นครราชสีมา – เตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันกีฬา คนพิการทางการเคลื่อนไหวชิงแชมป์โลก I WAS WORLD GAMES 2020

เตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวชิงแชมป์โลก IWAS WORLD GAMES 2020

เมื่อวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2562 นายวิเชียร จันทร์โณทัย ผู้ว่าฯ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเกียรติจากสหพันธ์กีฬาคนพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว นานาชาติ International Wheelchair and Amputee Sports Federation (I WAS) เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวชิงแชมป์โลก I WAS WORLD GAMES 2020 ระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯจังหวังนครราชสีมา เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายสกล วรรณพงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ อดีตผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นายไมตรี คงเรือง รองเลขาธิการและประชาสัมพันธ์ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายเกื้อ ชูศรี ผู้อำนวยการสำนักงาน กกท. ภาค 3 นายชฎาลม วงศ์ด้วง ผู้อำนวยการ กกท.จังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมประชุม โดยนายสกล วรรณพงษ์ แจ้งให้ที่ประชุมทราบ

ล่าสุดมีนักกีฬาคนพิการสมัครเข้ามาแล้ว รวม 40 ประเทศ เป็นนักกีฬา 398 คน เจ้าหน้าที่  348 คน โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 12 ชนิดกีฬา กระจายแข่งขันตามสถานที่ต่างๆ ประกอบด้วย กรีฑา, จักรยาน, ว่ายน้ำ, ยิงปืน, วอลเล่ย์บอล (นั่ง), วีลแชร์เทนนิส, วีลแชร์บาสเกตบอล, แข่งขันที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550/ กีฬายิงธนู แข่งขันที่สนามกีฬาภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี/ กีฬายกน้ำหนัก, วีลแชร์ฟันดาบ แข่งขันที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา/ แบดมินตัน แข่งขันที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช และ กีฬาเทเบิลเทนนิส แข่งขันที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา         

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น พิธีเปิด-ปิด การแข่งขัน, พิธีมอบเหรียญรางวัล, ล่าม, และอาสาสมัคร ซึ่งจะใช้จำนวน 600 คน แบ่งเป็นอาสาสมัครทั่วไป 450 คน และอาสาสมัครที่เน้นภาษา 150 คน ซึ่งจะต้องมีการอบรมให้ความรู้เพื่อให้อาสาสมัคร สามารถปฏิบัติงานในช่วงของการแข่งขันกีฬาฯ ได้ถูกต้อง และเป็นไปตามภารกิจหน้าที่ การรับ-ส่งนักกีฬาจากที่พักมายังสนามกีฬา การเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ ประจำสนามแข่งขัน เป็นต้น รวมทั้งศูนย์สื่อมวลชน โดยจังหวัดนครราชสีมา จะได้มีการประชุมหารือกันอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าทั้งสนามแข่งขัน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ศุภเดช ธนูศร ข่าวนครราชสีมา
Cr.กรมประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา

จังหวัดสุโขทัย – เปิดกิจกรรมร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2563

จังหวัดสุโขทัยเปิดกิจกรรมร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2563

วันนี้ 26 ธันวาคม 2562 เวลา 08.30 น. นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดกิจกรรมร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2563 ณ แขวงทางหลวงสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ทั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์การรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ภายใต้คำขวัญ ใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัย ตลอดปีใหม่ คือ ใส่ใจตนเองโดย ใส่ใจเพื่อนร่วมทางโดยการ และใส่ใจประชาชนโดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวง โดยจุดบริการประชาชน ณ แขวงทางหลวงสุโขทัยนี้ จะเป็นจุดพักรถ พักผ่อน มีบริการชา กาแฟ และห้องน้ำ สำหรับผู้ที่สัญจรไปมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้

นายศ์เทพ สาคร รายงาน

มุกดาหาร # ตร.ภูธร ระดมกำลังฝ่ายความมั่นคง ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงเทศกาล วันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ ปี2563

https://youtu.be/cigoPB-oXIg

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 เวลา 16.30 น. ณ กองบังคับการตำรวจภูธร จ.มุกดาหาร ระดมกำลังฝ่ายความมั่นคงร่วมปล่อยแถว โดย พล.ต.ต.อรรคพงศ์ พิมลศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานปล่อยแถว โดยมีหน่วยเรือ นรข. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม.มุกดาหาร ทหาร ตชด.234 และฝ่ายปกครอง ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม จำนวน 264 นาย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563

โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อเยี่ยมเยือนพ่อ,แม่ ญาติพี่น้อง และพบปะสังสรรค์กัน ตลอดจนไปพักผ่อนและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ของ จ.มุกดาหารเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในบางพื้นที่ได้จัดงานรื่นเริง เฉลิมฉลองการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือจัดงานเค้าดาว ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางสัญจรของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน เกิดปัญหาความไม่ปลอด ภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นได้

สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร จึงได้กำหนดพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาส และวันขึ้นปีใหม่ 2563 โดยมีวัตถุประสงค์ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นตามสถานีขนส่ง สถานที่พักโดยสาร แหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่ที่มีการจัดงาน หรือจัดกิจกรรมที่มีประชาชนไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการตรวจสอบบุคคลตามหมายจับค้างเก่าที่อาจเดินทางกลับภูมิลำเนา ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการก่อเหตุกระทำความผิด

กำหนดมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์การสืบสวนหาข่าวเชิงลึก การระดมกวาดล้าง ปิดล้อม ตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย และให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัด ด่านตรวจบุคคล ตรวจยานพาหนะ เพื่อตรวจค้นอาวุธปืนอาวุธสงคราม วัตถุระเบิดยาเสพติดให้โทษ และสิ่งผิดกฎหมายกวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และปล่อยโคมลอย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และให้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยง หรือเส้นทางที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเส้นทางที่คนร้ายมักใช้หลบหนีต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดร / หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// 092-5259-777

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (25 ธ.ค.62) เวลา 09.00 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำ เนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ

โดยมีนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับ ผู้แทนสำนักงาน กปร. กล่าวรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการฯ ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 7 โครงการ และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 7 โครงการ จากนั้นผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางการการขับเคลื่อนโครงการในระยะต่อไป เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการขับเคลื่อนไปได้ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามผลการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง รวมทั้งแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งด้วย

ต่อมาเวลา 13.30 น. องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรม ราช ณ บริเวณประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ – หัวตรุด เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่โครงการฯ พร้อมพบปะราษฎรที่เสียสละที่ดินในการก่อสร้างโครงการ และผู้ได้รับประโยชน์ด้วย โดยองคมนตรีได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ให้ราษฎรได้รับทราบด้วย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อ ยอดโครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรต่อไป

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการฯ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2531 เพื่อแก้ไขและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย โดยเน้นเรื่องการจัดสร้างและการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อการเก็บกักน้ำกับการระบายน้ำออกสู่ทะเล ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรี ธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครศรีธรรมราช กรอบวงเงินงบประมาณ 9,580 ล้านบาท แผนดําเนินการ 3 ปี (2561 – 2563) เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช และกรมชลประทานได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ ศึกษาความเหมาะสมและกำหนดแนวทางการแก้ไข โดยลักษณะโครงการเป็นการขุดคลองระบายน้ำ จำนวน 3 สาย ความยาวประมาณ 18.64 กม. ขุดเพิ่มประสิทธิภาพคลองธรรมชาติ 2 สาย คือ คลองวังวัว และคลองท่าเรือ-หัวตรุด ความยาวประมาณ 17.8 กม. และก่อสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ จำนวน 7 แห่ง ถ้าหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถระบายน้ำอ้อมตัวเมืองนครศรีธรรมราชลงสู่ทะเลอ่าวไทยได้เพิ่มอีก 750 ลบ.ม./วินาที

สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ-หัวตรุด ที่ กม.9+200 ผลการดำเนินงาน ร้อยละ 53.18 ภาพรวมการดำเนินงานทั้งโครงการมีความก้าวหน้า ร้อยละ 11.40 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง คิดเป็นครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเลี่ยงเมือง และกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้งได้ถึง 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ .

///////////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

รัฐบาล ยกระดับคุณภาพชีวิต หวังสร้างความยั่งยืน ให้ผู้พิการ

วันนี้ (26 ธ.ค. 62) เวลา 10.10 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงแก่สื่อมวลชน ถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการเพิ่มเบี้ยคนพิการจาก 800บาท/เดือน เป็น1,000บาท/เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและฐานะของผู้พิการ ซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อยมากรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 4,000 บาท ตามรายงานการศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการให้แก่คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ทั้งนี้มีผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ 2.06 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณที่ต้องใช้ 2.06 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 4.8 พันล้านบาท/ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะใช้งบกลางของปีงบประมาณ2563 หรือ งบประมาณปี2564

ที่ประชุมยังมีมติให้เร่งรัดการดำเนินการศึกษาสวัสดิการแก่ผู้พิการในภาพรวมทั้งระบบและพัฒนาฐานข้อมูลผู้พิการที่ครอบคลุมทั้งความรุนแรงของความพิการและสถานะทางเศรษฐกิจ และรวบรวมแผนงานงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ  เพื่อประเมินความใส่ใจของส่วนราชการในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ อีกทั้ง  ให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินงานเรื่องการส่งเสริมอาชีพผู้พิการ และนำมารายงานในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งมีเป้าหมายเร่งด่วนคือ การส่งเสริมให้ผู้พิการมีงานทำ เพราะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมั่นคง

นอกจากนี้ยังได้เสนอชื่อ นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพ สตรีพิการเป็นผู้แทนไทยในการลงสมัครเลือกตั้งเป็นกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ แทน ส.ว.มณเฑียร บุญตัน ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นี้ด้วย

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯ เป็นประธานประชุมพิจารณา กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

นายกฯ เป็นประธานประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายฯ ในกรอบวงเงิน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบฯ 63 ร้อยละ 3.1 เตรียมเสนอ ครม. พิจารณา 7 ม.ค.63

วันนี้ (26 ธ.ค.62) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลักทางการเงินการคลัง ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 โดยเป็นวงเงินจำนวน 3,300,000 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยเป็นประมาณการรายได้สุทธิรัฐบาล จำนวน 2,777,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 523,000 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานทางเศรษฐกิจในปี 2564 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงร้อยละ 3.1 – 4.1 อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.7 – 1.7

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ยังคงเป็นนโยบายขาดดุลงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ มีการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

“รายละเอียดของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ทั้งหมดจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 มกราคม 2563 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว จะได้มีการแถลงรายละเอียดของรายได้ และรายจ่ายของแต่ละหมวดต่อไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ขอบคุณเรื่องแนะนจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ มอบแก่เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราช ทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ มอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยสุขภาพและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจ

วันนี้ เวลา 07.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ จำนวน 500 ชุด ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 20 หน่วยงาน โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวต้อนรับ พลตรีสมดุลย์ เอี่ยมเอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ หอประชุมค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับทราบ ยังความปลื้มปีติให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนและต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น


ขอบคุณข้อมูล : TIGERNEWS ( นราธิวาส/ภาพ/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ)

หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่่ 41 จัดอบรมลูกจ้าง โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน ประจำปี 2562

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่่ 41 จัดอบรมลูกจ้าง โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน ประจำปี 2562 เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 09.30 น. ที่สนามฝึก หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พันเอก อรรถพล คงสง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมลูกจ้างโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน กลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2563 ตามนโยบาย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หมู่บ้าน และชุมชนของตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในด้านการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านชุมชน ร่วมเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลสิ่งผิดปกติภายในชุมชน จำกัดเสรีความพยามในการก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดให้มีการดำเนินโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน สร้างงานและสร้างรายได้ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพทางอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

ทั้งนี้การฝึกอบรมในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองทั้งในด้านการทำงาน และในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในโลกออนไลน์อันจะส่งผลให้ลูกจ้างโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : issoc4news

กิจกรรม รณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ สมาชิกชมรมพาคนกลับบ้าน 37 อำเภอชายแดนใต้

วันนี้ (24 ธันวาคม 2563) เวลา 13.30 น. ที่ ห้องประชุมกองพาคนกลับบ้าน ศูนย์สันติวิธี บ้านควนดิน ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลตรี ธิรา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในกิจกรรมพบปะ รณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจสมาชิกโครงการพาคนกลับบ้าน โดยมี พันเอก ไชยมงคล ประโลมรัมย์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี, พันเอก ทิมเรือนโต รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดยะลา, พันเอก ธีรวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดปัตตานี และภาคส่วนเกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ และมีสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านจาก 37 อำเภอ จำนวน 240 คน เข้าร่วมกิจกรรม

พักเอก ประธาน ตลับทอง ผู้อำนวยการกองพาคนกลับบ้าน ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพาคนกลับบ้านว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกฝ่าย ในห้วงปี 2555 ได้มีกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่ต้องการยุติปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างยาวนาน จึงได้มีการกำหนดแนวปฏิบัติของผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่แสดงเจตนารมณ์ต้องการยุติบทบาทการต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีการความรุนแรง รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวนโยบายเบื้องต้นในการเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้กลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ บุคคลที่หลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้กลับมาต่อสู้ตามแนวทางสันติ ภายใต้กฎหมายของประเทศ ที่ต้องการยุติการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง

โครงการพาคนกลับบ้าน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2555 โดยมีกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ จำนวน 93 คน ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์ ออกมารายงานตัวแสดงตน เพื่อประกาศจุดยืนในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านทั้ง 37 อำเภอ จำนวน 5,356 คน มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้เดินทางกลับมาอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมอย่างปกติสุข เป็นการลดการหวาดระแวงซึ่งกันและกัน และเปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เคยต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีรุนแรง ได้หันกลับมาร่วมมือกับฝ่ายรัฐ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี และให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป สำหรับบุคคลที่เข้าร่วมโครงการแล้วนั้น ให้ถือว่าให้เข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีหน่วยงานของรัฐในพื้นที่คอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ดูแลเรื่องการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคม การร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมตามขีดความสามารถ และการทำหน้าที่ต่างๆในหมู่บ้านชุมชนเพื่อให้เป็นคนดีของประเทศชาติสืบไป

            ในการนี้ พลตรี ธิดา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้ พบปะพูดคุยกับสมาชิกโครงการพาคนกลับบ้านที่มาร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยการปฏิบัติงานเพื่อร่วมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น จะเน้นหนักใน 3 เรื่องคือ การบังคับใช้กฎหมาย, การสร้างความเข้าใจและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านทุกคนมีส่วนสำคัญในการร่วมกันช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากสมาชิกทุกคนเป็นคนในพื้นที่ รู้ปัญหาเป็นอย่างดี ฉะนั้นสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้าน จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยแนวทางสันติวิธีภายใต้ หลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการแก้ไขจากทุกภาคส่วนให้เกิดความสงบสุขสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : southpeace

รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา

รองเลขาธิการ กอ.รมน. ภาค 4 สน. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา

วันนี้ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พันเอกอุทิศ อนันตนานนท์ รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานการประชุมรับฟังการแถลงแผนรักษาความปลอดภัยเมืองสงขลา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมมอบแนวทางในการปฏิบัติแก่กำลังพล โดยมีพันเอก สุรเทพ หนูแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสงขลา, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม

พันเอก อุทิศ อนันตนานนท์ รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจในแผนภารกิจ หน้าที่ ของตน และการนำไปใช้ปฏิบัติจริง ตลอดจนขอความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นกำลังสำคัญในการสอดส่อง ดูแล พื้นที่ของตนเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่น จากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ให้เมืองสงขลา มีเศรษฐกิจ ที่รุ่งเรือง ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินตลอดไป

สำหรับการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัย ได้ดำเนินการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา เพื่อนำองค์กรภาครัฐ, เอกชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการกำลังในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยเน้นการซักซ้อมการป้องกันก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติ การป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศุนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 ส่วนหน้า-เพจใหม่ /southpeace