นายก อบจ. นครปฐม ลงพื้นที่เพื่อประเมินการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เปราะบาง

นายก อบจ. นครปฐม ลงพื้นที่เพื่อประเมินการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เปราะบาง

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม พร้อมด้วย รองนายกฯ สมาชิกสภาฯ, เจ้าหน้าที่ อบจ., สาธารณสุขจังหวัด, สาธารณสุขอำเภอ, รพ.นครชัย ศรี, คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครปฐม และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่บ้านประชาชน บริเวณตำบลศีรษะทอง และตำบลท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี รวมจำนวน 5หลัง เพื่อประเมินการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เปราะบาง ว่าต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในจุดไหน เพื่อให้มีความเหมาะสม สะดวกสบายแก่ผู้อาศัยที่เป็นผู้เปราะบาง


อุทัยธานี แถลงข่าว บุญเดือนสาม สืบสานประเพณีชาวอู๋ไท ร่วมใส่ชุดผ้าไทยร่วมงานประเพณีย้อนยุคสู่ลูกหลาน

อุทัยธานี – แถลงข่าวบุญเดือนสาม สืบสานประเพณีชาวอู๋ไท ร่วมใส่ชุดผ้าไทยร่วมงานประเพณีย้อนยุคสู่ลูกหลาน

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2567 เวลา 17.00 น. ณ ลานวัดหนองขุนชาติ อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี, นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานีเขต 2, ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานบุญเดือนสาม สืบสานประเพณีวิถีชาวอู่ไท ประจำปี 2567 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ, ข้าราชการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ครู, นักเรียน, และประชาชน สวมใส่ชุดลายผ้าไทยเข้าร่วมงานประเพณีบุญเดือนสาม สืบสานประเพณีวิถีชาวอู่ไท เพื่อสืบทอดไปในยุคสมัยก่อน

ส่วนงานจะจัดขึ้นในปีนี้ ระหว่างวันที่ 21-03 มีนาคม 2567ซึ่งจะมีพิธีการทำบุญประเพณีวิถีชาวอู่ไท โดยมีการแข่งขันกีฬาและการแสดงประกวดหลากหลาย บรรยากาศภายในงานได้มีการแสดงพื้นบ้านสืบสานประเพณีชาวมอญ เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ชมถึงประวัติคนสมัยก่อน พร้อมกับมีการแสดงนักเรียนโรงเรียนอนุบาลวัดหนองขุนชาติ และการแสดงของนักเรียนทองประสานเวทย์

โดยงานประเพณีบุญเดือนสาม สืบสานประเพณีวิถีชาวอู่ไท ประจำปี 2567 มีกิจกรรมประกอบด้วย พิธีอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567, พิธีทำขวัญข้าวแม่โพสพ, การประกวดขบวนแห่วัฒนธรรมประเพณี, การจัดสำรับคาว – หวาน ประเพณีดั้งเดิมของชาวอู่ไท, การประกวดขบวนหาบสำรับคาว – หวาน, การแสดงความสามารถของเยาวชนในการร้องเพลงไทยลูกทุ่ง, การละเล่นพื้นบ้าน, การอนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่รุ่นหลังให้คงอยู่สืบไป


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

น.ศ.ร้องสวัสดิการแรงงาน นายจ้างโกงค่าแรงเด็กทำพาร์ทไทม์ หวังหาเงินเรียนหนังสือ

ประจวบฯ – ร้องสวัสดิการแรงงาน นายจ้างโกงค่าแรงเด็กทำพาร์ทไทม์ หวังหาเงินเรียนหนังสือ

21 ก.พ.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวน้ำขิง อายุ 15 ปี นักศึกษา ปวช.ปี 1 ในวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบฯ เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานสวัสดิ การและคุ้มครองแรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอให้ช่วยเหลือ หลังไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารชาบูดังแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ หวังหารายได้เสริมส่งตัวเองเรียนหนังสือ เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจน แต่หลังจากที่ไปทำงานได้ 18 วัน ครบกำหนดจ่ายเงินของพนักงานแต่ตนเองไม่ได้รับเงิน เนื่องจากทางร้านอ้างว่าทำงานไม่ครบเดือน และไม่แจ้งลาออกก่อนล่วงหน้า 15 วัน โดยทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฯให้น้องกรอกประวัติเอกสาร คำร้องก่อนสอบถามเรื่องราวความเป็นมาถึงรายละเอียดของการทำงานและข้อตกลงกับทางร้าน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบทั้งสองฝ่ายก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ด้านนางสาวน้ำขิง เปิดเผยว่า ที่ตนเองเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานสวัสดิ การและคุ้มครองแรงงานในวันนี้ ก็เพราะหวังอยากให้หน่วยงานเข้าให้ความช่วยเหลือตน เนื่องจากตนเองฐานะทางบ้านยากจน และตนเองอยากได้เงินไปเรียนหนังสือ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นปวช.ปี 1 วิทยาลัยเทคนิคประจวบคีรีขันธ์ หลังเลิกเรียนจึงได้ไปทำงาน part time ที่ร้านอาหารชาบูดังแห่งหนึ่ง โดยทางร้านให้ค่าตอบแทน ชั่วโมงละ 30 บาท วันละ 4 ชั่วโมง ส่วนวันหยุดก็จะไปทำงานอีกที่ ช่วงเช้าถึงบ่ายสองตนจะทำงานที่ร้านขายโจ๊ก ส่วนช่วงค่ำก็จะไปทำงานหาเงินที่ร้านอาหารชาบู เพื่อหวังนำเงินที่ได้จากการทำงานส่งตัวเองเรียนหนัง สือให้จบ และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง แต่เมื่อตนเองทำงานไปได้จำนวน 18 วัน รู้สึกว่าร่างกายสู้ไม่ไหวจึงขอลาออก และได้บอกล่วงหน้ากับทางร้านก่อนออกจากงาน 4 วัน และเมื่อครบกำหนดจ่ายเงินของพนักงาน ตนเองจึงไปขอรับเงินค่าแรงที่ทำไปปรากฏว่าทางร้านแจ้งว่าผิดเงื่อนไขไม่แจ้งลาออกก่อนล่วงหน้า 15 วัน และมีพนักงานในร้านบอกกับตนว่าถ้าทำงานไม่ครบเดือนก็จะไม่ได้รับเงินเช่นกัน ตนเองมองว่าทำงานเหนื่อยกี่วันก็ต้องได้ค่าแรงตามกฎหมาย จึงได้มาร้องสำนักงานสวัสดิการให้เข้าช่วยเหลือตน

นายกฤตผล แก่นนาคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า นโยบายของภาครัฐสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนมีการหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อบรรเทาภาระผู้ปกครองอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานของแรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั่วไปหรือแรงงาน part time จะทำงานกี่วันก็แล้วแต่จะต้องได้รับค่าแรงตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายวันละ 345 บาท ส่วนพาร์ทไทม์ชั่วโมงละ 40 บาท ซึ่งเด็กนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่ต่ำกว่า 15 ปี การทำงานจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองด้วย และการทำงานห้ามเกิน 22.00 น. ซึ่งสถานประกอบการจะต้องพิจารณางานให้นักศึกษาพาร์ทไทม์ทำตามความเหมาะสมและไม่เสี่ยงอันตราย และต้องจ่ายเงินค่าแรงตามที่กรอบกฎหมายกำหนด รวมถึงต้องแจ้งการทำงานของเด็กมายังสำนักงานสวัสดิการฯภายใน 15 วัน และหากเลิกจ้างแล้วต้องแจ้งให้สำนักงานทราบภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่สามารถทำงานกับสถานประกอบการได้ เนื่องจากผิดกฎหมายการค้าแรงงานเด็ก ซึ่งกรณีนี้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจก็จะสอบถามข้อมูลจากนักศึกษาก่อนถึงรายละเอียด หลังจากนั้นจะได้ไปติดตามสอบถามจากเจ้าของสถานประกอบการถึงรายละเอียดเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายต่อไป เพื่อให้นักศึกษาที่ถูกเอาเปรียบได้รับเงินค่าจ้างแรงงานตามที่กฎหมายกำหนด คือ ชั่วโมงละ 40 บาท วันละกี่ชั่วโมงและทำงานจำนวนกี่วันก็จะต้องได้รับเงินครบตามจำนวน**


นัครินทร์/รายงานข่าว

ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ สั่งหน่วยงานตรวจสอบร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า

วันนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ สั่งการให้นายอนวัช สัตตบุศย์ ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ์ นำชุดจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า บริเวณถนนเจษฎาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

ชุดจับกุมจึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าตามที่ร้องเรียนจริง จึงได้ทำการวางแผนจับกุมโดยสามารถตรวจยึดของกลางได้ดังนี้ ผู้ต้องหาหนึ่งรายเพศหญิง อายุ 24 ปี ของกลาง บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์จำนวน 3,517 ชิ้น รวมมูลค่าประมาณ 700,000 บาท จึงแจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้

  1. ฝ่าฝืน คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/ 2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” ดังนั้น ผู้ใดขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาเติม มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า มีความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่า ของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กับให้ริบบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งที่ใช้บรรจุ และพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้าบุหรี่ไฟฟ้านั้น,ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
  3. ครอบครองหรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้า อันเป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรจะมีความผิดฐาน ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง ตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางและพยานหลักฐานทำบันทึกจับกุม ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์เพื่อดำเนินคดีต่อไป


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

ผู้เฒ่าวัย 80 เผาตอซัง เกิดลมเปลี่ยนทิศไฟลุกท่วมล้อมตัวเองหนีไม่ทันถูกย่างสดกลางทุ่งนา ดับอนาถ

นครพนม – ผู้เฒ่าวัย 80 เผาตอซัง เกิดลมเปลี่ยนทิศไฟลุกท่วมล้อมตัวเองหนีไม่ทันถูกย่างสดกลางทุ่งนา ดับอนาถ

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.67 เวลาประมาณ 17.30 น. ร.ต.อ.พิชานน ปลื้มสุด รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม รับแจ้งเหตุมีคนถูกไฟคลอกเสียชีวิต ที่ทุ่งนา ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จึงประสานแพทย์ รพ.นครพนม รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมรถกู้ชีพ อบต.บ้านผึ้ง กู้ภัยลำโขงเพรนด์ชิฟ และกู้ภัยศรีสัตตนครพนม โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่หลังโรงงานราชวงศ์เฟอร์ นิเจอร์ บ้านผึ้ง ม.2 ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม พบศพชายอยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าเสียชีวิต พบขาสองข้างถูกไฟไหม้เป็นแผลฉกรรจ์ ศีรษะและใบหน้าถูกเพลิงไหม้จนจำหน้าแทบไม่ได้
ฝ่ามือขวาหงิกเกร็งในสภาพกำไฟแช็กอยู่ที่ข้อมือซ้ายสวมใส่นาฬิกา ใกล้กันพบคราดหัก 2 ท่อนตกอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงให้ผู้ใหญ่บ้านและนายก อบต. บ้านผึ้ง เร่งตรวจสอบในหมู่บ้านว่ามีผู้ใดสูญหายไปหรือไม่

ต่อมา มีนายนภาพล สีคะ อายุ 43 ปี พร้อมญาติจำนวนหนึ่งเดินทางมาที่เกิดเหตุ เพื่อตามหานายจอน สีคะ อายุ 80 ปี บิดาที่หายตัวไปตั้งแต่ช่วงเช้าและยังไม่กลับเข้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงให้ญาติดูศพเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล พบว่าเป็นนายจอน พ่อที่หายตัวไปจริง

นายนภาพล เปิดเผยว่า พ่อวัย 80 ปี จะออกมาที่นาแทบทุกวัน ซึ่งวันนี้ขับรถจักรยานยนต์ มาจอดที่บริเวณเถียงนา ห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตร จึงระดมออกตามหาแต่ไม่พบตัว พบแต่รถ จักรยานยนต์จอดทิ้งไว้ไม่พบกุญแจ และได้ทราบข่าวว่ามีการพบศพจึงเดินทางมาดูศพกระทั่งพบว่าเป็นพ่อของตัวเองถูกไฟครอกเสียชีวิต โดยจำได้แม่นว่าพ่อสวมใส่นาฬิกาที่ข้อมือซ้าย และมีแผลผ่าตัดที่บริเวณหน้าท้องเนื่องจากเคยผ่าตัดถุงน้ำดีและไส้ติ่ง

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะนำไฟแช็กที่พบในมือซ้าย ไปจุดไฟเผาที่นาตนเอง ก่อนที่ไฟจะลุกลามและเกิดลมเปลี่ยนทิศจนติดอยู่ในวงล้อมของเปลวไฟ อีกทั้งสุขภาพไม่ดีและอายุมากแล้ว จึงอาจสำลักควันก่อนหมดสติจนถูกไฟคลอกเสียชีวิตอย่างอนาถดังกล่าว
ขณะที่ญาติไม่ติดในสาเหตุ การเสียชีวิตจึงมอบศพให้ไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ขณะที่นายสมบูรณ์ นาคะอินทร์ นายก อบต.บ้านผึ้ง กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่ามีผู้จุดไฟเผาตอซังในพื้นที่ 3 จุด จึงประสานรถดับเพลิงมาระงับเหตุ หลังเพลิงสงบ ก็พบชายนอนคว่ำหน้าเสียชีวิต กลางทุ่งนา จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ


ฟร้องข่าวสด นครพนม
เพลิงพระกาฬ
เทพข่าวร้อน
สำนักงานข่าวความมั่นคง รายงาน

รมว. ธรรมนัส ลงพื้นที่ลพบุรี ขับเคลื่อนนโยบาย การเกษตรมอบโฉนด สปก. 4-01ให้เกษตรกร

จังหวัดลพบุรี – รมว. ธรรมนัส ลงพื้นที่ลพบุรีขับเคลื่อนนโยบาย การเกษตรมอบโฉนด สปก. 4-01ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรและสหกรณ์ ที่ อ่างเก็บน้ำกุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เพื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) เอกสารการทําประโยชน์ และการปรับปรุงบํารุงดิน ข้าวสาร พันธุ์ปลา และพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ รวมถึงพันธุ์พืชให้แก่พี่น้องเกษตรกร พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตร จาก สปก. 4-01 ให้แก่เกษตรกร โดยมีนายปรัชญา เปปะตัง รอง ผวจ.ลพบุรี, นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน, นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ณ อ่างเก็บน้ำกุดตาเพชร อำเภอลำสนธิ ลพบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จังหวัดลพบุรีตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4.06 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรประมาณ 2.84 ล้านไร่ ครัวเรือนเกษตรกรกว่า 3 แสน ครัวเรือน มีระบบชลประทานจากโครงการเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ครอบคลุมพื้นที่ 1.27 ล้านไร่ ซึ่งทำให้มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ และการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว, รองลงมา คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ไร่ และมันสำปะหลัง, ส่วนด้านปศุสัตว์ ไก่เนื้อ โคนม โคเนื้อ โดยมีมูลค่าการจำหน่ายสินค้าเกษตรมากที่สุด คือ ไก่เนื้อ มูลค่า 14,400 ล้านบาท นอกจากนี้จังหวัดลพบุรี ยังมีผลิตภัณฑ์มวลรวม GPP ภาคการเกษตร มูลค่า 17,775 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 16.15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม GPP จังหวัดลพบุรี

สำหรับอ่างเก็บน้ำกุดตาเพชร จังหวัดลพบุรี กรมชลประทาน ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2547 เก็บกักน้ำได้ประมาณ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาวะฝนแล้งบริเวณพื้นที่แม่น้ำป่าสัก ในเขตอำเภอชัยบาดาล รวมไปถึงกิ่งอำเภอลำสนธิเดิมอยู่ด้วย และแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ ด้วยการปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นและติดตั้งฝายยางตลอดความยาวสันฝายเพื่อเพิ่มความจุเก็บกักน้ำแล้ว แต่จากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน มักจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันในช่วงฤดูฝน มักจะประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งอ่างเก็บน้ำกุดตาเพชรยังไม่มีระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ด้ายท้ายอ่างฯ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งกรมชลประทาน จึงได้วางแผนปรับปรุงอ่างเก็บน้ำกุดตาเพชร เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดสรรปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยบรรเทาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ ด้วยการก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของอ่างฯ จากเดิม 291 ลบ.ม. ต่อวินาที เป็น 346 ลบ.ม. ต่อวินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำทั้ง 2 ฝั่ง รวมความยาว 60.48 กิโลเมตร มีพื้นที่รับประโยชน์รวมกว่า 20,150 ไร่

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานในปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนและส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตรในช่วงฤดูแล้งให้แก่ชาวลำสนธิ ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืนต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ประชาชนชาวอำเภอวังน้อย พร้อมใจสวมเสื้อสีม่วง ถือป้ายเรารักพระเทพฯ ร้องเพลงสรรเสริญ พระบารมี ดังกึกก้อง ที่ตลาดวังน้อย อยุธยา

ประชาชนชาวอำเภอวังน้อย พร้อมใจสวมเสื้อสีม่วง ถือป้ายเรารักพระเทพฯ ร้องเพลงสรรเสริญ พระบารมี ดังกึกก้อง ที่ ตลาดวังน้อย อยุธยา

วันพุธที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๓๐ น. นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ. พระนครศรีอยุธยาพร้อม นายธีรเมธ เทพวิชัยศิลปกุล นายอำเภอวังน้อย, นายกสมศรี พันธ์เจริญวรกุล นายกเทศมนตรีเมืองลำตาเสา, พร้อมข้าราชการ, นักธุรกิจ, พ่อค้า, ประชาชน ในอำเภอวังน้อย สวมใส่เสื้อสีม่วง สีเหลืองและเสื้อนักศึกษา ถือป้าย ถือรูปถือธงสัญลักษณ์ และ ข้อความเรารักพระเทพฯ ทำกิจกรรมถวายกำลังใจแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังขบวนเสด็จถูกคุกคาม โดยกลุ่มคนที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา ๑๑๒ และ ๑๑๖

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ทุกคนต่างพูดเสียงเดียวกันว่า ตั้งใจมาพร้อมกัน แสดงพลังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะทุกจังหวัดก็จัดพร้อมกันในทุกโอกาสช่วงนี้ ที่ต้อง การสื่อให้เห็นว่า “เรายึดมั่น เราเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์” โดยจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ใครหรือคนกลุ่มใดมาดูหมิ่น หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

ลุงมือไวแอบฉกลอตเตอรี่ ตอนแม่ค้าหยิบเงินทอน สูญกว่า 2,000 บาท

นนทบุรี – ลุงมือไวแอบฉกลอตเตอรี่ ตอนแม่ค้าหยิบเงินทอนสูญกว่า 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนางจิราพร หรือเจ๊นิด คงแก้ว อายุ 49 ปี เจ้าของแผงขายลอตเตอรี่ “นิดพารวย“ ในตลาดแห่งหนึ่งย่านอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี ว่ามีชายสูงวัยทำทีมาซื้อลอตเตอรรี่ จำนวน 2 ใบ จากนั้นควักแบงก์ 1,000 จ่ายค่าลอตเตอรี่ หลังจากที่แม่ค้ารับเงินจากชายสูงวัยแล้วเดินไปหยิบเงินทอน ชายสูงวัยได้ฉวยจังหวะที่แม่ค้าเผลอแอบขโมยลอตเตอรี่ไปจากแผงจำนวน 4ใบ ยัดใส่กระเป๋ากางเกงและยืนใจเย็นรอเงินทอน หลังจากได้รับเงินทอนเสร็จเรียบร้อยก็เดินขึ้นรถและขับออกไปหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่ลุงขับรถเก๋งสีบอร์นทองมาจอดหน้าร้าน จากนั้นก็เดินลงมาถามหาเลขลอตเตอรี่ ที่ต้องการแล้วซื้อไปจำนวน 2 ใบ จากนั้นได้ควักแบงก์พันจ่ายให้แม่ค้า ระหว่างที่แม่ค้าเดินไปหยิบเงินทอน ลุงฉวยจังหวะหยิบลอตเตอรี่เป็นเลขชุด 5 ใบ ใส่กระเป๋ากางเกงด้านข้างซ้าย และหยิบลอตเตอรี่เลขชุด 2 ใบใส่กระเป๋าหลัง

เจ๊นิด กล่าวว่า ช่วงประมาณเที่ยงกว่าๆของวันนี้ ขณะที่ตนเองนั่งอยู่ในร้านก็มีคุณลุงท่านหนึ่ง จอดรถที่หน้าร้านแล้วเดินมาถามหาเลข 99 ตนก็ถามไปว่าต้องการเลขชุดหรือเป็นเลขแบบใบๆ ลุงบอกว่าขอเป็นเลขใบๆตนก็เลยดึงให้เขาไป 2 ใบ แล้วคุณลุงก็ควักแบงก์พันมาให้ ตนก็เดินไปหยิบเงินทอน หลังจากรับเงินทอนลุงก็เดินขึ้นรถขับออกไป จนกระทั่งตนมาตรวจสอบลอตเตอรี่ที่แผงพบว่าหายไปอย่างละ 2 ชุด เป็นเลขชุด 5 ใบ กับ 2 ใบ มูลค่าประมาณเกือบ 2,000 บาท ก็เลยไปดูกล้องก็เห็นลุงแอบหยิบใส่กระเป๋ากางเกง

เจ๊นิด กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าลุงจะนำลอตเตอรี่มาคืน แต่ตนไม่ยอมแน่นอนต้องดำเนินคดี เพราะไม่อยากให้ลุงไปทำแบบนี้กับคนอื่น อีกอย่างลุงก็อายุเยอะแล้วน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหลานไม่ใช่มาทำแบบนี้ ตนขายลอตเตอรี่อยู่ตรงนี้มา15 ปี แล้ว ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก และจะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนี้จะเพิ่มความรอบคอบมากให้มากกว่านี้ จะไม่ยอมให้เรื่องเบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวอีกเป็นอันขาด


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

คณะกรรมการประเมินโครงการคัดเลือกหมู่บ้านเข้มแข็ง ลงพื้นที่ตรวจ ประเมิน ให้คำแนะนำ ก่อนส่งผลงาน

จันทบุรี – คณะกรรมการประเมินโครงการคัดเลือกหมู่บ้านเข้มแข็ง ตามแนวทางแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หมู่บ้าน อยู่เย็น ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจ ประเมิน ให้คำแนะนำ ก่อนส่งผลงาน บ้านดอน หมู่ 4 ต.วังสรรพรส อ.ขลุง เข้าประกวดระดับภาค

วันนี้ (21 ก.พ.67) ที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านดอน หมู่ 4 ต.วังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นประธานนำคณะกรรมการโครงการคัดเลือกหมู่บ้านเข้มแข็ง ตามแนวทางแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หมู่บ้าน อยู่เย็น ระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจ ประเมิน ให้คำแนะนำ รับทราบข้อมูลของหมู่บ้านที่ได้รับการพิจารณาจากอำเภอขลุง เป็นตัวแทนของจังหวัดจันทบุรีที่จะส่งผลงานเข้าประกวดระดับภาคตามโครงการคัดเลือกหมู่บ้านเข้มแข็ง ตามแนวทางแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หมู่บ้าน อยู่เย็น ของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ บ้านดอน หมู่ 4 ต.วังสรรพรส อ.ขลุง ทำงาน และชาวบ้านดำเนินชีวิตภายใต้การขับเคลื่อนของคณะกรรมการกลางหมู่บ้าน อาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง หรือ อพป.บูรณาการกับหน่วยราชการทั้งระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ และจังหวัดอย่างใกล้ชิด รวมทั้งความร่วมมือที่เข้มแข็งของชุมชน ส่งผลให้ประชาชนในหมู่บ้านมีความรัก ความสามัคคี มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต และมีจิตอาสาสาธารณะทำงานเพื่อส่วนรวม ผ่านเกณฑ์การประเมินของอำเภอครบทุกด้าน อาทิ ด้านการบริหารจัดการหมู่บ้านโดยใช้กลไกคณะกรรมการหมู่บ้าน, ด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย, ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข, ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจ, ด้านการพัฒนาการให้บริการสาธารณะ, การดูแลสุขอนามัย การบริหารจัดการขยะ การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวด ล้อม เป็นต้น ส่งผลให้บ้านดอน หมู่ 4 ต.วังสรรพรส อ.ขลุง ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัดเพื่อเข้าประกวดระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี 089-6767346
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน ศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก 062-7584334

อบรมเข้ม ตรวจก่อนตัด เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP ป้องกันทุเรียนอ่อน สร้างความมั่นใจผู้บริโภค สร้างรายได้เกษตรกร

จันทบุรี – อบรมเข้ม ตรวจก่อนตัด เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP ป้องกันทุเรียนอ่อน สร้างความมั่นใจผู้บริโภค สร้างรายได้เกษตรกร คาดปีนี้ทุเรียนจันทบุรีออกสู่ตลาดประมาณ 561,905 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 4.35

วันนี้ (21 ก.พ.67) ที่ห้องประชุมสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 พืชสวนพลิ้ว นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียนเพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ปีงบประมาณ 2567 โดยนายปัญญา ประดิษฐสาร เกษตรจังหวัดจันทบุร กล่าวรายงานว่าการอบรมหลักสูตรการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียนเพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ปีงบ ประมาณ 2567 เป็นโครงการหนึ่ง ที่จะส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รวมถึงเจ้าหน้าที่ ให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นทางให้มีคุณภาพ ตามระบบมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP เพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินค้าเกษตรคุณภาพ ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล

และในฤดูกาลผลิต ปี 2567 นี้คาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดจันทบุรีจำนวน 561,905 ตัน (ห้าแสนหกหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยห้าตัน) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 คิดเป็น ร้อยละ 4.35 เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน และปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นมาเป็นทุเรียนเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรได้ผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ผลิต ผู้บริโภค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังเป็นการสร้าง ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีของทุเรียนจังหวัดจันทบุรีให้แก่ผู้บริโภคต่อไป

ซึ่งการอบรม หลักสูตร การตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียน เพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน GAP ในครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรการของจังหวัดจันทบุรี ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน หรือ “ตรวจก่อนตัด” เพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด โดยการอบรมครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากหน่วยราชการ สถาบันการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแปลงใหญ่ ที่จะสามารถนำความรู้ทักษะที่ได้รับจากการอบรมไปดำเนินการให้บริการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียน ให้กับเกษตรกรที่จะเก็บเกี่ยวทุเรียนต่อไป


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี 089-6767346
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน ศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก 062-7584334