ตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์สถานีตำรวจภูธรวังโป่ง

      ที่บ้านโนนตูมใต้ หมู่ที่ 12 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ผลนาค ผกก.สภ.วังโป่ง พร้อมด้วย พ.ต.ท.กฤษณะพงษ์ แพทย์สิทธิ์ รอง.ผกก.ป.สภ.วังโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมนำคณะกลองยาวในชุมชน พร้อมขบวนนางรำ ซึ่งมีการแต่งหน้า ทำผม แต่งกายอย่างสวยงาม ออกมารำแสดงต้อนรับคณะกรรมการตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์สถานีตำรวจภูธรวังโป่ง นำโดย พ.ต.อ.ฉัตรชัย ธรรมวิชัย ผู้กำกับการอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ ประธานคณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ ซึ่งได้เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย ที่บ้านโนนตูมใต้ เพื่อเข้าตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ตามโครงการตำรวจเตือนภัย ห่างไกลอาชญากรรม พร้อมทั้ง รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา และรับชม VTR จาก สภ.วังโป่ง
      จากนั้น ทางคณะกรรมการฯ จะต้องเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยมความเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 คุ้ม ประกอบด้วย คุ้มที่1 อรุณพัฒนา คุ้มที่2 เนินสูงพัฒนา คุ้มที่3 ร่วมใจพัฒนา คุ้มที่4 สุขใจพัฒนา คุ้มที่5 บ้านล่างพัฒนา และ คุ้มที่6 ประดู่งามพัฒนา โดยระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมชมคุ้มต่างๆในครั้งนี้นั้น ได้สร้างความประทับใจ และสร้างสีสันให้แก่คณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ และแขกผู้มีเกียรติเป็นอย่างมาก เมื่อพบว่าชาวบ้านโนนตูมใต้แห่งนี้ ได้ร่วมแรงร่วมใจ นำเอา รถไถ และ รถอีโก้ง มาจัดแต่งใส่หลังคากันแดด กันฝน พร้อมให้บริการคณะกรรมการตรวจเยี่ยมฯ เดินทางไปยังคุ้มต่างๆ เพื่อตรวจเยี่ยมประเมินผลการปฏิบัติงานชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ นอกจากนั้น ยังเป็นการได้รับชมวิถีชีวิต และวัฒนธรรมในชุมชนอย่างใกล้ชิด อีกทางหนึ่งด้วย

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำข้าราชการ ประชาชน ร่วมวางพวงมาลารำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

      วันนี้ ( 11 ก.ค.62 ) ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมชานบุรี บูติค รีสอร์ท นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18 ภายใต้ชื่อ “เมืองอัจฉริยะแบบไหน ที่ใช่เมืองจันท์? Smart Move For Smart City” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี และผู้ประกอบกิจการ นักธุรกิจในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ตามนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ ในปัจจุบันการขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน และเป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยจากนโยบายข้างต้นหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จึงได้ตระหนักถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ที่จะทำให้สามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการทำงาน และยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยให้ผู้ร่วมรับฟังบรรยายได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและปรับใช้เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและช่วยพัฒนาจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

หอการค้าจังหวัดจันทบุรีจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18

      ยกระดับความสามารถผู้ประกอบการเพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล วันนี้ ( 11 ก.ค.62 ) ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมชานบุรี บูติค รีสอร์ท นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการกรรมการสมัยที่ 18 ภายใต้ชื่อ “เมืองอัจฉริยะแบบไหน ที่ใช่เมืองจันท์? Smart Move For Smart City” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี และผู้ประกอบกิจการ นักธุรกิจในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ตามนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ ในปัจจุบันการขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน และเป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
      โดยจากนโยบายข้างต้นหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จึงได้ตระหนักถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล ที่จะทำให้สามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการทำงาน และยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยให้ผู้ร่วมรับฟังบรรยายได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและปรับใช้เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและช่วยพัฒนาจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดสระบุรีประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะและถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

วันนี้ (11 กรกฎาคม 2562) เวลา 08.29 น. ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนงานราชการ ร่วมกันวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 เห็นชอบให้วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐพิธี โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าปราสาททอง และพระนางศิริธิดา ต่อมาภายหลังถูกยกเป็นพระราชเทวี เสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าว่าเมื่อแรกเสด็จพระบรมราชสมภพนั้น พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชกุมาร” สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อเวลาสองนาฬิกา วันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 12 จุลศักราช 1018 ปีวอก (ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199) มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุกๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มิได้มีแต่เพียงการสร้างลพบุรีเป็นราชธานีที่สองเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบผู้กล้าหาญ ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ ด้วยทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในบูรพาประเทศ ที่เป็นมิตรและสนิทสนมกับชาวยุโรป ที่ต่างมุ่งหวังครอบครองอาณาจักรสยาม และด้วยพระปรีชาญาณ ได้ทรงตัดสินพระทัย เลือกเจริญสัมพันธไมตรีอย่างแน่นแฟ้น กับประเทศฝรั่งเศสเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับประเทศฮอลันดา แม้ว่าการคบค้าสมาคมกับฝรั่งเศส เปรียบเสมือนหนีเสือปะจระเข้ ก็ทรงเลือกเพราะได้ทรงตระหนักดีว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีเจตนาชักชวนให้เข้ารีต ดังนั้น ด้วยพระวิจารณญาณอันสูงส่ง จึงได้ดำเนินการทางการทูต ด้วยความละเอียด สุขุม รอบคอบ ทรงจัดให้มีการแลกเปลี่ยนทูต ทรงขอเวลาศึกษาไตร่ตรองหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา ให้ถ่องแท้เสียก่อน นับได้ว่าทรงบรรลุจุดสุดยอดของการทูตไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลแห่งการกระชับสัมพันธไมตรี กับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เป็นผลให้เกิดการถ่ายเทอารยธรรม ยังความเจริญในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การค้า และสถาปัตยกรรมแก่สยามประเทศ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาในด้านศิลปะวรรณคดีเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไทยไว้หลายเรื่อง ได้แก่ พระราชนิพนธ์โคลงเรื่อง ทศรถสอนพระราม พาลีสอนน้อง ราชสวัสดิ์ และสมุทรโฆษคำฉันท์ เป็นต้น
พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติเป็นเวลา 32 ปี มีพระชนมายุ 56 พรรษา

/ดำรงค์ขื่นจินดารายงาน

“รวบโจ๋ ซิ่งเก๋ง พกปืน กระสุนอื้อ”

      วันนี้ 11 กค.2562 เวลาประมาณ 15.00 น. พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.สน.บุคคโล สั่งการให้ฝ่ายจราจร นำโดย พ.ต.ท.ชยันต์ เบ็ญจาธิกุล รอง ผกก.จร.ฯ พ.ต.ต.อัครพล ถิรพงศานุรักษ์ สว.จร.ฯ พร้อมทีม จร.ร่วมกันกวดขันป้องกันอาชญากรรม และสามารถจับกุมตัวนาย ธานิน ธเนศว์พร อายุ 33ปี พร้อม อาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด9 มม.1กระบอก แมกกาซีน 2 อัน กระสุน34 นัด จับกุมที่บริเวณถนนมไหสวรรย์ ใกล้แยกบุคคโล จึงนำตัวผตห.พร้อมของกลางส่ง พนง.สอบสวนดำเนินคดีต่อไป…


ขอบคุณ​ข้อมูล​ข่าวสาร​

cr.ป๋าหรั่ง/ฝั่งธน​ “ผู้​สื่อข่าว​หนังสือ​พิมพ์​พิมพ์​ไทย”
ธีรพล​ ปลื้มถนอม​ รายงาน

ปคม.รวบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังในเชียงใหม่ หนีคดีตุ๋ยเด็ก

      วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่ 11 ก.ค.62​ ที่กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้า​มนุษย์​ (บก.ปคม.)​ : พลตำรวจ​ตรี​ วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (ผบก.ปคม.)​ และพัน​ตำรวจ​เอก​ มานะ กลีบสัตบุศย์,พัน​ตำรวจ​เอก​ ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (รอง​ผบก.ปคม.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ มารุต กาญจนขันธกุล ผู้กำกับ​การ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (ผกก.1 บก.ปคม.) และพัน​ตำรวจ​ตรี​ ต่อสกุล แสนสุรีย์รังสิกุล สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​การ​ค้ามนุษย์​ (สว.กก.1 บก.ปคม.)​

      ได้ร่วมกันนำกำลังเข้าจับกุมพระครูสีลธาดาธีรเดช ขจรสุข หรือนายธีรเดช ขจรสุข อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 716/2559 ลงวันที่ 5 ต.ค.59 ในฐานความผิด “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำชำเราเด็กอายุเกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตน,กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” โดยจับกุมได้ที่ วัดสายวารี ต.เสด็จ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี

      พ.ต.ต.ต่อสกุลฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อราวเดือนพ.ย.56 ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 14 ปี จำนวน 8 ราย เข้าแจ้งความและขอความช่วยเหลือผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี และเยาวชน และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ตำรวจภูธรภาค 5 ว่าถูก ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งขณะนั้นได้ใช้ชื่อว่าพระธีรเดช สีลธโร เจ้าอาวาสวัดสันป่าสัก จ.เชียงใหม่ พร้อมพวกซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดชื่อดังทางภาคเหนือ ประกอบไปด้วยอดีตพระครูปลัดเปี๊ยก โอกาโส อายุ 54 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, อดีตพระครูประภัสร์วรการ อายุ 60 ปี เจ้าอาวาสวัดกู่ป่าลาน จ.ลำพูน, อดีตพระครูวิทิตรัตนคุณ หรือเสาร์แก้ว เกี๋ยงหล้า อายุ 49 ปี เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่,, อดีตพระจำรัส อธิมุตโต หรือ จำรัส วิรัญชัย อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าผา จ.เชียงใหม่ และอดีตพระดำ หรือ นายธวัชชัย มูลปานันท์ อายุ 45 ปี อดีตพระลูกวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่ ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายทางทวารหนัก ผ่านการออกอุบายจากพระดำ หรือพระชัย หรือนายธวัชชัย มูลปานันท์ หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ว่า จะพาไปอยู่ด้วยมีเงินมีทองให้ใช้ แต่แท้จริงแล้ว กลับพาไปให้ กลุ่มของผู้ต้องหาบังคับข่มขืนกระทำชำเรา โดยสนนราคาที่ 300​ บาท เหตุเกิดระหว่างเดือนก.ค.-ก.ย. ปีเดียวกัน

      ต่อมาตำรวจบช.ภ.5 ได้ทำการจับกุมได้ทั้งขบวนการ ซึ่งภายหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล พบผู้เสียหายเพิ่มอีกหลายราย จึงขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นลักษณะต่างกรรมต่างวาระ และทราบว่าได้หลบหนีออกจากพื้นที่ภาคเหนือ ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม. สืบทราบว่า กลับมาบวชใหม่อีกครั้งที่วัดดังกล่าว โดยใช้ชื่อพระครูสีลธาดาธีรเดช ขจรสุข จึงนำกำลังเข้าจับกุม ทั้งนี้จากการสอบปากคำได้ให้การปฎิเสธ จึงเชิญตัวให้พระสังฆาธิการ จับศึก และนำตัวส่งดำเนินคดี ที่ สภ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบตำรวจ​นอกแถวร่วมกันจ้างวานฆ่า

      วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่ 11 ก.ค.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)​ มีรายงานจากกกองปราบปราม เมื่อวานนี้ว่า พลตำรวจ​โท​ สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการ​ตำรวจ​สอบสวน​กลาง​ (ผบช.ก.)​ ได้สั่งการให้ พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​พร้อมด้วย​ พันตำรวจ​เอก​ สันติ ชัยนิรามัย,พัน​ตำรวจ​เอก​ สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์,พัน​ตำรวจ​เอก​ สุวัฒน์ แสงนุ่ม,พัน​ตำรวจ​เอก​ เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (รองผบก.ป.) และ​ พันตำรวจ​เอก​ เนติ​ วงษ์กุหลาบ​ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.5​ บก.ป.)​

      ร่วมนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.5.บก.ป. จับกุมตัว ร้อยตำรวจ​เอ​ก​ ภาคภูมิ หรือ หยอง ทองแจ้ง อายุ 48 ปี รองสวป.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี​ และน.ส.เพชรรัตน์ ตั้งสิริเมธาพร 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 973-974 /2562 ในข้อหาร่วมกันจ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยสามารถจับกุม​ ร.ต.อ.ภาคภุมิฯ ได้ที่ กองบังคับการ​ตำรวจ​ภูธร​จังหวัด​ราชบุรี​ (บก.ภ.จว.ราชบุรี)​ ส่วน น.ส.เพชรรัตน์ฯ จับ​กุมได้ที่ร้านทองบิ๊กเซ่งเฮง ถนน ประชานิยม ต.บ้าโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  

     โดยคดีนี้สืบเนื่องจากมาเมื่อวันที่ 2 ก.ค.62​ ที่ผ่านมา ได้มีนายอนุพันธ์ ทวีสิทธิศักดิ์ เจ้าของร้านทองแสงเจริญ ในอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้เข้ามาร้องทุกข์กับ พล.ต.ต.จิรภพฯ ว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 21 เมษายน​ 2562​ ที่ผ่านมาได้มีคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ 3 คน ใช้เหล็กฝังน็อตรุมตี ที่ลานจอดรถห้างโลตัส สาขาบ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยมีคนร้ายอีกคนทำหน้าที่คุมเชิงใช้ปืนจี้ ข่มขู่ลูกน้องในร้านทองที่มาด้วย​ และพยายามจะเข้าช่วยเหลือ กระทั่งมีคนในห้างโลตัส ออกมาดูจำนวนมากคนร้ายจึงพากันหลบหนีไป หลังเกิดเหตุลูกน้องได้พาไปรักษาตัว เบื้องต้นพบว่าสมองบวม มีอาการตับฉีก ม้ามฉีก กระดูกซี่โครงหัก แขนหัก รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล​หลายเดือนจนกระทั่ง​อาการเริ่มดีขึ้น
      หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้ไปแจ้งความไว้ที่สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี​ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ที่ก่อเหตุได้ทั้ง 4 คน จากนั้นได้ขยายผลไปถึงผู้จ้างวาน โดยคนร้าย ได้ชี้รูปไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งของสภ.บ้านโป่ง หลังจากนั้นเรื่องได้เงียบหายไป​ โดยไม่มีการออกหมายจับเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งที่ผู้ต้องหาให้การซัดทอดยืนยัน เวลาผ่านมา​ 2 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าจึงได้มาร้องขอให้เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​กองปราบปราม​ ช่วยเหลือทำคดีนี้แทนตำรวจ​ท้องที่​ เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความป็นธรรมเนื่องจากผู้จ้างวานเป็นคนมีสี รับราชการอยู่ในพื้นที่  

      สำหรับสาเหตุการก่อเหตุครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก​ นายอนุพันธุ์ฯ ได้หย่าร้าง​ กับน.ส.เพชรรัตน์ฯ ที่อยู่กินกันมาเกือบ 20 ปี มีบุตรด้วนกัน 2 คน โดยนายอนุพันธ์ฯ ได้ยกร้านทองให้กับภรรยาไปใช้ทำมาหากิน หลังจากแยกกันอยู่​ ได้ 3 ปี ได้มีร.ต.อ.ภาคภูมิฯ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับนายอนุพันธ์ฯ เข้าไปคอยช่วยเหลือดูแล​ น.ส.เพชรรัตน์ฯ จนกระทั่ง​ต่อมาภรรยาเก่าได้ยื่นฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินกันเรื่อยมา แต่ตนไม่ยอมยกให้ ต่อมาได้เกิดเรื่องกับนายโกมลรัตน์ รุ่งเรือง น้องชายผู้เสียหาย ได้ถูกคนร้าย 2 คน ลอบตีได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2562​ ที่ผ่านมา​ เนื่องจากเอารถของนายอนุพันธ์ฯ​ ไปใช้อีกด้วย

      จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งคู่ได้ให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนจึงได้นำตัวไปผลัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาฯ พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากผู้ต้องหาเป็นข้าราชการในพื้นที่ เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยาน เบื้องต้นศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ผู้ต้องต้องหาเป็นข้าราชการในพื้นที่ จึงเห็นตามคำร้องของพนักงานสอบสวน

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

โฆษกนครบาลพบปะสื่อมวลชน​ ร่วมสัมนาแลกเปลี่ยนความเห็น​ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์

      วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 11​ ก.ค.62​ เวลา​ื11.30​ น.​ ณ ห้องบุณยะจินดา สโมสรตำรวจ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ​ : กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พลตำรวจ​ตรี​ จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบช.น.)​ ในฐานะโฆษก กองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​ ได้จัดให้มีการสัมมนาตามโครงการอบรมด้านการประชาสัมพันธ์ แก่ทีมโฆษก รองโฆษก ผู้ช่วยโฆษกและคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ในสังกัดกอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล (บช.น.)​ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่โฆษก​ และการเป็นผู้แทนหน่วยงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จำนวน 241 นาย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ก.ค.62 เวลา 09.00-16.00 น.

      ในการนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ร่วมเสวนากับสื่อมวลชน สัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “สื่อมวลชนกับการประชาสัมพันธ์ของ กองบัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บช.น.)​” โดยมีสื่อมวลชนหลายแขนงเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้​ กว่า​ 50​ คน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กรมทหารม้าที่4รักษาพระองค์ฯ อบรมศิลธรรมวัฒนธรรมทหารฝังธรรมะ​ บรรยายธรรมประจำเดือน

วันที่ 10​ กรกฎาคม 2562 เวลา 13.00 น. พันเอกศรัณย์ รอดบุญธรรม ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ฯ เป็นประธานในพิธีอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมทหาร ประจำเดือน โดยรับฟังธรรมะบรรยายจากพระอาจารย์ ดร.พิภพ พลวฑฒโน วัดเขาแก้วธรรมมาราม อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี มีผู้บังคับกองพัน นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน หน่วยขึ้นตรงกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ฯ กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารม้าที่ 1​ รักษาพระองค์ฯ และกองพันทหารม้าที่ 27 กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ฯ เข้าร่วมในพิธีฯ จำนวน 200 นาย
      การอบรมศีลธรรมฯ ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของการอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมทหาร (ยามปกติ) ของกองทัพบกที่กำหนดให้มีการอบรมด้านศีลธรรมแก่กำลังภายในหน่วยอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ฯ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมสนับสนุนการปลูกฝังเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำลังพลให้มีพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม อันจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกองทัพบกต่อไป
กิจกรรมในครั้งนี้ ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 4​ รักษาพระองค์ฯ ได้เป็นผู้นำและเชิญชวนกำลังพลทุกนายร่วมกันบริจาคปัจจัยร่วมทำบุญบูชากัณฑ์เทศน์ตามกำลังศรัทธา เพื่อเป็นการสร้างกุศลความดีร่วมกัน และฝึกให้กำลังพลรู้จักเสียสละแบ่งปันตามหลักศาสนา​
      จากนั้น พ.อ.ศรัณย์ รอดบุญธรรม ผบ.ม.4 รอ. และคุณอมรรัตน์ รอดบุญธรรม ประธานสมาคมแม่บ้าน พล.ม.2 รอ. สาขา ม.4 รอ. พร้อมด้วย ผบ.นขต.ม.4 รอ.​ ร่วมเดินรณรงค์ต้านยาเสพติดในพื้นที่เขตรับผิดชอบ​ มีนักเรียน​ร่วมเดินรณรงค์ตลอดที่พักร่วมเปิดงานตลาด”ร่วมใจ ของใช้แบ่งปัน” โดย ม.4 รอ. ทำการเปิดร้านขายของราคาต่ำกว่าราคาปกติตามท้องตลาด เพื่อช่วยเหลือรายจ่ายของกำลังพลของหน่วย ณ สนามเด็กเล่น ท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก ม.4 พัน.5 รอ. อีกด้วย

/ดำรงค์ชื่นจินดารายงาน

กองทัพเรือ ขับเคลื่อนสืบสานต่อยอดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อ 10 ก.ค.62 กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ดำเนินการติดตามตามนโยบายของผู้บัญชา​การทหาร​เรือ ด้านการส่งเสริมความจงรักภักดี ปกป้องสถาบัน สิ่งที่เป็นพระราโชบาย หรือสิ่งที่มีพระราชดำริ ต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และไม่มีข้อบกพร่อง ในการขับเคลื่อนสืบสานต่อยอดในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการจัดการ ดิน น้ำ ป่า ภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของ หน่วยบัญชาการ​นาวิกโยธิน​ กองทัพเรือ ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จังหวัดจันทบุรี โดยมี นาวาเอก พลวัต ดารานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ผู้แทนเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ พร้อมทั้ง คุณสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์ ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ/รองหัวหน้าคณะทำงานเผยแพร่องค์ความรู้อินทรีย์​วิถีไทยของกองทัพเรือ และคณะฯ บรรยายชี้แนะแนวทาง เพื่อดำเนินการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่กองทัพเรือ ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

นิราช ทิพย์ศรี จ.ชลบุรี รายงาน
ภาพ/ข่าว กองกิจการ​พลเรือน​ สำนัก​กิจการ​พลเรือน​ กรม​กิจการ​พลเรือน​ทหารเรือ​