข้าร่วมชมไว้ที่ 222,535 คน มากกว่าโมโตจีพีเมื่อเดือนตุลาคมปี 2561 ที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 2 แสนคน ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ และมีเงินสะพัดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง มากกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน ได้มีกิจกรรมเดินสาย Road Show เพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันทั่วประเทศและมีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รับทราบเป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมพร้อมต้อนรับแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลกไว้อย่างดีเช่นกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า อะไร คือ “วัตถุต้องสงสัย”

วิธีสังเกต “วัตถุต้องสงสัย” มี 4 ข้อ ดังนี้

  1. ไม่เคยเห็น เช่น ที่ตู้เอทีเอ็ม พบถังดับเพลิงวางอยู่ ซึ่งปกติ บริเวรดังกล่าวไม่เคยมีวางอยู่
  2. ไม่เป็นของใคร เช่น เมื่อสอบถามแล้ว ไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
  3. ไม่ใช่ที่อยู่ วัตถุนั้นควรจะอยู่ที่อื่น ไม่ควรอยู่ ณ สถานที่ตรงนั้น
  4. ดูไม่เรียบร้อย วัตถุนั้นมีสภาพไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เช่น มีสายไฟโผล่ออกมา มีน้ำมันเยิ้ม มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

ชาวกรงปินัง จังหวัดยะลา ร่วมแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับความรุนเเรงในทุกรูปแบบ

           วันนี้ 4 ตุลาคม 2562 เวลา 13.30 น. ที่ ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา นายอมร ปรีดางกูร นายอำเภอกรงปินัง นำพลังมวลชนชาวอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ผู้นำท้องที่ ผู้นำศาสนา กลุ่มสตรี เด็กนักเรียน และประชาชนในพื้นที่กว่า 500 คน รวมตัวกันรณรงค์ต่อต้านความรุนแรง แสดงพลังไม่เห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมถือป้ายประณามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จากกรณีเหตุลอบยิง นางมือละ เจ๊ะโซ๊ะ เสียชีวิต และนางรอกายะ ยูโซ๊ะ ได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณบ้านกูแย (บ้านย่อยบาตูบือละ) ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมี พลโทสมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา, ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอกรงปินัง และ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 เข้าร่วม

          ทั้งนี้ พลโทสมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้พบปะพูดคุยกับครอบครัว และทายาท ของผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือและเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นอีกด้วย

          ภายหลังจากมีการรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงเสร็จสิ้น นายอำเภอกรงปินัง พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาและประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมกันเสวนาในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบทบาทกลไกผู้นำระดับชุมชนกับการหนุนเสริมการพูดคุยเพื่อสันติสุข เพื่อร่วมกันหาทางออกในแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

          ด้านนายอัมราน ยะยอริ ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอกรงปินัง กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจต่อคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ซึ่งทุกคนในพื้นที่ทราบกันดีว่าพวกเราทุ่มเทและจริงใจกับการทำงาน แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเกิดขึ้น และเราก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเหตุการณแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่เช่นกัน ซึ่งวันนี้นอกจากเรามาร่วมกันต่อต้านความรุนแรงแล้ว เรามาร่วมกันตั้งเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาของพ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับผู้ก่อเหตุรุนแรงนั้น ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนอยากให้เขาพยายามเลิก และยุติการกระทำเช่นนี้สักที

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

รอง ผอ.รมน.ภาค ๔ สน.(๑)ร่วมประชุมเพื่อรับฟังแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมหมู่บ้าน/ควบคุมพื้นที่ และแนวทางการดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากร ของ ฉก.นย.ทร

          เมื่อ ๕ ต.ค.๖๒ เวลา ๑๑๐๐ น.อ.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก. นย. ภต. ให้การต้อนรับ พล.ท.สมพล ปานกุล รอง ผอ.รมน.ภาค ๔ สน.(๑) เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมหมู่บ้าน/ควบคุมพื้นที่ และแนวทางการดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากร ของ ฉก.นย.ทร. ณ ห้องประชุม ๑๐๑ บก.ฉก.นย.ทร. ค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จว.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูล : ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

#ทหารเรือต้องมีชะตาชีวิตร่วมกับประชาชน

ทหารเรือต้องมีชะตาชีวิตร่วมกับประชาชน

  1. พัฒนาสัมพันธ์ และร่วมทำกิจกรรมหน้าเสาธง พร้อมทั้งให้นักเรียนช่วยกันเก็บขยะรอบตาดีกา มอบขนม และมอบธงชาติผืนใหม่แก่ตาดีกา ณ ศูนย์การศึกษาศาสนาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) อัลฮีดายาตุลมุสตากีม ม.3 บ.ดูกู ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส
  2. พบปะเยี่ยมเยียนและพัฒนาสัมพันธ์ กับประชาชน รวมทั้งคณะครูและนักเรียนประจำศูนย์การศึกษาศาสนาอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา)นูรูลยัลลัล บ.ยือลอ ม.๓ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูล : ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

ฉก.ทพ.นย.ทร.ร่วมกับส่วนราชการ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส จัดหาแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค

          เมื่อ ๔ ต.ค.๖๒ เวลา ๑๔.๐๐ ฉก.นย.ทร.โดย ฉก.ทพ.นย.ทร.เข้าร่วมกับส่วนราชการ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส เพื่อหาแนวทางการจัดหาแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ที่มีคุณภาพให้แก่ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๙ และ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๑๐ โดยทำการขุดบ่อบาดาลจากหน่วยทหารช่างพัฒนา สนง.พัฒนาภาค ๔ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ณ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๙ ม.๗ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูล : ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

ต้นกำเนิดการทำเทริดมโนราห์ที่ชุมชนหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา

          คุณอริยวัตน์ ฉิมประดิษฐ์ ผู้สืบทอดการทำเทริดมโนราห์​เล่าให้ฟังว่า​มโนราห์​มีเอกลักษณ์​ที่โดดเด่นโดยเฉพาะการแต่งกายของผู้แสดง ที่ต้องมีการประดับสวยงามทั้งตัว ประกอบด้วย เครื่องสิราพร กว่า 20 ชิ้น ที่สำคัญ คือเทริด ซึ่งเป็นเครื่องสวมศรีษะ ของโนราห์ มีลักษณะเป็นมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ ซึ่งเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่สถิตของครูโนราห์ โดยที่ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรม​นี้ไว้อย่างเหนียวแน่น สำหรับความคิดที่จะทำเทริดนั้น​คุณอริยวัฒน์บอกว่าเกิดจากการแสดงมโนราห์แต่ละครั้ง​ผู้แสดงมีเทริดสวมใส่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงใช้ความรู้ประสบการณ์ และแนวทางที่ถูกต้องในการทำ ด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาประดิษฐ์​จนกลายเป็นเทริดที่สวยงาม

          คุณอริยวัฒน์ยังบอกอีกว่าได้ฝึกหัดเรียนรู้​การทำเทริดมาตั้งแต่เด็กๆ​พบว่าเทริดเป็นสิ่งที่สวยงาม และเป็นของชั้นสูงที่มโนราห์ทุกคณะ ลูกหลานที่มีเชื้อสายมโนราห์ ให้ความนับถือ วางเก็บไว้เหนือหัว บนที่สูง ส่วนเรื่องการเรียนรู้การทำเทริด การขึ้นลายกนก การผสมแป้ง การขึ้นโครง ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจาก มหาวิทยาลัยทักษิณสงขลา แล้วนำมาปรับปรุงเป็นเทริด ที่สมบูรณ์ สวยงาม ตามความคิดความเชื่อจน สามารถใช้ในพิธีและใส่รำมโนราห์ได้

          สำหรับเทริด ที่ผ่านการทำพิธีบูชาครูมโนราห์แล้ว ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีผูกผ้าใหญ่ หรือแต่งพอกซึ่งหมายถึงการแต่งกายเพิ่มเติมหรือ “พอก” เพิ่มจากเครื่องแต่งกายโนราธรรมดา เพื่อทำพิธียอมรับการเป็นศิลปินโนราคนใหม่ หรือพิธีมโนราห์โรงครู โดยมีการจัดวางเทริดไว้บนปะรำพิธีด้านบน และยกเทริดเพื่อครอบให้กับมโนราห์ที่ฝึกรำ ทั้งนี้องค์ประกอบต่างๆ ของเทริดต้องครบถ้วน ลวดลายประณีต สวยงาม ถูกต้องตามแบบของเทริดมโนราห์


          ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นชมรมการแสดงศิลปะการแสดงพื้นพื้นบ้านมโนราห์จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเยาวชน ผู้ที่สนใจ สืบสานการทำเทริดและการรำมโนราห์​มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีเวทีรองรับการแสดง ทั้งในจังหวัดยะลาและพื้นจังหวัดชายแดนภาคใต้​เป็นอาชีพที่สร้างรายได้จากภูมิปัญญาดั้งเดิม รวมทั้งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นกระบวนการ​ สามารถสืบสานอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ทัดเทียมกับศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ปัตตานีบ้านฉัน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์มีชีวิต กับวิถีอัสลีบ้านนากอ – อัยเยอร์เวง

 หากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวชุมชนอัยเยอร์เวง – เบตง นอกจากความประทับใจในสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย อาหารการกินสารพัดรสอร่อย และอัธยาศัยอันดีของผู้คนที่นั่นแล้ว อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมชอบเรื่องราวทางมานุษยวิทยา คือ การไปสัมผัสวิถีชีวิตกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “โอรังอัสลี” หรือคนพื้นเมืองดั้งเดิม

          ทำไมถึงเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” นั่นเพราะหากย้อนรอยทางกลับไปในอดีต มีหลักฐานการอยู่อาศัยของชนพื้นเมืองในพื้นที่มาตั้งแต่ 3,000 ปีที่ผ่านมา เรียกโดยรวมว่า โอรังอัสลี (Orang Asli) ได้แก่ กลุ่มนิกริโต (Nigrito) เช่น เซมัง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มซีนอย (Senoi) เผ่ามองโกลอยด์ใต้ ได้แก่ บรรพบุรุษชาวสยามและชาวมลายู อยู่อาศัยมานานนับพันปีเช่นกัน หลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา และเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ขวานหิน ซึ่งพบหลายแห่งตามถ้ำและที่ราบทั่วไป อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของผู้คนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

           ปัจจุบัน วิถีของชาวโอรังอัสลี หรือ คนพื้นเมืองดั้งเดิม ปรากฏอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลา คือกลุ่มชนซึ่งเคยอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเบตง อำเภอธารโต บันนังสตา และยะหา จังหวัดยะลา รวมถึงบางอำเภอของจังหวัดนราธิวาส และรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาเป็นกลุ่มไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณ 10-30 คน ไม่มีการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าตามฤดูกาล ที่อยู่อาศัยสร้างเป็นเพิงชั่วคราวมุงด้วยใบตองหรือเรียกกันว่า “ทับ” ปกติจะไม่นุ่งห่มเสื้อผ้า ปิดอวัยวะพึงสงวนด้วยใบไม้ แต่ภายหลังรู้จักใส่ผ้าปกปิดร่างกายเช่นผู้คนสมัยใหม่

           เรื่องราวของ “โอรังอัสลี” พื้นที่ปลายแหลมมลายู ปรากฏอยู่ในเอกสาร บันทึกทางประวัติศาสตร์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวเบตงแล้ว มีภาพถ่ายขาว-ดำ ที่กลายเป็นภาพจำและถือเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ในสวนยางแห่งหนึ่งของเบตงยุคบุกเบิกปี พ.ศ.2497 เรื่องราวในภาพคือหลักฐานชิ้นสำคัญสะท้อนและบอกเล่าถึงรอยต่อความเป็นมาเป็นไปทางประวัติศาสตร์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเบตง หรือในพื้นที่คาบสมุทรมลายู นับตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน

          ข้อมูลล่าสุดจาก อบต.อัยเยอร์เวง พบว่า ชาวโอรังอัสลีในพื้นที่ป่าฮาลา-บาลา อำเภอเบตง ทุกวันนี้กลุ่มใหญ่สามารถไปสัมผัสได้ที่บ้านนากอซึ่งอาศัยในที่ตั้งนานเวลามากขึ้น ถึงแม้จะยังคงยึดวิถีของการเคลื่อนย้ายเป็นวงรอบตามวิถีเดิม ๆ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็อาศัยอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลา เช่นกัน และเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แต่โดยรวมแล้วชาวโอรังอัสลีที่ยังคงดำรงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่อำเภอเบตง เขตป่าฮาลา-บาลา พื้นที่รอยต่อไทย-มาเลเซีย มีอยู่จำนวนประมาณ 100 กว่าชีวิต

          นายซูไฮมี มีนา พัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง (อบต.อัยเยอร์เวง) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ประสานงานและได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากชาวโอรังอัสลีมายาวนาน บอกเล่าว่า “เท่าที่มีการสำรวจเวลานี้พบชาวโอรังอัสลีอยู่ 5 กลุ่ม”

          ชาวโอรังอัสลีทั้ง 5 กลุ่มซึ่งอยู่กระจายในพื้นที่แถบผืนป่าฮาลา – บาลา สร้าง “ทับ” หรือที่อยู่อาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านนากอ หมู่ 9 ตำบลอัยเยอร์เวง รวมแล้วประมาณ 50 คน ตอนนี้ปักหลักอยู่อาศัยอย่างค่อนข้างถาวรมากขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง มีการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านชาวเมืองมากขึ้น มีการรับจ้างตัดหรือโยงกิ่งทุเรียน แต่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถึงเวลาย้ายก็ย้าย แต่ไปไม่นานจะกลับมาอยู่ที่เดิม

          ล่าสุด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดทำฐานข้อมูล ทำบัตรให้สิทธิเป็นบัตรพิเศษที่ออกให้เพื่อให้ความช่วยเหลือ เริ่มที่บ้านนากอนก่อน จากนั้นจึงขยายสู่กลุ่มอื่นที่สนใจ ที่สำคัญ ศอ.บต. มีแผนจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ที่บ่อน้ำร้อนนากอในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ชนเผ่า” เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาอัสลี ให้ผู้สนใจทำความรู้จักข้อมูล ปรับความเข้าใจชาวเมืองก่อนให้เขาวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้

          กลุ่มคนที่ยังคงวิถีชีวิตชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเช่นอดีต ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา ดำรงวิถีความเชื่อเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกันด้วยปัจจัยแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน ส่งผลให้คนเหล่านี้ต้องพยายามปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ผู้มาก่อน และเรายังคงสามารถไปสัมผัสเรียนรู้วิถีชนเหล่านี้ได้อย่างเคารพ ให้เกียรติ ผ่านการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง