กอ.รมน.พิจิตร ร่วมจัดกิจกรรมเพิ่มความชื้นในอากาศ ลดฝุ่น PM 2.5

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร พร้อมชุดปฏิบัติการรณรงค์ไฟป่าหมอกควันมณฑลทหารบกที่ 36 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสาภัยพิบัติภาคประชาชน จัดกิจกรรมเพิ่มความชื้นในอากาศ ด้วยการกวาดล้างถนน พ่นละอองน้ำในอากาศ ลดฝุ่น PM 2.5

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ฝ่ายทหาร มอบหมายให้ นำกำลังพลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ดำเนินการจัดกิจกรรมเพิ่มความชื้นในอากาศ ด้วยการกวาดล้างถนน พ่นละอองน้ำในอากาศ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง, ชุดปฏิบัติการรณรงค์ไฟป่าหมอกควันมณฑลทหารบกที่ 36, ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 36, จิตอาสาภัยพิบัติจังหวัดพิจิตร, ผู้นำท้องที่/ท้องถิ่น, ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ และหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่ชุมชน อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ รณรงค์งดการเผา การสร้างการรับรู้/ความเข้าใจ การกำจัดเศษวัชพืชด้วยการไถกลบแทนการเผา การทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าชุมชน แก่เกษตรกร และหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ทั้งนี้ได้เน้นย้ำการปฏิบัติแก่คณะทำงานชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ (ระดับตำบล) ในภารกิจเฝ้าระวัง ป้องกันการลักลอบเผาในพื้นที่ กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม ประมาณ 100 คน

โดย เกษตรกร, ผู้นำท้องที่/ท้องถิ่น, ประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และช่วยรณรงค์เผยแพร่ต่อไป โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร จะดำเนินการประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมเพิ่มความชื้นในอากาศ ในทุก ๆ อำเภอ ของจังหวัดพิจิตร ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

“รมว.ศุภมาส” แถลง วศ.อว. นำไทยสู่อันดับ 5 ของโลกด้านการรับรองความสามารถผู้จัดโปรแกรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สร้างความเชื่อมั่นระบบประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ นำสินค้าไทยสู่สากล

“รมว.ศุภมาส” แถลง วศ.อว. นำไทยสู่อันดับ 5 ของโลกด้านการรับรองความสามารถผู้จัดโปรแกรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สร้างความเชื่อมั่นระบบประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ นำสินค้าไทยสู่สากล

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทยที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง (อว.) ได้รับการรับรองเป็นหน่วยงานเดียวในนามประเทศ ไทยที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation Mutual Recognition Arrangement, ILAC MRA) ในการรับรองความสามารถผู้จัดโปรแกรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17043 ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นอันดับที่ 5 ของโลกในปี พ.ศ.2567

รมว.อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาการรับรองความสามารถผู้จัดโปรแกรมฯ ให้ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามนโยบายของกระทรวง อว. ซึ่งมุ่งเน้นในด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือ “วิทยาศาสตร์-วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศด้านความยั่งยืน (Sustainabilty) มุ่งพัฒนาความสามารถและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันที่ยั่งยืนในทางการค้าการลงทุนสนับสนุนการส่งออก และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในการประกันคุณภาพของห้องปฏิบัติการของประเทศไทยทั้งด้านการทดสอบ สอบเทียบ และด้านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพบริการทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เมื่อการประเมินคุณภาพจากภายนอกของการตรวจวิเคราะห์ทางด้านวิทยาศาสตร์ (External Quality Assessment, EQA) ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นที่ยอมรับแก่ หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ที่นำผลการวิเคราะห์ไปใช้ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยกำกับดูแลทางกฎหมาย มีความเชื่อมั่นในข้อมูลที่ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์หรือตัดสินใจที่สำคัญของประเทศได้

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง (อว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การประเมินคุณภาพจากภายนอก (External Quality Assessment, EQA) หรือการทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing, PT) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่มาตรฐานสากลหรือมาตรฐานระดับนานาชาติ ได้กำหนดให้ห้องปฏิบัติการ และห้องปฏิบัติการทดสอบด้านวิทยาศาสตร์ โดยที่ กรม (วศ.) ได้เข้าร่วมการประเมิน เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการบ่งชี้คุณภาพและมาตรฐานของระบบและบุคลากร และได้ใช้ผลการประเมินในการเฝ้าระวังสมรรถนะของการตรวจวิเคราะห์ แสดงถึงความสามารถอย่างต่อเนื่องของห้องปฏิบัติการ ทำให้ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมีความน่าเชื่อถือ ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล เกิดความเชื่อมั่นเป็นที่ยอมรับแก่ผู้ใช้บริการ เช่น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ทั้งนี้ กรม (วศ.) มุ่งมั่นพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนตลอดไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมโรงงานฯ ผนึก สวทช. หนุน 500 โรงงาน ประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่านระบบออนไลน์ Thailand i4.0 Checkup

กรมโรงงานฯ ผนึก สวทช. หนุน 500 โรงงาน ประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่านระบบออนไลน์ Thailand i4.0 Checkup

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว.ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า ถ.พระรามที่ 6 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโรงงานไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมแถลงข่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า (สวทช.) เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรม (สวทช.) ต้องทำงานร่วมกับกรมโรงงานอุตสาห กรรมซึ่งถือว่าเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่ง ที่จะร่วมกันสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมไทยให้เกิดการประยุกต์ใช้ (วทน.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันงานต่างๆ ให้เกิดการถ่ายทอดและขยายผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบกับคนในวงกว้างระดับล้านคน

“ในปีที่ผ่านมา (สวทช.) มีความมุ่งมั่นตอบโจทย์การสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ตามนโยบายที่ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบไว้คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” จึงได้จัดตั้ง NSTDA Core Business – Industry 4.0 ขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาใช้บริการด้านต่างๆ ยกระดับสถานประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยในปี 2566 มีการประเมิน Thailand i4.0 Index แล้วกว่า 200 โรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ภาคอุตสาหกรรม 140 โรงงาน และฝึกอบรมบุคคลากร 600 คน และในปีนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการประเมินแบบออนไลน์และทำได้ด้วยตนเอง (Online Self-Assessment) ซึ่งจะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และสามารถรู้ผลได้ทันทีเพื่อนำไปปรับปรุงยกระดับสถานประกอบการ อีกทั้งเชื่อมกลไกสนับสนุน และสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า (กรอ.) รับมอบนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมดีอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเน้น 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ, ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม, ความลงตัวกับกติกาสากล และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry (GI) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ เพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ตอบโจทย์ประเทศไทยและประชาคมโลก

นอกจากนี้ (กรอ.) ยังสนับสนุนให้มีการนำกากของเสียอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ ผ่านการวิจัยและพัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่ากากของเสียอุตสาหกรรมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเป็นวัตถุดิบในอีกอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสิ้นสุดของการเป็นของเสีย (End of Waste) รวมถึงการพัฒนามาตรฐานสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิเพื่อให้เกิดการเลือกใช้วัสดุทดแทน (Circular Supplies) เพื่อรักษาต้นทุนของธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และลดการเกิดของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ในมิติของความสำเร็จทางธุรกิจ กรอ. ผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการปรับธุรกิจให้เหมาะสมกับโลกอนาคต โดยมีการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ให้สามารถแข่งขันด้านประสิทธิภาพและต้นทุน รวมถึงการใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาการขาด แคลนแรงงานและค่าแรงที่สูงขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ทาง (กรอ.) มองว่า Thailand i4.0 Index สามารถเข้ามาตอบโจทย์ได้ ซึ่งปี 2567 นี้ กรอ.จะสนับสนุนให้โรงงานในกำกับเข้ามาใช้ Thailand i4.0 Checkup ซึ่งเป็นแบบประเมินออนไลน์ด้วยตนเอง เพื่อทำให้ผู้ประกอบการทราบระดับอุตสาหกรรมของตนและสามารถรับคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อพัฒนาโรงงานของตนให้ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ตั้งเป้าการประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ไว้ไม่น้อยกว่า 500 โรงงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองหน่วยงาน และสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆระหว่างกัน เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้ง ความร่วมมือนี้ยังนำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มที่เก็บรวมรวมข้อมูลเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 (สวทช.) กล่าวเสริมว่า การประเมินระดับความพร้อมด้วย Thailand i4.0 Checkup ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 หลังจากประเมินแล้ว ยังสามารถเข้าใช้บริการด้านอื่นๆ จาก (สวทช.) ได้ เช่น การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา ที่จะสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมในการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันระบบ “Thailand i4.0 Checkup” ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว สามารถเข้าถึงได้ง่ายบนเว็บไซต์ www.nstda.or.th/i4platform ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถประเมินสายการผลิตได้ด้วยตนเอง โดยระบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับผลการประเมินเบื้องต้น พร้อมทั้งมีการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อวางแผนการขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนการยกระดับองค์กรไปสู่อุตสาหกรรม 4.0


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร จับกุมชายชาวมองโกเลียพยายามลักลอบนำสัตว์บัญชี CITES ออกนอกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กรมศุลกากรจับกุมชายชาวมองโกเลียพยายามลักลอบนำสัตว์บัญชี CITES
ออกนอกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหาร การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการป้อง กันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหลีกเลี่ยงนำเข้า–ส่งออกซึ่งของที่มีภาระค่าภาษี ของผิดกฎหมาย ของต้องห้าม ต้องจำกัด นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบของติดตัวผู้โดยสารทั้งการนำเข้ามาในและการนำออกไปนอกราชอาณาจักร

โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนควบคุมทางศุลกากร ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ได้บูรณาการร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมประมง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สามารถจับกุมผู้โดยสารชาวมองโกเลียพยายามลักลอบนำสัตว์มีชีวิตออกไปนอกราชอาณาจักร เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปลายทางกรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย โดยพบสัตว์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 ได้แก่ มังกรโคโมโด จำนวน 2 ตัว, เต่าดาวอินเดีย จำนวน 6 ตัว /ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 ได้แก่ อิกัวน่า จำนวน 8 ตัว, งูหลาม จำนวน 5 ตัว, งูเหลือม จำนวน 1 ตัว นอกจากนี้ยังพบสัตว์มีชีวิตประเภทปลา ได้แก่ ปลาหางนกยูง จำนวน 22 ตัว, ปลากัด จำนวน 2 ตัว รวมทั้งสิ้น จำนวน 46 ตัว โดยของกลางทั้งหมดบรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทางที่ผู้โดยสารจะโหลดใต้ท้องเครื่อง

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวต่อว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 166 และ 252แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับสัตว์ดังกล่าวบางรายการอยู่ภายใต้การควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1และบัญชีหมายเลข 2 ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 23 วรรคแรกและมาตรา 112 และเป็นความผิดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และมาตรา 92 วรรค 2 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สกร. ลงพื้นที่น่าน ติดตามงานโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร สร้างจิตสำนึกในการดูแลป่าและสร้างชุมชนเข้มแข็ง

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สกร. ลงพื้นที่น่าน ติดตามงานโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร สร้างจิตสำนึกในการดูแลป่าและสร้างชุมชนเข้มแข็ง

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 : นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล ผู้เชี่ยว ชาญเฉพาะด้านพัฒนาหลักสูตร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน และ นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมกิจการการศึกษาและเครือข่าย นำคณะผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ผู้ทรงคุณวุฒิและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ข้องลงพื้นที่ร่วมติดตามผลการดำเนินงานโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) บ้านบวกอุ้ม อำเภอเฉลิม พระเกียรติ จังหวัดน่าน โดยมีภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่ร่วมนำเสนอข้อมูลการบูรณาการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ อาทิ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทหาร ผู้แทนจากกรมพัฒนาชุมชน และหน่วยงานสาธารณสุข เป็นต้น

สำหรับโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ นั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือสำนักงาน (กศน.) เดิม ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ลดรายจ่าย สร้างรายได้ สร้างจิตสำนึกในการดูแลป่า และสร้างชุมชนเข้มแข็งโดยการทำงานแบบมีส่วนร่วม และจากการติดตามงานโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ ณ แปลงเกษตรกรตัวอย่าง บ้านบวกอุ้มในครั้งนี้ พบว่าการดำเนินตามโครงการมีการขยายผล ต่อยอดความสำเร็จเห็นเชิงประจักษ์เป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มสร้างป่า สร้างรายได้บ้านบวกอุ้ม มีจำนวนสมาชิก 49 คน พืชที่ปลูกและสร้างรายได้มากที่สุด ได้แก่ กาแฟพันธุ์อาราบิก้า และต้นก๋ง ที่เป็นวัตถุดิบในการทำไม้กวาด โดยในปีนี้กาแฟสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 170 -200 บาท หากเป็นพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ จะเพาะขายในราคาต้นละ 15-20 บาท ส่วนดอกหญ้าก๋งราคากิโลกรัมละประมาณ 80 บาท ซึ่งผลผลิตทั้ง 3 ประเภทนี้ ตลาดยังมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ทำให้กลุ่มสมาชิกผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ครู (ศศช.) ยังสามารถขยายผลโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ไปยังหมู่บ้านอื่นๆอีก 76 หมู่บ้าน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกได้อย่างทั่วถึง และนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดย ผู้บริหาร (สกร.) และครู (ศศช.) ในพื้นที่ได้ส่งเสริม จัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ ดูแลการปลูก รวมทั้งสนับสนุน แนะนำช่องทางการตลาดและช่วยเหลือชาวบ้านในการดำเนินโครงการให้เกิดความยั่งยืน โดยบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่เป็นอย่างดี เพื่อส่งเสริมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ ให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถรักษาธรรมชาตินิเวศและทรัพยากรในพื้นที่ เกิดการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 เพื่อตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงเทพยดาฟ้าดิน และหลวงปู่ไต้ฮง ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง)

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 23.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ, คณะผู้ช่วยกรรมการ, คณะผู้บริหาร, อาสาสมัคร รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมในพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) และหลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป” เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่ง จัดขึ้นในวันประสูติของเทพยดาฟ้าดิน (ทีกงแซ)เจ้าแห่งสวรรค์อันเป็นที่เคารพกันทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับชาวจีนแล้ว ท่านเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูงเหมือนกันหมด และเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้สิ้นสุดงานเทศกาลตรุษจีนแล้ว โดยทำพิธีเวียนธูปรอบศาลเจ้า 3 รอบ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกพระคุณเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว และเริ่มต้นวันปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างมีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มีทั้งการสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ร่วมลงชื่อทำบุญ “พะเก่ง” คือการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา โดยพระสงฆ์อนัมนิกาย เพื่อสะเดาะเคราะห์ เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา รับประทาน “สาคูสิริมงคล” รวมทั้งรับ “ฮู้แดง” ประทับยันต์หลวงปู่ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เฮงๆ ตลอดปีใหม่จีน

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ … มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบคุณ ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ร่วมทำบุญในเทศกาลตรุษจีน ขอให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ตลอดปี ตลอดไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www. pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ค่าฝุ่นพุ่ง ! วช.นำวิจัยและนวัตกรรม “รู้ทันฝุ่น PM2.5”

ค่าฝุ่นพุ่ง! วช.นำวิจัยและนวัตกรรม “รู้ทันฝุ่น PM2.5”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนา เรื่อง “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate–HTAPC) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Hub of Environmental Health) ภายใต้โครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยว ชาญ (Hub of Talents) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช.8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า เนื่องด้วยปัจจุบันปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจและรู้ทันต่อเหตุการณ์ (วช.) จึงได้นำองค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่

  1. การพยากรณ์/คาดการณ์ปริมาณ PM2.5
  2. การลด PM2.5 จากแหล่งกำเนิด
  3. การบรรเทาปัญหา PM2.5 ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสุขภาพอนามัย
  4. การสร้างความรับรู้ของประชาชน และ
  5. การบริหารจัดการ PM2.5 มาแลกเปลี่ยนและพูดคุยในข้อมูลที่ถูกต้อง

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ” ร่วมนำเสนอในประเด็นสำคัญ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนรู้ทันฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการเสวนาวิชาการมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ประเด็น “ที่มาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5” โดย รศ. ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology: AIT), ประเด็น “ผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อสุขภาพ” โดย รศ. ดร.นพ.บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และประเด็น “วิธีแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5” โดย ดร.สุพัฒน์ หวังวงค์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate–HTAPC)

ถัดมากิจกรรมการเสวนา “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพ และแก้ไข ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ผู้ทรงวุฒิผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ว่า ฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งฝุ่นควันที่เกิดจากอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ต้องมีการปล่อยควัน ในกระบวนการผลิต ควันจากการเผาไหม้ในกิจกรรมในครัวเรือน เช่น การประกอบอาหาร การจุดธูปเทียน หรือแม้แต่ควันจากการสูบบุหรี่ ซึ่งมีโอกาสเกิดการเผาไหม้ ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดฝุ่น PM2.5 โดยผล กระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อสุขภาพนั้น ค่าฝุ่น PM2.5 สูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสะสมในระยะยาว ส่งผลต่อระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นภูมิแพ้, โรคหืด, โรคถุงลมโป่งพอง, มะเร็งปอด และภาวะอักเสบเรื้อรัง

ดังนั้น ควรป้องกันการรับฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด, โรคหัวใจ ฯลฯ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โดยงานวิจัยและนวัตกรรมจะสามารถเข้ามามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งประเทศไทยมีนวัตกรรมที่รองรับสำหรับการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย การจัดทำบัญชีการระบายมลพิษ การจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการกำหนดมาตรการในการลดฝุ่น PM2.5 จากแหล่งมลพิษต่างๆ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า PM2.5 ฝุ่นละอองเล็กจิ๋ว ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หลายประเทศต้องเผชิญปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในอากาศ ด้วยประชากรหนาแน่น ความคับคั่งของการจราจร รวมถึงเขม่าควัน และฝุ่นผงจากการก่อสร้าง การเผาไหม้ ซึ่งเสวนาวิชาการในครั้งนี้จะมีส่วนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนในการจัดการกับปัญหาฝุ่นละอองรู้เท่าทันฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป และ “เราทุกคนเป็นคนก่อมลพิษมากบ้างน้อยบ้าง เราทุกคนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไข”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ประธานรัฐสภา ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 27 (ปปร.27) จากสถาบันพระปกเกล้า

ประธานรัฐสภา ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 27 (ปปร.27) จากสถาบันพระปกเกล้า

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 นาฬิกา ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1-4 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 27 (ปปร.27) จากสถาบันพระปกเกล้า พร้อมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ภาพรวมกระบวนการนิติบัญญัติ หน้าที่ อำนาจ และกระบวนงานรัฐสภา ” โดยมี นางถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน

ทั้งนี้ ผู้บริหาร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมให้การต้อนรับประธานรัฐสภา กล่าวบรรยายพิเศษ ใจความตอนหนึ่งว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ คือสารตั้งต้น ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจาก เป็นองค์กรที่ตรากฎหมายเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ นำไปใช้ เพื่อพัฒนาประเทศชาติไปได้ด้วยดี และใฝ่ฝันว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย

#วันมูหะมัดนอร์มะทา#ประธานสภา#สำนักประชาสัมพันธ์#สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร#รัฐสภา#ประชาธิปไตย#parliament#democracy#กลุ่มงานเผยแพร่ประชาธิปไตย#กลุ่มงานสื่อมวลชน#กลุ่มงานสารนิเทศ#กลุ่มงานพิธีการ#กลุ่มงานผลิตเอกสาร#กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์


สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นการเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน อ.ควนโดน จ.สตูล

ประธานรัฐสภา เป็นการเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียนณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน อ.ควนโดน จ.สตูล

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.15 นาฬิกา ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน ต.ควนโดน อ.ควนโดน จ.สตูล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นการเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน โดยมี นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวต้อนรับ รศ.ดร.อิสมาอิลลุตพี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฎอนี กล่าวแสดงความยินดี นายอับดุลลอฮ์ อาเก็ม ประธานมูลนิธิอิบนูเอาฟ ในฐานะผู้รับใบอนุญาต กล่าวรายงาน โอกาสนี้ ตัวแทนจากราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รัฐการ์ตา รัฐคูเวต ประเทศมาเลเซีย สาธารณรัฐอินโดนีเชีย สาธารณรัฐตุรกี ร่วมแสดงความยินดี

จากนั้นประธานรัฐสภา เยี่ยมชมการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ วิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน เป็นวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและภาคประชาชนในพื้นที่ และเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในประเทศตุรกี พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับวิทยาลัย โดยการเรียนการสอนจะเน้นศาสตร์ทางด้านทะเล อิสลาม และบูรณาการกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ในระยะเริ่มแรกจะเปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยในระดับ ปวช. จะเปิดสาขาวิชาหลักจำนวน 3 สาขา ได้แก่ สาขาการต่อเรือ สาขาโลจิส ติกส์ สาขาการบัญชี, ในส่วนระดับ ปวส. จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีการต่อเรือ และสาขาการท่องเที่ยว

ปัจจุบันมีผู้สนใจมาเรียนแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอนาคตจะมีการยกระดับจากวิทยาลัยไปเป็นระดับอุดมศึกษาในชื่อสถาบันเทคโนยีแห่งอันดามัน (Andaman Institute of Technology) ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดรับนักศึกษาในปี พ.ศ. 2568 วิทยาลัยเทคโนโลยีอันดามันอนาโตเลียน ดำเนินงานโดยใช้แนวคิดผลักดันสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการฝึกอาชีพและประสบการณ์การเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจเพื่อก้าวสู่งานอาชีพในรูปแบบของเครดิตแบงค์ที่จะนำร่องในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของพื้นที่จังหวัดสตูลตามที่จะมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสตูลในระยะต่อไป

#วันมูหะมัดนอร์มะทา#ประธานสภา#สำนักประชาสัมพันธ์#สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร#รัฐสภา#ประชาธิปไตย#parliament#democracy#กลุ่มงานเผยแพร่ประชาธิปไตย#กลุ่มงานสื่อมวลชน#กลุ่มงานสารนิเทศ#กลุ่มงานพิธีการ#กลุ่มงานผลิตเอกสาร#กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์


สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร

ประธานรัฐสภา ร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยฟาฏอนี ครั้งที่ 90 (3/2023) ณ ห้องประชุมสำนักงานใหญ่ สหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ อ.เมือง จ. สตูล

ประธานรัฐสภา ร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยฟาฏอนี ครั้งที่ 90 (3/2023) ณ ห้องประชุมสำนักงานใหญ่ สหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ อ.เมือง จ. สตูล

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมสำนักงานใหญ่ สหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ ต.ฉลุง อ.เมือง จ. สตูล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยฟาฏอนี ครั้งที่ 90 (3/2023 ) ซึ่งที่ประชุมมีวาระการพิจารณา ดังนี้

1) ขออนุมัติปรับปรุงหลักสูตรเล็กน้อย (สมอ.08) หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชะรีอะฮ

2) ขออนุมัติผู้สำเร็จการศึกษา ประจำภาคการศึกษาที่ 1/2566

3) ขออนุมัติผู้สมควรได้รับคะแนนเกียรตินิยม ประจำภาคการศึกษาที่ 1/2566

4) ขออนุมัติคู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตร ตามเกณฑ์ AUN – QA

5) ขออนุมัติการขอรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษา

6) ขออนุมัติข้อบังคับมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ พ.ศ. 25677) ขออนุมัติแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ

#วันมูหะมัดนอร์มะทา#ประธานสภา#สำนักประชาสัมพันธ์#สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร#รัฐสภา#ประชาธิปไตย#parliament#democracy#กลุ่มงานเผยแพร่ประชาธิปไตย#กลุ่มงานสื่อมวลชน#กลุ่มงานสารนิเทศ#กลุ่มงานพิธีการ#กลุ่มงานผลิตเอกสาร#กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์