
ถ้าวันนี้มีคนถามคุณว่า ในปี 2050 หรือเหลือเวลาอีกเพียง 24 ปี กรุงเทพฯ จะจมน้ำจริงไหม? คุณจะตอบว่าอย่างไร?
บางคนอาจตอบว่า “จริง” เพราะเห็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกน้ำกัดเซาะเพิ่มขึ้น บางคนอาจตอบว่า “ไม่จริง” เพราะคิดว่าเป็นการสร้างความตื่นตระหนก
แต่เมื่อผมลองตามดูต้นตอของข่าว งานวิจัย และข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ ผมกลับพบว่า คำตอบไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะโต้แย้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า โลกกำลังร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น และกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่มีความเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
1. แล้ว “ปี 2050 หรืออีก 24 ปี” มาจากไหน?
ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการอ้างอิงปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่องค์กรด้านภูมิอากาศหลายแห่งใช้เป็น “หมุดหมาย” ในการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change) เป็นต้นหลายคนจึงหยิบตัวเลขปี 2050 มาขยายความว่า “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ”ต้นตอของข่าวไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน และเมืองชายฝั่งจำนวนมาก รวมทั้งพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา อาจได้รับผลกระทบมากขึ้นในอนาคต
2. กรุงเทพฯ กำลังเผชิญ “สองปัญหา” พร้อมกัน!
เมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ หลายคนมักคิดถึงเพียงเรื่อง “น้ำทะเลสูงขึ้น” แต่ในความเป็นจริง กรุง เทพฯ กำลังเผชิญปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 2 เรื่องพร้อมกันเรื่องแรกคือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ธารน้ำแข็งกำลังละลาย ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยจำนวนมาก และแทบไม่มีข้อโต้แย้ง สำหรับระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย ข้อมูลที่มีอยู่แสดงให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง แต่แต่ละงานศึกษาใช้ช่วงเวลาและวิธีการวิเคราะห์แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขจากแต่ละงานมาเปรียบเทียบตรงๆ โดยไม่อธิบายข้อจำกัดของข้อมูลเรื่องที่สองคือ การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ในอดีต กรุงเทพฯ เคยทรุดตัวอย่างรวดเร็วจากการสูบน้ำบาดาล แต่หลังจากมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาล อัตราการทรุดตัวได้ลดลงอย่างมากกรุงเทพฯ กำลังเผชิญทั้งสองปัจจัยพร้อมกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมืองหลวงของเราจึงถูกจับตามองจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่การมี “ความเสี่ยงสูง” ก็ไม่ได้หมายความว่า “จะจมน้ำทั้งเมืองในปี 2050”
3. สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืออะไร?
สำหรับผม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การฟันธงว่ากรุงเทพฯ จะจมหรือไม่จมในปี ค.ศ. 2050 แต่คือการที่เราอาจยังไม่มีการศึกษาระดับชาติที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างรอบ คอบและเป็นเอกภาพเรามีงานศึกษาที่มีคุณค่าอยู่หลายชิ้น แต่ส่วนใหญ่ศึกษาประเด็นเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำทะเล การทรุดตัวของแผ่นดิน น้ำบาดาล หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่สิ่งที่ประเทศต้องการ คือการบูรณาการข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงในภาพรวม
4. แล้วเราควรกังวลหรือไม่?
คำตอบของผมคือ… ควรกังวล แต่ควรกังวลอย่างมีข้อมูล เราไม่ควรตื่นตระหนกจากข่าวที่ได้รับ และก็ไม่ควรปฏิเสธคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์สิ่งที่เราต้องทำคือ เข้าใจความเสี่ยงให้ถูกต้อง แล้วบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพราะเมืองชายฝั่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์ แลนด์ สิงคโปร์ ลอนดอน หรือเวนิส ต่างก็ไม่ได้รอให้เมืองจมน้ำก่อนจึงเริ่มลงมือ พวกเขาเริ่มวางแผนล่วงหน้าหลายสิบปี5. ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหากความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมีนัยสำคัญ รัฐบาลไม่ควรรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงแก้ไข แต่ควรเร่งจัดทำการศึกษาระดับชาติที่บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านสมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา วิศวกรรม อุทกวิทยา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐศาสตร์ และการวางผังเมือง
การศึกษาดังกล่าวควรตอบคำถามสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
- ความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบในอีก 20-50 ปีข้างหน้า มีมากน้อยเพียงใด
- หากมีความเสี่ยงสูง เรามีทางเลือกในการป้องกันและลดผลกระทบอะไรบ้าง พร้อมข้อดี ข้อจำกัด และความคุ้มค่าของแต่ละแนวทาง
- ควรเริ่มดำเนินการเมื่อใด เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง
6. บทสรุป
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อยืนยันว่า “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ” หรือเพื่อปฏิเสธว่าข่าวทั้งหมดว่าไม่เป็นความจริง แต่ผมเชื่อว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะตัดสินจากข่าวที่เราได้รับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ความตื่นตระหนก และไม่ใช่การด่วนสรุป แต่คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วนเพราะหากความเสี่ยงมีอยู่จริง การเริ่มศึกษาตั้งแต่วันนี้ย่อมดีกว่าการรอให้ถึงวันที่ไม่มีเวลาพอสำหรับการป้องกันอีกต่อไป
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร