จันทบุรี – กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระพุทธบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก หารายได้สมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ

กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระ พุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ )รุ่นแรก หารายได้สมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ กำหนดพุทธาภิเษก 2 วาระ รอบ 2 บนยอดเขา 25 ม.ค.63

พระครูประดิษฐ์ศาสนการ หรือหลวงปู่นงค์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งตาอินท์ ประธานที่ปรึกษากองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เปิดเผยว่า ตามที่กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวงได้สนับสนุนการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงแล้วนำรายได้และเงินบริจาคจากนักแสวงบุญร่วมจัดสร้าง แต่เนื่องจากการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ทางกองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง จึงได้จัดทำเหรียญพระพุทธบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ) รุ่นแรกเพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ประชาชน นักแสวงบุญได้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินสมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธดังกล่าวและจะมีพิธีพุทธาภิเษกเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน โดยเกจิ อาจารย์ที่ประชาชนให้ความศรัทธา เคารพ เลื่อมใส ทั่วประเทศ รวม 30 รูป ในวาระแรกวันที่ 20 ถึง 22 มกราคม 2563 ฤกษ์มงคลเวลา 17.49 น.และพุทธาภิเษก วาระที่ 2 บนยอดเขาบริเวณรอยพระพุทธบาทพลวง อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563เวลา 17.49 น.

โดย เหรียญพระพุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก มีการจัดทำ 6 ชนิด ประกอบด้วย เนื้อทองคำ /เนื้อเงิน /เนื้อนวโลหะ /เนื้อทองแดง และ เนื้ออัลปาก้า กำหนดรับพระที่สั่งจองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งจองเหรียญพระพุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก ได้ที่ กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง วัดพลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 085 – 2859656 ( ภาพจากแฟ้ม )

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี – นักเสี่ยงโชคแห่ดูเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร ก่อนวันหวยออก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ปทุมธานี – บางปะอิน มีประชาชนจำนวนมากได้เดินทางมาดูตัวเลขที่อ่านน้ำมนต์ฤๅษีเณร และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมมาแก้บนภายในอาศรมฤๅษีเณรอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งเพื่อนำไปมอบให้กับเด็กนักเรียนยากไร้

ด้าน น.ส.อมรรัตน์ บุญกิจ อายุ 28 ปี แม่ค้ายย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ได้พาครอบครัว มาไหว้กุมารเจ้าสัวเฮง หลังจากครั้งแล้วมาไหว้และได้โชคกลับไป ซึ่งงวดก่อนได้โชคใหญ่ รอบนี้จึงพาครอบครัวมาไหว้ขอพรและนำน้ำแดงมาถวายกุมารทองเจ้าสัวเฮงจำนวน 100 แพ็ค เพื่อขอโคขอลาภ

บรรยากาศก่อนวันหวยออกที่อาศรมฤๅษีเณรมีประชาชนแวะเวียนเข้ามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำประทัด น้ำแดง ปลาตะเพียน ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้ กุมารเจ้าสัวเฮง เพื่อขอหวย เสริมบารมี เสริมโชคลาภ การงาน การเงิน และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ในส่วนของอ่านน้ำมนต์ก็มีประชาชนมาดูตัวเลขจากน้ำตาเทียนที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ที่ปรากฏตัวเลขชัดเจน 5, 6, 0 และ 8, 3, 1 ที่ลอยเกาะกลุ่มกัน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะลอยวนเวียนไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ประชาชนที่มาจะเห็นว่าตัวเลขไปจับกับตัวไหน นอกจากนี้ทางอาศรมฤๅษีเณรยังเปิดรับบริจาคข้ารสารอาหารแห้ง เพื่อที่จะนำไปส่งมอบบริจาคให้กับเด็กนักเรียนบ้านแดดน้อย จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

เพชรบูรณ์ – สมาคมการค้ายาสูบไทย เยี่ยมชมไร่ยาสูบเบอร์เลย์

เพชรบูรณ์ – สมาคมการค้ายาสูบไทย เยี่ยมชมไร่ยาสูบเบอร์เลย์ พร้อมติดตามสถานการณ์ปลูกยาสูบและการรับซื้อใบยาสูบในปัจจุบัน หลังประสบปัญหาถูกตัดโควต้า และท่าทีการปรับภาษีขึ้นไปอีกเป็น 40%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก เกษตรกรบ้านลานบ่า หมู่16 ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เสร็จสิ้นจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาข้าว ก็ต่างพากันเร่งไถปรับพื้นที่นา ด้วยการใช้รถไถยกร่อง และนำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินเก็บความชื้น เพื่อเตรียมดำเนินการเพาะปลูกพืชหลังนา โดยการปลูกยาสูบ สายพันธ์เบอร์เล่ย์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นอีกหนึ่งอาชีพคู่ชุมชน ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย

โดย นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า อาชีพปลูกยาสูบ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่อยู่คู่ชุมชนมาอย่างช้านาน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย และได้รับการสืบทอดมารุ่นต่อรุ่น โดยการปลูกยาสูบ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน หลังเกี่ยวข้าวในนาแล้วเสร็จ โดยใช้รถไถพรวนดิน ยกร่อง และใช้ฟางข้าวคลุมหน้าดินหลังสูบน้ำ เพื่อเก็บความชื้นให้เหมาะสม จากนั้นจะนำต้นกล้ายาสูบ พันธ์เบอร์เลย์ ที่เพาะไว้อายุประมาณ 40-45 วัน มาลงแปลงปลูก ในระยะห่าง 60 x 90 เซนติเมตร และหมั่นดูแลรักษา รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาอีกประมาณ 70 วัน ถึงสามารถเก็บผลผลิต “ใบยา สูบ” รอบแรก ไปเข้าสู่กระบวนการบ่มใบยาสด ให้เป็นใบยาแห้ง ซึ่งระยะเวลาการบ่มจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้น โดยใบยาสูบ 1 รุ่น สามารถเก็บได้ประมาณ 3 – 4 รอบต่อการปลูก 1 ครั้ง

นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวต่อว่า สถาน การณ์เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในปัจจุบัน พบว่าคงเหลือเพียง 2,000 ราย พื้นที่เพาะปลูกราว 5,000 ไร่เศษเท่านั้น ซึ่งจากเดิมเคยมีเกษตรกรมากกว่า 3,000 ราย พื้นที่เพาะปลูกกว่า 10,000 ไร่ แต่หลังจากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในปี 2560 ทำให้การยาสูบแห่งประเทศ ไทย (ยสท.) ประสบปัญหา จนต้องมีการตัดโควต้าใบยาจากชาวไร่ถึงร้อยละ 50 จนส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน ที่ยึดอาชีพปลูกยาสูบหลังการทำนา จนเริ่มขาดอาชีพ ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และไม่มีทุนสำหรับปลูกข้าวในรอบปีถัดไป จึงอยากวอนผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วยพิจารณาขอโควต้ากลับคืนมาให้ชาวไร่ยาสูบ ด้วย

ด้าน นางบัวส้ม ยอยยิ้ม อายุ 52 ปี เกษตรกรชาวไร่ยาสูบรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นที่บ้านทำอาชีพปลูกยาสูบมาโดยตลอด จนได้สานต่อเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวมาถึงปัจจุบัน แต่หลังจากถูกตัดโควต้าลดลง จึงคงเหลือพื้นที่ปลูกยาสูบได้เพียง 3 ไร่ โควต้ารับซื้อ 1,200 กิโลกรัม โดยพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกยาสูบ ได้ประมาณ 2,700 – 3,000 ต้น เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตใบยาสด ไร่ละประมาณ 4 ตัน เมื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มจนแห้ง จะคงเหลือน้ำหนัก 1 ไร่ ประมาณ 400 กิโลกรัม ขายได้ประมาณ 65 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ย ไร่ละ 26,000 บาท หักต้นทุนการเพาะปลูก ไร่ละ 10,000 กว่าบาท โดยไม่คิดค่าแรง เนื่องจากลงมือลงแรงทำกันเองในครอบครัว ก็จะคงเหลือรายได้ประมาณ ไร่ละหนึ่งหมื่นกว่าบาท แต่หากจ้างแรงงาน รายได้ก็คงเหลือน้อยลงไปตามค่าจ้าง และหากปีไหนประสบปัญหาภัยธรรมชาติ พายุลูกเห็บ ฝนตกน้ำท่วม หรือ ศัตรูพืชระบาด ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนสูงเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ ทางสมาคมการค้ายาสูบไทย นำโดย นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย ได้นำคณะฯ เข้าร่วมเยี่ยมชม กระบวนการ ขั้นตอน วิธีการปลูกยาสูบพันธ์เบอร์เลย์ถึงแปลงเพาะปลูก พร้อมทั้งกล่าวแสดงความห่วงใย ถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในปัจจุบัน ที่ทั้งประสบปัญหาถูกตัดโควต้า และท่าทีการปรับภาษีขึ้นไปอีกเป็น 40% ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากไปกว่านี้ได้

มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์

2 รมช.เกษตรฯ​ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่​ 14 ธันวามคม​ 2562 : นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ตามโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระ เกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์, ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธี ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ทั้งนี้นายประภัตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรมไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน​ 4,910 ตัว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมสมทบทุนโครงการดังกล่าวเพื่อจะนำโค-กระบือ ไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ โดยการคัดเลือกเกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนด เพื่อให้ยืมโค-กระบือ และให้ความรู้ในการเลี้ยงและการดูแลสุขภาพโค-กระบือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมปศุสัตว์จึงได้จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ขึ้น เป็นการสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ในเดือนธันวาคม โดยตลอดปีมหามงคลนี้กรมปศุสัตว์กำหนดให้ปศุสัตว์จังหวัด 77 จังหวัด ดำเนินการจัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดละ 1 ครั้ง โดยกิจกรรมของส่วนกลางในวันนี้ในช่วงเช้าได้จัดให้มีพิธีสงฆ์ จากนั้นเป็นพิธีไถ่ชีวิตและมอบโค-กระบือ ให้แก่เกษตกรสมาชิกโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพศเมียจำนวน 910 ตัว เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือ (โค 820 ตัว กระบือ 90 ตัว) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา,ศรีสะเกษ,ร้อยเอ็ด,นครพนม,กาฬสินธ์​ และชัยนาท ต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มว่า นอกจากนี้ได้มีการสนับสนุนโค-กระบือทุกตัวตามเป้าหมายโครงการฯ จำนวน 4,910 ตัว นำไปให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระดำริจำนวน 4,910 ราย ตลอดจนกิจกรรมมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ แก่เกษตกรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า 10,000 ราย อีกด้วย

โดย ประชาชนทั่วไป บุคลากรของกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นการ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ร่วมกันอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนโค-กระบือ ของประเทศไทยให้มากขึ้น โดยเกษตรกรที่ประพฤติดี ปฎิบัติตามกฎของโครงการจะมีโอกาสได้รับโค-กระบือ เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง และสามารถใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จ.อ่างทอง​ รวบ​พม่าฆ่าเขมร เหตุหึงโหด

วันที่ 13 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง​ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.ต.สังกาศ ศรีแก้ว สว. ตม.จ.อ่างทอง ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีคนร้ายต่างชาติ​ ชาวเมียนมาฆ่ากัมพูชา​ เหตุหึงโหด

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.62 เวลาประมาณ 17.40 น. ตม.จ.อ่างทอง ร่วมกับ กก.สส.ภ.จ.อ่างทอง และฝ่ายปกครอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้ทำการจับกุมตัว นายออง อายุ 47 ปี สัญชาติเมียนมา โดยต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมด้วยของกลางคือ ท่อนเหล็ก ยาวประมาณ 50 ซม. จำนวน 1 ท่อน ซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ จับกุมได้ที่ริมถนนสาธารณะ (ข้างวัดกลางราชครูธาราม) อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง

โดยสืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายบริเวณหน้าวัดกลางราชครูธาราม จึงร่วมเดินทางไปที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงทราบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บคือ นางลืม อายุ 47 ปี สัญชาติกัมพูชา ถูกตีศีรษะด้วยของแข็งอาการสาหัส นำตัวส่งไปรักษาที่ รพ. วิเศษชัย ชาญ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สอบถามพยานทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายออง สัญชาติเมียนมา หลังก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีไปทางที่พัก (ศาลาริมน้ำของวัด) โดยถือท่อนเหล็กที่ใช้ก่อเหตุติดตัวไปด้วย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงติดตามไปหาตัวผู้ถูกจับที่ศาลาดังกล่าว แต่ไม่พบตัว พบแต่ท่อนเหล็กที่ใช้ก่อเหตุ (มีคราบเลือดติดอยู่) จึงทำการตรวจยึด และกระจายกำลังออกตามหาตัว เมื่อไปถึงบริเวณริมถนนสาธารณะ (ข้างวัดกลางราชครูธาราม) พบนายอองฯ นอนหลบอยู่ที่พงหญ้าข้างทาง จึงได้เรียกให้ออกมาแสดงตัว เมื่อผู้ถูกจับออกมาแสดงตัว ปรากฏว่าเป็นบุคคลที่มีลักษณะตรงกับผู้ก่อเหตุ จึงสอบถามผู้ถูกจับ รับว่าเป็นบุคคลที่ก่อเหตุจริง แต่เนื่องจากสื่อสารภาษาไทยได้ไม่ดีนัก ตม.จ.อ่างทอง จึงจัดหาล่ามแปลมาเพื่อสื่อสาร เมื่อให้การรับสารภาพ จึงนำตัวผู้ถูกจับไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการอาชญากรรมตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง และให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใด พบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“บิ๊ก​อ้อ” ร่วมพิธีเปิดโครงการสานพลังท้องถิ่นไทยถวายพ่อของแผ่นดิน เดิน – วิ่ง มินิฮาล์ฟมาราธอนเฉลิมพระเกียรติ

“บิ๊ก​อ้อ” ร่วมพิธีเปิดโครงการสานพลังท้องถิ่นไทยถวายพ่อของแผ่นดิน เดิน – วิ่ง มินิฮาล์ฟมาราธอนเฉลิมพระเกียรติ

วันที่​ 14 ธ.ค. 62 เวลา 05.00 น.: พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 มอบหมายให้ พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3 เป็นผู้แทนเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการสานพลังท้องถิ่นไทยถวายพ่อของแผ่นดิน เดิน-วิ่ง มินิฮาล์ฟมาราธอนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธี ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัด​นครราชสีมา​ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน ตม.3​ – รวบ 9 มังกร​ ใช้ศาสนาหากิน เช่าวัดตุ๋นนักท่องเที่ยว หลอกขายพระเครื่อง

วันที่ 13 ธ.ค. 62 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รองผบช. สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ผกก. สส. บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าว การจับกุมชาวจีนเช่าวัดจัดฉากหลอกตุ๋นกรุ๊ปทัวร์จีน เช่าพื้นที่วัดในจังหวัดชลบุรี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ภายในยังมีการเปิดขายพระ​ และเครื่องรางของขลังแพงกว่าปกติ โดยใช้หนุ่มตี๋-สาวหมวยเป็นเด็กวัด ตั้งแผงขายธูปเทียน ซึ่งเงินสะพัดเข้ากระเป๋านายทุนในประเทศจีน จนทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหายย่อยยับทั้งเรื่องภาพลักษณ์ และรายได้เข้าประเทศ ดังนี้

พล.ต.ต.อาชยนฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน สอบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบ กรณีมีกลุ่มคนต่างด้าวชาวจีนลักลอบทำงานขายสินค้า​ (พระเครื่อง) และให้บริการ นักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าประกอบพิธีกรรมต่างๆ ภายในวัดห้วยกรุ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี​ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว จะมีกลุ่มบริษัทซึ่งเป็นของนายทุนชาวจีนนำเที่ยวเข้ามาใช้บริการ โดยจะมุ่งให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน จะมีการจัดทำสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและพยายามโน้มน้าวให้เช่าวัตถุมงคลโดยเฉพาะพระเครื่องประเภทต่างๆโดยอธิบายพุทธคุณและอภินิหารต่างๆ​ โดยหลอกขายในราคาสูงกว่าความเป็นจริง

จากกรณีดังกล่าวได้ทำการจับกุมตัวนางสาวโยว อายุ 26 ปี สัญชาติจีน พร้อมพวกรวม 9 ราย พร้อมของกลางพระเครื่องต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีราชา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป​ และจะได้มีการขยายผลหานายทุนชาวจีนที่แท้จริงต่อไป

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ธรรมนัส” ลุยพื้นที่ จ.บึงกาฬ มอบที่ดินทำกิน พร้อมสินเชื่อกองทุนฯ แก่ผู้ยากไร้

“ธรรมนัส” ลุยพื้นที่จ.บึงกาฬ มอบที่ดินทำกินผู้ยากไร้พร้อมมอบสินเชื่อกองทุนฯ เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาอาชีพให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า​ รมช.เกษตรและสหกรณ์​ ได้เดินทางมาตรวจราขการในพื้นจังหวัดบึงกาฬ​ พร้อมกับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ณ โรงเรียนศรีวิไลวิทยา อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

โดยร้อยเอก ธรรมนัสฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ​ ว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ ตนได้มอบเอกสารสิททธิ์ สปก 4-01 ให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ ที่ขอรับสิทธิ์ที่เป็นไปตามขั้นตอนของทางสปกฺ.ที่มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด โดยจังหวัดบึงกาฬ​ มีพื้นที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทั้งสิ้น จำนวน 8 อำเภอ 52 ตำบล เนื้อที่ประมาณ 1,277,306 ไร่ เดิมพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 8 อำเภอที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ โดยให้แยกอำเภอบึงกาฬ, อำเภอเซกา, อำเภอโซ่พิสัย, อำเภอบุ่งคล้า, อำเภอบึงโขงหลง, อำเภอปากคาด, อำเภอพรเจริญ และอำเภอศรีวิไล ออกจากเขตการปกครองของจังหวัดหนองคาย จึงมีผลให้พื้นที่ 8 อำเภอ เป็นเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ

ซึ่งมีรายละเอียดการจัดที่ดิน ประกอบด้วยที่ดินของรัฐ ได้ดำเนินการจัดที่ดินและมอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกร เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ไปแล้ว จำนวน 80,813 ราย 90,446 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,095,964 ไร่ และที่ดินเอกชน ได้ดำเนินการจัดที่ดินโดยการทำสัญญาเช่าและสัญญาเช่าซื้อ จำนวน 10 ราย 12 แปลง เนื้อที่ประมาณ 167 ไร่ รวมทั้งในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ส.ป.ก.จังหวัดบึงกาฬ ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 2,900 ราย 3,249 แปลง เนื้อที่ประมาณ 33,764 ไร่ และส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 15 โครงการ

ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ตนได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ จำนวน 1,326 ราย 1,459 แปลง เนื้อที่ 39,230 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4,669 ไร่ ได้มอบนโยบายให้ ส.ป.ก. เร่งดำเนินการและมอบเอกสารสิทธิ์ฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดบึงกาฬ ส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกยางพารา ซึ่งจากการประชุม ครม. เมื่อ 11 ธันวาคม​ 2562​ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการใช้ยางพาราและความคืบหน้าในการเพิ่มการใช้ยางพาราของแต่ละกระทรวงตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติเสนอ โดยในปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลมีเป้าหมายการใช้น้ำยางสด 90,356.440 ตัน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างยั่งยืนด้วย

นอกจากนั้นยังดำเนินการพัฒนาการเกษตรด้วยการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ (ศพก.) ซึ่ง ศพก. ด้วยการขยายผลองค์ความรู้จาก ศพก.อำเภอศรีวิไล (นายวิชิต โพธิ์ขี) โดยมีนายประวิทย์ ทุ่งคำ เป็นเจ้าของศูนย์ฯ มีสมาชิกจำนวน 36 ราย ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ป.ก.จังหวัดบึงกาฬ องค์ความรู้เด่น ได้แก่ การทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยเฉพาะด้านไม้ผล เช่น มะพร้าวน้ำหอม และการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โดย ส.ป.ก.จังหวัดบึงกาฬ ได้เข้ามาดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน มีการส่งเสริมองค์ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิตในการทำเกษตรอินทรีย์แบบกลุ่มรับรองกันเอง (PGS) และดำเนินกิจกรรมวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน

ขณะเดียวกันส.ป.ก.จังหวัดบึงกาฬ ได้เพิ่มแผนดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมพืชสมุนไพรในเขตปฏิรูปที่ดิน และโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และโครงการมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 20 ราย เป็นเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ ศพก.เครือข่าย และสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงต่อไปอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกลุงตู่ มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

วันที่ 13 ธ.ค. 2562  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบคำขวัญ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า  “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

สุโขทัย -ไฟไหม้ศาลาหอฉันวัดเกาะวงษ์เกียรติ์ เสียหายทั้งหลัง

เมื่อเวลา 13:59 น. วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ ศาลาหอฉัน ที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ภายในวัดเกาะวงษ์เกียรติ์ ตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย

หลังรับแจ้งเหตุ หน่วยดับเพลิงขององค์การบริหารส่วนตำบลทับผึ้งและท้องถิ่นใกล้เคียง พร้อมรถน้ำรถดับเพลิง 4 คัน ได้เร่งระดมเข้าไปช่วยกันดับเพลิง โดยใช้เวลา 40 นาที เพลิงจึงสงบ เบื้องต้นพบความเสียหายศาลาหอฉัน 1 หลังได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากไฟฟ้าลัดวงจร

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน