จันทบุรี – จัดกิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวดล้อม”

จังหวัดจันทบุรี จัดกิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวดล้อม” ปลูกจิตสํานึกให้ประชาชนและเยาวชน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

         วันนี้ ( 17 ก.ย.62 ) ที่บริเวณป่าชายเลนบ้านสองพี่น้อง หมู่ที่ 2 ต.บางกะไชย อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน นำหัว หน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษาร่วม กิจกรรม “ปลูกป่า ชายเลน สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มสมดุลแห่งสิ่งแวด ล้อม” เพื่อปลูกจิตสํานึกให้ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมรักษาสมดุลระบบนิเวศ โดยการปลูกป่าชายเลนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

         สืบเนื่องจากปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่ม เฟือยกำลังเป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วไปกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาตินั้น มีผลโดยตรงกับมนุษย์ และผลที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานราชการต่างๆภาคเอกชน และประชาชนต้องมีความตระหนักในปัญหาเหล่านี้

          การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็น การปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกคนต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และต้องช่วยกันรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรมเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีความยั่งยืน เพื่ออนาคตตลอดไป ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อําเภอแหลมสิงห์ ขลุง ท่าใหม่ และนายายอาม เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากปลูกป่าในพื้นที่ที่เคยถูกบุกรุกทำนากุ้งและยึดกลับมาฟื้นฟูธรรมชาติ


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี-ชาวบ้านรวมพลังสามัคคี ซ่อมสะพานหน้าวัดตะปอนหลังถูกน้ำป่าพัดขาด ไม่สามารถสัญจรไปมาได้

จันทบุรี-ชาวบ้านรวมพลังสามัคคี ซ่อมสะพานหน้าวัดตะปอนหลังถูกน้ำป่าพัดขาด ไม่สามารถสัญจรไปมาได้

         นายเจริญ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลตะปอน อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรี ได้ประสานขอกำลังจากชาวบ้าน นำไม้จากวัดตะปอน และอุปกรณ์การซ่อมแซมสะพาน มาช่วยกันทำ การซ่อมสะพาน หลังถูกน้ำป่าจากเทือกเขาสระปาบไหลหลากรุนแรงพัดจนคอสะพานขาดเมื่อ 2 วันก่อน จนชาวบ้านไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ต้องใช้เส้นทางอื่นในการสัญจร ซึ่งมีระยะทางไกลพอสมควร

          โดยสะพานแห่งนี้ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาระหว่างตำบลเกวียนหักและตำบลตำปอน ซึ่งชาวบ้านก็ได้ระดมกำลังด้วยความสามัคคี ดำเนินการสร้างสะพานไม้ โดยใช้ไม้เนื้อแข็งที่ได้รับการสนับสนุนจากวัดตะปอน และวัสดุจากธรรมชาติ ซ่อมแซมจนสามารถเชื่อมต่อและสัญจรไปมาได้ ทั้งนี้ด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่มีจำนวนน้อยจึงสร้างได้เพียงช่องทางเดียว โดยอนุญาตให้รถจักรยานยนข้ามได้เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านสามารถใช้เดินทางข้าม ไป-มา ชั่วคราวก่อน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินงานของบประมาณ ในการทำสะพานถาวร ข้ามตำบล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนต่อไป


สุปราณี แก้วหุง/จันทบุรี

สาวใหญ่หนีตาย ก่อนไฟลุกท่วม เผยเอะใจ ตั้งแต่มีกลิ่นเหม็นไหม้จากรถ คาดสาเหตุมาจากไฟฟ้าลัดวงจร

https://youtu.be/WOaiXaFxGmk

สาวใหญ่หนีตาย ก่อนไฟลุกท่วม เผยเอะใจตั้งแต่มีกลิ่นเหม็นไหม้จากรถกลางถนนขณะเดินทางกลับบ้าน คาดสาเหตุมาจากไฟฟ้าลัดวงจร

         เมื่อเวลา 9.30 น. พันตำรวจโทสมาน ชัยชาญ รองสว.ป สภ.คิชฌกูฎ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีไฟไหม้รถเก๋ง ที่บริเวณเลยทางแยกวัดพลวง อ.เขาคิชฌกูฎ ไปเล็กน้อย หลังรับแจ้งจึงประสานไปยังเทศบาลตำบลพลวง เพื่อขอรถดับเพลิงสนับสนุนที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง โตโยต้า สีบรอน หมายเลขทะเบียนกท 9864 จันทบุรี ถูกไฟไหม้ทั้งคัน เจ้าหน้ากู้ภัยสว่างกตัญญูจันทบุรี ได้ปิดการจราจรชั่วคราว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ระดมฉีดน้ำขณะไฟกำลังลุกท่วม เพื่อทำการสกัดไฟ โดยใช้เวลา กว่า 20 นาที เพลิงจึงสงบ

         ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ พบนางสาวดลนภา จังหวัดนา อสม. บ้านคิชฌกูฎ เจ้าของรถ เล่าว่า ระหว่างขับรถกลับจากไปประชุมจะกลับบ้าน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุพบได้กลิ่นเหม็นไหม้ออกมาจากช่องแอร์ จึงหันไปมอง ด้านหลัง กลับพบว่ามีควันขึ้นมาจากฝากระโปงหลัง จึงรีบออกจากรถ แล้ววิ่งไปหลบบริเวณใกล้ๆ ก่อนมีคนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐาน สาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะนำรถยนต์เก๋งไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.คิชฌกูฎ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.


สุปราณี แก้วหุง/จันทบุรี รายงาน

สอ รฝ ปิดการฝึกทบทวนความพร้อมก่อนออกปฎิบัติราชการชายแดนใต้

         วันนี้ 17 ก.ย.62 นาวาเอก เฉลิมชัย สวนแก้ว รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อา กาศยานและรักษาฝั่งกองทัพเรือ ผู้แทนผู้บัญชาการ มาเป็นประธาน ปิดการฝึกทบทวนความพร้อมก่อนออกปฏิบัติราชการ กองร้อยรักษาความปลอดภัยสนามบินจังหวัดนราธิวาส และหน่วยปฏิบัติการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จังหวัดสงขลา ประจำปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นที่กองบังคับการศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งอำเภอสัต หีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นาวาเอก ปิยะศักดิ์ นิลนิมิต ผู้บังคับการศูนย์การฝึกฯ นำกำลังพลเข้าร่วมในพิธีปิดการฝึกจำนวน 200 นาย

         ตามที่ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง มอบหมายให้ศูนย์การฝึกเป็นหน่วยรับผิดชอบในการจัดการฝึกทบทวน ความพร้อมให้แก่กำลังพลที่จะไปผลัดเปลี่ยนในกองร้อย รปภ.สนามบินจังหวัดนราธิวาส และนป.สอ.รฝ.สข. ศูนย์การฝึกจึงได้ตั้งกองอำนวยการฝึก และทำการฝึกทบทวนระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม – 17กันยายน 2562 ได้แบ่งออกเป็น 2 หน่วย ประกอบด้วย หน่วยฝึกกองร้อย รปภ.สนามบินจังหวัดนราธิวาส และหน่วยฝึกหน่วยปฎิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จังหวัดสงขลา ทำให้ได้รับความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ปฏิบัติการจริง มีความเข้าใจ และความชำ นาญยิ่งขึ้น ด้วยการฝึกการสถานี การฝึกยิงอาวุธ และขว้างลูกระเบิด รวมถึงการนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกมาใช้ในการวางแผนระวังป้องกันที่ตั้ง ตลอดจนแก้ไขสถานการณ์การฝึกที่เกิดขึ้น ในห้วงของการฝึกปัญหาต่อเนื่อง เพื่อ กำลังพลจะมีความพร้อมที่จะไปปฏิบัติราชการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          นาวาเอก เฉลิมชัย สวนแก้ว กล่าวว่า ขอชื่นชมกำลังพลที่มีความตั้งใจเข้ารับการฝึก ซึ่งทำให้หน่วยมั่นใจว่า กำลังพลทุกนายมีความพร้อมที่จะปฏิบัติราชการในหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จังหวัดสงขลา ในวงรอบผลัดเปลี่ยน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากการศึกษาภาควิชาการ การฝึกภาคสนาม และการฝึกยิงอาวุธ ที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ปฏิบัติการจริง อีกด้วย


ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

3จังหวัดชายเเดนภาคใต้-คืบหน้าเหตุซุ่มยิงขว้างระเบิดที่โคกโพธิ์

3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้~คืบหน้าเหตุซุ่มยิงขว้างระเบิดที่โคกโพธิ์ อ.ส เสียชีวิต 1 นาย

         เมื่อเวลา 17.05 น. 1.อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว อายุ 26 ปี ที่อยู่ 11/4 ม.3 ต.นาประดู่ อ. โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อาการ กระสุนโดนบริเวณศรีษะและที่ราวนมด้านซ้าย หมอได้ช่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ เสียชีวิต 1 นาย คือ พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปีที่อยู่ 54 ม.4 ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อาการ กระสุนบริเวณศรีษะมีเนื้อสมองไหลออกมา อาการสาหัส ส่ง รพ.ปัตตานี บริเวณที่เกิดเหตุ : ปากทางเข้าโรงเรียนบ้านควนประ หมู่ที่ 5 ต.นาประดุ่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี


ภาพ/ข่าว:อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี

ผู้สื่อข่าวพิเศษ ประจำ 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้

มุกดาหาร # ทพ.2110 บุกจับ2หนุ่มใหญ่เครือข่ายค้ายาบ้าชุกยาใต้ที่นอนพร้อมกัญชา

กองร้อยทหารพราน 2110 ร่วมกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด 2 ฝั่งโขง ลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้าประเทศส่งให้เครือข่ายฝั่งไทยนำยาบ้า 2,200 เม็ดกัญชา 2 ก.ก.ชุกใต้ที่นอนเปิดบ้านขายให้กลุ่มวัยรุ่นและชาวบ้านทั่วไป ถูกจับกุมได้ผู้ต้องหา 2 ราย

          วันที่ 16 กันยายน 2562 กองร้อย ทหารพราน 2110 กรมทหารพรานที่ 21 โดยการอำนวยการของ พ.อ.สุภัทร ชูตินันทน์ ผบ.ฉก.ทพ.21 นายยุคล กาญจนศิริพงษ์ในอำเภอดอนตาล พ.ต.อ.อลงกรณ์ เสนีย์รณฤทธิ์ ผกก.สภ.ดอนตาล ได้สั่งการให้ พ.ต.อัครเดช อัครสาร ผบ.ร้อย ทพ.2110 พร้อมด้วยทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี หลังได้รับแจ้งจากสายหลับว่าที่บ้านเลขที่ 138 บ้านดอนตาล ม.2 ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร มีการเปิดบ้านให้กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มหนุ่มใหญ่เข้าไปมั่วสุ่มเสพยาและชื้อขายยาเสพติดแบบเปิดเผยไม่เกรงกลัวกฎหมายจึงนำกำลังร่วมเข้าปิดล้อมบ้านเป้าหมายบ้านหลังดังกล่าวเข้าตรวจค้นพบ 2 หนุ่มใหญ่อยู่ภายในบ้าน

          โดยมีนายแพงศรี สกุลไทย อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 258 ม.1 บ้านดอนตาล ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เป็นเจ้าของบ้านและนาย อัมพร อาภรศรี อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 138 ม.2 บ้านดอนตาล ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร กำลังเพลินนั่งเสพยาเจ้าหน้าที่สอบสวนว่ายาบ้าซุกซ่อนอยู่ที่ไหน ทั้ง 2 คน ก็ยังปากแข็งบอกไม่มีเจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้ง 2 ไปตรวจปัสสาวะของทั้ง 2 มีผลเป็นบวกสีม่วงทั้ง 2 ต้องยอมจำนน

          นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในห้องนอนพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นอนยาบ้า จำนวน 1 มัด กับอีก 1 ถุงยาบ้ารวมจำนวน 2,200 เม็ด และกัญชาอัดแท่ง จำนวน 2 แท่งน้ำนัก 2 ก.ก. ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นอน โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 ยอมรับสภาพว่ายาบ้าและกัญชาเป็นของผู้ต้องหาจริง เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้าและกัญชาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาลเพื่อขยายผลนำตัวกลุ่มเครือข่ายค้ายาบ้ามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

“บิ๊กอู๊ด” นำทีม ส่งมอบความห่วงใย ให้บ้านอุบลฮักแพง

         วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 16 ก.ย.62 เวลา 09.30 น. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รองผบก. ตม.5, พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กุลัตถ์นาม รองผบก.กฝ. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รองผบก. ภ.จว.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผกก.ตม.จ.อุบลราชธานี และคณะหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 6 นำตำรวจจิตอาสาสังกัด สตม.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ตม.จ.อุบลราชธานี

         เดินทางร่วมกันไปมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้ที่จำเป็น ให้กับผู้พิการทางสมอง ที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พักอาศัย ขาดผู้อุปการะดูแล หรือไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้รวมทั้งสิ้น 119 คน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง สังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ. อุบล ราชธานี โดยมีนางบุญสิตา กันพูล ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง และคณะ ให้การต้อนรับ

          บ้านอุบลฮักแพง ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2553 โดยมีภารกิจในการดูแลคนพิการ ทั้งชายและหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมีคนพิการเพศชาย 57 คน เพศหญิง 62 คน รวมทั้งสิ้น 119 คน โดยมุ่งหวังในการส่งเสริมและพัฒนา ให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และพัฒนาไปถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในบ้าน และมากไปกว่านั้น คือการได้ช่วยเหลือแบ่งปันต่อสังคมต่อไปเมื่อมีโอกาสด้วย

          ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมห้องอาชีวบำบัด ของสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง เป็นห้องฝึกอาชีพผู้พิการ และช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ มุ่งหวังในการส่งเสริมและพัฒนา ให้คนพิการมีความสุข มีรอยยิ้ม อันเป็นการส่งมอบความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ จากใจตำรวจไทยให้กับผู้ด้อยโอกาสด้วย

          ทั้งนี้​ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยการสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชา ชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกหน่วย ทำเพื่อประชา ชน และสังคมโดยรวม ด้วยการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีจิตอาสา การเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน


Cr.ทีมงาน​ประชา​สัมพันธ์​ ตชด.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

อุบลราชธานี-ตชด.ออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกวันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ตชด.ออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกวัน โดยเริ่มปฏิบัติตั้งแต่​ วันที่​ 3​ ก.ย.62​ เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

         พ.ต.อ.ชัยรัตน์ อู่พิทักษ์​ ผกก.3 บก.กฝ.บช.ตชด. มอบหมายให้ ชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 2​ ชุด นำโดยร.ต.อ.ไพศาล ทบธรรม ผบมวฯ​ (หน.ชุดที่​ 1) ร.ต.อ.สมัย​ มรุสิทธิ์​ (หน.ชุดที่​ 2) พร้อมกำลังพลในสังกัด​ และผู้รับการฝึกหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจที่ฝึกหัดปฏิบัติราชการจำนวน​ 20 นายออกปฏิบัติภารกิจให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยทุกวัน โดยเริ่มปฏิบัติตั้งแต่​ วันที่​ 3​ ก.ย.62​ เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน​ 5​ อำเภอได้แก่​ อ.ม่วงสามสิบ, อ.เชื่องใน, อ.วารินชำราบ, อ.พิบูลมังสาหาร​และ​ อ.เมืองอุบลราชธานี


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

กลุ่มชาวพุทธฯ​ ถอนแจ้งความ อ.เฉลิมชัย อ.เดชา และศิลปินวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน

         วันนี้ วัน​จันทร์​ที่​ 16 ก.ย.62​ เวลา 10.45 น.ที่กองบังคับการ​ปราบปราม : นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ และนายพงศ์นรินทร์ อมรรัตนา พร้อมกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน เข้าพบ ร.ต.อ.สุนทร ทองมณี รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ป.เพื่อถอนแจ้งความกลุ่มบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับภาพวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ซึ่งเคยแจ้งความดำเนินคดี 5 คนคือ นางสาวศุภรัตน์ ชัยจังหรีด นักศึกษาที่วาดภาพ,นายวีรยุทธ ไม่ทราบนามสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาของนางสาวศุภรัตน์ฯ,นางสาวปพิชญา ณ นครพนม ผอ.ห้างเทอมินอล 21 จ.นครราชสีมา,นายเฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังที่ออกมาสนับสนุนว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ และนายเดชา กิติวิทยานันท์ ทนายความ ที่เคยเปิดเผยสู่สาธารณชนว่ากระกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด โดยแจ้งความดำเนินคดีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร 2560 มาตรา 67 ว่ารัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.62​ ที่ผ่านมา พร้อมแจ้งความกับกลุ่มบุคคลอื่นเพิ่มเติม

         นายจรูญฯ กล่าวว่า หลังเกิดเรื่องทั้งหมดจนถึงขั้นฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานดูหมิ่นพระพุทธศาสนา เมื่อทางกลุ่มได้ค้นหาข้อมูลจนพบสิ่งผิดปกติหลายอย่างเกี่ยวกับภาพดังกล่าว ว่ามีลักษณะคล้ายจะซ่อนรหัสลับบางอย่างมากกว่าที่ภาพศิลปะปกติจะมี และยังเชื่อว่ามีการกระทำเป็นขบวนการซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ให้เป็นหน้าที่ตำรวจดำเนินการ จึงได้ถอนฟ้องผู้ไม่เกี่ยวข้องได้แก่ น.ส.ศุภรัตน์ ชัยจังหรีดน.ส.ปพิชญา ณ นครพนม, นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์​ และ นายเดชา กิติวิทยานันท์ เพราะเชื่อได้ว่าบุคคลทั้ง 4 เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น และเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ให้การสนับสนุนให้มีการจัดงานแสดงรูปภาพอีกหลายคน ซึ่งวันนี้ก็ได้แจ้งความเพิ่มกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งต้องให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป และเชื่อว่ามีรหัสลับในภาพที่อาจบ่งบอกบางอย่าง

          นายจรูญฯ กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มจะแจ้งความกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มอย่างน้อย 2 คน เนื่องจากภาพดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องลิขสิทธิ์อุลตร้าแมน เพื่อสอบถามว่ารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบแล้วจึงจะดำเนินการต่อไป “ทางกลุ่มยืนยันว่าจะเดินหน้าในเรื่องนี้จนถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นต่อไปอาจจะมีรูปภาพสัตว์ต่างๆ ที่มีเศียรเป็นพระพุทธรูป หรือมีตัวเป็นพระพุทธรูปแต่ศีรษะเป็นสัตว์ โดยอ้างว่าศิลปะสร้างสรรค์ได้” นายจรูญฯ กล่าว

          นายจรูญฯ กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางกลุ่มขอน้อมรับกับคำวิพากย์วิจารณ์ต่างๆ และขออภัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องตกใจบ้าง ทั้งนี้ก็ขอขอบคุณ อ.เฉลิมชัย และทนายเดชา เพราะหากไม่มีบุคคลทั้งสอง พวกผมก็ไม่ออกมาเรียกร้องจนได้พบปัญหาที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น ร.ต.อ.สุนทร รับเรื่องไว้ ก่อนเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป


Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พัฒนาอาสาสมัคร มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ช่วยเหลือผู้เจ็บปวยฉุกเฉิน​ อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ลดความสูญเสียจากการเสียชีวิตและพิการ

          วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 16 กันยายน 2562 เวลา​ 14.00​ น.​ ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว​ : ดร.วิเชียร​ เตชะไพบูลย์ ประธาน​มูลนิธิ​ป่อเต็กตึ้ง เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ให้กับอาสาสมัครของมูลนิธิฯ ที่ผ่านการฝึกอบรม​ หลักสูตรการปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่ามูลนิธิป่อเต็กตั้ง​ เป็นองค์กรการกุศลเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินงานสาธารณกุศล​ และงานบรรเทาสาธารณภัย​ ต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์บำรุงสุขแก่เพื่อนมนุษย์ทุกชนชั้น ทุกศาสนาตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ และตาย​ ไม่เลือกเพศ และวัย ตลอดรวมทั้งด้านการศึกษา

         ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีหน่วยงานในเครือข่ายประกอบด้วยโรงพยาบาลหัวเฉียว, มหา วิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว โดยมีอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ผู้มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในงานช่วยเหลือสังคมต่างๆ​ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง ตระหนักถึงความสำคัญของอาสาสมัครมูลนิธิ​ฯในการเข้าช่วยเหลือ​ ผู้ประสบภัยในเบื้องต้นจึงได้มอบหมายให้โรงพยาบาลหัวเฉียว

          ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือข่าย​ และเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้เป็นองค์กร​ ฝึกอบรมปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูงจัดการฝึกอบรมหลักสูตร​ “การปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน” ให้แก่อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ของมูลนิธิฯ เพื่อให้อาสาสมัครของมูลนิธิฯ​ มีวิชาความรู้ ความเข้าใจสามารถปฏิบัติงานอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์อย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานวิชาการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

          ปัจจุบันอาสาสมัครได้สำเร็จการฝึกอบรมเป็นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์แล้ว สามารถนำความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องจากการฝึกอบรมจนจบหลักสูตรไปใช้ในการช่วยชีวิต ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยจิตอาสาเมตตามีคุณธรรม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ด้วยความแน่วแน่ ภาคภูมิต่อไป

         นายแพทย์เลิศฤทธิ์ วรรณะเอี่ยมพิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝายการแพทย์ โรงพยาบาลหัวเฉียว และเป็นคณะผู้ดำเนินงานจัดการฝึกอบรมหลักสูตร “การปฐมพยาบาล​ และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (Emergency Medical Responder-EMR)” เปิดเผยว่า การฝึกอบรมนี้เป็นหลักสูตรที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้งเห็นความสำคัญของการออกปฏิบัติหน้าที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน เบื้องตัน ณ จุดเกิดเหตุจึงให้โรงพยาบาลหัวเฉียวจัดอบรมหลักสูตร “การปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (Emergency Medical Responder-EMR” ให้แก่อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตั้ง ซึ่งการจัดอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้

  1. เพื่อให้อาสาสมัคมูลนิธิปอเต็กตั้ง มีความรู้ทักษะ และเจตคติที่ดีในการปฏิบัติการฉุกเฉินขั้นพื้นฐานแก่ผู้ปวยฉุกเฉิน
  2. ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแล​ ณ จุดเกิดเหตุที่ถูกต้องรวดเร็วปลอดภัย และได้มาตรฐานตามขอบเขต ความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปวยฉุกเฉินมีโอกาสรอดชีวิต ลดความพิการ และกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้
  3. เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของมูลนิธิป่อเต็กตึ้งซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีอาสาสมัครที่มีความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้งมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในฐานะอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์การอบรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคทฤษฎี มีระยะเวลาการอบรม จำนวน 40​ ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติภาคสนามในสถานการณ์จริง จำนวน 10 ครั้ง

         สำหรับวิทยากรผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ประกอบด้วยแพทย์, พยาบาลวิชาชีพ, ภสัชกร​ และบุคลากรจากองค์กรภายใน​ และภายนอก อาทิ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎกล้า โรงพยาบาลตำรวจ เป็นต้น

          ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำหนดการอบรมปี 2561 จัดจำนวน​ 9​ รุ่นมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 409 คน และเนื่องด้วยผู้สำเร็จการอบรมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินที่ค่อนข้างเข้มงวดจึงทำให้มีผู้สำเร็จการอบรม จำนวน​ 341 คน โดยเกณฑ์การผ่านการอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (EMR)

          คือผู้เข้ารับการอบรมต้องมีระยะเวลาการอบรมไม่น้อยกว่า 90% ของระยะเวลาการอบรม และต้องสอบผ่านภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติภาคสนามในสถานการณ์จริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดนอกจากนี้ ในปี 2562 ยังได้จัดการอบรมฟื้นฟูวิชาการอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์​ (Refreshed EMR) ให้แก่อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง) ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน (EMR) ปี 2558 จำนวน 1 รุ่นมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 11​ คน

          สำเร็จการอบรมครบทั้ง 114 คน โดยเกณฑ์การผ่านการอบรมฟื้นฟูวิชาการอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (Refreshed EMR) คือ ผู้เข้ารับการอบรมต้องมีระยะเวลาการอบรมไม่น้อยกว่า​ 90% ของระยะเวลาการอบรม และต้องผ่านเกณฑ์ประเมินการฝึกปฏิบัติทุกทักษะรับรอง​ โดยวิทยากรผู้ควบคุมการฝึก​ ค่าใช้จ่ายในการจัดการอบรมทั้งหมด มูลนิธิปอเต็กตึ้งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ​ รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อแผนกประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรฯ โรงพยาบาลหัวเฉียว​ โทร. 0-2223-1351 ต่อ 5625


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​