
ทบ. ต้อนรับผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฮังการีเข้าเยี่ยมคำนับอำลาตำแหน่ง พร้อมแนะนำผู้ช่วยทูตฯ ท่านใหม่ มุ่งสานต่อความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) พลเอก อาวุธ พุทธอำนวย เสนาธิการทหารบก ให้การต้อนรับ พันเอก ลาสโล ปอลโลช (László Pallos) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฮังการีประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับเพื่ออำลาเนื่องในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งแนะนำ พันโท ดร. วิกเตอร์ แอร์เดสซ์ (Viktor Erdész) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฮังการีประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเข้ารับหน้าที่แทน ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก
ในการหารือ เสนาธิการทหารบกกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฮังการีที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน 157 ปี พร้อมชื่นชมบทบาทของกองทัพฮังการีในการปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภารกิจรักษาสันติภาพ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลกองทัพไทยจำนวน 2 นาย เข้ารับการอบรมหลักสูตรด้านการรักษาสันติภาพ ณ ประเทศฮังการี นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของกองทัพฮังการีภายใต้โครงการ Zrínyi 2026 ซึ่งมุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านยุทโธปกรณ์
ในโอกาสนี้ เสนาธิการทหารบกได้แสดงความสนใจต่อศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของฮังการี และเสนอให้ทั้งสองกองทัพพิจารณาขยายความร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนกำลังพลเพื่อศึกษาดูงานและเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการผลิตและพัฒนายุทโธปกรณ์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนที่นั่งการศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างกัน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพกำลังพลของทั้งสองประเทศ
ด้านผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฮังการีกล่าวถึงความมุ่งมั่นของกองทัพฮังการีในการยกระดับขีดความสามารถทางทหาร ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนายุทโธปกรณ์ พร้อมแสดงความยินดีและความมุ่งหวังที่จะได้สานต่อความร่วมมือกับกองทัพบกให้มีความก้าวหน้าและเกิดผลเป็นรูปธรรม
การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกองทัพบกกับกองทัพฮังการี โดยมุ่งต่อยอดความร่วมมือทั้งด้านการศึกษา การพัฒนากำลังพล และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถของทั้งสองกองทัพในระยะยาว
นที มีเดช รายงาน



