นายประเสริฐ บุญเรือง เข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.) วันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ข้าราชการในสังกัดต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายประเสริฐ บุญเรือง เข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.) วันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ข้าราชการในสังกัดต้อนรับอย่างอบอุ่น

         เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ กระทรวงศึกษาธิการ : นายประเสริฐ​ บุญเรือง​ ได้เข้ารับตำแหน่ง​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)วันแรก โดยมีผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รอให้การต้อนรับ โดยเวลา 08.39 น.เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรัง สรรค์ พร้อมสักการะเครื่องบูชาศาลพระภูมิ รวมทั้งถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และไหว้ศาลปู่เจียม เพื่อเป็นศิริมงคล

          และในเวลา 09.09 น. นายประเสริฐฯ ถือฤกษ์เข้าห้องทำงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมกับสักการะบูชาพระพุทธรูปในห้องทำงาน หลังจากนั้นหน่วยงาน ส่วนราชการในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

          นายประเสริฐฯ เปิดเผยภายหลังการเข้ารับตำแหน่งว่า ตนหารือกับ นายอำนาจ วิชยานุวัติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.),นายณรงค์ แผ้วพลสง รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา (กอศ.) และนายสุภัทร จำปาทองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่าทุกองค์กรหลัก​ จะต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน ขับเคลื่อน นโยบายของนายณัฏฐพล ที่ปสุวรรณ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ

          โดยเฉพาะ​นโยบายที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ที่กำชับเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณปีงบ 2563 โดยขอความร่วมมืองดการศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี ลดการจัดอบรมสัมมนา จัดอีเวนท์ รวมถึงทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) กำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบ ลักษณะข้อห้ามต่างๆ ในการดำเนินการจ่ายงบประมาณ เพื่อการทำงานเป็นแนวทางเดียวกันให้กับองค์กรหลัก และหน่วยงานในกำกับปฏิบัติตาม เพราะถ้าไม่กำหนดหลักเกณฑ์ออกมาชัดเจน จะเกิดความเหลื่่อมล้ำ​ และไม่ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยจะออกหลักเกณฑ์ให้เร็วที่สุด คาดว่าภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะแล้วเสร็จ

          “ส่วนเรื่องการทุจริตในกระทรวงนั้น เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าทำ เพราะรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ประกาศชัดเจนว่าถ้าพบใครทำจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน ส่วนงานเร่งด่วนที่จะต้องทำคือ เรื่องการใช้งบประมาณ ที่ต้องเข้าไปเสนองบประมาณของศธ.ต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ ผมเชื่อว่าหลังจากที่ชี้แจงเสร็จแล้ว งบฯใดที่หน่วยงานใดขาด งบฯใดที่ยังหลวม ประสิทธิภาพยังไม่แน่นจะสามารถเกลี่ยกันภายในกระทรวง โดยไม่รบกวนภาษีของประชาชนมาเพิ่มเติม” นายประเสริฐฯ กล่าว

          นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องโครงสร้าง ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ศธ. ตั้งคณะปฏิรูปการศึกษา 15 คน เพื่อจะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษานั้น คณะกรรมการชุดนี้จะปฏิรูปการศึกษาทุกเรื่อง​ และทุกภาคส่วนไม่ใช่เพียงโครงสร้างศธ.เท่านั้น จะรวมถึงการปรับปรุงหลักสูตร การจัดการเรียนการสร้างเป็นต้น ทั้งนี้จะมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 1 คณะเพื่อดูเรื่องโครงสร้าง ศธ.โดยเฉพาะ โดยรัฐมนตรีว่าการศธ. จะเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้า

          “เรื่องการปรับโครงสร้าง ศธ. ผมขอรอฟัง​ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก่อน ว่าจะจัดการอย่างไร และจากที่ผมฟังนโยบายจากนายวิษณุ และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พบว่าโครงสร้างศธ.น่าจะมีการปรับแก้สิ่งที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นในระดับภูมิภาคหรือส่วนกลาง และในอนาคตโครงสร้างของศธ.จะเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทุกชุด ที่ตั้งขึ้นมากำหนดรูปแบบโครงสร้าง ศธ.อย่างไร แต่ผมยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบสิทธิ และข้าราชการทุกภาคส่วนจะต้องได้รับความเป็นธรรม ใครเคยมีตำแหน่งอะไร ใครเคยได้ระดับไหนก็จะได้ผลประโยชน์ทุกอย่างที่เคยได้ จะไม่มีลด มีแต่เสมอตัวและเพิ่มขึ้น แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่จะกำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและปรับโครงสร้างศธ.ต่อไป” นายประเสริฐฯ กล่าวในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ สตม. รวบเครือข่ายปลอมหนังสือเดินทาง​ และตราประทับปลอมแรงงานต่างด้าวเมียนมา

สืบสวน​ สตม.รวบเครือข่ายปลอมหนังสือเดินทาง​ และตราประทับปลอมแรงงานต่างด้าวเมียนมา

         วันนี้​ วัน​ศุกร์ที่ 11 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.​ ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม.​ และพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม น.ส.นีลา (MS.NILAR) อายุ 33 ปี สัญชาติ เมียนมา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.437/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ฐานความผิด “ร่วมกันปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม,ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” และนายซิน (ZIN) อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา เป็นเครือข่ายทำหนังสือเดินทางปลอมและรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จ.สงขลา ได้ทำการจับกุมนายจอ (MR.KYAW) อายุ 31 ปี สัญชาติเมียนมาในข้อหาปลอมและใช้หนัง สือเดินทางและเอกสารปลอมฯ โดยนายจอฯได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ติดต่อนายหน้าชื่อ น.ส.นีลา (บุคคลตามหมายจับ) สัญชาติเมียนมา ให้ทำหนังสือเดินทางเมียนมา ในราคาเล่มละ 18,000 บาท

          โดย น.ส.นีล่าฯ​ อ้างว่าไม่ต้องเดินทางไปสถานทูตด้วยตนเอง นายจอฯ​ จึงหลงเชื่อและให้ น.ส.นีลาฯ​ เป็นผู้ดำเนินการ และไปรับหนังสือเดินทางกับ น.ส.นีลาฯ​ ภายในซอยเทียนทะเล 26 แยก 9 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. และเมื่อนำหนังสือเดินทางมารายงานตัว 90 วัน ที่ ตม.จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม จนถูกจับกุมและส่ง พงส.สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

          ชุดจับกุมศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ​ และเข้าเมือง​โดยผิดกฎหมาย (ศปชก.สตม.) จึงได้ดำเนินการสืบสวนและขอหมายค้นศาลอาญาธนบุรีฯ เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 279 หมู่ 7 ซอยเทียนทะเล 26 แยก 6-1 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.62 พบ น.ส.นีลาฯ บุคคลตามหมายจับ และพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง จำนวน 5 ราย ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 3 ราย (ชาย 2 ราย หญิง 1 ราย) และข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ชาย 2 ราย

          จากการสอบถาม คนต่างด้าวให้การสอดคล้องกันว่า พวกตนได้เข้ามาพักอาศัยที่ตึกอาคารหลังดังกล่าว โดยมี น.ส.นีล่าฯ​ เป็นผู้ดูแล และจัดหางานให้ทำ ซึ่งบางรายได้มอบหนังสือเดินทางให้กับ น.ส.นีลาฯ​ เพื่อไปดำเนินการทำวีซ่าแรงงาน แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับหนังสือเดินทางคืนแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุม น.ส.นีลาฯ ในข้อหา “ให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม” นำส่ง กลุ่มงานสอบสวน สตม. เพื่อสอบสวนขยายผลและดำเนินการตามกฎหมาย โดย น.ส.นีลาฯ ให้การซัดทอดว่าตัวการที่เป็นผู้รับทำหนังสือเดินทางปลอมและรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา คือนายซิน (ZIN) สัญชาติเมียนมา

         ชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า นายซิน (ZIN) อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา เป็นเครือข่ายทำหนังสือเดินทางปลอม และรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา พักอาศัยอยู่ที่ขุมทรัพย์แมนชั่น ภายในซอยท่าข้าม 8 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ต่อมาในวันที่ 4 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ติดตาม​ และเฝ้าดูยังจุดบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประ มาณ 23.30 น. จึงพบตัวนายซินฯ​ ขับรถยนต์กระบะสีขาว ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2 ฒช 6993 กทม. พร้อมกับภรรยามาจอดที่ลานจอดรถ จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบหนังสือ เดินทางและเอกสารการทำงาน และให้นำไปยังห้องเลขที่ 105 อาคารขุมทรัพย์แมนชั่น ซึ่งเป็นห้องเช่าพักอาศัย จากการตรวจสอบพบหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา จำนวน 14 เล่ม โดยพบว่าหนังสือเดินทางเล่มหนึ่ง ระบุชื่อนาย ZAW มีการประทับการตรวจลงตราขาเข้า ตม.จ.ระยอง และสำเนาประทับเปลี่ยนเล่มหนังสือเดินทาง ตราประทับชื่อนายจ้าง และสถานที่ทำงาน

         เมื่อตรวจสอบในระบบสารสนเทศ สตม. ไม่พบข้อมูลตามที่ประทับตราในหนังสือเดิน ทางแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางอีก 13 เล่ม ไม่พบรอยประทับตราใดๆ ซึ่งนายซินฯ​ สารภาพกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า หนังสือเดินทางทั้ง 14 เล่มเป็นของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านการจ้างแบบ MOU และอ้างว่ามีนายหน้าชาวเมียนมาชื่ออ้วน​ ฝากเก็บไว้ ส่วนเล่มที่มีตราประทับ ตม.จ.ระยองเป็นตราประทับปลอมทั้งหมด

          ซึ่งนายจอฯ เป็นคนทำปลอมขึ้นให้กับแรงงานต่างด้าว คิดค่าทำเล่มละ 9,500 บาท ซึ่งขณะนี้นายจอฯ เดินทางกลับประเทศเมียนมาไปแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวนายซินฯ และภรรยา มาสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ สตม. โดยนายซินฯ เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 29 ต.ค.60 ได้รับอนุญาต ถึงวันที่ 31 มี.ค.63 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด และ ภรรยา ชื่อนาง THAE เข้าราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 29 ต.ค.60 ได้รับอนุญาตถึงวันที่ 31 มี.ค.63 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด

          ตามพฤติการณ์ในการจับกุมดังกล่าว พิจารณาแล้วเห็นว่า นายซินฯ และภรรยา มีพฤติการณ์ปลอมแปลงรอยตราประทับการตรวจลงตราให้กับแรงงานต่างด้าวเมียนมาที่ต้องการทำงานในประเทศไทย จึงน่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน ตามมาตรา 12(7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

          สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ จึงดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายซินฯ และภรรยา พร้อมบันทึกรายชื่อลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สตม. เป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้าม มิให้เข้ามาในราชอาณาจักรและดำเนินการตาม มาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชาสัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และมีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย​ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ​ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผวจ.นครศรีธรรมราช พบปะเยี่ยมเยียน สมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้นำชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อ.ชะอวด

ผวจ.นครศรีธรรมราช พบปะเยี่ยมเยียนสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้นำชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อ.ชะอวด

         บ่ายวันนี้(11 ต.ค.62) นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ลง พื้นที่อำเภอชะอวด โดยมีการพบปะเยี่ยมเยียนสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้นำชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่อาคารโรงทอผ้าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านตรอกแค หมู่ที่ 4 ต.ขอนหาด อ.ชะอวด โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง พัฒนาการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายณัฐกฤช สิทธิโอสถ นายอำเภอชะอวด นายประยงค์ หนูบุญคง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาด นางวิไล จิตรเวช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 /ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านตรอกแค กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกกลุ่มทอผ้าตำบลขอนหาดร่วมให้การต้อนรับ และได้เยี่ยมชมศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค หมู่ที่ 4 ต.ขอนหาด

         ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขอชื่นชมกลุ่มทอผ้าทุกกลุ่มที่ได้สืบสานงานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากพระองค์ทรงรับทราบคงสบายพระราชหฤทัย ในส่วนของตนพร้อมสนับสนุนงบประมาณที่ต่อ ยอดสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ใช้เวลาว่างในการประกอบอาชีพเพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว และตนพร้อมในการหาตลาดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนมีความอดทน ซึ่งการทอผ้าถือเป็นการสืบสานอารยธรรมอย่างหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จึงขอให้มีความภาคภูมิใจ

         สำหรับประวัติความเป็นมาของการทอผ้า หมู่ที่ 4 ต.ขอนหาดนั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2537 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรตำบลขอนหาด อ.ชะอวด และทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแคขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกทอผ้ากว่า 170 ครัวเรือน แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ บ้านตรอกแค บ้านเนินมวง และบ้านขอนหาด มีทั้งทอผ้าที่กลุ่ม และทอผ้าที่บ้าน แต่ละครัวเรือนมีรายได้เสริมเดือนละ 4,000-6,000 บาท ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษา หน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมทั้งด้านการตลาด การออกแบบลายผ้าใหม่ ๆ รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผ้าทอยกดอกได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด

         จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และคณะ ได้เยี่ยมชมกลุ่มทอผ้าบ้านเนิน มวง และเยี่ยมชมการผลิตและทอผ้าร้านกนกศิลป์นคร หมู่ที่ 4 ต.ขอนหาด ซึ่งเป็นเครือข่ายการทอผ้าของตำบลขอนหาด โอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดแพรคลุมป้ายสนามเด็กเล่นขององค์การบริหารส่วนตำบลขอนหาดด้วย

          ต่อจากนั้นได้พบปะเยี่ยมชมกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านวังหอน ต.วังอ่าง อ.ชะอวด ซึ่งปัจจุบันได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี ในระดับเกรด A เพียงแห่งเดียวของจังหวัดนครศรีธรรมราช สำหรับความโดดเด่นของชุมชนบ้านวังหอน ได้มีการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการล่องแพไม้ไผ่ ท่ามกลางต้นไม้ที่ร่มรื่น ในลำธารของต้นน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส นอกจากนี้ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเพื่อเป็นรายได้เสริมของคนในหมู่บ้าน รวมทั้งการให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ ด้วย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้รักษาเอกลักษณ์ของหมู่บ้านและธรรมชาติไว้ให้แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ อย่าเน้นเรื่องแสงสี ซึ่งจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกจำนวนมาก..//////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

มุกดาหาร # ทพ.2106 ปฏิบัติการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติด 2,685 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ท่าดอกคำใต้

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 2106 กรมทหารพรานที่ 21 สนธิกำลังร่วมกับ หน่วยงานในพื้นที่ สามารถตรวจยึดและจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 1 ราย พร้อมของกลางยาเสพติด(ยาบ้า) จำนวน 2,685 เม็ด (สีแดง จำนวน 2,657 เม็ด และเม็ดสีเขียว จำนวน 28 เม็ด) ในพื้นที่ จ.บึงกาฬ

          เมื่อวันที่ 10 ต.ค.62 เวลา 20.00 น.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยทหารพรานที่ 2106 กรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแห่ลงข่าวว่าจะมีการรับ – ส่งยาเสพติด บริเวณริมแม่น้ำโขง บ.ท่าดอกคำใต้ จึงได้นำกำลัง ร่วมกับ หมวดเคลื่อนที่เร็วที่ 3 กองร้อยเคลื่อนที่เร็วที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ฝ่ายปกครองอำเภอบึงโขงหลง, กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอบึงโขงหลง และ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเหล่าหลวง ได้ทำการซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่เพ่งเล็งริมแม่น้ำโขง บริเวณเขื่อนกันตลิ่งทรุด พื้นที่ บ.ท่าดอกคำใต้ ม.9 ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

         ต่อมาได้พบชายวัยรุ่น 1 คน กำลังเดินขึ้นมาจากเขื่อนกันตลิ่งทรุดดูลักษณะมีท่าทางพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น ทราบชื่อภายหลัง นายพายุ สมแสงจันทร์ อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 45 ม.1 บ.ท่าดอกคำ ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ผลการตรวจค้นพบยาเสพติด(ยาบ้า) ที่นาย พายุ ถือขึ้นมาใส่ถุงพลาสติกหูหิ้วใสข้างในบรรจุยาเสพติ(ยาบ้า) พันด้วยเทปสีดำ จำนวน 14 ถุง สีน้ำเงิน 11 ถุง และ สีชมพู 3 ถุง นับได้ จำนวน 2,685 เม็ด (สีแดง จำนวน 2,657 เม็ด และเม็ดสีเขียว จำนวน 28 เม็ด) โดยประทับด้วยอักษร WY. อีกด้านผิวเรียบ

          จากการสอบถามนาย พายุ รับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากคนลาว ( ท้าวทราย บ.สมสนุก ม.ปากกระดิ่ง ข.บอลิคำไซ ติดต่อจากเบอร์โทรศัพท์ ) ให้มารับยาเสพติด(ยาบ้า) เพื่อนำไปวางที่ถนนหมายเลข 212 แล้วจะมีคนมารับไปต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งได้ค่าจ้างในการขนย้ายในครั้งนี้เป็นยาบ้า 1 ถุง ( 200 เม็ด ) จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง สภ.เหล่าหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี รายงาน

ลพบุรี – หลวงพ่อซิ่งเก๋งวอลโว่กลับวัด หมุนขวางถนน รถตู้เสยสนั่นเจ็บ 3 ราย

         เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 11 ต.ค. 62 ร.ต.อ.พายัพ รุ่งหัวไผ่ รอง สว.(สอบสวน) สภ. โคกสำโรง อ.โคกสำโรง ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถยนต์เก๋งชนกับรถยนต์ตู้ที่ ถนนพหล โยธิน หลักกิโลเมตรที่ 180-181 หมู่ที่ 6 ต.วังขอนขว้าง ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บติดคาซากรถอยู่ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมทั้งได้ประสานแพทย์เวร รพ.โคกสำโรง และ สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ พร้อมอุปกรณ์ในการตัดถ่าง รุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

         ที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่เลนพบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อวอลโว่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กบ- 7775 ลพบุรี สภาพพังยับเยิน จอดอยู่ริมถนน ภายในตอนหน้ารถพบพระภิกษุได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 รูปและไม่สามารถนำออกมาจากรถได้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ในการตัดถ่างนำร่างออกมาได้ในเวลาต่อมานสภาพศรีษะแตก ตามลำตัวมีบาดแผล แพทย์พยาบาลได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่ง รพ.โคกสำโรง ทราบชื่อพระนาวา จันทร์อ่อน อายุ 57 ปี จำวัดใหม่ชัยมงคล ต.เกาะแก้ว อ.โคกสำโรง ลพบุรี ห่างจากรถเก๋งประมาณ 15 เมตร พบรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ โตโยต้า สีบอรนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 9139 นครนายก ด้านหน้าชนเสาไฟฟ้าหน้าหมู่บ้านข้าวของกระจัดกระจายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ทราบชื่อ นายวันชนะ เนียมคำ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/1 หมู่ที่ 3 ต.โพธิ์ประสาท อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

         จากการสอบสวนนายวันชนะ เนียมคำ คนขับรถตู้ให้การว่าตนเองและเพื่อนได้ขับรถ อ.โคกสำโรง มุ่งหน้า จ.ลพบุรี เมื่อมาถึงจุดที่เกิดเหตุ จู่ๆ รถยนต์เก๋งที่พระขับสวนเส้นทางได้หมุนข้ามฝั่งมาที่รถของตน ซึ่งไม่สามารถหยุดรถได้ และพยายามหักหลบแต่ไม่พ้นรถทั้งสองคันได้พุ่งชนกันอย่างจัง รถรถตนเองพุ่งชนเสาไฟฟ้าอย่างจังจนไฟฟ้าดับทั้งหมู่บ้าน เดชะบุญที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ร้อยเวรเจ้าของคดีจะได้เร่งสอบสวนพระนาวา ถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งใน ซึ่งเบื้องต้นสันนิฐานว่าพระนาวาคงจะหลับใน และตกใจสะดุ้งตื่นหมุนพวงมาลัยจนรถหมุนคว้างขวางถนนจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

ภาพ/ข่าว นายกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
นายโยธิน พรมแตง /รายงาน

มุกดาหาร # ชาวบ้านแตกตื่น แห่ค้นหาหิน ที่มีแร่คล้ายทองคำบริเวณที่สร้างถนนสี่เลน บ.คำพอก

มุกดาหาร ชาวบ้านแตกตื่นแห่เก็บแร่ทองคำบริเวณสร้างถนนสี่เลน ลักษณะเป็นเกล็ดเล็ก ๆ สีทองฝั่งในหิน ชาวบ้านเชื้อเป็นทองคำแห่กันมาค้นหาผู้ใหญ่บ้านห้ามเข้าไปค้นหาอันตรายกลัวหินและดินสไลด์ลงมาทับแต่ชาวบ้านยังแอบเข้ามาค้นหาตอนกลางคืน

          เมื่อคืนวันที่ 10 ต.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักสงฆ์รัตนมงคล บ้านคำพอก ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร บริเวณภายในวัดพบพระอาจารย์กมล อาสโภ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์รัตนมงคล ได้นำ ก้อนหิน และเศษหินจำนวนมาก ที่มีเด็กๆเข้ามาเล่นภายในวัด เห็นหินดังกล่าวกระเด็นตกอยู่หลังวัดมีความสวยงานจึงเก็บมาให้เจ้าอาวาสวัดดู เจ้าอาวาสได้สังเกตเห็นว่าที่ผิวของก้อนหินมีเกร็ดสีเหลืองเหมือนทองคำ และแสงระยิบระยับจึงเรียกชาวบ้านมาดู ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นแร่ทองคำ จึงแห่กันมาค้นหาได้มากได้น้อยก็นำไปขายตามร้านท้อง แต่ร้านทองไม่รับชื้อไม่รู้มูลค่าและพิสูจน์ ไม่ไม้ว่าเป็นทองคำหรือไม่

          จากการสอบถามพระอาจารย์ กมล อาสโภ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์รัตนมงคล เปิดเผยว่า ที่บริเวณก่อสร้างถนนสี่เลน ได้ขุดเจาะและระเบิดหินภูเขา เพื่อทำเป็นถนนสี่เลน เส้นทางมุกดาหาร – กุฉินารายณ์ และได้มีเด็กเอาหินที่กระเด็นออกมาแล้วเอามาให้ที่วัด ก็ได้เรียกญาติโยมมาดูว่าเป็นทอง หรือว่าเป็นอะไรกันแน่ ลักษณะแวววาว ระยิบระยับ และมีสีเหลืองสงสัยเป็นทองคำ ก็ได้ลงไปดูตอนกลางคืนโดยใช้ไฟส่องจะเห็นได้ชัดมาก เห็นแสงระยิบระยับเต็มไปหมด เหมือนเป็นทอง ได้ชวนญาติโยมที่มาจำศิลในวัด ลงไปดูและได้เก็บหินมาไว้ที่วัด จากนั้นมีคนมาดูและแตกตื่นมาเรื่อย ๆ เก็บหินมาเพื่อจะเอามาเป็นมวลสาร คิดว่าเป็นแร่ชนิดหนึ่งบางก้อนอาจจะมีทอง บางคนก็เก็บได้เป็นก้อนใหญ่ ๆ เป็นแท่งใหญ่ ๆ

          ด้านนายวุฒิ คนหาญ ผู้ใหญ่บ้านคำพอก หมู่5 เล่าว่า พื้นที่บริเวณก่อสร้างถนนสี่เลนแห่งนี้ ได้ขุดเจาะหินภูเขาพบเป็นแร่คล้ายทอง ที่ชาวบ้านในพื้นที่บ้านคำพอก และบ้านงิ้ว มาเก็บหินแร่ที่คล้ายทอง ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นทองคำจึงรายงานไปให้นายอำเภอหนองสูงทราบนายอำเภอจึงสั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปค้นหาหินดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยเกิดดินถล่มรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบว่าเป็นแร่ชนิดใด

          ซึ่งผู้ใหญ่บ้านได้รับการประสานจากผู้รับเหมาขอร้องว่าไม่ให้ชาวบ้านเข้ามาค้นหาเนื่องจากมันจะมีอันตรายในการค้นหาเพราะว่าเครื่องจักรทำงานนั้นต้องขอความร่วมมือกับพี่น้องใกล้เคียงหรือว่าพี่น้องชาวบ้านอยู่รอบนอกและอยู่ในพื้นที่ไม่ต้องเข้ามาเพราะว่า หลายท่านพิสูจน์แล้วนะครับเอาไปให้ร้านทองดูแล้วทางท่านพระอาจารย์เจ้าสำนักสงฆ์รัตนมงคลก็ได้เอาไปให้ร้านทองดูแล้วร้านทองซื้อไม่ได้ ไม่มีค่าเท่าไหร่อยากขอประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องบอกว่าไม่ต้องมาดูไม่ต้องเขาไปค้นหา อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบว่าเป็นแร่ชนิดใด

         พระอาจารย์กมล อาสโภ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์กล่าวว่าเขาระเบิดหินเป็นประจำ สะเก็ดหิน ก็กระเด็นขึ้นมาข้างบน แล้วมีเด็กมาเล่นที่วัดเก็บหินขึ้นมาดู ซึ่งมีลักษณะสีเหลืองแวววาว ระยิบ ระยับคล้ายทอง นำมาให้พระอาจารย์กมล อาสโภ ดู แล้วนำไปให้ร้านทองดูว่ามันจะมีราคาไหมร้านทองบอกว่ามันตีราคาไม่ได้ มันไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่มันไม่ใช่ทองคำ อาจจะคล้ายทองคำ เขาเรียกแร่เพชรน้ำคร่ำคู่กับเหล็กไหล หรือหินไพไรท์ อาจารย์ก็เลยเก็บไว้เพื่อเป็นมวลสาร ทำพระพุทธรูปองค์เล็กๆ เป็นเหรียญ ไว้แจกญาติโยม ตอนสวดมนต์ข้ามปี ปีใหม่.


พวงเพชร. ภาพ/ข่าว
////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน //////

จันทบุรี – รวมพลังชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก รับจดทะเบียนเข้าสู่ระบบ รับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP

รวมพลังชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก รับจดทะเบียนเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP ให้เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ มีคุณภาพ ความปลอดภัย ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

          วันนี้ ( 11 ต.ค. 62 ) ที่ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี หน่วยงานในสังกัด กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ส่งออกผลไม้ ได้จัดกิจกรรมรวมพลังชาวสวนภาคตะวันออก รับจดทะเบียนเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และ นายพูลศักดิ์ วาณิชวิเศษกุล ปลัดจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น เกษตรกรชาวสวนผลไม้ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

          โอกาสนี้เกษตรจังหวัดจันทบุรีได้ออกให้บริการจดทะเบียน GAP และ GMP พร้อมทั้งมีการบรรยายพิเศษ การจัดนิทรรศการ การตรวจวิเคราะห์ดินและน้ำ การบริการสินเชื่อ ธ.ก.ส. การวินิจฉัยโรคพืช ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา จีนมีการเปลี่ยนแปลงตรวจสอบการนำเข้าผลไม้ ทำให้มีการคุมเข้มการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยมากขึ้น โดยต้องแจ้งข้อมูลสวนผลไม้และโรงบรรจุคัดแยก เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับหากผลไม้ส่งออกมีปัญหา รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการรับจดทะเบียนเกษตรกรและโรงคัดแยกที่ประสงค์จะส่งออกผลไม้ไปจีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา

         อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรชาวสวนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต GAP จึงมีการจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อให้ความรู้ และบริการแก่เกษตรกรอันจะสามารถช่วยให้ผลไม้ของเกษตรกรไทยมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับต่อผู้บริโภคและคู่ค้า ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – สมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่พบประชาชนและส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี

สมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่พบประชาชนและส่วนราชการเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปัญหาข้อร้องเรียน และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย และเพื่อการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

         วันนี้ ( 11 ต.ค.62 ) ที่ห้องประชุมบุษราคัม องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภา พบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก นำโดย พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะหัวหน้าคณะและรองประธานกรรมการคนที่หนึ่งพร้อมด้วยคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่พบปะหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดจันทบุรี

           โดยมีนายพงศ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวต้อนรับ และมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนกว่า 100 คน เข้ารับฟังประเด็นต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศในระดับจังหวัด และการนำยุทธศาสตร์ชาติ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยร่วมกับประชาชนในระดับพื้นที่ (อบต.) ที่เป็นรูปธรรม

         รวมทั้งการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ประเด็นการเกษตร เรื่องเกษตรปลอดภัย (อาหารปลอดภัย) ของจังหวัดจันทบุรี และรับฟังปัญหาข้อร้องเรียนและความเดือดร้อนของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มตามความต้องการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 ประเด็นการขาดแคลนแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร
  • กลุ่มที่ 2 ประเด็นการขาด แคลนแหล่งน้ำทางการเกษตร
  • กลุ่มที่ 3 ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายผังเมืองของจังหวัดจันทบุรี
  • กลุ่มที่ 4 การประยุกต์ยุทธศาสตร์ชาติกับการพัฒนาท้องถิ่น

          โอกาสนี้ พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะหัวหน้าคณะและรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง ได้เดินทางไปเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปผลไม้เพิ่มมูลค่า ฟรีซ ดราย ให้กำลังใจผู้แปรรูปผลไม้สร้างรายได้เกษตรกร และติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ยากจน ผู้ด้อยโอกาส ที่เทศบาลตำบลเขาวัวพลอยแหวน อ.ท่าใหม่

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

เอกชน “ใจป้ำ” มอบอุปกรณ์ การเรียนการสอน แด่คณะนิเทศศาสตร์

เอกชน “ใจป้ำ” มอบอุปกรณ์ การเรียนการสอน แด่คณะนิเทศศาสตร์

         วันที่ 11 ตุลาคม 2562 คุณมานัส สิทธิเวช เจ้าของ บริษัทมานัสมีเดียฟิล์มโปรดักชั่น จำกัด นำอุปกรณ์ อาทิ กล้องวีดีโอ และอุปกรณ์ใช้ในห้องสตูดิโอ มามอบให้กับทางคณะนิเทศศาสตร์ มีมูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท

          โดยมี ผศ.ดร.จำเริญ คังคะศรี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ คณาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี คอยต้อนรับ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการมอบอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อใช้ในการเรียนการสอน และเพิ่มทักษะทางวิชาชีพด้านนิเทศศาสตร์แก่นักศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผิดทั้งคู่ !!จยย.ย้อนศร รถตู้สัญญาณเตือนความเร็วเกินกำหนด ชนสาวขี่จยย. ย้อนศรดับ ส่วนรถตู้เสียหลัก หวิดเศร้ายกคัน

https://youtu.be/3_DxipQpzdk

หวิดเกิดอุบัติเหตุหมู่ เมื่อสาวโรงงงานขี่จักรยานยนต์ย้อนศรเพื่อจะไปอีกฝั่ง ถูกรถตู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันพุ่งชนจนกระเด็น ไปเสียชีวิตอยู่ร่องกลางถนน แต่โชคดีที่คนขับรถตู้มีสติ จึงประคองรถตู้ไม่ให้พลิกคว่ำ แต่หมุนสามตลบ ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งมาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้โดยสารเผย รถตู้มาเร็ว จนเสียงสัญาณเตือนดังถึง 3 ครั้ง แสดงว่าความเร็วเกินกำกนด ยังไม่ยอมถอนคันเร่ง จึงพุ่งชน จยย.ที่ขับย้อนศมาเพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่งอย่างจัง จนรถตู้เสียหลักเกือบพลิกคว่ำ เจ็บยกคัน

         เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. วันนี้ (11 ต.ค.) พ.ต.ท.อมรวัฒน์ ปานดี สารวัตรสอบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา ว่ามีเหตุรถตู้โดยสารชนกับรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ช่วงยูเทิร์นบ้านพักไทยออยล์บางพระ หมู่ 9 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เส้นทางถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าชลบุรี จึงรีบรุดเดินทางไปร่วมตรวจสอบ

         ในที่เกิดเหตุ พบหน่วยกู้ภัยกำลังช่วยกันให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย ที่โดยสารมากับรถตู้โดยสาร ซึ่งมีอาการเจ็บปวดที่ขาและปวดตามร่างกาย นำส่งตรวจเช็คร่างกายโรงพยาบาล ส่วนผู้โดยสารที่เหลือฟกช้ำและปวดตามแขนและขาเล็กน้อย ซึ่งยังไม่ไปโรงพยาบาลนั่งรออยู่ริมถนน ใกล้กันพบรถตู้โดยสารโตโยต้า สีขาว สายแหลมฉบัง – ชลบุรี หมายเลขทะเบียน 10 – 6298 ชลบุรี สภาพด้านหน้ารถพังเสียหายยับกระจกหน้ารถแตก ยางล้อรถแตก จอดขวางเลนส์กลางอยู่ โดยมีนายจรูญ คงเพชรศักดิ์ อายุ 53 ปี คนขับยืนรอให้การกับทางเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ

          ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิ๊ก สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1 กถ – 7047 ชลบุรี สภาพพังเสียหายยับเยินทั้งคันอยู่กลางถนน และในร่องกลางถนนพบร่างผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นางสาวธันชนก จ่าชัยภูมิ อายุ 45 ปี สภาพร่างกายหักหลายท่อนและมีไส้ทะลักออกมานอนเสียชีวิตอยู่ในชุดทำงานโรงงานแห่งหนึ่งในแหลมฉบัง

         นายจรูญ คนขับรถตู้โดยสารให้การว่า ตนเองได้ขับรถเพื่อจะไปส่งผู้โดยสารที่มาด้วยกันทั้งคัน 12 คน พอมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตที่ขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรมาจากทางปั้มน้ำมัน ก็ได้เลี้ยวตัดหน้าออกมากะทันหัน เพื่อจะเข้าไปจุดเลี้ยวยูเทิร์น จึงทำให้เบรกไม่ทันพุ่งชนอย่างแรงเสียงดังสนั่น ก่อนรถตู้จะหมุนเคว้งสามรอบ จนจอดนิ่งแล้วลงมาดูก็พบว่าคนขับรถจักรยานยนต์นั้นได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้โดยสารที่มากับรถตู้โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกเท่านั้น

         ตรวจสอบพบร่องรอยการชนตั้งแต่ช่วงยูเทิร์นแล้วไปชนกับเหล็กแนวกั้นกลางถนนและเสาไฟเหล็กส่องสว่างหักไป 1 ต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบศพให้หน่วยกู้ภัยส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในขณะที่ผู้โดยสารที่มากับรถตู้เผยว่า ได้ยินเสียงสัญาณเตือนความ เร็วเกินกำหนดของรถตู้โดยสารดังถึง 3 – 4 ครั้ง แต่คนขับก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถอนคันเร่งแต่อย่างใด จนกระทั่งเกิดเหตุเศร้าขึ้น มีทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก