มุกดาหาร พัฒนาขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุนของกลุ่มจังหวัดสู่ไทยแลนด์ 4.0

          เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00 น. ที่ห้องมรกต โรงแรมพลอยพาเลซ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเป็นประธาน เปิดงาน SANUK MODERN ENTREPRENEUR ASEAN 4.0 ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนา ขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุนของกลุ่มจังหวัดสู่ไทยแลนด์ 4.0 กิจกรรมการพัฒนาเครือข่ายการค้าของผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ ของกลุ่มจังหวัดร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว และส.สเวียดนาม) หลักสูตรภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 3 ประเทศ และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้พร้อมต่อการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ เพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็นไปพร้อมกัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สร้างความเป็น เพื่อนมาก่อนแล้วธุรกิจจะตามมาภายหลัง

          การจัดงานในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากกลุ่มจังหวัดสนุก สปป.ลาว และส.สเวียดนาม ร่วมกิจกรรมจำนวน 30 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าบริการ เช่น สินค้าเกษตรและการแปรรูปอาหารทะเล สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ชุดตกแต่งห้องพัก การท่องเที่ยว ร้านอาหารและโรงแรม ปุ๋ยเคมีและวัสดุทางการเกษตร วัสดุก่อสร้าง ผ้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้า เป็นต้น การจัดงานครั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 – 10 สิงหาคม 2562 รวม 5 วัน มีการบรรยายให้ความรู้โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีกิจกรรม workshop เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ทางธุรกิจ กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์และสร้างเครือข่าย กิจกรรมนำเสนอธุรกิจสินค้าและบริการ กิจกรรมศึกษาดูงาน ณ สถานประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้การทำการค้า การลงทุนและการตลาดในจังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

ตราด-อึ้ง ทึ่ง เสียว กลัวจะทําอันตรายคนอยู่ในบ้าน พบต่อหัวเสือห่างจากบ้านประมาณ 10 เมตร

         เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ทางสมาคมสว่างบุญช่วยเหลือธรรมสถานตราดเขต 2 คลองใหญ่ ได้รับแจ้งจากนางสาว มิ้งขวัญ วรรณสิน อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 1 บ้านเจ๊กลัก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ว่าพบต่อหัวเสือมาอาศัยอยู่ที่ต้นมะขามนานเป็นเดือนแล้ว เพราะว่าเดินผ่านไปผ่านมา กลัวจะมาทําอันตรายคนที่อยู่ในบ้าน จึงได้เรียกอาสาสมัครสมาคมสว่างบุญช่วยเหลือธรรมสถานตราดเขต 2 คลองใหญ่ มาทำการทําลายเสีย

         จากนั้นทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบุญ ได้นําอุปกรณ์การทําลายรังต่อหัวเสือขนาดใหญ่ โดยใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ 5 เมตร ใช้ผ้าพันปลายไม้ไผ่แล้วใช้นํ้ามันลาดจุดไฟลนไปที่รังโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที จนกว่าตัวจะหมดไป ถึงจะนํารังลงมาจากต้นมะขามได้ ความสูงของรังต้อหัวเสือประมาณ 5 เมตร หลังนําลงมาแล้วพบตัวอ่อนของต้อหัวเสือเป็นจํานวนมาก ซึ่งเป็นเมนูทางภาคอีสานที่ได้รับความนิยมกันมาก และเป็นที่ต้องการของตลาดจํานวนมาก มีราคาขายรังละ 1,000 บาท ถึง 1,500 บาท ส่วนใหญ่จะนําไปปรุงอาหารเป็นเมนูเด็ด เช่น เอาไปทําแกงใส่หนอไม้ดอง นึ่ง ผัด คั่ว และอีกหลายอย่าง ตามความชอบของผู้นําไปเป็นอาหาร เพราะว่าเป็นเมนูที่หายาก

          ลักษณะตัวต่อหัวเสือลําตัวมีสีดําแต้มด้วยสีเหลือง หรืออาจมีสีนํ้าตาล ท้องมีแถบสีสมปนเหลืองเห็นได้ชัดเจน มีขนาดลําตัว 2.7 หรือ 3.50 ซม.ต่อหัวเสือเป็นแมลงที่หน้ากลัวมากถ้าโดนต่อยหลายๆตัวอาจถึงตายได้

************************************

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี-ดรีมเวิลด์ชวนบริจาคสิ่งของ มอบ 5 องค์กรการกุศลแบ่งฝันปันให้น้อง ปีที่ 16

         นางสาวรัสรินทร์ มิลินวรพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดสวนสนุกดรีมเวิลด์ เปิดเผยว่า สวนสนุกดรีมเวิลด์ได้สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม ในชื่อโครงการ “แบ่งฝัน….ปันให้น้อง” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งครั้งนี้นับเป็นปีที่ 16

          โดยปีนี้ สวนสนุกดรีมเวิลด์ ชวนสายเที่ยวมาร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ด้วยการนำสิ่งของอุปโภค บริโภค มาร่วมบริจาค เพื่อส่งมอบผ่าน 5 องค์กรการกุศล โดยเปิดรับบริจาค ตั้งแต่ 5 สิงหาคม ถึง 15 ตุลาคม 2562 นี้ ที่สวนสนุกดรีมเวิลด์ทางสวนสนุกรับเป็นสื่อกลางในการเปิดรับบริจาคสิ่งของอุปโภค บริโภค ไม่ว่าจะเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็ก ๆ และผู้ด้อยโอกาส ที่ขาดแคลน ตามสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ โดยสิ่งของที่ได้รับบริจาคทั้งหมด ทางสวนสนุกจะส่งมอบผ่าน 5 องค์กรการกุศล ได้แก่ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มูลนิธิบ้านนกขมิ้น บ้านพักฉุกเฉิน สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต และวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิ ต่อไป

         การร่วมบริจาค ด้วยการแบ่งปัน เป็นการให้ไม่มีที่สิ้นสุด สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยสวนสนุกดรีมเวิลด์ได้ร่วมบริจาคข้าวสารตั้งต้น จำนวน 1,000กิโลกรัม จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายการตลาดสวนสนุกดรีมเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม ถึง 15 ตุลาคม 2562 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2577-8666 ต่อ 8614 หรือคลิก www.facebook.com/dreamworldpark

*************************************

CR. ภาพ-ข่าว พี่อนันต์ ปทุมธานี

ตราด ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน หลายพื้นที่

          วันที่ 6 สิงหาคม 62 อิทธิพลจากลมมรสุมต่างๆ บวกกับหลังจากพายุ วิภา พัดผ่านไป ทำให้พื้นที่จังหวัดตราด ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องด้วยกันหลายวัน ส่งผลให้น้ำฝนที่สะสมบนเขาบรรทัดมีจำนวนมาก และไหลหลากลงสู่พื้นที่ที่ติดชายเขา และพื้นที่ราบลุ่ม ล่าสุดช่วงเช้าของวันนี้ ได้รับรายงานว่ามีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 7 และ หมู่ที่ 8 บ้านท่ากุ่ม จึงได้เดินทางเข้าตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือธรรมสถานตราด โดยจุดแรกบริเวณหมู่ที่ 7 บ้านท่ากุ่ม อ.เมืองตราด น้ำป่าไหลลงมาจากพื้นที่อำเภอบ่อไร่ ไหลบ่าเข้าท่วมสวนยางพารา สวนผลไม้ของประชาชน และท่วมพื้นผิวการจราจรบางจุด ทำให้รถเล็กสัญจรไปมาด้วยความยากลำบาก บริเวณหมู่ที่ 8 บ้านท่ากุ่ม เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบุญฯ ต้องนำเรือท้องแบนเข้าไปสำรวจบริเวณด้านในเนื่องจากมีกระแสน้ำเชี่ยว และระดับน้ำค่อนข้างสูง โดยได้รับรายงานว่ามีบ้านเรือนประชาชนติดอยู่ภายใน 3 หลังคาเรือน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และมีผู้ป่วยอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้นำเรือท้องแบนเข้าไปสำรวจเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเข้าไปถึง ประชาชนบริเวณยังไม่ร้องขออะไร เนื่องจากยังมีอาหารเพียงพอที่จะใช้รับประทาน คาดว่าน้ำน่าจะลดลงอีกไม่นาน หากฝนหยุดตก

         บริเวณหมู่ที่ 2 บ้านคลองขุด ต.ห้วยแร้ง อ.เมืองตราด ได้รับแจ้งว่ามีบ้านเรือนประชาชนจำนวน 2 หลังคาเรือน ถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกัน นายวีระ ฤกษ์วานิชกุล นายอำเภอเมืองตราด พร้อมด้วยนายฐิตนันท์ อุดมสุข หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดตราด ได้เดินทางตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมบริเวณหมู่ 2 ห้วยแร้ง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบุญฯตราด ซึ่งจากการตรวจสอบระดับน้ำยังพอสัญจรเข้าออกบ้านได้ จึงได้ทิ้งเรือท้องแบนไว้ให้หนึ่งลำ หากในพื้นที่ยังมีฝนตกและมีระดับน้ำสูง ให้แจ้งทาง อบต.ห้วยแร้งเพื่อเข้ามาช่วยเหลือได้ในทันที สำหรับพื้นที่จังหวัดตราด ยังมีฝนตกต่อเนื่องและยังมีพื้นที่ของอำเภอบ่อไร่ อำเภอเขาสมิง ที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน โดยนายฐิตนันท์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดตราด ยังแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารของกรมอุตุฯอย่างใกล้ชิดในช่วง 2-3 วันนี้

******************************

ภาพ/ข่าว ธนเดช เดชะเทศ  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เรือนจำฐานทัพ มอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาให้ผู้ต้องขังใช้หลักธรรมขัดเกลาจิตใจ

          วันนี้ 6 ส.ค.62 ที่เรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พระครูวิสาทสุตากร เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เจ้าอาวาสวัดช่องแสมสาร พระครูวิธานธรรมมานุยุต เจ้าคณะตำบลบางเสร่ เจ้าอาวาสวัดบางเสร่คงคาราม พร้อมคณะสงฆ์ มาเป็นประธานในพิธี มอบประกาศนียบัตร ธรรมศึกษา ชั้น ตรี โท เอก ประจำปี 2562 ให้กับ ทหารกองประจำการ ผู้ต้องขังและนักเรียนวิวัฒน์พลเมือง ทร.แบบพิเศษ ที่สอบผ่านธรรมศึกษาสนามหลวง พร้อมกับเปิดเรียนธรรมศึกษา เรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบ โดยมี นาวาตรี สำราญ คล้ายสุด ผู้บังคับเรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบ ข้าราชการ ตลอดจนผู้ต้องขัง เข้าร่วมในพิธีเปิด

          นาวาตรี สำราญ คล้ายสุด กล่าวว่า สำหรับการสอบธรรมศึกษาสนามหลวง เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา มีผู้สอบผ่านธรรมศึกษาจำนวน 74 นาย แบ่งเป็นธรรมศึกษาชั้นเอก 2 นาย ธรรมศึกษาชั้นโท 12 นาย ธรรมศึกษาชั้นตรี60 นาย และในปี 2562 นี้มีผู้สนใจสมัครเข้าเรียนธรรมศึกษา จำนวน 106 นาย ประกอบด้วย ธรรมศึกษาชั้นเอก 2 นาย ธรรมศึกษาชั้นโท 6 นาย ธรรมศึกษาชั้นตรี 94 นาย ในโอกาสต่อไปนี้ ตัวแทนผู้ต้องขัง ทหารกองประจำการ และนักเรียนวิวัฒน์พลมือง จะขออนุญาตกล่าวคำถวายตัวเป็นศิษย์ ด้วยธูปเทียนแพ คอไม้ และจตุปัจจัย แต่พระอาจารย์ ด้วยความเคารพ

          พระครูวิสาทสุตากร กล่าวว่า การศึกษาธรรมอย่างถ่องแท้ จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีคุณธรรม อันจะส่งผลดี เมื่อผู้ต้องขังและนักเรียนวิวัฒน์พลเมือง พ้นโทษออกไปจากที่แห่งนี้ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เราได้ศึกษามานั้นจะทำให้เรา กลับไปใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข

*******************************

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผบ. หน่วยซีล มอบวุฒิบัตรผู้เข้ารับการอบรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

          พลเรือตรี อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ มาเป็นประธาน มอบวุฒิบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ต.ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นายประเสริฐ พิทักษ์กรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร คณะ นายทหาร นาย สมประสงค์ วังแก้วหิรัญ ผู้ช่วย ส.ส.เขต8 ชลบุรี ตลอดจน ผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 255 คน เข้าร่วมในพิธี

         สำหรับในการฝึกอบรมได้มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ปะการังและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล สร้างความเป็นผู้นำ และต้นแบบในการอนุรักษ์ท้องทะเลแสมสาร และการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลและใช้ทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืนการอบรมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมสามารถเข้าใจแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล จึงมั่นใจได้ว่า ผู้เข้ารับการอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่าบรรลุผลความมุ่งหมาย และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของทางราชการทุกประการ

          พลเรือตรี อาภากร อยู่คงแก้ว กล่าวว่า การอบรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เป็นการอบรมที่มีความสำคัญยิ่งที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้แนวทางในการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรรรมชาติทางทะเลอย่างถูกต้อง รวมถึงเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ให้กับผู้เข้ารับการอบรม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านที่ผ่านการอบรม จะนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ กับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กองทัพเรือและชุมชนบ้านช่องแสมสารเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลมีความมั่นคงและยั่งยืน ต่อไปและขอขอบคุณคณะวิทยากร ที่ได้เสียสละกำลังกายกำลังใจและเวลาดำเนินการอบรม จนทำให้ผลการอบรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

*********************************

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เกษตรกรชัยบุรี ขาดแคลนนํ้า อดีตรัฐมนตรี ยื่นมือประสาน ขอฝายนํ้าล้นเพื่อชาวสุราษฏร์

          กรณีชาวเกษตรกร ต.สองแพรก อ.ชัยบุรี มีความเดือดร้อนเรื่องนํ้าอุปโภค บริโภคฤดูนํ้าแล้ง จึงร่วมทำหนังสือถึง นายภิญญา ช่วยปลอด อดีตรัฐมนตรีฯและสส.สุราษฏร์ธานี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ คอยติดตามช่วยเหลือชาวบ้าน มาตลอด เพื่อของบประมาณ สร้างฝายฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนั้น

         นายภิญญา กล่าวว่า ได้ดำเนินการ ทำหนังสือประสานไปยังอธิบดีกรมชลประทาน และได้รับความร่วมมืออย่างดี จากสำนักโครงการชลประทานที่15 ได้ดำเนินการพิจารณา ส่งนายช่างชลประทาน-วิศวกร เดินทางมาสำรวจออกแบบตรวจสอบก่อสร้างต่อไป ท่ามกลางความชื่นชมยินดี ของชาวบ้าน อ.ชัยบุรี เพราะรอมาเป็น 10 ปี ต่างภาวนาให้โครงการสำเร็จโดยเร็ว และขอบพระคุณอดีตรัฐมนตรี ภิญญา และกรมชลประทาน ที่ดำเนินการรุดหน้าเป็นลำดับ

          อย่างไรก็ตาม นายภิญญา ช่วยปลอด กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้ติดตาม โครงการต่างๆเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ตลอดเวลา แม้ว่างเว้นจากการสมัครรับเลือกตั้ง เป็นผู้แทน ชาวบ้านก็ตาม ถือเป็นการรับผิดชอบ โดยวิญญานและส่วนรวมอย่างสมํ่าเสมอ

********************************

Cr. ทอนส์79

พล.ต.ท.ปิยะฯ​ ติดตามขยายผลการจับกุม​ เจ้าของบริษัททัวร์ ฉ้อโกงทัวร์เที่ยวต่างประเทศ ผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 1,000 ราย

          วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 6 สิงหาคม 2562​ เวลา 12.00​ น. ที่สน.หัวหมาก​ : พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นางสาววันทนา แจ้งประจักษ์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว,พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รองผบช.น. ร่วมประชุมและติดตามความคืบหน้า การจับกุมนายภัทริคณ์ เรตะกุล หรือ อาจารย์โหน่ง กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อีแอลซี กรุ๊ป จำกัด ตามหมายจับศาลอาญารัชดาภิเษก ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน”

          พล.ต.ท.ปิยะฯ​ กล่าวว่าสืบเนื่องมาจากศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) ได้รับร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวนมาก ว่าได้ซื้อทัวร์จาก ELC TOUR มีการซื้อขายล่วงหน้า 1-2 ปี ในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก โดยให้ชำระเงินเต็มจำนวนก่อน ตรวจสอบพบว่าเป็นระบบทัวร์ปิดที่จำหน่ายรายการนำเที่ยวให้กับสมาชิกเท่านั้น โดย ELC TOUR สร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการที่ให้สมาชิกบางส่วนได้ไปเที่ยวจริง แล้วมาแนะนำชักชวนคนรู้จักจนขยายวงกว้าง เป็นวิธีการหลอกลวงโดยการที่เรียกว่า Fishing หรือการตกเบ็ด ซึ่งต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังรายการต่อไปที่ได้มีการซื้อไว้ ELC TOUR กลับแจ้งยกเลิกการเดินทาง โดยให้เลื่อนรายการออกไปเรื่อยๆ และเมื่อผู้เสียหายติดต่อขอเงินคืนก็จะได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า มีเพียงส่วนน้อยที่ ELC TOUR จะโอนเข้าให้กับบริษัทขายตั๋วเครื่องบินหรือใช้ในการทำทัวร์ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของบริษัทฯ ที่จะไม่นำเงินของนักท่องเที่ยวไปจัดรายการนำเที่ยวตามที่ตกลง ขณะนี้มีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้วมากกว่า 220 ราย หรือประมาณ 700 คน มูลค่าความเสียหายมากกว่า 70 ล้านบาท  

         พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุทธิ​พงษ์​ วงษ์​ปิ่น​ ผบช.น. จัดตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนระดับกองบัญชาการ โดยระดมพนักงานสืบสวน​ และสอบสวนร่วม 30 นาย ให้รับผิดชอบในคดีนี้ กำชับให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้ง บช.ก.,บช.ทท., กรมการท่องเที่ยว, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานอัยการ เป็นต้น อีกทั้งการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ขั้นตอน และกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

********************************

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน

“บิ๊กเด่น” เปิดโครงการ “ปลูกจิตสำนึก รักวินัยจราจร เอื้ออาทร ใช้ถนนปลอดภัย” (STREET HERO

          วันนี้​ วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562​ เวลา 08.00 น.​ ณ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ซอยรามคำแหง 43/1 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร​ : พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ​ “ปลูกจิตสำนึก รักวินัยจราจร เอื้ออาทร ใช้ถนนปลอดภัย” (STREET HERO) โดยเริ่มดำเนินการจัดกิจกรรมนำร่องโครงการให้กับโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นโรงเรียนแรก​ โดยมี นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน,ดร.วิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้บริหารโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี),นายธนูชัย หุ่นนิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจราจรและขนส่ง ผู้แทนปลัดกทม.,พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ปิยะ​ ต๊ะ​วิชัย​ รองผบช.ต​ชด.,พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. และข้าราชการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน ได้แก่ ข้าราชการตำรวจบก.จร.,กรุงเทพมหานคร,ธนาคารออมสิน,โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี),สำนักงานเขตวังทองหลาง,สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.),สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล,บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด,บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด,บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด,บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด,บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด,บริษัท ทีโซลูชั่นส์ จำกัด​ และสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีซันชิโร่ เข้าร่วมให้การสนับสนุน​โครงการ​

          ด้วยนโยบายรัฐบาล โดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพิ่มความเข้มในมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางม้าลายเพื่อถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงคมนาคม,กระทรวงศึกษาธิการ,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา,กระทรวงวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้หารือแนวทางการดำเนินการร่วมกันและได้กำหนดเป็นมาตรการต่าง ๆ ดังนี้
1.การปรับปรุงทางม้าลายให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานครซึ่งจากผลการสำรวจทางม้าลายทั่วประเทศมีจำนวนทางม้าลาย 7,325 จุด มีการขอเพิ่มทางม้าลายจำนวน 723 จุด มีการปรับลดทางม้าลายที่ซ้ำซ้อน จำนวน 51 จุด คงเหลือทางม้าลาย จำนวน 7,997 จุด มีการประสานให้ซ่อมแซมทาสี จำนวน 1,219 จุด
2.ดำเนินการสำรวจข้อมูลกล้อง CCTV บริเวณทางม้าลาย มีจำนวน 8,697 ตัว และประสานหน่วยงาน​ ที่เกี่ยวข้องติดตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1,028 ตัว
3.ดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อกระตุ้นปลูกจิตสำนึกให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม​ ของผู้ใช้รถใช้ถนน หรือคนเดินเท้าให้ปฏิบัติตามกฎจราจร แบบอย่างที่ดีของผู้เคารพกฎจราจร มีน้ำใจบนท้องถนน
4.การจัดทำทางม้าลาย 3 มิติ นำร่องสถานศึกษาทุกจังหวัด โดยในกรุงเทพมหานคร จะเริ่มต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา โดยจะเริ่มดำเนินการ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2562
5.กำหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
6.เพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางม้าลายทั่วประเทศ โดยขับเคลื่อนการทำงานผ่านคณะอนุกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัด เป็นประธาน
7.ร่วมกับประชาชนจิตอาสาและอาสาสมัครจราจร อำนวยความสะดวกจราจรบริเวณทางม้าลาย
8.เสนอให้มีการตัดคะแนนผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดให้คนข้ามบนทางม้าลาย
9.ออกแบบทางม้าลายที่เขียนข้อความเตือนคนข้ามถนนโดยให้เป็นรูปแบบเดียวกัน
10.ติดตามผลการปฏิบัติโดยจะมีการประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกต้นเดือน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

          โดยในวันนี้ จึงได้จัดโครงการ “ปลูกจิตสำนึก รักวินัยจราจร เอื้ออาทร ใช้ถนนปลอดภัย” (STREET HERO) โดยมี พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเริ่มดำเนินการจัดกิจกรรมนำร่องโครงการให้กับโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นโรงเรียนแรก​ สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกด้านการปลูกจิตสำนึก สร้างวินัยจราจร ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้ – กิจกรรมอบรม “จิตอาสา ยุวชนจราจร”, – กิจกรรม​ “คืนชีพทางม้าลาย” ปรับปรุงทางม้าลาย, – กิจกรรม “สร้างทางข้าม 3 มิติ (ทางม้าลาย 3D)”, – กิจกรรม “ปลุกจิตสำนึกจราจรผ่านทางโซเชียลมีเดีย”, – กิจกรรม “ติดตั้งกล้องวงจรปิด เตือนรถหยุด ให้ทางคนข้าม” ซึ่งจะมีการขยายผลต่อยอดไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในทุกจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และขยายต่อไปยัง​ วัด โรงพยาบาล ชุมชนต่าง ๆ ต่อไป อันเป็นกิจกรรมเสริมสร้างวินัยจราจรให้เด็กนักเรียนเกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนในเรื่องการใช้ทางข้าม (ทางม้าลาย) ที่ถูกต้อง

          สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเกิดความตระหนักรู้และตื่นตัว ร่วมมือกันสร้างทางม้าลายให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนต่อไป และการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ติดต่อประสานงานประชาสัมพันธ์ บก.จร.โทร. 02-515-3187

********************************

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กระทรวงเกษตรฯ​ประชุมมอบนโยบายเร่งด่วน​ 12​ ข้อ แปลงงบฯปี​ 63​ ลงตัว

          วันที่ 5 ส.ค.62 ที่ห้องประชุมธารทิพย์ ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะน้ำ​ กรมชลประทาน​ :
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมพร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พหรมเผ่า,นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ​ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของกระทรวงเกษตรฯ ต่อมาช่วงบ่ายประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณ

          นายเฉลิมชัยฯ กล่าวให้นโยบายว่าปัญหาภัยแล้ง เรื่องน้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเป็นความหวังเกษตรกร ซึ่งกรมชลฯต้องเป็นหน่วยงานตอบสนองหาแหล่งน้ำให้เกษตรกร อย่างเร่งด่วน ต้องทำงานตอบโจทย์ความเดือดร้อนให้ได้ทันที รวมทั้งกรมฝนหลวงฯ​ ขณะนี้เป็นพระเอกของกระทรวงเกษตรฯ​ ช่วยเพิ่มน้ำให้พื้นที่เกษตรได้ผล

          “เรื่องสำคัญที่ผมคิดและที่ทุกคนเฝ้าจับตาทั้งประเทศ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มีผลกับพี่น้องประชาชน มีผลจิตวิทยา ความรู้สึก น้ำคือชีวิต ทั้งท่วมแล้ง เขาเดือดร้อน ปัญหามาจากธรรมชาติ เราจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกัน การเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำ ต้องตอบได้ว่าผลงานเราแต่ละปีมีอะไรบ้าง เกิดปัญหาน้ำแล้งแต่ละครั้ง ประชาชนเรียกร้อง เรามีแหล่งกักเก็บไม่พอแต่กว่าจะสร้างได้ 10-20​ ปี อย่าท้อ หรือสร้างเป็นฝาย อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง” นายเฉลิมชัย กล่าว

          ภายในสัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯ​ และกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมขับเคลื่อนมาตรการประกันรายได้เกษตรกร ยกระดับราคาพืชผลเกษตร 5​ ชนิด เช่นข้าวขาว 1​ หมื่นบาท/ตัน,ข้าวหอมมะลิ 1.5 หมื่นบาท/ตัน,ยาง 60​ บาท,ปาล์ม 4​ บาท,มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่าใช้งบ 1.6 หมื่นล้านบาทในเบื้องต้น ทั้งนี้มีมาตรการดูดซับสินค้าออกจากตลาดเพราะไม่ต้องการใช้งบฯ​ มาอุดหนุนตลอดไป กรณียางพารา เร่งประสานงานทำเอ็มโอยูกับกระทรวงคมนาคม นำยางไปใช้ทำอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น กรวย แบริเออร์ รวมทั้งคุยพ่อค้าคนกลาง กลุ่มประเทศผู้ปลูกยาง สำหรับประกันรายได้ชาวนา ไม่เกินรายละ 30​ ไร่ จะเป็นเกษตรกรรายย่อย มีพื้นที่ปลูกระดับนี้ นอกจากนี้ที่ผ่านมามีปัญหาเงินชดเชย ไม่ถึงมือเกษตรกรไปถึงมือเจ้าของที่ดิน ตนจะตั้งคณะกรรมการมาขึ้นมาดูแล เพื่อให้เงินถึงเกษตรกรตัวจริง

          “มาตรการช่วยเหลือเพิ่มรายได้ ดูแลปากท้องเกษตรกรให้ดีขึ้น เรื่องน้ำแล้ง​ น้ำท่วม ต้องทำทันที เพราะรักษาสัญญาของทุกพรรคร่วมรัฐบาล และ4​ รัฐมนตรีเกษตร ทำงานเป็นทีม หวังว่าจะทำงานร่วมกันได้ 3-4​ ปีหลังจากนี้ ผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ออกมาในส่วนประกันรายได้แก้ความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องเรื่องเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ใช้งบฯกลาง รวมทั้งภัยแล้ง ให้ช่วยประชาชนโดยรวดเร็ว ในส่วนการขุดลอกบึง แหล่งกักเก็บน้ำตื้นเขิน ขอประสานกระทรวงมหาดไทย ใช้งบฯผู้ว่าราชการจังหวัด ไปก่อน ซึ่งผมจะประสานแก้ไขกฏระเบียบ กรมบัญชีกลาง ให้เร็วที่สุดที่ให้พื้นที่ใช้การขุดลอกในรูปแบบต่างตอบแทน โดยให้กำหนดราคากลาง ของดิน เมื่อขุดมาแล้วนำไปขายได้ จะทำให้การแก้ปัญหาภัยแล้งทำได้เร็วขึ้น“ นายเฉลิมชัย กล่าว

          นายประภัตรฯ กล่าวว่าปัญหาภัยแล้งขณะนี้ เมื่อมีฝนตกมา ช่วยนาข้าว​ 1.2 ล้านไร่ ฟื้นตัวได้ แต่หากช่วงนี้จนถึงวันที่​ 20​ ส.ค.ฝนทิ้งช่วงอีก คาดว่าจะทำให้เสียหายกว่า​ 10​ ล้านไร่ โดย รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวง ระดมทำฝนให้ทั่วถึง เร่งประสานกระทรวงทรัพย์ฯขุดบ่อบาดาล

          “ปีนี้มีแล้งถึงสองครั้ง ได้ชดเชยภัยแล้งไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค.-เม.ย. และในเดือนนี้ จะประกาศเขตภัยแล้ง เช่น จ.ขอนแก่น ซึ่งเกณฑ์เดิมชาวนาได้รับช่วยเหลือไร่ละ 1,113 บาทต่อไร่ โดยรัฐบาลกำลังปรับเพิ่มไร่ละ1.5-2 พันบาท อย่างไรก็ตามน้ำฝนเริ่มเข้าเขื่อนบ้าง นาข้าวในเขตชลประทาน มีน้ำยืดอายุถึงเก็บเกี่ยวได้ นานอกเขต ยังเสียหายน้อย เพราะทำฝนหลวง ได้ประโยชน์มากชะลอความเสียหายพืช จนมีฝนมาทำให้ตัวเลขเสียหายยังไม่แน่นอนและความเสียหายไม่ถึงปี​ 58 และมีการแนะนำปลูกพืชทดแทนทำนา นอกจากนี้ เรื่องเร่งด่วนต้องเพิ่มแหล่งน้ำ โดยขณะนี้กรมชลฯออกแบบสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำแม่วงค์ ซึ่งประชาชนจ.นครสวรรค์, จ.กำแพงเพชร และจ.อุทัยธานี ได้ประโยชน์

         ร.อ.ธรรมนัสฯ กล่าวว่าปัญหาพื้นที่ส.ป.ก.ทับซ้อนพื้นที่อุทยาน และพื้นที่ป่า ต้องเร่งแก้ไขหาทางออกร่วมกันสองกระทรวง ซึ่งวันที่​ 5​ ส.ค.มอบหมายให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.ไปหารือกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยเฉพาะพื้นที่วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้ย้ำให้ศึกษาอย่างละเอียดทุกมิติของปัญหาวังน้ำเขียว มองย้อนกลับในอดีต ได้นำชาวบ้านออกจากป่า ในช่วงบ้านเมืองเกิดความไม่สงบ เมื่อออกมาแล้วต้องหาพื้นที่ให้เขาอยู่ ซึ่งภาครัฐจะต้องหาแนวทางแก้ไขให้คนเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งเมื่อวานนี้กลุ่มเกษตรกรสมัชชาคนจนกว่า​ 3​ พันคนมายื่นเรียกร้อง เรื่องไม่มีที่ดินทำกิน ผลกระทบจากโครงการรัฐ เป็นปัญหารื้อรังมาหลาย​ 10 ปี

         นายเฉลิมชัยฯ กล่าวเรื่องงบประมาณปี​ 63​ ว่าแผนงานเรื่องน้ำ ต้องทำทันที และมีงบฯผูกพัน พร้อมกับสามารถตอบคำถามประชาชนได้ แก้เรื่องเร่งด่วนปัญหาอะไรบ้างเพราะงบฯตรงนี้ ภาคเกษตรกว่า​ 40​ ล้านคนได้รับประโยชน์ ทั้งสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ สร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาพืชเกษตร ปศุสัตว์ ประมง

          สำหรับข้อเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ ข้อเสนอปี​ 2562 วงเงิน​ 213,386.4994 ล้านบาท ได้รับจัดสรรงบ 111,762.9702 ล้านบาท ข้อเสนอปี​ 2563 วงเงิน​ 248,296.2082 ล้านบาท โดยประมาณการเพิ่ม-ลด จากที่ได้รับจัดสรรปี​ 62 คาดว่าได้รับงบ 136,533.2380 ล้านบาท

แบ่งส่วนราชการ ดังนี้ กรมชลประทาน 90,243.5755 ล้านบาท กรมส่งเสริมการเกษตร 2,838.0887 ล้านบาท กรมปศุสัตว์ 5,319.6721 ล้านบาท กรมพัฒนาที่ดิน 4,802.4136 ล้านบาท กรมวิชาการเกษตร 802.7459 ล้านบาท กรมประมง 4,712.0684 ล้านบาท กรมการข้าว 5,299.5845 ล้านบาท กรมส่งเสริมสหกรณ์ 2,543.5202 ล้านบาท กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 1,158.2691 ล้านบาท สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 1,280.3809 ล้านบาท สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯ​ 1,855.3809 ล้านบาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 866.1705 ล้านบาท กรมหม่อนไหม 370.2205 ล้านบาท สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 248.3795 ล้านบาท สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง​(องค์กรมหาชน) 105.3441 ล้านบาท สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 1,116.7042 ล้านบาท สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 118.6562 ล้านบาท สำนักงานพิพิทภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​ (องค์กรมหาชน) 255.7629 ล้านบาท

ในส่วนรัฐวิสาหกิจ ภาพรวม 11,115.9135 ล้านบาท แบ่งเป็น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 6.8968 ล้านบาท ลดจากปี​ 62 วงเงิน 639.2125 ล้านบาท การยางแห่งประเทศไทย 10,565.6704 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 7,043 เพิ่มจากปี​ 62 วงเงิน150​ ล้านบาท องค์การสะพานปลา 543.3463 ล้านบาท ลดจากปี​ 62 วงเงิน​ 93.7537 ล้านบาท

และกองทุน ภาพรวม 1,479.7490 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทุนจัดรูปที่ดิน 554.7490 ล้านบาท ลดจากปี​ 62 รับวงเงิน 1,489.7490 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร 825​ ล้านบาท ลดลงจากปี​ 62 รับ​ 1,330 ล้านบาท กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน 100​ ล้านบาท ลดลงจากปี​ 62 รับ 500​ ล้านบาท ส่วนกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ ไม่ได้จัดสรรงบประมาณ

          นโยบายรัฐบาลที่กระทรวงเกษตรฯเกี่ยวข้องในเรื่องเร่งด่วน12​ เรื่อง และกระทรวงเกษตรฯดำเนินการ 9 เรื่อง วงเงินรวม 68,790.4394 ล้านบาท มาตรการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน วงเงิน 5,937 ล้านบาท เช่นแก้ไขหนี้สินเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร 432,790 ราย วงเงิน 3,254 ล้านบาท การปรับปรุงระบบที่ดินทำกินให้เกษตรกรเข้าถึงได้ 63,000 ราย 619 ล้านบาทในพื้นที่ส.ป.ก. และจัดที่ดินส.ป.ก.ให้ผู้ยากไร้ 36​ พื้นที่ วงเงิน 25​ล้านบาท จัดระเบียบการทำประมง ลดอุปสรรคในธุรกิจประมงพาณิชย์ ประมงชายฝั่ง 1,192 ล้านบาท ช่วยเหลือดูแลประมงพื้นบ้าน สร้างความเข้มแข็งชุมชนประมง 467 กลุ่ม 142 ล้านบาท มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในประเทศ วงเงิน 158 ล้านบาท มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวตกรรม วงเงิน 22,438 ล้านบาท เช่นการจัดพื้นที่เกษตรตามอะกริแม๊พ เพื่อบริหารจัดการเชิงรุกผลิตสินค้าเกษตร วงเงิน 1,921 ล้านบาท

          นอกจากนี้มาตรการส่งเสริมระบบประกันภัยสินค้าเกษตร ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน​ 7 ล้านบาท ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา 4.8 ล้านบาท

          มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวตกรรม วงเงิน 22,438 ล้านบาท แบ่งเป็นแก้ปัญหาข้าว แผนการผลิตข้าวครบวงจร วงเงิน​ 6,080 ล้านบาท บริหารจัดการรับฝากและเก็บรักษาสินค้าเกษตร วงเงิน 87 ล้านบาท แก้ไขปัญหายางพารา วงเงิน 10,714 ล้านบาท (กยท.) ส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐ 1,209 ตัน วงเงิน 1,997 ล้านบาท ควบคุมการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ วงเงิน​ 80​ ล้านบาท ควบคุมการใช้สารเคมี วงเงิน​ 363 ล้านบาท ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 1​ ล้านไร่ วงเงิน​ 241​ ล้านบาท ต่อยอดภูมิปัญญาและความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน ขยายผลใช้องค์ความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน พัฒนาศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน วงเงิน 239 ล้านบาท โครงการเกษตรทษฏีใหม่ วงเงิน​ 522 ล้านบาท โครงการเกษตรผสมผสาน 172 ล้านบาท วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชง 6​ ล้านบาท มาตรการยกระดับศักยภาพแรงงาน จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ด้านการประมง 5​ หมื่นราย 45​ ล้านบาท มาตรการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศ สู่อนาคต วงเงิน​ 507​ ล้านบาท สร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะ ขนาดย่อม กลาง เกษตรกร ยุคใหม่ 17,640 ราย 56​ ล้านบาท พัฒนาผู้ประกอบการ 82​ ล้านบาท โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง 368 ล้านบาท มาตรการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่​ 21 วงเงิน​ 3.9 ล้านบาท พัฒนาบุคคลากรวิจัยด้านเกษตร​ 1,040 คน มาตรการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 275 ล้านบาท มาตรการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน วงเงิน 159 ล้านบาท

          ทั้งนี้การชดเชยประกันรายได้เกษตรกรในสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าว 1หมื่นบาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 1.5​ หมื่นบาทต่อตัน ยางพารา​ 60​ บาทต่อกก. มันสำปะหลัง ปาล์ม 4​ บาทต่อกก.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8​ิบาทต่อกก.ใช้งบกลางวงเงิน​ 1.6​ หมื่นล้านบาท รวมทั้งชดเชยภัยแล้ง ใช้งบกลาง เพราะเป็นเรื่องช่วยเหลือเฉพาะหน้า

          ทั้งมีการจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย วงเงิน 39,264.5827 ล้านบาท การป้องกันก่อนเกิดภัย การให้ความช่วยเหลือ ระหว่างเกิดภัยและการแก้ไขระยะยาว ในการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 10,218 ล้านบาท การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย วงเงิน​ 25,925 ล้านบาท จัดระบบติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง กำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การพัฒนากาปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพ วงเงิน 3,120 ล้านบาท

          งานนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯต่อเนื่องปี​ 63​ สอดคล้องนโยบายรัฐบาล รวมงบประมาณ 162,745 ล้านบาท อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 139,845 ล้านบาท ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 1,127 ล้านบาท ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 1,424 ล้านบาท แผนการผลิตข้าวครบวงจร 6,080​ ล้านบาท การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้เกษตร 3,446 ล้านบาท การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร มันสำปะหลัง ปาล์ม สับปะรด มะพร้าว กาแฟ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หม่อนไหม ประมง ปศุสัตว์ และพืชอื่นๆ​ 3,162 ล้านบาท การส่งเสริมใช้ยางหน่วยงานรัฐ 1,997​ ล้านบาท

         ระหว่างนี้ทุกหน่วยงานรับพิจารณาตามขั้นตอน เสนอรมว.เกษตรฯวันที่​ 9​ ส.ค.และส่งสำนักงบประมาณ ทุกหน่วยจัดทำรายละเอียดตามสำนักงบฯต้องการ

*********************************

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​