อำเภอสัตหีบร่วมเทศบาลตำบลนาจอมเทียน แก้ไขปัญหาน้ำเสียปากคลองน้ำเมา

         วันนี้ 26 ส.ค.62 นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ พร้อมด้วย นายสมพงษ์ สายนภา นายกเทศบาลตำบลนาจอมเทียน พร้อมทีมงาน ร่วมลงตรวจบริเวณป่าชายเลนสาธารณะปากคลองน้ำเมา หมู่ที่ 2 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังมีข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ว่าบริเวณปากคลองน้ำเมา มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่เนื้อที่หลายไร่ มีลำคลองทอดยาวเข้าไปในพื้นที่ด้านทิศตะวันออก ขณะที่บริเวณปากคลองที่ยื่นลงไปบนหาดทรายนั้น มีแนวทรายของชายหาดมาปิดกั้นไม่ให้น้ำไหลลงสู่ทะเล จึงทำให้น้ำมีการกักขัง ลักษณะขุ่นดำ ตกตะกอนและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานั้น

         นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ กล่าวว่าจากการตรวจสอบ พบว่าสาเหตุเนื่องจากปากคลองน้ำเมา ถูกทรายธรรมชาติจากคลื่นลมพัดทรายมาปิดปากคลอง เป็นทางยาวจนน้ำไม่สามารถไหลออกได้ตามปกติ ในการนี้ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านแจ้งว่าเป็นน้ำที่ค้างการระบายจะมีสาหร่ายหรือตะไคร่น้ำ น้ำจากคลองน่าจะมาจากการใช้ครัวเรือนและสถานที่ใกล้เคียง เมื่อไหลไปตามปกติไม่ได้จึงเอ่อล้นและท่วมขัง ซึ่งการแก้ไขระยะสั้นเทศบาลฯ จะนำลูกบอล em และหาแนวทางประสานเจ้าท่านำทรายธรรมชาติขวางที่ปากคลองออก และต่อไปจะปลูกต้นไม้หรือต้นโกงกางในสถานที่แห่งนี้

         นายสมพงษ์ สายนภา นายกเทศบาลตำบลนาจอมเทียน กล่าวว่า ทางเทศบาลตำบลนาจอมเทียน ได้เข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าวเพื่อหาสาเหตุและข้อเท็จจริงแล้ว และขอสรุปผลการตรวจสอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้บริเวณดังกล่าวเป็นปากคลองที่เชื่อมต่อและรับน้ำจากคลองน้ำเมาและไหลงสู่ทะเล จากการที่ปัจจุบัน ปรากฏว่ามีทรายปิดบริเวณปากคลองจนน้ำไม่สามารถไหลลงทะเลได้ เป็นสภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเมื่อน้ำไม่สามารถระบายลงลงสู่ทะเลและขังเป็นเวลานาน จึงทำเกิดตะกอนหรือตะไคร่น้ำและส่งกลิ่นเหม็น ทางเทศบาลตำบลนาจอมเทียน จะดำเนินการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยการใช้ E.M. Ball หรือจุลินทรีย์ที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) อำเภอสัตหีบ เป็นต้น ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตรวจวัดคุณภาพน้ำในคลองน้ำเมา เพื่อปรับปรุงดูแลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานต่อไปตรวจแหล่งกำเนิดผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ได้มาตรฐานจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645, 0945565622/086-3684323

นครนายก-มูลนิธิจารุธัมโม มอบอุปกรณ์การเรียนให้เด็กนักเรียนที่ยากไร้

มูลนิธิ จารุธัมโม จัดกิจกรรมให้กับนักเรียนและมอบอุปกรณ์การเรียนพร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

         ที่นครนายก ณ วัดศีรนาวา ต.ศีรนาวา อ.เมือง จ.นครนายกพระทวน จารุธัมโม ประธานมูลนิธิจารุธัมโมสงเคราะห์ พร้อมคณะศิษย์ญาณุศิษย์ ได้มอบอุปกรณ์การเรียนพร้อมจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน ในถิ่นทุรกันดารและนักเรียนที่ยากไร้จำนวน 4 โรงเรียน ได้เเก่ โรงเรียนชุมชนศีรนาวา, โรงเรียนวัดสบกเขียว, โรงเรียนบ้านเนินหินแร่และศูนย์เด็กเล็กตำบลศีรนาวา รวม 4โ รงเรียน จำนวนทั้งสิ้นกว่า 250 คน โดยมีงบประมาณทั้งหมด 85,000 บาท จากคณะศิษย์ญานุศิษย์จากทั่วประเทศที่มาช่วยกันนำอาหารและเครื่องดื่มรวมถึงอุปกรณ์การเรียนมามอบให้กับเด็กนักเรียนในครั้งนี้

         มูลนิธิจารุธัมโม ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปี เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนตามถิ่นทุรกันดารและเด็กนักเรียนที่ยากไร้ หากท่านใดที่ประสงค์จะให้ทางมูลนิธิช่วยเหลือ ให้ติดต่อมาที่
หลวงพ่อทวน จารุธัมโม หมายเลขโทรศัพท์ 0861105836 โดยตรง

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สระบุรี- พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ จัดส่งเสริม อาชีพให้ผู้สูงอายุ

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ. สระบุรี จัดส่งเสริมอาชีพให้ผู้สูงอายุ และเยี่ยมการฝึกสานกระเป๋า เส้นพลาสติก ยางพารา

          เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562​ นางสาวน้ำค้าง คันธรักษ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระบุรีได้ตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุ ในการส่งเสริมสร้างอาชีพ โดยมีนายสุรพล ลิขิตปัญญาวัฒน์ ประธานชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลสระบุรี นำผู้สูงอายุในชมรม มาจัดทำการฝึก สานกระเป๋า ด้านเส้นพลาสติกยางพารา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนผู้สูงอายุกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

         ซึ่งกลุ่มชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลสระบุรี กว่า 30 คนได้เข้าอบรมฝึกอาชีพ ณ ศาลาวัดศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เพื่อเป็นการจัดกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่วันที่ 20-21 สิงหาคม​ 2562​ เพื่อจัดอาชีพให้ผู้สูงอายุได้ออกจากบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และได้รับความรู้การฝึกทักษะ ได้กระเป๋าที่จัดทำที่สำเร็จแล้วไปใช้ประโยชน์และได้เป็นงานอดิเรก หรือใช้เวลาว่างทำเป็นอาชีพ เสริมเพิ่มรายได้อีกด้วย

ผู้ใดสนใจจะสั่งซื้อกระเป๋าดังกล่าวได้ที่ชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลจังหวัดสระบุรี สนใจสั่งซื้อได้ที่​ คุณนะ 0 9 5 4 9 8 5 9 7 8

ดำรงค์ ชื่นจินดา/รายงาน

สระบุรี-กอ.รมน.จังหวัด จัดอบรมจิตอาสา904 ให้กับครู​ อาจารย์​ นักเรียน​ โรงเรียนมวกเหล็กวิทยาคมตามโครงการ​ “สถานบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย”

          วันที่ 27 สิงหาคม 2562 กอ.รมน.จังหวัด สระบุรี โดย พ.อ.เพิ่มศักดิ์ ขุนโขลน รอง ผอ.รมน.จังหวัด สระบุรี ได้สนับสนุนการอบรม “สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย โดยวิทยากรหลักสูตรจิตอาสา 904 ” ณ โรงเรียนมวกเหล็กวิทยา ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

          กลุ่มเป้าหมายเป็น ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมวกเหล็กวิทยา จำนวน 600 คน โดยมี นายสุขสวัสดิ์ แต้มสาระ ผช.ผอ.รร.มวกเหล็กวิทยา ปฏิบัติราชการแทน ผอ.รร.มวกเหล็กวิทยา เป็นประธาน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กลุ่มงานกิจการมวลชนฯ เป็นผู้ประสานงานและอำนวยการ จนจบภารกิจ การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมความมุ่งหมายของทางราชการ

ดำรงค์ ชื่นจินดา/รายงาน

ทรภ.1 จัดประชุมหน่วยงานความมั่นคงพื้นที่แถบชายทะเลอ่าวไทยตอนบน

          เมื่อวันที่ 27 ส.ค.62 พลเรือโท บรรจบ โพธิ์แดง ประธานกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1/ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 (ประธาน พมพ.ทรภ.1/ผบ.ทรภ.1) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2/2562 (ระดับผู้บริหาร) ณ โรงแรม เดอะไซมิส (The Siamese) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

          พลเรือโท บรรจบ โพธิ์แดง กล่าวว่าการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานตามแผนการพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมความมั่นคงในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ประจำปี 2562 ของสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงฯ และจังหวัดต่างๆ รวมทั้งรับทราบปัญหา อุปสรรคข้อขัดข้องและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานที่ผ่านมา

          โดยมีคณะกรรมการฯ จากหน่วยงานความมั่นคงฯ เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทย ผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัด/ผู้แทน จังหวัดต่างๆ ในพื้นที่แถบชายทะเลอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่จังหวัดชุมพร ถึงจังหวัดตราด จำนวน 11 จังหวัด รวมทั้ง กทม.และเมืองพัทยา ได้เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงในครั้งนี้ด้วย

นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี จ.ชลบุรี รายงาน
ภาพ/ข่าว กองกิจการพลเรือน ทัพเรือภาคที่ 1

ตราด-องค์การบริหารส่วนตําบลคลองใหญ่ร่วมกับคณะสงฆ์เปิด ” โครงการปฎิบัติธรรมและครอบ ครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม”

องค์การบริหารส่วนตําบลคลองใหญ่ร่วมกับคณะสงฆ์ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เปิด โครงการปฎิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2562

         วันที่ 26 สิงหาคม 62 ที่วัดคลองจาก ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ ที่บริเวณใต้ถุนอุโบสถ์วัดคลองจาก อ.คลองใหญ่ จังหวัดตราด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตราด จัดโครงการปฏิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลักสูตร 3 วัน 2 คืน โดยพระครูพิทักษ์บุรเขต เจ้าคณะอำเภอคลองใหญ่เจ้าอาวาสวัดคลองมะนาว เป็นฝ่ายประธานสงฆ์พระไชยยา ปิยะธัมโม คุณอาภากร เจริญผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองใหญ่ เป็นประธานในพิธี นางสาวอุมาพร บุญจงรักษ์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารวิชาการโรงเรียนบ้านของจาก พร้อมข้าราชการในสังกัด คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 131 คน ใช้เวลาในการปฎิบัติธรรมเป็ฯเวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่งาวันที่ 26 -28 สิงหาคม 2562

          สำหรับโครงการปฎิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร์ทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อปลูกฝังหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นแนวทางปฎิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาผ่านกระบวนการอบรมและปฏิบัติ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้านำ กล้าทำ และกล้าแสดงออกเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป..

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เสมา 3 เดินหน้าต่อไม่รอแล้วนะ เร่งระดมความคิดเห็น การเรียนการสอนออนไลน์ ในโรงเรียนเอกชนรับดิจิทัลแพลตฟอร์ม คาด พฤศจิกายนนี้พร้อมใช้งาน

         นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. กล่าวถึงการประชุม เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนออนไลน์ รองรับการเรียนรู้ โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่ สช. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 62 ที่ผ่านมา ว่า “ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งขับเคลื่อนดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษา อาทิ การพัฒนาคนไปสู่ศตวรรษที่ 21 การขับเคลื่อนดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดการเรียนสอนภาษาโค้ดดิ้ง (Coding) ซึ่งตนได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการทันที ด้านศักยภาพของโรงเรียนเอกชนนั้น มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และทราบว่าหลายๆ โรงเรียนเอกชนหลายๆ โรงเรียนได้มีการดำเนินการจัดการเรียนการสอนออนไลน์อยู่แล้ว ในจุดนี้เราจะได้แชร์แหล่งข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน และลดปัญหาการขาดแคลนครูในหลายๆ พื้นที่ และหลายๆโรงเรียนได้”

          “ซึ่งหลังจากที่มีการระดมความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนแล้วนั้น จะได้นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ การเรียน online จากนั้นจะดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานในส่วนการกำหนดทิศทางนโยบาย และคณะทำงานคาดว่าจะมี 2 ส่วนคือ คณะทำงานของ สช. และ กศน. มีหน้าที่ในการดำเนินงานในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ซึ่งร่วมวางระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และพัฒนาการจัดการหลักสูตร พัฒนาครู/ผู้สอน ให้มีความสามารถในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นออนไลน์ต่างๆ ตลอดจนการแสวงหาเครือข่ายภาครัฐ และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา และขับเคลื่อนการเรียนการสอนออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

          คาดว่าในช่วงเดือนกันยายนนี้จะสามารถรวบรวมข้อมูล เพื่อเรียมการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ ขณะเดียวกันก็ดำเนินการรวบรวมหลักสูตร จากแหล่งเรียนรู้ด้วยระบบออนไลน์ ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้งวิชาการและวิชาชีพ และจัดระบบการวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียนรู้ด้วยระบบออนไลน์กับระบบอื่น แล้วสรุปผล และประเมินผลการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ สช.คาดว่าจะพร้อมสำหรับการเริ่มการจัดการเรียนการสอนด้วยระบบออนไลน์ในเดือน พฤศจิกายนนี้” รมช.ศธ. กล่าว

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร​ ยื่นหนังสือ​ผู้ว่าฯกทม. ขอขยายเวลาการค้าขาย​และขอเลื่อนการปรับปรุง​ การก่อสร้างพื้นที่ บนถนนข้าวสาร

          วันนี้​ วัน​อังคาร​ที่​ 26 สิงหาคม 2562​ เวลา​ 10.00​ น.นางสาวญาดา พรเพชรรัมภา​ ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร​ พร้อมด้วยพ่อค้า-แม่ค้า​ แผงลอยถนนข้าวสาร​ เดินเท้าจากถนนข้าวสาร​ เลี้ยวซ้ายสี่แยกคอกวัว​ ไปตามทางถนนราชดำเนิน เลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายเข้าที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร​ เพื่อยื่นหนังสือ​ให้แก่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร​ ใน​ 2​ เรื่องคือ 1.ขอขยายเวลาการทำถนนข้าวสารจากเดือนตุลาคม​ 2562​ นี้ออกไปทำช่วงหน้านักท่องเที่ยวน้อย​ 2.ขออนุญาตทำการค้าในเวลาเดิม (09.00​–24.00 น.) โดยมี​ นายเกรียงพล​ พัฒนรัฐ​ เลขานุการ​ผู้ว่าราชการ​กรุงเทพมหานคร​ พร้อมคณะเป็นตัวแทนร่วมประชุม​ และรับหนังสือฯ

          น.ส.ญาดาฯ​ กล่าวว่า​ สืบเนื่องมาจากมีการนำเสนอข่าว เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยนายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงเรื่องทางกรุงเทพมหานคร ทุ่มงบ 48 ล้านในการปรับปรุงถนนข้าวสาร แล้วจะเริ่มก่อสร้างภายในเดือนตุลาคม 2562 แล้วเสร็จ กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวมีปริมาณมาก ทางผู้ประกอบการค้า และผู้ค้าแผงลอยในพื้นที่ ต่างเห็นพร้องต้องกันให้นำเสนอต่อทางกรุงเทพมหานครในการปรับภูมิทัศน์ถนนข้าวสารในช่วงเดือนที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวน้อย​ (หน้าโลว์ซีซั่น) ซึ่งถ้าทำในช่วงเดือนตุลาคมนี้จะส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าแผงลอยในพื้นที่อย่างมาก

          อีกทั้งเนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรฐกิจที่ซบเซา และรัฐบาลประกาศนโยบายเร่งด่วน12 ข้อซึ่ง ข้อที่ 1.แก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ตั้งแต่ที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร​ เข้ามาจัดระเบียบกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 และได้มีการสั่งห้ามผู้ค้าแผงลอยบริเวณถนนข้าวสารขายของช่วงเวลาเช้า ออกคำสั่งด้วยวาจาอนุโลมให้ขายได้ที่ 16.00-24.00 น. จากวันนั้นถึงวันนี้รวมเป็นเวลา 391 วัน กับยอดขายทางการค้าที่หายไปต่อร้านประมาณคร่าวๆร้านละ 4,000 บาท รวมจำนวนร้านตามที่เขตพระนครแจ้งต่อผู้บริหารที่ 234 (แต่ในข้อเท็จจริงมีมากกว่านั้น) รวมตัวเลขที่หายไปต่อวันคร่าวๆ 936,000 บาท เอาไปคูณกับ 391 วัน ตัวเลขที่หายไป 365,976,000 บาท เพียงแค่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ก่อนถึงจะอนุญาตให้ทำการค้าตามมติคณะกรรมการระดับเขตได้มีมติเห็นชอบให้ทำการค้าในเวลา 9.00 น.ถึง 24.00 น. ซึ่งถนนที่อยู่บริเวณข้างเคียงถนนข้าวสารกลับทำการค้าในช่วงเช้าได้ตามปกติ

         ดังนั้นกลุ่มผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร จึงใคร่ขออนุญาตทำการค้าในเวลาเดิม​ (09.00​–24.00 น.) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของทางภาครัฐ และบรรเทาข้อเดือดร้อนของประชาชน​ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา​ และอนุญาตโดยแจ้งทางชมรมผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสารได้รับทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป จักขอบคุณยิ่ง

ประชาสัมพันธ์ชมรมผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร​ โทร.096-6549359,0993364272 ที่ตั้ง 22​ ถนนข้าวสาร​ แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ชาวบ้าน วอนสำนักงานเขตบางซื่อ ให้ช่วยตรวจสอบ​ การขยายทางโดยการทุบฟุตบาท

         ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า​ วอนให้สำนักงานเขตบางซื่อ ให้ช่วยตรวจสอบ​ ภายในซอยศรีพิชัย​ ​บริเวณ​ ถนนริมคลองประปาฝั่งซ้าย แขวงและเขตบางซื่อ กทม.มีการขยายถนนโดยการทุบฟุตบาทแล้วร่นเข้าไปเป็นระยะ 1 เมตร ทีแรกดูดีคิดว่าจะทำให้การจราจรคล่องตัวขึ้น แต่กลับเป็นดังภาพ บริเวณที่เคยเป็นฝาท่อ มีท่ออยู่หลังจากขยายพื้นผิวแล้วกลับเอาเศษอิฐเศษปูนเทกลบลงไป

          เมื่อมีฝนตกมาทำให้พื้นยุบ รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่รถยนต์ที่สัญจรในเวลาค่ำคืนไม่รู้ว่าบริเวณนั้นพื้นยุบ ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ตอนนี้ยังไม่มีใครตาย แต่ก็ทำความเสียหายให้เกิดแก่ทรัพย์สิน มิหนำซ้ำยังเอาท่อประปามาวางเพื่อเตรียมจะขุดฝังท่อใหม่ แต่กลับเอาเศษอิฐเศษหินบริเวณนั้น​ ซึ่งเป็นอิฐตัวหนอนที่รื้อจากพื้นมาวางกั้นเอาไว้ ไม่อยากนึกภาพเลยว่า หากเศษอิฐที่รองเอาไว้หลุดออกจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ากลิ้งไปทับสิ่งของก็แค่เกิดความเสียหาย แต่ถ้าทับหมาทับแมวของเขาตายเจ้าของเขาก็ร้องไห้เสียใจ แต่ถ้าทับคนละครับ และ​ “คลองลำราง” บริเวณซอยศรีพิชัย​ ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำออกจากซอยก็ตื้นเขินจนเป็นสวนเกษตร แล้วอย่างนี้ ชาวบางชื่อจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ฉก.ยะลา เผยคืบหน้าจับมือระเบิด-วางเพลิง 4 อำเภอ ชี้คนร้ายเลือกจุดไร้กล้องวงจรปิด พร้อมให้ความมั่นใจกำลัง 4 ฝ่าย รปภ.เมืองรองรับการจัดกิจกรรมใหญ่

          ที่จังหวัดยะลา พ.อ.ชลัช ศรีวิเชียร รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา(รอง ผบ.ฉก.ยะลา) กล่าวถึงกรณีที่คนร้ายก่อเหตุระเบิดและวางเพลิง 6 จุดใน 4 อำเภอในจ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่าง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับหลักฐานทางเจ้าหน้าที่ พบเบาะแสในส่วนของอุปกรณ์ประกอบระเบิด โดยจะนำมาวิเคราะห์กับเหตุการณ์ ที่ผ่านมาว่ามีใคร กลุ่มไหน ที่ก่อเหตุในครั้งที่ผ่านๆ มา เพื่อมาประกอบ ข้อมูลนำไปสู่การรติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

          ทั้งนี้การปฏิบัติการของผู้ก่อเหตุกระทำระหว่าง 19.10 – 19.30 น. ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 นาที ในแต่จุด ซึ่งคาดว่าใช้คนในการก่อเหตุครั้งนี้ไม่เกิน 10 คน โดยแต่ละกลุ่มมีผู้สั่งการจากขบวนการเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายในการแสดงตัวตนของแนวร่วม ให้รู้ว่ายังมีการเคลื่อนไหว โดยการสร้างสถานการณ์ และประสงค์ต่อชีวิต และทรัพย์สินให้เกิดความสูญเสีย ส่วนจะเป็นการก่อเหตุเพื่อแสดงสัญลักษณ์วันครบรอบสถาปนาของขบวนการฯ หรือไม่นั้น ตนมองว่าคงเป็นแค่เหตุผลส่วนหนึ่ง

         “บางจุดไปก่อเหตุในที่ไม่มีกล้องวงจรปิดเลย ที่ผ่านมาจะเห็นว่ากล้องวงจรปิดมักจะถูกเผาทำลาย เพราะภาพจากกล้องจะใช้นำไปเป็นพยานหลักฐานมัดตัวผู้กระทำความผิดได้ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างบูรณาการเพิ่มเติมกล้องวงจรปิดลงไปในหลายๆ จุด” พ.อ.ชลัช กล่าว

          เมื่อถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับการก่อเหตุในกรุงเทพฯหรือไม่ พ.อ.ชลัช กล่าวว่า ตนมองว่า คงไม่เกี่ยวเนื่องกัน แต่กลุ่มที่ก่อเหตุมีลักษณะการกระทำที่คล้ายๆ กัน ส่วนที่มีการก่อเหตุถี่ขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะเกิดหลังช่วงรอมฎอน ซึ่งมีการแจ้งเตือนให้กำลังในพื้นที่เฝ้าตรวจ ป้องกัน จัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ ในการเข้าทำลายอิสระในการเข้ามาก่อเหตุอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบขวัญกำลังใจของประชาชน และ เจ้าหน้าที่ ทุกคนพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยรองรับการกิจกรรมที่จ.ยะลา อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยะลาเป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นเมืองท่องเที่ยว และพัฒนาด้านเศรษฐกิจ โดยพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) จะมีการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนรายการใหญ่ เจ้าหน้าที่พร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

Cr.หนุมานคลุกฝุ่น/รายงาน
ศูนย์ข่าวสำนักข่าวความมั่นคง /จังหวัดชายแดนใต้