อําเภอคลองใหญ่คลองใหญ่ จัดตักบาตรข้าวสานอาหารแห้ง พร้อมจัดโครงการสืบสานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างความปลองดองสมานฉันท์

       เมื่อเวลา 07.00 น.เป็นต้นไป โดยมีนายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ นําหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานจ้าง คณะครูและนักเรียน โรงเรียนในพื้นที่ พร้อมกันตักบาตรข้าวสานอาหารแห่งช่วงเช้ารอบอุโบสถวัดคลองใหญ่ ในเวลา 09.00 น.นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมเปิดกรวยถวายเครื่องราชสักการะ โดยมีพระครูวุฒิสารธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดคลองใหญ่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และร้องเพลงสดุดีมหาราชา พร้อมกันนี้ในเวลาต่อมา ได้มีพิธีเปิดประเพณีหล้่อเทียนและแห่เทียนจํานําพรรษา ประจําปี 2562 ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสสมหามงคล พระชนมพรรษา 68 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 โดยมี นางอาภรณ์ ไชยศิริ ประธานสภาวัฒนธรรมอําเภอคลองใหญ่ กล่าวรายงานถึงโครงการวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร(ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 68 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถานบัน ชาติศาศนา พระมหากษัตริย์ เพื่อทํานุบํารุงศิลปะ จารีตประเพณีภูมิปัญญาและวัฒนธรรม อันดีงามของชาวพุทธ การหล่อเทียนและแห่เทียนจําพรรษา ในวันนี้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชน ประชาชน เข้าวัด ฟังธรรมในเรื่องของศาสนาธรรมอันสมควรแก่ศาสนาทายาท พัฒนากาย วาจาใจ ให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ด้วยหลักธรรม คําสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา อันนําไปสู่สังคม แห่งการเรียนรู้ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทางหนึ่งด้วย เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีด้วยการทํางานเชิงบูรณาการร่วมกัน ระหว่างส่วนราชการ บ้าน วัด โรงเรียน และประชาชน นายพีระ การุญ นายอําเภอคลองใหญ่ เป็นประธานในพิธีประเพณีหล่อเทียนและแห่เทียนจํานําพรรษา ที่วัดคลองใหญ่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อํานวยการสถานศึกษา คระครู คณะกรรมการชุมชน และประชาชนและนักเรียนร่วมหล่อเทียนจํานําพรรษา ช่วงบ่ายโมงครึ่ง ได้มีพิธีแห่เทียนจํานําพรรษา พร้อมด้วยพุทธศาสนิชนเข้าร่วมแห่เทียนและถวายเทียนพรรษา โดยได้มีการตกแต่งขบวนรถแต่ละหน่วยงาน พร้อมขวบนรําแห่กลองยาวสร้างบรรยากาศสีสัน หลังจากนั้นจะมีขบวนรถแห่เทียนพรรษาไปถวายให้กับวัดต่างๆในพื้นที่ของอําเภอคลองใหญ่ต่อไป

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สนองนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือร่วม “สืบสาน รักษาและต่อยอด” เรียนรู้ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของ กองทัพเรือ

วันที่ 15 ก.ค.62 พลเรือตรี นันทพล มาลารัตน์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาค 3 ให้การต้อนรับ พลเรือตรี ธานี แก้วเก้า ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ รองหัวหน้าคณะทำงานการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของ กองทัพเรือ/กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในโอกาสนำคณะอนุทำงานเผยแพร่องค์ความรู้อินทรีย์วิถีไทย ซึ่งนำโดย คุณสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์ รองหัวหน้าคณะอนุทำงานฯ พร้อมคณะฯ เข้าเยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของฐานทัพเรือพังงา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
พลเรือตรี ธานี แก้วเก้า กล่าวว่า กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ดำเนินการติดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ด้านการส่งเสริมความจงรักภักดี ปกป้องสถาบัน สิ่งที่เป็นพระราโชบาย หรือสิ่งที่มีพระราชดำริ ต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และไม่มีขอบกพร่อง ในการขับเคลื่อนสืบสานต่อยอดในหลักปรัชญาของเศรษฐ
กิจพอเพียง ด้านการจัดการ ดิน น้ำ ป่า ภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่กองทัพเรือ ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน
ภาพ/ข่าว กองกิจการพลเรือน สำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ

งานเทศกาลแห่เทียน ไทยเวียง คีรีวัน

      คณะกรรมการ-ชาวบ้านร่วมจัดงานเทศกาลแห่เทียนไทยเวียง คีรีวัน ที่วัดคีรีวัน หมู่ที่1 ตำบล​ ศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นางสาวปาณี นาคะนาท รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พณฯท่านอุดำ แสงแก้วมีไซ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลแห่เทียน ไทยเวียง คีรีวัน โดยมีพระครูปรยัติโพธิสุนทร เจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก เจ้าอาวาสวัดอุดมธานี พระอารามหลวง พระครูอุดมกิจจานุกุล เจ้าอาวาสวัดคีรีวัน เป็นปรธานสงฆ์ พร้อมมีผุ้นำชุมชน ประชาชน ชาวบ้านคีรีวัน ชาวบ้านศรีนาวา ชาวบ้านบุ่งเข้ ชาวบ้านคลองสีเสียด เข้าร่วมในขบวนแห่เทียน ไทยเวียง คีรีวัน จำนวนมาก
       ด้วยทางคณะกรรมการร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านจัดเทศกาลแห่เทียน ไทยเวียง ครีวัน ประจำปี 2562 ณ วัดคีรีวัน กิจกรรมในงานปรกอบด้วย การประกวดรถแห่เทียนพรรษา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ นิทรรศการปติมากรรมพุทธศิลป์ ชมการแสดงรำวัฒนธรรมชาวไทยเวียงและถวายเทียนจำนำพรรษา ในพระอุโบสถวัดคีรีวัน เป็นอันเสร็จพิธี

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จัดพิธีถวายเทียนพรรษา 48 วัด แด่พระภิกษุสงฆ์ ในอำเภอเมืองตราด

        อำเภอเมืองตราด จัดพิธีถวายเทียนพรรษา แด่พระภิกษุสงฆ์ รวม 48 วัด โดยมีนายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานถวายเทียนพรรษา แด่คณะพระภิกษุสงฆ์ โดยพระครูมงคลปัญญากร เจ้าคณะอำเภอเมืองตราด เจ้าอาวาสวัดสุวรรณมงคล และคณะพระภิกษุสงฆ์ พร้อมด้วยนายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล นายอำเภอเมืองตราด ข้าราชการ ผู้นำชุมชน อำเภอเมืองตราด ร่วมพิธีถวายเทียนพรรษาประจำปี 2562 แด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 48 วัด ในเขตอำเภอเมืองตราด จัดพิธีขึ้นที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองตราด
        สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยอำเภอเมืองตราด ได้จัดถวายเทียนพรรษา ร่วมกันทั้ง 48 วัน ในพื้นที่ของอำเภอเมืองตราด ตลอดทั้งหน่วยงานราชการ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ จะได้ได้ร่วมทำบุญ มุ่งที่จะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับผู้เข้าร่วมพิธี ทั้งยังเป็นการส่งเสริมประเพณีทางพระพุทธศาสนาอันดีงามของชาติไทย และถวายเป็นพุทธบูชา
        เทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไป ถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา ที่พระภิกษุทั้งปวง ต้องจำพรรษาในอาวาสของตน 3 เดือน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงได้ร่วมกันนำเทียนพรรษาไปถวายพระสงฆ์ ซึ่งเชื่อกันว่า ผู้ถวายเทียนพรรษาจะได้รับอานิสงส์ทำให้เกิดปัญญา ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งเทียน ทำให้สว่างไสวรุ่งเรือง ผู้ถวายย่อมทำให้มีความรุ่งเรืองด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น….

ภาพ/ข่าว ธนเดช เดชะเทศ  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

BIOMETRICS เจ๋ง บก.ตม.2 จับพาสปอร์ตปลอม 4 คดีรวด

      วันนี้​ วันจันทร์ที่ 15​ ก.ค.62 เวลา 14.00 น.ณ ห้องโถง ชั้น 1 ข้างอาคารจอดรถ สตม. (สวนพลู) : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รัก​ษาราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.)​,พลตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ ปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.) และพลตำรวจ​ตรี​ พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้​บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 2​ (ผบก.ตม.2)​ ได้สั่งการกำชับให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยเร่งรัดกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการนำเทคโนโลยีBiometrics มาใช้ในการทำงาน ทำให้เกิดผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้

            1.จับหนุ่มใหญ่ชาวเมียนมาร์ ปลอมพาสปอร์ตมาเลเซียและตราประทับ ตมไทย วันที่ 24 พ.ค. 62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จับกุม Mr.Soe อายุ 47 ปี สัญชาติเมียนมาร์ ขณะแสดงหนังสือเดินทางประเทศมาเลเซียปลอมต่อฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อจะเดินทางไปเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้สังเกตถึงความผิดปกติของลักษณะหนังสือเดินทาง และรอยตราประทับด่าน ตม.สะเดา ที่แตกต่างจากตราจริง ประกอบกับเมื่อนำหนังสือเดินทางตรวจสอบโดยระบบBiometrics พบว่าใบหน้าในระบบแตกต่างจาก Mr.Soe ซึ่งจากการสอบสวน​ ผู้ต้องหา​ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นชาวเมียนมาร์ต้องการเดินทางไปฟิลิปปินส์ และใช้หนังสือเดินทางปลอมมาเลเซียจริง แต่ไม่ได้ให้เหตุผลที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

            2.จับ 2 โกตดิวัวร์ ปลอมพาสปอร์ตมอริเชียส วันที่ 10 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จับกุม Mr.Akouani อายุ 21 ปี และ​ Miss Fofana อายุ 22 ปี สัญชาติโกตดิวัวร์ ขณะแสดงหนังสือเดินทางประเทศมอริเชียสเช็คอิน​ สายการบิน Lufthansa พบบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยแสดงหนังสือเดินทางประเทศมอริเชียส เช็คอินเที่ยวบิน LH773 เส้นทางกรุงเทพ-เมืองแฟรงก์เฟิร์ต และเมื่อทำการตรวจสอบโดยระบบ Biometrics พบว่าระบบไม่สามารถอ่านไมโครชิพซึ่งฝังอยู่ในหนังสือเดินทางได้ ประกอบกับทั้ง 2 ราย​ ให้การสารภาพว่า ตนมิได้เป็นคนมอริเชียสแต่เป็นบุคคลสัญชาติโกตดิวัวร์ มีชายไม่ทราบชื่อสกุลสัญชาติโกตดิวัวร์ เป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางประเทศมอริเชียสปลอม โดยเสียค่าใช้จ่ายเล่มละ 200 ยูโร หรือประมาณ 7,000 บาท เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำงานที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เนื่องจากหนังสือเดินทางประเทศมอริเชียสสามารถใช้ในการเดินทางไปยุโรปโดยไม่ต้องขอวีซ่า เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

            3.จับหนุ่มอินเดีย ปลอมพาสปอร์ตสิงคโปร์ วันที่ 23 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จับกุม Mr.Amith อายุ 41 ปี ขณะแสดงหนังสือเดินทางประเทศสิงคโปร์ เพื่อขอรับการตรวจออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจะเดินทางโดยสายการบิน​ AIR CHINA ไปเมืองเฉิงตู ประเทศจีน ผ่านเม็กซิโก ปลายทางประเทศแคนาดา และเมื่อทำการตรวจสอบโดยระบบ Biometrics พบว่าระบบไม่สามารถอ่านไมโครชิพ ซึ่งฝังอยู่ในหนังสือเดินทางได้ ทำให้ผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีชายทราบชื่อ BABA ชาวเนปาล เป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางประเทศสิงคโปร์ปลอม โดยเสียค่าใช้จ่ายเล่มละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 30,720 บาท เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

            4.จับหนุ่มไร้สัญชาติ ปลอมพาสปอร์ตไต้หวัน วันที่ 14 ก.ค.62 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จับกุมนาย เหลียง เจิม โบ อายุ 32 ปี ไม่ทราบสัญชาติ ขณะแสดงตนเข้ารับการขอตรวจลงตรา เพื่อเข้าสู่ราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ฯ พบพิรุธ​ จึงเข้าทำการตรวจสอบ โดยใช้เครื่องตรวจสอบหนังสือเดินทาง VSC 6000 และ Verifier TD&B ตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล ตรวจสอบจากคุณลักษณะนิรภัยของหนังสือเดินทาง และตัวอย่าง Specimen หนังสือเดินทาง TAIWAN เปรียบเทียบ พบว่ามีการปลอมแปลงหน้าข้อมูลบุคคลหนังสือเดินทาง (Counterfeit Bio Data Page) จากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมให้การรับสารภาพว่า ได้จ่ายค่าดำเนินการจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 600,000 บาท ให้แก่​ ชายชาวไต้หวันไม่ทราบชื่อ เพื่อใช้เดินทางเข้าไทย เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

            5.จับหญิงจีนมีหมายแดงกลางสนามบินภูเก็ต ไม่รอด Biometrics! วันที่ 12 ก.ค.62 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ได้จับกุม MS.li สัญชาติจีน อายุ 40 ปี ขณะแสดงตนขอเดินทางออกราชอาณาจักร​ ที่ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบผ่านระบบ Biometrics ก็พบว่าระบบได้ทำการแจ้งเตือนว่าบุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลที่ทาง สอท. สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยและหัวหน้าผู้แทนกระทรวงสาธารณะความปลอดภัย (MPS) ของจีนประจำกรุงเทพฯ ได้ขอความร่วมมือให้จับกุม เนื่องจากเป็นบุคคลตามหมายจับ โดยถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี การฝากเงินของประชาชน โดยได้รับเงิน 100 ล้านหยวน อย่างผิดกฎหมายและเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัว เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัว นำส่งพงส.บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีต่อไป

      ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดของคนต่างด้าว หรือคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ 02-134-0303 และ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จ.ชลบุรี ใช้ BIOMETRICS รวบหนุ่มอินเดีย เปลี่ยนพาสปอร์ตใหม่หวังตบตาเจ้าหน้าที่ พบเคยถูกจับ overstay และติดแบล็คลิสต์ในระบบ

          วันนี้​ วันจันทร์ที่ 15​ ก.ค.62 เวลา 14.00 น.ณ ห้องโถง ชั้น 1 ข้างอาคารจอดรถ สตม. (สวนพลู) : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รัก​ษาราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.)​,พลตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ ปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.)​,พลตำรวจ​ตรี​ อาชยน ไกรทอง ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ (ผบก.ตม 3)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ภาส สิริสุขะ รองผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ (รอง ผบก.ตม.3)​ และ พัน​ตำรวจ​เอก​ สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผู้กำกับ​การ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​จังหวัด​ชลบุรี​ (ผกก.ตม.จ.ชลบุรี)

          ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมดังนี้​ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค.62 เวลาประมาณ 11.20 น. เจ้าหน้าที่​ตม.จ.ชลบุรี ได้จับกุมตัว นาย MANEESH อายุ 30 ปี สัญชาติอินเดีย พฤติกรรม​คือ ผู้ต้องหา​ได้เข้ามายื่นขออยู่ต่อและเปลี่ยนประเภทวีซ่าที่ ตม.จ.ชลบุรี เพื่อเปิดบริษัทประกอบธุรกิจในประเทศไทย จากการตรวจสอบผ่านระบบ Biometrics พบว่าเป็นบุคคลเดียวกับ นาย MANISH อายุ 29 ปี (เกิดเมื่อ 1 ม.ค.1990) สัญชาติอินเดีย ซึ่งได้ถูกจับกุมในความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด​ (อยู่เกิน 1,549 วัน) และ ได้ถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว​ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.61

         โดยมีคำสั่งห้ามเข้ามาราชอาณาจักร ตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ 1/2558 ลง 27 พ.ย.58 ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลา 10 ปี คือถึงวันที่ 8 ก.ย.71 หลังตรวจสอบจนเป็นที่แน่ชัดและผู้ถูกจับให้การรับสารภาพว่าต้องการกลับเข้ามาเพื่อทำงานในประเทศไทย จึงได้ จับกุมตัวในความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม ขัดขืน หรือไม่ยอมรับทราบคำสั่งรัฐมนตรี ฯ ” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 82 และได้ทำการเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท พร้อมทั้งได้เพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักร และผลักดันออกนนอกราชอาณาจักรต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พ่อ-แม่ โร่พบตำรวจกองปราบฯ ตามคดีบุตรชายวัย 14 ดับปริศนา หลังเชื่อว่าถูกฆาตกรรม

    วันนี้​ วัน​จันทร์​ที่ 15 ก.ค.62​ เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.) : นาย รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม​ และทนายความ ได้พานายสุริยา ศรีโซ้ง อายุ 47 ปี และ น.ส.เจียม ศิริสุข อายุ 46 ปี สองสามีภรรยา ชาว จ.ร้อยเอ็ด เดินทางเข้าพบ ร้อยตำรวจ​เอ​ก​ อัครวุฒิ จันทร์เจริญ รอง​สารวัตร​สอบสวน​กอง​กำ​กับการ​ 3​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (รอง​สว.สอบสวน​ กก.3.บก.ป.)​ เพื่อให้ช่วยติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดี ด.ช.กฤษฏา ศรีโซ้ง อายุ 14 ปี บุตรชาย ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ริมถนนร้อยเอ็ด-อาจสามารถ ต.หนองไผ่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 25 ก.พ.61 หลังเชื่อว่าการเสียชีวิตของบุตรชายน่าจะเป็นการถูกฆาตกรรม และนำศพไปทิ้งอำพรางคดี ไม่ใช่การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตามที่พนักงานสอบสวน สภ.ธวัชบุรี ลงความเห็นไว้

         นายสุริยาฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.61 ตนและภรรยาเคยมาร้องขอให้ตำรวจกองปราบฯ ช่วยตรวจสอบ สาเหตุการเสียชีวิตของบุตรชายตน ก่อนที่ต่อมาตนจะมาทราบในภายหลังว่า หลังจากที่ตนได้ร้องขอให้ทางกองปราบฯ​ ช่วยเหลือครั้งนั้น ก็ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.3 บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมกับสืบหาพยานหลักฐานต่างๆเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตนจึงได้เดินทางยังกองปราบฯ​ ในวันนี้เพื่อที่จะขอทราบข้อสรุปของทางกองปราบฯ​ ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับข้อสรุปของ สภ.ธวัชบุรี หรือไม่

          ภายหลังเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา ทาง สภ.ธวัชบุรี ได้มีการลงความเห็นว่าการเสียชีวิตของบุตรชายเป็นอุบัติเหตุ นอกจากนี้ตนยังได้ถือโอกาสนำเอาหลักฐานซึ่งเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุที่ตนพยายามหามาด้วยตนเองมามอบให้กับทางกองปราบฯ​ ประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม

         นายสุริยาฯ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุผลที่ทำให้ตนเชื่อว่าบุตรชายน่าจะถูกฆาตกรรมนั้น เนื่องจากมีพยานผู้เห็นเหตุการณ์ มาบอกกับตนว่าก่อนเกิดเหตุเห็นบุตรชายของตนถูกทำร้ายไม่ใช่อุบัติเหตุ นอกจากนี้ตนยังทราบอีกว่าในช่วงที่เกิดเหตุแรกๆ นั้นทางตำรวจ สภ.ธวัชบุรี ได้เคยเชิญตัว ด.ช.บี (นามสมุมติ) เพื่อนของบุตรชายตนคนหนึ่ง ที่อยู่ด้วยกันก่อนจะเสียชีวิต มาสอบปากคำ ซึ่งในการให้ปากคำครั้งนั้น ด.ช.บี ได้ให้การกับทางพนักงานสอบสวนว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันกับบุตรชายตนก่อนหน้าจะเกิดเหตุ แต่ให้หลังจากนั้นไม่กี่วัน ด.ช.บี กลับโทรศัพท์ไปข่มขู่เพื่อนในกลุ่มเดียวกันซึ่งเป็นคนคอยให้เบาะแสข้อมูลกับตนว่าห้ามพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จึงทำให้ตนเชื่อว่าการเสียชีวิตของบุตรชายตนไม่น่าจะเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุอย่างแน่นอน

          นายรณณรงค์ฯ กล่าวว่า สำหรับการมาในวันนี้ก็เพื่อต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากทางกองปราบฯ​ ว่าตกลงแล้วการเสียชีวิตของ ด.ช.กฤษฏาฯ นั้นเป็นอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางกองปราบฯ​ ได้เคยลงพื้นที่ไปช่วยสืบสวนเมื่อปี 2561 แต่ยังไม่ได้แจ้งผลสรุป จึงอยากรู้ว่าผลสรุปเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากทางพ่อและแม่ของผู้ตายนั้นยังมีความเห็นแย้งกับตำรวจท้องที่ ที่สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ โดยในวันนี้ยังได้นำภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพคล้ายกับคนกำลังเอาเสื่อห่อศพและขับรถคันที่เกิดเหตุขณะนำไปทิ้งอำพรางศพ

          ด้าน พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. กล่าวว่า คดีนี้ตำรวจกองปราบฯ​ ได้ไปจำลองเหตุการณ์บางช่วงตามข้อเท็จจริง​ ที่มีอยู่แล้วเมื่อปีที่แล้ว ประกอบกับเชิญพยานในเหตุการณ์มาให้ปากคำด้วย ซึ่งเบื้องต้นพบว่าข้อมูลที่พยานให้ยังวกวน รวมถึงหลักฐานที่กองปราบฯ​ รวบรวมมายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นบุคคลหรือศพ จริงหรือไม่ตามที่ครอบครัวสงสัย โดยหลังจากนี้จะขอดูหลักฐานที่วันนี้ครอบครัวเอามาให้เพิ่มเติม เพื่อเทียบเคียงว่าตรงกับหลักฐานที่กองปราบฯ​มีหรือไม่ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ได้ผลสรุป และ ลงความเห็นว่าเห็นแตกต่างหรือสอดคล้องกับตำรวจในพื้นที่แต่อย่างใด

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กก.สส.บก.ตม.3 จับพระเขมร หลบหนีเข้าเมือง อาศัยผ้าเหลืองออกบิณฑบาต เรี่ยไรเงินชาวบ้าน

          วันนี้​ วันจันทร์ที่ 15​ ก.ค.62 เวลา 14.00 น.ณ ห้องโถง ชั้น 1 ข้างอาคารจอดรถ สตม. (สวนพลู) : พลตำรวจ​โท​ สมพงษ์ ชิงดวง รัก​ษาราชการ​แทน​ผู้​บัญชาการ​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง​ (รรท.ผบช.สตม.)​ พร้อมด้วย​ พลตำรวจ​ตรี​ ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์,พล​ตำรวจ​ตรี​ กฤษกร พลีธัญญวงศ์,พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล​ตำรวจ​ตรี​ ณฐพล แสวงกิจ,พลตำรวจ​ตรี​ สรายุทธ สงวนโภคัย รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.)​,พลตำรวจ​ตรี​ สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​ภูธร​ภาค​ 7​ (รองผบช.ภ.7)​ ปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการ​สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ (รองผบช.สตม.)​,พลตำรวจ​ตรี​ อาชยน ไกรทอง ผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ (ผบก.ตม 3)​,พัน​ตำรวจ​เอก​ ภาส สิริสุขะ รองผู้บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ (รอง ผบก.ตม.3)​ และ พัน​ตำรวจ​เอก​ รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ผู้กำกับ​การ​ สืบสวนสอบสวน​ กอง​บังคับการ​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ 3​ (ผกก.สส.บก.ตม.3)​

         ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคนร้าย ดังนี้เมื่อต้นเดือน กรกฎาคม​ 2562 ได้มีประชาชนร้องเรียนมายัง กก.สส.บก.ตม.3 ว่ามีบุคคลคล้ายคนต่างด้าว นุ่งห่มจีวร ลักษณะคล้ายพระสงฆ์ เดินบิณฑบาต อยู่บริเวณริมชายหาดหัวหินและบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพฤติกรรม​รับปัจจัย​ (เงินสด) และสิ่งของจากประชาชนทั่วไป โดยบิณฑบาตเป็นเวลานาน ผิดปกติวิสัยของพระสงฆ์โดยทั่วไป

          เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 จึงลงพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบข้อร้องเรียนดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 14 ก.ค.62 เวลาประมาณ 05.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 ได้ตรวจพบพระสงฆ์ที่มีลักษณะคล้ายบุคคลต่างด้าว เดินบิณฑบาตอยู่บริเวณชายหาดหัวหิน จึงติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเดินบิณฑบาตไปถึงบริเวณตลาดสดเทศบาลหัวหิน ยืนรอรับปัจจัย​ (เงินสด) และสิ่งของจากประชาชนทั่วไป

          จนถึงเวลาประมาณ 08.30 น. พระกลุ่มดังกล่าวก็ยังยืนรอรับปัจจัย​ (เงินสด) และสิ่งของจากประชาชนอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 จึงแสดงตัวและควบคุมตัวพระสงฆ์ทั้ง 3 รูปเพื่อตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ปรากฏว่า พระสงฆ์ทั้ง 3 รูป ยอมรับว่า เป็นพระสงฆ์จากประเทศกัมพูชา ไม่มีหนังสือเดินทางและได้หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย อีกทั้งยังเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งมีประชานชน​ และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อหารายได้จากการบิณฑบาต เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำพระสงฆ์ ทั้ง 3 รูป ไปดำเนินการลาสิกขา โดยความเต็มใจของพระสงฆ์ดังกล่าว จากนั้นได้ดำเนินการจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

         ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“บ.รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ปจำกัดร่วมกับ “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” จัดกิจกรรม ปฐมนิเทศ “โครงการอุปสมบทหมู่ตามรอยพระบรมศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล” รุ่นที่ 3 !!

         วันที่ (13 กรกฏาคม 2562) เวลา 13:00 น. ณ วัดอุทัยธาราม (บางกะปิ) บริษัทรักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ปจำกัด ร่วมกับ “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” จัดกิจกรรม ปฐมนิเทศ “โครงการอุปสมบทหมู่ตามรอยพระบรมศาสดา สู่ดินแดนพุทธภูมิ แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 4 ตำบล “ รุ่นที่ 3 ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษาบริษัท รักษาความปลอดภัย จีจีไอ.กรุ๊ป จำกัด และ ประธานที่ปรึกษา “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” ประธานจัดโครงการฯและประธานพระนวกะโพธิ รุ่นที่ 1ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธี พร้อมทั้ง พล.ต.ปธาน ทองขุนนา ประธานพระนวกะโพธิ รุ่นที่ 2 และ คุณนฤชล นิวาศะบุตร ประธานชีพราหมณ์ รุ่นที่ 2 ให้เกียรติมาเล่าประสบการณ์และให้ความรู้การปฏิบัติตนในประเทศอินเดียปีของรุ่นที่ผ่านมา ให้กับคณะผู้ที่เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบทหมู่ และผู้เข้าร่วมบวชชีพราหมณ์ พร้อมคณะลูกศิษย์ที่ติดตาม รุ่นที่ 3 ก่อนที่จะทำพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ภายในเดือนตุลาคม

         ทั้งนี้ยังได้รับเมตตาจากพระครูอุทัยธรรมานุกูล เจ้าคณะแขวงทุ่งพญาไท เจ้าอาวาส วัดอุทัยธาราม (บางกะปิ) กล่าวต้อนรับ และ อนุโมทนาแก่ผู้รับบรรพชาอุปสมบทหมู่ พร้อมทั้ง พระครูอุดมโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดอโยธยาราชธานี หัวหน้ากองงานกิจการพิเศษ พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เมตตาให้โอวาท และ แนะนำขั้นตอนในการเตรียมตัวซ้อมขานนาคให้แก่คณะผู้รับบรรพชาอุปสมบทหมู่และผู้บวชชีพราหมณ์ รุ่นที่ 3 เพื่อเป็นการทำความเข้าใจ ก่อนที่จะมีพิธี ปลงผมนาค ในวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ณ วัดอุทัยธาราม (บางกะปิ) หลังจากนั้นคณะโครงการบวชพระนวกะโพธิ จะเดินทางไปทำพิธีอุปสมบทหมู่ ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ในวันที่10 ตุลาคม 2562เป็นลำดับต่อไป!!

ปทุมธานี Oxford เตือนไทยเน้นพัฒนาภาษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2562 นางสาวอณัญญา อินพุ่ม ประธานกลุ่มเศรษฐกิจดิจิตอล ปทุมธานี สรุปผลหลังจากได้นำคณะนักศึกษาปริญญาเอกกลุ่ม New Biz1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีและผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงาน และอบรมภาษาอังกฤษสำหรับการใช้งานเพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุด ณ มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ โดยมีการมุ่งเน้นถึงการให้ความรู้เรื่อง การสื่อสาร ซึ่งในงานปัจจุบันได้ให้ความเห็นว่าไม่ได้มีแต่เพียงภาษาอังกฤษเท่านั้นที่เป็นภาษาหลักในการใช้สื่อสาร แต่ยังรวมถึงภาษาจีนที่เข้ามามีบทบาทตามประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งในงานยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ว่าการที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาการสื่อสารที่เป็นภาษาสากลไม่จำกัดอยู่ในภาษาท้องถิ่นเท่านั้น ทางมหาวิทยาลัย Oxford เองยังเล็งเห็นความสำคัญในการช่วยพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการพัฒนาประเทศด้วยภาษา ซึ่งไม่เป็นเพียงเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังเล็งเห็นถึงภาษาที่สำคัญในอนาคตเช่นภาษาจีนอีกด้วย โดยเริ่มต้นจากการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ตลอดจนระดับของภาษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล การใช้ภาษาจึงมีความแตกต่างกันไปเช่น การใช้ภาษาทั่วไป, การใช้ภาษาสำหรับงานสื่อหรือโฆษณา, การใช้ภาษาสำหรับการทำธุรกิจ, และภาษาสำหรับการเขียน รวมถึงภาษาที่ใช้สำหรับบทความและงานวิจัยเป็นต้น

ทั้งนี้นางสาวอณัญญา อินพุ่ม กล่าวถึงมุมมองจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสอบถามแนวความคิดจาก Professor Lisandro Gallardón; Creative Writing Professor and BA Philosophy จากทางมหาวิทยาลัย Oxford ฝากถึงชาวไทยว่า ภาษามีความสำคัญในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง การเรียนไม่ว่าจะภาษาหรือวิชาใดๆก็ตามควรฝึกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และไม่หยุดที่จะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของตน ในส่วนของผู้ประกอบการที่ทำงานมานานแล้วหรือแม้แต่ผู้สูงอายุเองก็ยังคงสามารถที่จะเรียนรู้ได้เสมอ เพราะการศึกษาไม่มีวันหมดอายุ แต่จะทำให้เราเพิ่มศักยภาพได้มากขึ้นเสมอ ทั้งนี้ยังเล็งเห็นว่าภาษาในอนาคตที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ภาษาจีน แม้แต่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษเองยังต้องเริ่มศึกษาตาม ไม่อย่างนั้นอาจได้รับผลกระทบในอนาคต

ส่วนมุมมองจากผู้ประกอบการหลัก ผู้เข้าร่วมอบรมอย่างคุณศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ รองนายกสมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย กล่าวว่า การรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่าภาษาอังกฤษคือภาษาราชการของโลกก็ว่าได้ อีกทั้งภาษาอังกฤษในหลายๆคำสามารถสื่อสารได้ดีกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาถิ่น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะหากสื่อสารกันผิดธุรกิจอาจเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน